ออสเตรเลียประกาศภาวะ “ไฟป่าขั้นหายนะ” รับมือคลื่นความร้อนถล่มทั่วประเทศ สั่งปิด รร. เกือบ 500 แห่ง

ออสเตรเลียประกาศภาวะ "ไฟป่าขั้นหายนะ" รับมือคลื่นความร้อนถล่มทั่วประเทศ สั่งปิด รร. เกือบ 500 แห่ง

8 ม.ค. 2569 14:21 น.

ออสเตรเลียประกาศภาวะ “ไฟป่าขั้นหายนะ” รับมือคลื่นความร้อนถล่มทั่วประเทศ สั่งปิด รร. เกือบ 500 แห่ง

ออสเตรเลียเตรียมเผชิญภาวะไฟป่าระดับ “หายนะ” ในวันที่ 9 ม.ค. นี้ หลังคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมเกือบทุกรัฐทั่วประเทศ ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส นักอุตุนิยมวิทยาเตือนเป็นสถานการณ์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ไฟป่า “Black Summer” เมื่อ 6 ปีก่อน

ทางการออสเตรเลียประกาศยกระดับเตือนภัยไฟป่าสู่ระดับสูงสุดในหลายพื้นที่ หลังสำนักอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรง ในเกือบทุกรัฐและเขตปกครองทั่วประเทศ ยกเว้นรัฐควีนส์แลนด์ โดยคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงต่อเนื่องไปอีกหลายวัน

รัฐวิกตอเรียประกาศภาวะ “ห้ามจุดไฟโดยเด็ดขาด” สำหรับวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) พร้อมยกระดับความเสี่ยงไฟป่าสู่ระดับ “Catastrophic” หรือระดับหายนะ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดในระบบเตือนภัย 4 ระดับ ส่งผลให้โรงเรียนและศูนย์ดูแลเด็กเล็กกว่า 450 แห่งต้องปิดทำการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

ทิม วีบุช กรรมาธิการจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งรัฐวิกตอเรีย เตือนว่า ระดับความเสี่ยงหายนะหมายความว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นอาจ “ไม่สามารถคาดเดาและควบคุมได้” พร้อมเร่งให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงรีบอพยพออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

สถานการณ์ความร้อนเริ่มทวีความรุนแรงตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา โดยมีสถิติที่น่าสนใจ เช่นที่เมืองเมลเบิร์น เผชิญวันที่ร้อนที่สุดในรอบ 6 ปี โดยอุณหภูมิแตะ 40.9 องศาเซลเซียส ส่วนที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เมืองชายฝั่งบางแห่งอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 49 องศาเซลเซียส ขณะที่นครซิดนีย์คาดว่าความร้อนจะพุ่งถึงจุดสูงสุดในวันเสาร์ที่ 42 องศาเซลเซียส

แองกัส ไฮนส์ นักอุตุนิยมวิทยาจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า วันศุกร์นี้จะเป็นช่วง “พีค” ที่สุดของมวลความร้อน ซึ่งจะมาพร้อมกับกระแสลมแรงและพายุฝนฟ้าคะนองที่ไม่มีฝนแต่มี “พายุฝนฟ้าคะนองแห้ง” ซึ่งเป็นเชื้อไฟสำคัญที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ลุกลาม

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า รูปการณ์ในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ความร้อนที่กินเวลายาวนานและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ “Black Summer” ซึ่งไฟป่าได้โหมกระหน่ำไปทั่วชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียตั้งแต่ปลายปี 2019 ถึงต้นปี 2020 ทำลายพื้นที่หลายล้านเฮกตาร์ ทำลายบ้านเรือนหลายพันหลัง และปกคลุมเมืองต่างๆ ด้วยควันพิษ

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์กำลังเร่งมือควบคุมเพลิงที่เกิดขึ้นหลายจุด โดยมีการระดมเครื่องบินโปรยน้ำกว่า 10 ลำ เข้าสกัดกั้นไฟป่าใกล้เมืองโวดองกา เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามเข้าสู่เขตชุมชน.

ที่มา BBC

สิ่งที่เรารู้: สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

สิ่งที่เรารู้: สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

8 ม.ค. 2569 13:16 น.

สิ่งที่เรารู้: สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการดุเดือดไล่ล่าและสั่งยึดเรือบรรทุกน้ำมัน “กองเรือผี” 2 ลำ ทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลแคริบเบียน โดยสามารถสกัดจับเรือ “มาริเนรา” ที่พยายามพรางตัวติดธงรัสเซียหนีการจับกุมนานกว่า 2 สัปดาห์ และเรือ “เอ็ม โซเฟีย” ขณะลักลอบขนส่งน้ำมันเวเนซุเอลาไปเอเชีย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างรัฐบาลทรัมป์และรัสเซีย ท่ามกลางมาตรการปิดล้อมทางทะเลขั้นสูงสุด และการส่งสัญญาณเตือนจากวอชิงตันว่าความอดทนต่อเครมลินในปมสงครามยูเครนและพันธมิตรเวเนซุเอลากำลังจะสิ้นสุดลง

กองทัพสหรัฐฯ สามารถยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างดุเดือดในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและทะเลแคริบเบียน

เริ่มจากเรือน้ำมัน มาริเนรา (Marinra) หรือชื่อเดิม เบลลา-1 (Bella-1) ถูกยึดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ บริเวณน่านน้ำระหว่างไอซ์แลนด์และสหราชอาณาจักร หลังจากถูกกองเรือสหรัฐฯ ไล่ล่าข้ามมหาสมุทรมานานกว่า 2 สัปดาห์ กองบัญชาการทหารประจำภาคพื้นยุโรปของสหรัฐฯ ระบุว่า ได้เข้ายึดเรือลำดังกล่าวเนื่องจากละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ พร้อมเผยแพร่ภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้อยู่ในระยะไกล

ปฏิบัติการยึดเรือลำนี้สร้างความตึงเครียดอย่างมาก เนื่องจากระหว่างที่ถูกไล่ล่า ลูกเรือได้เปลี่ยนชื่อเรือจาก เบลลา-1 เป็น มาริเนรา และเปลี่ยนไปติดธงรัสเซียเพื่อขอความคุ้มครอง โดยมีรายงานว่ามีเรือดำน้ำของรัสเซียแล่นอยู่ใกล้ๆ ในพื้นที่นั้นด้วย แต่ไม่มีการปะทะกันโดยตรง กระทรวงกลาโหมอังกฤษยืนยันว่าได้ส่งเครื่องบินสอดแนมและเรือรบช่วยสนับสนุนภารกิจของสหรัฐฯ ครั้งนี้

ขณะเดียวกัน หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับเวเนซุเอลาอีกลำหนึ่งในน่านน้ำลาตินอเมริกา เมื่อวานนี้ โดยกองบัญชาการภาคใต้ของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ ชื่อ เอ็ม โซเฟีย (M Sophia) ซึ่งติดธงปานามาและอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ถูกสกัดกั้นก่อนรุ่งสาง ขณะกำลังปฏิบัติการในน่านน้ำสากลของทะเลแคริบเบียน และถูกระบุว่าเป็นเรือบรรทุกน้ำมันไร้สัญชาติ (Stateless) ในกองเรือผี (Ghost Fleet) ที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร จากการลักลอบขนส่งน้ำมันเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยเรือกำลังมุ่งหน้าไปส่งน้ำมันที่เอเชีย คาดว่าเป็นจีน โดยใช้โหมดเดินเรือล่องหน หรือปิดเครื่องส่งสัญญาณติดตาม

กองกำลังทางเรือของรัสเซียกำลังเดินทางไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันมาริเนรา เมื่อถูกกองกำลังสหรัฐฯ ยึดได้ในวันพุธ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการเผชิญหน้าอย่างเปิดเผยที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียในสมัยที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ผลักดันให้ยุติสงครามของรัสเซียในยูเครน

เกิดอะไรขึ้น?

สหรัฐฯ ได้ทำการปิดล้อมทางทะเลต่อเวเนซุเอลาในเดือนธันวาคม ขณะที่พยายามกระชับอำนาจของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ก่อนที่เขาจะถูกจับกุมอย่างไม่คาดคิดในวันที่ 3 ม.ค. คำสั่งห้ามเรือที่ถูกคว่ำบาตรทั้งหมดเข้าหรือออกจากท่าเรือของเวเนซุเอลาถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดอย่างมากและคุกคามการค้าขายน้ำมันที่สำคัญของประเทศ

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พยายามสกัดเรือเบลลา-1 เนื่องจากไม่ได้ติดธงชาติที่ถูกต้อง เรือลำเดียวกันนี้เคยถูกคว่ำบาตรในเดือนกรกฎาคม 2024 จากข้อกล่าวหาว่าขนส่งน้ำมันและสร้างรายได้ให้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และเรือลำนี้ได้ออกเดินทางจากอิหร่าน

เรือไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ขึ้นไปบนเรือและหลบหนีไปยังน่านน้ำสากลในทิศทางยุโรป

หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ไล่ล่าเรือลำนี้เป็นเวลาสองสัปดาห์ แม้ว่าทีมปฏิบัติการพิเศษทางทหารของสหรัฐฯ จะปฏิบัติภารกิจจับกุมมาดูโร พันธมิตรที่แข็งแกร่งของรัสเซีย และนำตัวเขาไปยังนิวยอร์กเพื่อเผชิญข้อหาค้ายาเสพติดก็ตาม ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า รัสเซียได้ขออย่างเป็นทางการให้สหรัฐฯ ยุติการไล่ล่า ตามรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์

ขณะแล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ลูกเรือได้เปลี่ยนชื่อเรือเบลลา-1 เป็นมาริเนรา จดทะเบียนใหม่ในฐานข้อมูลเรือของรัสเซีย และวาดธงชาติรัสเซียลงบนตัวเรือ

มีรายงานว่ารัสเซียได้ส่งเรือดำน้ำไปคุ้มกันเรือลำดังกล่าวในวันอังคาร (6 ม.ค.)  แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไป

ก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึง สหรัฐฯ ก็ไล่ตามเรือทันในน่านน้ำระหว่างไอซ์แลนด์และอังกฤษ สำนักข่าว RT ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย ได้เผยแพร่สิ่งที่อ้างว่าเป็นภาพจากดาดฟ้าเรือมาริเนรา ที่แสดงให้เห็นเรือของอเมริกาพยายามเข้าสกัดกั้นเรือลำดังกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย

กองบัญชาการยุโรปของสหรัฐฯ กล่าวว่า การยึดเรือครั้งนี้สนับสนุนความพยายามของทรัมป์ “ในการกำหนดเป้าหมายเรือที่ถูกคว่ำบาตรซึ่งคุกคามความมั่นคงและเสถียรภาพของซีกโลกตะวันตก”

กระทรวงกลาโหมของอังกฤษกล่าวว่าได้ให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้

“นี่คือเรือของกองเรือลับของเวเนซุเอลาที่ขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร” คาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธ โดยเสริมว่าการยึดเรือได้รับอนุญาตจากคำสั่งศาล และลูกเรืออาจถูกดำเนินคดี

นี่ไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมันเพียงลำเดียวที่ปฏิบัติการในน่านน้ำเวเนซุเอลาแล้วเปลี่ยนธงเป็นธงรัสเซียในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา การที่รัสเซียนำธงของตนเองมาติดบนเรือบรรทุกน้ำมันบางลำที่เคยอยู่ในกองเรือลับนั้น เท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวตนของเรือเหล่านั้นออกมาสู่สายตาชาวตะวันตกอย่างโจ่งแจ้ง

เครก เคนเนดี นักวิจัยจากศูนย์เดวิสเพื่อการศึกษาด้านรัสเซียและยูเรเซีย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า การตัดสินใจของรัสเซียในการจดทะเบียนเรือลำนี้ อาจเป็นการพยายามสร้างอำนาจต่อรองโดยการหลีกเลี่ยงการปิดล้อมน้ำมันของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลา

“การยึดเรือที่ติดธงรัสเซียในทะเลหลวง คือการไม่เคารพการอ้างสิทธิ์อำนาจศาลแต่เพียงผู้เดียวของรัสเซียเหนือเรือลำนั้น” เคนเนดีกล่าว พร้อมเสริมว่ารัสเซียอาจคิดว่าสหรัฐฯ จะไม่ขึ้นไปตรวจค้นเรือที่ติดธงรัสเซีย

เคนเนดีกล่าวว่า แต่รัสเซียคำนวณผิดพลาดว่าทรัมป์จะดำเนินการไปได้มากแค่ไหน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ ได้จับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ในช่วงก่อนรุ่งสาง ซึ่งขณะนี้ทั้งสองกำลังถูกดำเนินคดีในนิวยอร์ก

“นี่คือความพยายามของรัสเซียที่จะใช้การแทรกแซงการปิดล้อมของสหรัฐฯ มาเป็นข้อต่อรอง” เคนเนดีกล่าว “แล้วมันก็ส่งผลเสียต่อรัสเซียเอง”

ทฤษฎีอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าอาจมีบางสิ่งที่มีค่าสำหรับรัสเซียอยู่ภายในเรือลำนั้น แม้ว่าเรือจะไม่มีน้ำมัน แต่เส้นทางที่เรือเคยใช้ระหว่างอิหร่านและเวเนซุเอลาถูกสงสัยว่าเป็นเส้นทางสำหรับการค้าที่ผิดกฎหมาย รวมถึงอาวุธด้วย

เพื่อเพิ่มความเสี่ยง รัสเซียได้ส่งกำลังทางเรือ รวมถึงเรือดำน้ำ ไปคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวในสัปดาห์นี้ ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานดังกล่าวออกมาก่อนที่กองกำลังสหรัฐฯ จะขึ้นไปบนเรือเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อวอชิงตันประกาศว่าเรือถูกยึดเนื่องจาก “ละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ”

รัสเซียตอบสนองอย่างไร?

รัสเซียมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่ค่อนข้างเงียบงัน กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเรียกร้องให้ “ปฏิบัติต่อลูกเรือชาวรัสเซียบนเรืออย่างมีมนุษยธรรมและมีศักดิ์ศรี”

กระทรวงคมนาคมรัสเซียประณามการยึดเรือดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการเดินเรือ กระทรวงฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 เสรีภาพในการเดินเรือมีผลบังคับใช้ในน่านน้ำทะเลหลวง และไม่มีรัฐใดมีสิทธิใช้กำลังต่อเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องภายใต้เขตอำนาจศาลของรัฐอื่น”

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในช่วงหลังเหตุการณ์ทันทีนั้น ไม่มีเสียงของเจ้าหน้าที่รัสเซียออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งโดยปกติแล้วพวกเขามักจะรีบวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่เป็นปรปักษ์ของสหรัฐฯ

หนึ่งในไม่กี่คนที่ออกแถลงการณ์คือ วุฒิสมาชิกอันเดรย์ คลิชัส ซึ่งเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “การปล้นสะดมทางทะเลอย่างโจ่งแจ้ง” ในโพสต์บนช่องเทเลแกรมของเขา

ดูเหมือนว่าปูตินพยายามลดความขัดแย้งกับทรัมป์นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แม้จะมีความตึงเครียดทางประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ปูตินก็ยอมรับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความเต็มใจของทรัมป์ที่จะเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย และพยายามเน้นย้ำถึงความร่วมมือมากกว่าความเป็นปรปักษ์ระหว่างสองประเทศ

คอนสแตนติน คาลาเชฟ นักวิเคราะห์อิสระกล่าวกับสำนักข่าวออสโตโรจโน มีเดียว่า “ทรัมป์ผิดหวังอย่างชัดเจนที่ความขัดแย้งในยูเครนยังไม่ยุติลง และการยึดเรือบรรทุกน้ำมันสามารถมองได้ว่าเป็นสัญญาณว่าความอดทนของเขามีขีดจำกัด”

อย่างไรก็ตาม เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าทรัมป์มีความสัมพันธ์ที่ “เปิดเผย ซื่อสัตย์ และดีมาก” กับปูติน เมื่อถูกถามว่าการยึดเรือบรรทุกน้ำมันจะทำให้ความตึงเครียดกับรัสเซียรุนแรงขึ้นหรือไม่.

ที่มา The Guardian / The Moscow Times

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ "ปรินซ์แบงก์" ของ "เฉิน จื้อ" หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

8 ม.ค. 2569 13:07 น.

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) มีคำสั่งให้ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีและยุติการให้บริการทันที หลัง “เฉิน จื้อ” ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่ม Prince Holding Group ถูกสหรัฐฯ ฟ้องในคดีฉ้อโกงหลายพันล้านดอลลาร์ และเพิ่งถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีน

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันนี้ (8 ม.ค.) สั่งให้ ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (Liquidation) ตามกฎหมายของราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี Morisonkak MKA เป็นผู้ชำระบัญชีอย่างเป็นทางการ

ตามแถลงการณ์ระบุว่าปรินซ์แบงก์ถูกสั่งระงับการให้บริการธนาคารใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการรับฝากเงินและการให้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ทาง NBC ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับลูกค้าดังนี้ โดยผู้ฝากเงิน สามารถถอนเงินได้ตามปกติ โดยเตรียมเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม ส่วนผู้กู้เงินยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ

“ปรินซ์แบงก์” เป็นบริษัทในเครือของ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ซึ่งก่อตั้งโดย นายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของนานาชาติ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เขาถูกทางการสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตร ในข้อหาบงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใช้แรงงานเหยื่อค้ามนุษย์ในกัมพูชา 

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา นายเฉินถูกฟ้องร้องในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดบิทคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 BTC ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันสูงกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ เขาอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มบริษัท Prince Group ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และทางการจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมและการส่งตัวในครั้งนี้

เฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ เฉิน เป็นเจ้าของ Prince Holding Group หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในกัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ที่ประกอบด้วยบริษัทหลายแห่ง มีธุรกิจมากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา ทั้งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การบิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม เขามีความใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเมืองระดับสูงของกัมพูชา เริ่มจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับ ซอร์ เค็ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ในปี 2017 จากนั้นไต่เต้าไปเรื่อยๆ สนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาโดยตรงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เนี๊ยะออกญา เฉิน จื้อ.

กอทูเล ประกาศฝันรัฐเอกราช ประเทศใหม่บนแผนที่โลก?

กอทูเล ประกาศฝันรัฐเอกราช ประเทศใหม่บนแผนที่โลก?

8 ม.ค. 2569 13:05 น.

กอทูเล ประกาศฝันรัฐเอกราช ประเทศใหม่บนแผนที่โลก?

ทั่วโลกจับตา เมื่อกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งได้ขยับหมากครั้งสำคัญ ด้วยการประกาศจัดตั้ง “สาธารณรัฐกอทูเล” พร้อมตั้งรัฐบาลของตนเอง ท่ามกลางความขัดแย้งในเมียนมา

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 กองทัพกอทูเล (Kawthoolei Army – KTLA) ซึ่งเป็นกลุ่มแตกตัวออกมาจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union – KNU) ได้ประกาศยกระดับ “รัฐบาลกอทูเล” ขึ้นเป็นรัฐเอกราชเต็มรูปแบบ โดยอ้างถึงการล่มสลายของอำนาจรัฐส่วนกลางเมียนมา และสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชนชาติกะเหรี่ยง

ผู้อยู่เบื้องหลังการประกาศครั้งนี้คือ พลเอกเนอดา เมียะ อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลัง KNDO ภายใต้ KNU ซึ่งก่อตั้ง KTLA ในปี 2022 หลังถูกขับออกจากองค์กร จากกรณีถูกกล่าวหาว่ากองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของเขาประหารชีวิตพลเรือน 25 รายในปี 2021 โดยเจ้าตัวอ้างว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นสายข่าวของกองทัพเมียนมา

ที่มาของสาธารณรัฐกอทูเล

กอทูเล (Kawthoolei) คือดินแดนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมและการปกป้องของ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union – KNU) โดยมีกองกำลังติดอาวุธหลัก 2 หน่วย คือ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) และ องค์การป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO)

หลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 KNU ได้ขยายกำลังด้วยการผนวกรวมกองกำลัง People’s Defense Force (PDF) ซึ่งแม้จะนำโดยนายทหารกะเหรี่ยง แต่ประกอบด้วยนักรบจากเมืองใหญ่ในภาคกลางของเมียนมาจำนวนมาก สะท้อนบทบาทของกอทูเลในฐานะหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร

แม้จะไม่แน่ชัดว่าพื้นที่ของ กอทูเลจะกว้างใหญ่เพียงใด แต่ตามแผนที่ที่ KNU ใช้อ้างอิง ดินแดนกอทูเลครอบคลุม รัฐกะเหรี่ยง (Karen State) รวมถึงบางส่วนของ เขตพะโคตะวันออก (Bago Region), เขตตะนาวศรี (Tanintharyi Region) และ รัฐมอญตอนเหนือ (Mon State)

แม้สื่อระหว่างประเทศมักเรียกกองกำลังกะเหรี่ยงว่า “กบฏ” แต่ KNU ปฏิเสธคำจำกัดความดังกล่าว โดยยืนยันว่า KNLA และ KNDO คือ “กองทัพที่ชอบธรรม” ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องดินแดนของตนเอง และไม่อาจถูกมองว่าเป็นกบฏในประเทศของตัวเองได้

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2023 KTLA ได้เริ่มจัดตั้ง “รัฐบาลกอทูเล” ก่อนจะประกาศยกระดับเป็น สาธารณรัฐกอทูเล อย่างเป็นทางการในต้นปี 2026 โดยระบุว่าเป็นทางเลือกเดียวของชาวกะเหรี่ยงท่ามกลางการล่มสลายของรัฐเมียนมา

โครงสร้างรัฐคู่ขนาน

ตามแถลงการณ์ของกลุ่ม KTLA สาธารณรัฐกอทูเลจะมีรัฐบาลเต็มรูปแบบ ครอบคลุม 16 กระทรวง ทั้งด้านกลาโหม มหาดไทย การต่างประเทศ การคลัง ป่าไม้ เกษตร เหมืองแร่ และสาธารณสุข โดยมีผู้นำหลัก ได้แก่

  • ประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด: พลเอก เนอดา เมียะ
  • รองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีต่างประเทศ: ซอ ซา เก โพ
  • รองประธานาธิบดีคนที่สอง: เดวิด ตากาบอ
  • นายกรัฐมนตรี: ซอ โพ ทู เล
  • รัฐมนตรีกลาโหม: เดวิด ลอว์ ดู

KNU ปฏิเสธเกี่ยวข้อง ชี้บ่อนทำลายเอกภาพ

ด้าน KNU ออกแถลงการณ์ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการประกาศสาธารณรัฐกอทูเล พร้อมระบุว่า KTLA เป็นเพียงกลุ่มแตกแยกที่ยิ่งซ้ำเติมความซับซ้อนของการเมืองกะเหรี่ยง และบ่อนทำลายเอกภาพของขบวนการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อย

KNU ยืนยันจุดยืนเดิมว่า การต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยงควรมุ่งไปสู่ การปกครองตนเองภายใต้สหพันธรัฐเมียนมาในอนาคต ไม่ใช่การแยกตัวเป็นรัฐเอกราชโดยลำพัง

ทั้งนี้ คำว่า “กอทูเล” ในตำนานกะเหรี่ยงหมายถึง “ดินแดนไร้ความมืดมน” หรือแผ่นดินแห่งดอกไม้ เคยเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยงมานานหลายทศวรรษ โดย KNU ใช้ชื่อนี้ในการบริหารพื้นที่ของตนมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950

อย่างไรก็ตาม การประกาศสาธารณรัฐกอทูเลโดย KTLA ถูกมองว่าเป็นการเดินคนละเส้นทางกับ KNU และสะท้อนรอยร้าวเชิงอุดมการณ์ที่ลึกขึ้น ท่ามกลางบริบทที่รัฐกะเหรี่ยงกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งการปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์ การเปลี่ยนผ่านของกองกำลัง BGF ไปสู่ KNA และการแข่งขันอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธหลากฝ่าย

ประเทศใหม่บนแผนที่โลก หรือจุดแตกหักใหม่ของเมียนมา?

ในขณะที่สงครามกลางเมืองเมียนมายังคงดำเนินต่อไป การประกาศรัฐเอกราชของกอทูเลจึงไม่เพียงเป็นการท้าทายอำนาจรัฐบาลทหาร แต่ยังตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของประเทศโดยรวม ว่าการลุกขึ้นประกาศเป็นรัฐเอกราชครั้งนี้ จะเป็นก้าวแรกของการกำหนดชะตากรรมตนเอง หรือจะยิ่งผลักความขัดแย้งให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ มากขึ้นกว่าเดิม 

ขณะที่เส้นทางการเป็นรัฐเอกราชหรือประเทศใหม่บนแผนที่โลกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังต้องการการรับรองจากประชาคมโลกในฐานะรัฐเอกราช ในเวลานี้กอทูเลจึงยังเป็นเพียงรัฐตามคำประกาศขายฝันของนายพลเนอดา เมียะเท่านั้น.

ที่มา : DVB , Burma Insight

“ทรัมป์” เตรียมยึด-ควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา

"ทรัมป์" เตรียมยึด-ควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา

8 ม.ค. 2569 12:12 น.

“ทรัมป์” เตรียมยึด-ควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา

รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทเหนืออำนาจอธิปไตยของเวเนซุเอลา โดยจะเป็นผู้ “ควบคุม” การตัดสินใจของรัฐบาลรักษาการและควบคุมการขายน้ำมันของประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลกแห่งนี้อย่างไม่มีกำหนด

คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงว่าภายหลังปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษที่เข้าจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภรรยาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) ทำให้สหรัฐฯ มี “อำนาจต่อรองสูงสุด” เหนือหน่วยงานรักษาการในเวเนซุเอลา โดยระบุชัดเจนว่า “การตัดสินใจของพวกเขาจะยังคงถูกบงการโดยสหรัฐอเมริกา”

ปฏิบัติการครั้งนี้ ทรัมป์เรียกว่า “Donroe Doctrine” ที่เป็นการดัดแปลงจากหลักการมอนโร เพื่อย้ำเตือนถึงอิทธิพลเหนือชาติในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่เปรียบเสมือนสนามหลังบ้านของสหรัฐฯ

แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทรัมป์วางไว้ระบุว่า เวเนซุเอลาต้องส่งมอบน้ำมันดิบระหว่าง 30-50 ล้านบาร์เรลให้สหรัฐฯ เป็นผู้ดำเนินการขาย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ “เงินรายได้จากการขายน้ำมันดังกล่าว เวเนซุเอลาจะต้องนำไปใช้ซื้อสินค้าที่ผลิตในอเมริกาเท่านั้น” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตร เครื่องจักร อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงอุปกรณ์ด้านพลังงาน

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวานนี้อ้างแหล่งข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และคณะที่ปรึกษากำลังวางแผนเข้ายึดครองอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาในช่วงหลายปีข้างหน้า แผนที่กำลังพิจารณาอยู่ เช่น เข้าไปควบคุมพีดีวีเอสเอ (PDVSA) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐ ผ่านการทำข้อตกลงลงทุนร่วมที่เวเนซุเอลาเคยทำกับบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อซื้อและจัดจำหน่ายน้ำมันที่เวเนซุเอลาผลิตได้ 

ด้าน PDVSA เปิดเผยในวันเดียวกันว่า มีความคืบหน้าในการเจรจากับสหรัฐฯ โดยที่สหรัฐฯ จะต้องซื้อน้ำมันในราคาสากล หนึ่งวันหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลเวเนซุเอลาเรื่องให้สหรัฐฯ ซื้อน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาได้สูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62,860 ล้านบาท)

นอกจากนี้ คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ยังเสริมว่า สหรัฐฯ จะเข้ามาดูแลการตลาดน้ำมันดิบให้เวเนซุเอลา “อย่างไม่มีกำหนด” เพื่อจัดการกับน้ำมันที่ค้างสต็อกและผลผลิตที่จะตามมาในอนาคต

ขณะที่สหรัฐฯ กำลังประกาศชัยชนะ ทางฝั่งเวเนซุเอลาได้เปิดเผยข้อมูลว่า ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ในจำนวนนี้รวมถึงทหารคิวบา 32 นายที่ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้มาดูโร

เดลซี โรดริเกซ ผู้นำรักษาการของเวเนซุเอลา กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “นี่คือรอยด่างพร้อยในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเรา”

เพื่อเป็นการตอกย้ำอำนาจ สหรัฐฯ ยังได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลา ซึ่งรวมถึงเรือ “มาริเนรา” ที่ติดธงรัสเซียกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยเมินเฉยต่อคำประณามจากมอสโก และยืนยันว่าเรือลำดังกล่าวเป็นเรือไร้สัญชาติที่ใช้ธงปลอมเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

ในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) ทรัมป์มีกำหนดการเข้าพบผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับ “โอกาสอันมหาศาล” ในการเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่กำลังทรุดโทรมของเวเนซุเอลาต่อไป แม้บริษัทยังไม่ให้คำมั่นอย่างเป็นทางการท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง.

ที่มา AFP

ผู้นำเกาหลีใต้ใช้ภาพเพนกวิน ส่งสัญญาณถึงคิม จองอึน หวังกอดคอคลี่คลายคาบสมุทรเกาหลี

ผู้นำเกาหลีใต้ใช้ภาพเพนกวิน ส่งสัญญาณถึงคิม จองอึน หวังกอดคอคลี่คลายคาบสมุทรเกาหลี

8 ม.ค. 2569 11:14 น.

ผู้นำเกาหลีใต้ใช้ภาพเพนกวิน ส่งสัญญาณถึงคิม จองอึน หวังกอดคอคลี่คลายคาบสมุทรเกาหลี

อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สร้างกระแสบนโลกออนไลน์ หลังโพสต์ภาพเปรียบตนเองและ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นคู่เพนกวินแสนอบอุ่น ส่งสารเชิญชวนให้จับมือลดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

ผู้นำเกาหลีใต้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) เมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม ระบุว่า เขาหวังว่าสักวันหนึ่งภาวะความวุ่นวายและความเป็นปรปักษ์ที่ผิดปกติบนคาบสมุทรเกาหลีจะยุติลงได้

พร้อมเขียนข้อความชวนสะดุดใจว่า ไปพบกันเถอะ โพ แจ-มยอง และ โพ จอง-อึน ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึง Pororo the Little Penguin แอนิเมชันเด็กชื่อดังของเกาหลี ที่มีตัวละครหลักเป็นเพนกวิน และเป็นหนึ่งในซีรีส์การ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประเทศ

สื่อเกาหลีมองว่า การเลือกใช้เพนกวิน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ทีมผู้สร้าง Pororo เคยว่าจ้างสตูดิโอใน เกาหลีเหนือ ร่วมผลิตบางส่วน สะท้อนความร่วมมือข้ามพรมแดนในยุคที่ความสัมพันธ์สองเกาหลียังไม่ตึงเครียดเท่าปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นั้นมา เกาหลีเหนือประกาศตัวเป็น รัฐนิวเคลียร์แบบไม่หันหลังกลับ ขณะที่ความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ทรุดลงอย่างหนัก และถือว่าเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี

การเคลื่อนไหวของอี แจ-มยอง ยังเกิดขึ้นหลังจากอดีตผู้นำเกาหลีใต้ถูกถอดออกจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว จากความพยายามล้มเหลวในการระงับการปกครองโดยพลเรือน โดยถูกกล่าวหาว่า จงใจยั่วยุเกาหลีเหนือ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างประกาศกฎอัยการศึก

นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีของผู้นำคนปัจจุบันจึงเป็นความพยายามเปลี่ยนบรรยากาศ จากการเผชิญหน้า สู่การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ แม้จะดูอ่อนโยน แต่แฝงด้วยการเมืองเต็มรูปแบบ

โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นหลังอี แจ-มยอง เดินทางกลับจากการเยือนจีน ซึ่งเขาพยายามโน้มน้าวให้ปักกิ่งมีบทบาทเป็นตัวกลาง ช่วยดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าว เกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

“ทรัมป์” จี้สภาเพิ่มงบกลาโหมสหรัฐฯ อีก 50% ทะลุ 47 ล้านล้านบาท

"ทรัมป์" จี้สภาเพิ่มงบกลาโหมสหรัฐฯ อีก 50% ทะลุ 47 ล้านล้านบาท

8 ม.ค. 2569 10:46 น.

“ทรัมป์” จี้สภาเพิ่มงบกลาโหมสหรัฐฯ อีก 50% ทะลุ 47 ล้านล้านบาท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เรียกร้องขอเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศสำหรับปีงบประมาณ 2027 ไปที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 47 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากงบประมาณปัจจุบันที่ได้รับการอนุมัติที่ 901,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนธันวาคม โดยให้เหตุผลว่าประเทศเผชิญกับช่วงเวลาที่วุ่นวายและอันตรายอย่างยิ่งในเวทีระหว่างประเทศ

ทรัมป์ระบุว่า งบประมาณมหาศาลนี้จะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถสร้าง “กองทัพในฝัน” ที่จะทำให้ประเทศปลอดภัยและมั่นคงไม่ว่าจะต้องเผชิญกับศัตรูหน้าไหนก็ตาม แม้ว่าเหล่านักเศรษฐศาสตร์จะออกมาเตือนว่าช่องว่างระหว่างรายได้และรายจ่ายของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระดับที่ไม่ยั่งยืน แต่ทรัมป์ยืนยันว่ารัฐบาลสามารถรับภาระงบประมาณนี้ได้ “อย่างง่ายดาย” โดยอาศัยรายได้จากการจัดเก็บภาษีศุลกากร 

นอกจากการเพิ่มงบประมาณแล้ว ทรัมป์ยังส่งสัญญาณเตือนไปยังบริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ โดยตำหนิว่าบริษัทเหล่านี้มักนำกำไรไปจ่ายเงินปันผลมหาศาลให้ผู้ถือหุ้นและซื้อหุ้นคืน แทนที่จะนำมาลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธ

ทรัมป์เสนอให้จำกัดรายได้ผู้บริหารระดับสูงไม่ให้เกิน 5 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยชี้ว่าปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีรายได้สูงเกินจริง ทรัมป์ระบุชื่อบริษัท Raytheon ว่าเป็นบริษัทที่ “ตอบสนองช้าที่สุด” ต่อความต้องการด้านความมั่นคงของชาติ และขู่ว่าหากไม่มีการลงทุนสร้างโรงงานหรือเครื่องจักรเพิ่ม “ก็ไม่ต้องมาทำธุรกิจกับกระทรวงสงครามอีกต่อไป”

อย่างไรก็ตาม หลังการประกาศดังกล่าว หุ้นของบริษัทผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่อย่าง Lockheed Martin, Northrop Grumman และ Raytheon กลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 5% ในการซื้อขายล่วงหน้าที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น โดยเมื่อวันพุธ (7 ม.ค.) กองทัพสหรัฐฯ เพิ่งเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียที่ต้องสงสัยว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการจับกุมตัว นายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ไปดำเนินคดีค้ายาเสพติดในสหรัฐฯ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ทางฝั่งเอเชีย เมื่อเดือนธันวาคม จีนได้จัดการซ้อมรบทางทหารล้อมไต้หวัน โดยจำลองการยึดครองและปิดล้อมพื้นที่สำคัญของเกาะ เพื่อเป็นการเตือนถึง “กองกำลังแบ่งแยกดินแดน”.

ที่มา BBC

เตือนสาวอยากผอมเร็ว งานวิจัยชี้ ปากกาลดน้ำหนัก ถ้าหยุดใช้น้ำหนักเด้งกลับไว

เตือนสาวอยากผอมเร็ว งานวิจัยชี้ ปากกาลดน้ำหนัก ถ้าหยุดใช้น้ำหนักเด้งกลับไว

8 ม.ค. 2569 08:37 น.

เตือนสาวอยากผอมเร็ว งานวิจัยชี้ ปากกาลดน้ำหนัก ถ้าหยุดใช้น้ำหนักเด้งกลับไว

ผลวิจัยล่าสุดชี้ ปากกาลดน้ำหนัก หรือยาฉีดลดน้ำหนักยอดฮิตอย่าง Mounjaro, Wegovy และ Ozempic อาจช่วยให้ผอมลงได้จริงในช่วงแรก แต่เมื่อหยุดใช้ น้ำหนักจะเด้งกลับมาเร็วกว่าที่คาด

งานศึกษาชิ้นใหม่ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal ระบุว่า ผู้ที่ใช้ปากกาลดน้ำหนัก หรือยาฉีดลดน้ำหนักเพื่อลดความอ้วน เมื่อหยุดฉีดยาแล้ว มีแนวโน้มจะกลับมาอ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกือบเท่าน้ำหนักเดิมภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี

โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดทบทวนงานศึกษาทั้งหมด 37 งาน รวมผู้เข้าร่วมกว่า 9,000 คน ครอบคลุมยาฉีดลดน้ำหนักทุกชนิดที่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่เฉพาะ GLP-1 โดยศึกษาจากผู้ที่ใช้ยาเฉลี่ยนาน 10 เดือน และจะมีระยะติดตามหลังหยุดยา 8 เดือน

เมื่อแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มยาฉีด GLP พบว่า จาก 6 งานวิจัย จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,700 คน ผู้ใช้ยากลุ่มนี้ ลดน้ำหนักได้มากกว่าวิธีอื่น แต่กลับมาอ้วนเร็วกว่าอย่างชัดเจน

โดยพบว่ากลุ่มที่ใช้ยาลดน้ำหนักทั่วไป จะลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 8.3 กิโลกรัม ในปีแรกน้ำหนักกลับมา 4.8 กิโลกรัม และกลับสู่น้ำหนักเดิมใน 20 เดือน

ขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาฉีด GLP ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 14.7 กิโลกรัม แต่น้ำหนักเด้งกลับถึง 2 ใน 3 ภายในปีเดียว และกลับสู่น้ำหนักเดิมใน 18 เดือน

ดร.แซม เวสต์ ผู้ร่วมวิจัย ระบุว่าคนที่ใช้ยากลุ่ม GLP ลดน้ำหนักได้มากจริง แต่เมื่อหยุดยา น้ำหนักก็กลับมาเร็วกว่า ขณะที่ศาสตราจารย์ ซูซาน เจ็บบ์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อธิบายว่าการกลับมาอ้วนหลังการลดความอ้วนเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ความเร็วของการเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มใช้ยาฉีด ซึ่งเธอคาดว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะคนที่คุมอาหารต้องฝึกควบคุมความอยากด้วยตัวเอง แต่ยาฉีดช่วยกดความหิวแทนทั้งหมด ดังนั้นเมื่อหยุดยา ร่างกายและจิตใจจึงยังไม่พร้อมรับมือกับความอยากอาหาร

โดยยาลดน้ำหนักเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม GLP-1 medicines ซึ่งเดิมใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน โดยทำงานผ่านการเลียนแบบฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งหลังรับประทานอาหาร ช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน และอยากอาหารน้อยลง

สำหรับ Mounjaro จะออกฤทธิ์กับฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งด้วย ทำให้ควบคุมความอยากอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดได้มากขึ้น ส่งผลให้การลดน้ำหนักเห็นผลชัด จนเกิดกระแสใช้เพื่อลดหุ่นในเชิงความงาม แม้ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

องค์การ NHS ของอังกฤษระบุว่า การลดน้ำหนักเพียง 5–10% ก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดัน และมะเร็งบางชนิดได้ แต่ดร.เวสต์เตือนว่าเมื่อคนกลับมาอ้วนขึ้น ผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือดก็หายไปด้วย

ทั้งนี้ นักวิจัยยอมรับว่า ยังไม่มีคำตอบชัดเจน ว่าควรใช้ยานานแค่ไหน หรือหยุดอย่างไรดีที่สุด เพราะยากลุ่มนี้ยังใหม่ และยังไม่มีข้อมูลระยะยาวมากพอ ดังนั้นผลวิจัยนี้ชี้ชัดว่า จำเป็นต้องวางแผนดูแลคนที่หยุดยาให้ดีกว่านี้ หรืออาจต้องพิจารณาการใช้ยาระยะยาวในบางราย.

ที่มา : the guardian

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ปากกาลดความอ้วน

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ ยิงผู้หญิงดับในมินนีแอโพลิส อ้างพยายามขับรถชน จนท.

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ ยิงผู้หญิงดับในมินนีแอโพลิส อ้างพยายามขับรถชน จนท.

8 ม.ค. 2569 06:02 น.

เจ้าหน้าที่ ICE สหรัฐฯ ยิงผู้หญิงดับในมินนีแอโพลิส อ้างพยายามขับรถชน จนท.

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงผู้หญิงดับในเมืองมินนีแอโพลิส อ้างพยายามขับรถชนเจ้าหน้าที่ ด้านทางการท้องถิ่นจวกยับ พร้อมไล่ ICE ให้ออกไปจากรัฐมินนิโซตา

เมื่อ 7 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ก่อเหตุยิงผู้หญิงวัย 37 ปีรายหนึ่งจนเสียชีวิตในเมืองมินนีแอโพลิส โดยเหตุยิงกันครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากรัฐบาลทรัมป์ประกาศเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างผู้อพยพครั้งใหญ่ในรัฐมินนิโซตา

น.ส.ทริเซีย แมคลาฟลิน โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ ICE เผชิญหน้ากับ “กลุ่มผู้ก่อจลาจล” ในระหว่างการปฏิบัติการตามเป้าหมาย โดยเธอกล่าวหาว่าผู้เสียชีวิตว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อจลาจลที่ใช้ความรุนแรงซึ่งใช้ยานพาหนะเป็นอาวุธ พยายามขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่เพื่อหมายเอาชีวิต

“เจ้าหน้าที่ ICE ซึ่งเกิดความเกรงกลัวอันตรายต่อชีวิตของตนเอง ชีวิตของเพื่อนร่วมงาน และความปลอดภัยของสาธารณชน จึงได้ตัดสินใจยิงเพื่อป้องกันตัว” โฆษกกล่าวเสริม

อนึ่ง หญิงผู้เสียชีวิตถูกระบุในเวลาต่อมาว่าชื่อ เรเน กู๊ด (Renee Good) อายุ 37 ปี

อย่างไรก็ตาม นายเจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิสออกมาโต้กลับอย่างดุเดือด กล่าวหา ICE ว่า ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ “ICE กำลังพยายามปั่นกระแสว่านี่เป็นการป้องกันตัว แต่หลังจากที่ผมได้ดูคลิปวิดีโอด้วยตัวเองแล้ว ผมอยากจะบอกทุกคนเลยว่านั่นมันไร้สาระสิ้นดี”

“นี่คือการที่เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจอย่างประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้มีคนต้องตายและถูกฆ่า” นายเจคอบกล่าว และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ ICE ออกไปจากเมือง โดยยืนยันว่าหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางกำลังพรากครอบครัวให้แยกจากกัน และสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายบนท้องถนนในมินนีแอโพลิส

ขณะที่นายไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจมินนีแอโพลิส ระบุว่าตำรวจท้องถิ่นเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุและพบผู้หญิงคนหนึ่งมีบาดแผลถูกยิงที่ศีรษะ เจ้าหน้าที่ได้พยายามช่วยชีวิตในที่เกิดเหตุ รวมถึงการทำ CPR จากนั้นเธอถูกนำตัวส่งศูนย์การแพทย์ “เฮนเนพิน เคาน์ตี” (Hennepin County) แต่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ข้อมูลเบื้องต้นจากโอฮาราระบุว่า ผู้เสียชีวิตอยู่ในรถของเธอและจอดขวางถนน บนถนนพอร์ตแลนด์อเวนิว ระหว่างซอย 33 และ 34

“ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางคนหนึ่งได้เดินเท้าเข้าไปหาเธอ และรถคันดังกล่าวก็ได้เริ่มขับออกไป จากนั้นมีการยิงปืนเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 นัด” โอฮารากล่าว พร้อมเสริมว่าหลังจากนั้นรถก็ได้เสียหลักพุ่งชนข้างทาง

โอฮาราระบุว่าเขา กังวลเป็นอย่างมาก ต่อกลยุทธ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางนำมาใช้ เขาตั้งข้อสังเกตว่าแม้การใช้กำลังถึงแก่ชีวิตจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลในบางสถานการณ์ แต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ต่างถูกฝึกฝนมาเพื่อลดความเสี่ยงและลดความจำเป็นในการใช้กำลังถึงแก่ชีวิตให้เหลือน้อยที่สุด

“สำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เป็นมืออาชีพในประเทศนี้ ผมเชื่อว่าพวกเขาจะบอกคุณเหมือนกันว่า มันเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อมีการยิงเข้าไปในรถของคนที่ไม่มีอาวุธ” นายโอฮารากล่าว

ขณะนี้ตำรวจมินนีแอโพลิสได้ส่งมอบคดีให้ทาง FBI และสำนักงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งรัฐมินนิโซตา (BCA) เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนต่อแล้ว โดยจะมีการตรวจสอบประเด็นการใช้กำลังถึงแก่ชีวิตในครั้งนี้โดยเฉพาะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr

ทรัมป์กร้าว นาโตไม่มีสหรัฐฯ ก็ไม่น่ากลัว ลั่น ไม่มีผมยูเครนโดนยึดไปแล้ว

ทรัมป์กร้าว นาโตไม่มีสหรัฐฯ ก็ไม่น่ากลัว ลั่น ไม่มีผมยูเครนโดนยึดไปแล้ว

8 ม.ค. 2569 02:54 น.

ทรัมป์กร้าว นาโตไม่มีสหรัฐฯ ก็ไม่น่ากลัว ลั่น ไม่มีผมยูเครนโดนยึดไปแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความใหม่ เชิดชูผลงานของตัวเอง รวมถึงการทำให้ชาติสมาชิกนาโตยอมสมทบทุนงบประมาณเพิ่มเป็น 5% ชี้หากไม่มีสหรัฐฯ นาโตก็ไม่น่ากลัว

เมื่อวันพุธที่ 7 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social พูดถึงผลงานของตัวเขาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการทำให้ชาติสมาชิกนาโตยอมจ่ายเงินสมทบทุนงบประมาณเพิ่มจาก 2% ของ GDP เป็น 5% พร้อมกล่าวอ้างอีกว่า หากเขาไม่เข้ามายุ่ง ยูเครนคงถูกรัสเซียยึดครองไปแล้ว

“จำเอาไว้ สำหรับพวกแฟนตัวยงของ NATO ทั้งหลาย แต่ก่อนพวกเขาจ่ายแค่ 2% ของ GDP และส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมจ่ายด้วย จนกระทั่งผมเข้ามา! สหรัฐฯ เคยจ่ายแทนพวกเขาอย่างโง่เขลา! ผมทำให้พวกเขาขยับขึ้นมาเป็น 5% ของ GDP ได้ด้วยความเคารพ และพวกเขาก็ยอมจ่ายทันที ใครๆ ก็บอกว่ามันทำไม่ได้ แต่มันทำได้ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาต่างก็เป็นเพื่อนของผม ถ้าไม่มีผมเข้าไปยุ่ง ป่านนี้รัสเซียคงได้ยูเครนไปทั้งหมดแล้ว”

“จำไว้ด้วยว่า ผมยุติสงครามได้ถึง 8 แห่งด้วยตัวคนเดียว และนอร์เวย์ซึ่งเป็นสมาชิก NATO กลับตัดสินใจอย่างโง่เขลาที่ไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่ผม แต่นั่นไม่สำคัญหรอก! สิ่งที่สำคัญคือผมได้รักษาชีวิตคนไว้เป็นล้านๆ คน”

“รัสเซียและจีนไม่มีความเกรงกลัวต่อ NATO เลยหากไม่มีสหรัฐอเมริกา และผมสงสัยว่า NATO จะอยู่เคียงข้างเราไหมในตอนที่เราต้องการพวกเขาจริงๆ ทุกคนโชคดีที่ผมสร้างกองทัพของเราขึ้นมาใหม่ในสมัยแรก และจะทำแบบนั้นต่อไป เราจะอยู่เคียงข้าง NATO เสมอ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมอยู่เคียงข้างเราก็ตาม”

“ชาติเดียวที่จีนและรัสเซียเกรงกลัวและให้เกียรติคือ สหรัฐอเมริกาที่สร้างขึ้นใหม่โดย DJT (โดนัลด์ เจ. ทรัมป์) ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!!!” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ โดยลงนามปิดท้ายว่า “ประธานาธิบดี DJT”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial/@realDonaldTrump