กษัตริย์กัมพูชา-สมเด็จพระราชชนนี เสด็จฯ ปักกิ่ง ตรวจพระวรกาย แต่งตั้ง ฮุน เซนรักษาการประมุขรัฐ

กษัตริย์กัมพูชา-สมเด็จพระราชชนนี เสด็จฯ ปักกิ่ง ตรวจพระวรกาย แต่งตั้ง ฮุน เซนรักษาการประมุขรัฐ

27 ก.พ. 2569 10:58 น.

กษัตริย์กัมพูชา-สมเด็จพระราชชนนี เสด็จฯ ปักกิ่ง ตรวจพระวรกาย แต่งตั้ง ฮุน เซนรักษาการประมุขรัฐ

สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี เสด็จพร้อมสมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ เสด็จฯ กรุงปักกิ่ง เพื่อตรวจพระวรกายตามกำหนด ระหว่างนี้ประธานวุฒิสภา ฮุน เซน ทำหน้าที่รักษาการ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักพระราชวังกัมพูชาออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา และสมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ เสด็จออกจากกรุงพนมเปญ เมื่อเพื่อเสด็จฯ ไปยังกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับการตรวจพระวรกายตามกำหนด

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปต่างประเทศ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา จะดำรงตำแหน่งรักษาการประมุขแห่งรัฐ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชชนนีเสด็จฯ ไปตรวจพระวรกายที่ประเทศจีนปีละ 2 ครั้งเป็นประจำ และทุกครั้งได้รับการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติจากผู้นำระดับสูงของจีน โดยการเสด็จฯ ครั้งนี้เป็นภารกิจตามกำหนดการปกติ และไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดด้านพระอาการแต่อย่างใด.

ที่มา Facebook : Samdech Hun Sen of Cambodia

หลายเมืองของญี่ปุ่นประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระ หลังนทท.แห่เยือนวันละกว่า 10,000 คน

หลายเมืองของญี่ปุ่นประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระ หลังนทท.แห่เยือนวันละกว่า 10,000 คน

27 ก.พ. 2569 10:13 น.

หลายเมืองของญี่ปุ่นประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระ หลังนทท.แห่เยือนวันละกว่า 10,000 คน

หลายเมืองของญี่ปุ่นประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระ หลังนทท.แห่เยือนวันละกว่า 10,000 คน หวั่นกระทบวิถีชีวิตชาวบ้าน ด้านอุตุฯ คาดปีนี้ซากุระบานเร็วกว่าปกติ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า เทศกาลชมดอกซากุระหลายพื้นที่ทั่วญี่ปุ่นเตรียมจัดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่บางเทศบาลตัดสินใจยกเลิกงาน หลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้น โดยหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบคืออะราคุรายามา เซนเกน ปาร์ก ในจังหวัดยามานาชิ ใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นจุดชมวิวชื่อดังที่มองเห็นภูเขาไฟฟูจิคู่กับเจดีย์ 5 ชั้น กลายเป็นภาพไวรัลในโซเชียลมีเดีย ดึงดูดนักท่องเที่ยวราว 200,000 คนต่อฤดูกาล โดยเฉพาะชาวต่างชาติ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10,000 คนต่อวัน ส่งผลให้การจราจรติดขัด ขยะล้นถนน และกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน ทางการจึงตัดสินใจยกเลิกเทศกาลซากุระปีนี้ เพื่อปกป้องความเป็นอยู่ของชาวเมือง พร้อมยอมรับว่ายังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถกลับมาจัดงานได้อีกในปีหน้าหรือไม่

ขณะเดียวกัน สมาคมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เปิดเผยพยากรณ์ล่าสุดว่า ซากุระสายพันธุ์โซเมอิโยชิโนะ จะบานเร็วกว่าค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่ โดยคาดว่าใจกลางโตเกียวและเมืองฟุกุโอกะ จะเริ่มบานวันที่ 20 มี.ค. ตามด้วยนาโกยาและโคจิ 21 มี.ค. ฮิโรชิมา 22 มี.ค. โอซากา 24 มี.ค. เซนได 1 เม.ย. และซัปโปโร 27 เม.ย.

ทั้งนี้ การที่ดอกซากุระบานเร็วปีนี้มีปัจจัยจากคลื่นความหนาวรุนแรงในเดือนมกราคม ตามด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติในเดือนกุมภาพันธ์ และแนวโน้มอากาศอุ่นต่อเนื่องในเดือนมีนาคม.

ที่มา NHK

ตร.- อัยการเกาหลีใต้บุกค้นสนง.ใหญ่พรรคฝ่ายค้าน ปมลัทธิ “ชินชอนจี” ระดมสมาชิกนับหมื่นสมัครเข้าพรรค

ตร.- อัยการเกาหลีใต้บุกค้นสนง.ใหญ่พรรคฝ่ายค้าน ปมลัทธิ "ชินชอนจี" ระดมสมาชิกนับหมื่นสมัครเข้าพรรค

27 ก.พ. 2569 09:46 น.

ตร.- อัยการเกาหลีใต้บุกค้นสนง.ใหญ่พรรคฝ่ายค้าน ปมลัทธิ “ชินชอนจี” ระดมสมาชิกนับหมื่นสมัครเข้าพรรค

ตำรวจ–อัยการเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่พรรคฝ่ายค้านพลังประชาชน ปมถูกกล่าวหาว่าลัทธิ “ชินชอนจี” ระดมสมาชิกนับหมื่นสมัครเข้าพรรค หวังแทรกแซงเลือกตั้งปี 2564 และ 2567

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนของเกาหลีใต้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่พรรคฝ่ายค้านหลัก “พลังประชาชน” (People Power Party) ในกรุงโซล หลังเกิดข้อกล่าวหาว่ามีการระดมสมาชิกของลัทธิ “ชินชอนจี” เข้าร่วมพรรคในลักษณะเป็นขบวนการ

รายงานข่าวนะบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างตำรวจและอัยการ เพื่อเข้ายึดบัญชีรายชื่อสมาชิกพรรค โดยมีเป้าหมายตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับลัทธิชินชอนจี ขณะที่แหล่งข่าวด้านกฎหมายระบุว่า ลัทธิชินชอนจีถูกกล่าวหาว่ากดดันหรือชักชวนสาวกให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน เพื่อหวังมีอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้งขั้นต้น ชิงผู้สมัครประธานาธิบดีในปี 2564 รวมถึงกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วไปในปี 2567

โดยคณะทำงานสอบสวนอ้างว่า ได้รับคำให้การจากอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของลัทธิชินชอนจีว่า มีโครงการชื่อ “Pilates” ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนให้สาวกสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และมีผู้เข้าร่วมโครงการนับหมื่นคน ที่จ่ายค่าสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ

ขณะนี้การสอบสวนยังดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ว่ามีความพยายามแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยคดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์การเมืองเกาหลีใต้ในวงกว้าง.

ที่มา Yonhap

รัสเซีย–ยูเครน แลกศพทหารกว่า 1,000 นาย แม้ความพยายามเจรจาสันติภาพจะยังไม่บรรลุผล

รัสเซีย–ยูเครน แลกศพทหารกว่า 1,000 นาย แม้ความพยายามเจรจาสันติภาพจะยังไม่บรรลุผล

27 ก.พ. 2569 09:00 น.

รัสเซีย–ยูเครน แลกศพทหารกว่า 1,000 นาย แม้ความพยายามเจรจาสันติภาพจะยังไม่บรรลุผล

รัสเซียประกาศส่งมอบศพทหารยูเครนจำนวน 1,000 นายคืนให้กรุงเคียฟ แลกกับร่างทหารรัสเซีย 35 นาย ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 และการเตรียมเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่ที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง

ทางการรัสเซียระบุว่า ได้ส่งมอบร่างทหาร 1,000 นายให้ยูเครน และรับร่างทหารรัสเซียกลับมา 35 นายแล้ว โดยวลาดิเมียร์ เมดินสกี ผู้ช่วยคนสำคัญของ วลาดิเมียร์ ปูติน เป็นผู้ประกาศผ่านเทเลแกรม พร้อมเผยภาพการขนย้ายร่างจากรถบรรทุก แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ขณะที่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทางการยูเครนยืนยันว่าได้รับร่างผู้เสียชีวิต 1,000 นายแล้ว ซึ่งตามข้อมูลเบื้องต้นจากฝ่ายรัสเซีย เชื่อว่าเป็นทหารยูเครนที่เสียชีวิตในสนามรบ

การแลกเปลี่ยนศพทหารครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุในการเจรจาที่นครอิสตันบูล เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งกำหนดให้แต่ละฝ่ายสามารถส่งคืนร่างทหารได้สูงสุดถึง 6,000 นาย รวมถึงแลกเปลี่ยนเชลยศึกที่ป่วยหนัก บาดเจ็บสาหัส และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนศพทหารกันหลายพันนาย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แท้จริงยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว

ด้าน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพิ่งยอมรับว่า มีทหารยูเครนเสียชีวิตในสนามรบราว 55,000 นาย แต่ผู้สังเกตการณ์ตะวันตกมองว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่รวมผู้สูญหาย

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบข้อมูลสาธารณะของสื่ออังกฤษอย่าง BBC พบชื่อผู้เสียชีวิตฝ่ายรัสเซียแล้วเกือบ 186,000 ราย แม้เชื่อกันว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก เพราะผู้เสียชีวิตจำนวนมากในแนวหน้าไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ

แม้มีการประเมินว่า ทหารรัสเซียเสียชีวิตรายวันมากกว่า แต่โดยรวมแล้ว มอสโกกลับส่งคืนศพให้ยูเครนมากกว่าที่ได้รับคืน ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน โดยรัสเซียเคยกล่าวหาว่ายูเครนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอิสตันบูล ขณะที่ยูเครนอ้างว่าการส่งคืนศพบางครั้งไม่สม่ำเสมอ และเคยมีกรณีปะปนร่างทหารรัสเซีย แต่มอสโกปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

นักวิเคราะห์มองว่า เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะกองทัพรัสเซียอยู่ในสถานะฝ่ายรุกเป็นส่วนใหญ่ จึงสามารถเข้าควบคุมพื้นที่สนามรบและเก็บกู้ร่างทหารยูเครนได้มากกว่า

ความเคลื่อนไหวด้านมนุษยธรรมครั้งนี้ เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับความตึงเครียดทางทหารที่ยังไม่ลดระดับ โดยไม่กี่ชั่วโมงก่อนการหารือที่นครเจนีวา รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยโดรน 420 ลำ และขีปนาวุธ 39 ลูก ใน 6 ภูมิภาค ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน ตามการเปิดเผยของประธานาธิบดีเซเลนสกี

การหารือที่เจนีวาครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นการพบกันระหว่างหัวหน้าคณะเจรจาของยูเครนกับคณะผู้แทนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหารือแผนเศรษฐกิจและการฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมจัดการเจรจาแบบไตรภาคี ซึ่งรวมฝ่ายรัสเซียด้วย โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง หวังปูทางสู่การเจรจายุติสงครามอย่างเป็นรูปธรรม

ก่อนหน้าการประชุมที่เจนีวา เซเลนสกีได้สนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้อาจนำไปสู่การเจรจาไตรภาคีในต้นเดือนมีนาคม และอาจเปิดโอกาสยกระดับการพูดคุยสู่ระดับผู้นำ

โดยนายเซเลนสกีมองว่า นี่คือหนทางเดียวที่จะคลี่คลายประเด็นซับซ้อนและละเอียดอ่อนทั้งหมด และยุติสงครามในที่สุด พร้อมย้ำว่า ทรัมป์สนับสนุนลำดับขั้นตอนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปูตินยังคงปฏิเสธการพบกับเซเลนสกี โดยให้เหตุผลว่า ผู้นำยูเครนขาดความชอบธรรม เนื่องจากไม่ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี หลังวาระหมดลงในเดือนมีนาคม 2024.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ รัสเซีย-ยูเครน

คิม จอง อึน จัดสวนสนามกลางคืน ปิดฉากประชุมพรรคแรงงาน คิม จู แอ ยืนเด่นกลางเวที

คิม จอง อึน จัดสวนสนามกลางคืน ปิดฉากประชุมพรรคแรงงาน  คิม จู แอ ยืนเด่นกลางเวที

27 ก.พ. 2569 08:34 น.

คิม จอง อึน จัดสวนสนามกลางคืน ปิดฉากประชุมพรรคแรงงาน คิม จู แอ ยืนเด่นกลางเวที

คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ จัดพิธีสวนสนามทางทหารยามค่ำคืนอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อปิดฉากการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งกินเวลาต่อเนื่อง 7 วันเต็ม โชว์ศักยภาพทางทหารต่อชาวโลก

กรุงเปียงยางตกอยู่ท่ามกลางแสงไฟสว่างจ้าและเสียงดนตรีปลุกใจ เมื่อ คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ จัดพิธีสวนสนามทางทหารยามค่ำคืนอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อปิดฉากการประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งกินเวลาต่อเนื่อง 7 วันเต็ม ท่ามกลางสายตาผู้แทนนับพันและการจับตามองจากทั่วโลก

ไฮไลต์ที่สร้างความฮือฮาไม่แพ้แสนยานุภาพทางทหาร คือการปรากฏตัวเคียงข้างผู้นำของ คิม จู แอ บุตรสาววัยราว 13 ปี โดยทั้งคู่สวมเสื้อโค้ทหนังสีเข้มในลุคที่ดูสง่างามและทรงอำนาจ เดินเคียงกันกลางจัตุรัสขนาดใหญ่ ขณะชี้ชวนพูดคุยและโบกมือให้กองทหารที่เดินสวนสนามอย่างพร้อมเพรียงใน จัตุรัสคิม อิล ซุง สถานที่ซึ่งตั้งชื่อตาม คิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศและปู่ของคิม จอง อึน

การประชุมพรรคแรงงานครั้งนี้ถือเป็นมหกรรมการเมือง ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ภายใต้การควบคุมภาพลักษณ์อย่างพิถีพิถัน เพื่อย้ำความชอบธรรมและความแข็งแกร่งของผู้นำต่อหน้าชนชั้นนำและกองทัพ

ในสุนทรพจน์ปิดการประชุม คิม จอง อึน ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวว่า เกาหลีเหนือสามารถทำลายล้างเกาหลีใต้ได้อย่างสิ้นเชิง หากความมั่นคงถูกคุกคาม พร้อมตอกย้ำการปฏิเสธแนวทางการทูตระหว่างสองเกาหลีที่เคยพยายามผลักดันในอดีต

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเปียงยางยังเว้นช่องว่าง ทางการทูตไว้ให้สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า หากวอชิงตันยกเลิกนโยบายที่เขามองว่าเกาหลีเหนือเป็นปฏิปักษ์ ก็อาจมีความเป็นไปได้ในการฟื้นการเจรจาที่ชะงักงันมานานหลายปี

ด้านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า คิมเรียกร้องให้เร่งพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกองทัพนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็น ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถยิงจากใต้น้ำ, การขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี, ระบบปืนใหญ่และขีปนาวุธพิสัยใกล้ที่มุ่งเป้าไปยังเกาหลีใต้

ผู้นำเกาหลีเหนือยังย้ำว่า การเร่งพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำสถานะถาวรของประเทศในฐานะรัฐครอบครองอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

แม้พิธีสวนสนามจะจัดเต็มด้วยกองกำลังและอาวุธหลากหลายชนิด แต่ผู้สังเกตการณ์พบว่า ไม่มีการนำอาวุธขนาดใหญ่ที่สุดบางรุ่น โดยเฉพาะ ICBM ที่เชื่อว่าสามารถยิงถึงแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ ออกมาแสดง จึงเชื่อว่าเปียงยางอาจกำลังส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุสหรัฐฯ มากเกินไป ในช่วงที่ยังเปิดช่องความเป็นไปได้ของการเจรจาในอนาคต

ขณะที่การปรากฏตัวของคิม จู แอ เคียงข้างบิดาในงานระดับชาติอีกครั้ง ยิ่งตอกย้ำคำถามในหมู่นักวิเคราะห์ว่า เธอกำลังถูกปูทางสู่บทบาททางการเมืองในระยะยาวหรือไม่ แม้ทางการเกาหลีเหนือจะไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานะของเธอก็ตาม.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

27 ก.พ. 2569 05:14 น.

ฮิลลารี คลินตัน ให้การสภาผู้แทนฯ จี้ทรัมป์ตอบปมเอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน ให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรปมเจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยเธอยืนยันว่าไม่เคยพบกับชายคนนี้ และเรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ถูกกล่าวหาว่าใกล้ชิดกับเอปสตีนมาก เข้าให้การด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กแล้ว ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น

การไต่สวนของคณะกรรมาธิการกำกับดูแลเป็นไปโดยลับ แต่มีรายงานออกมาว่า นางคลินตันยืนยันว่าเธอไม่เคยพบกับนายเอปสตีนมาก่อน และเรียกร้องให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าให้การเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขาเองกับอาชญากรทางเพศรายนี้ด้วย

รายงานข่าวระบุอีกว่า คลินตันให้การต่อคณะกรรมาธิการฯ เธอไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมของเอปสตีนเลย และจำไม่ได้ว่าเคยพบเขา รวมทั้งไม่เคยไปที่เกาะส่วนตัวหรือเดินทางด้วยเครื่องบินของอดีตนักการเงินรายนี้ เธอยังกล่าวหาคณะกรรมาธิการด้วยว่า พยายามทำหน้าที่เพื่อ “ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่ง” ซึ่งเธอสื่อถึงทรัมป์

ด้านนาย เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการซึ่งมีกำหนดจะซักฟอกอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ในวันศุกร์นี้ด้วย กล่าวว่า “จุดประสงค์ของการสอบสวนทั้งหมดคือความพยายามทำความเข้าใจในหลายแง่มุมเกี่ยวกับเอปสตีน” อาชญากรทางเพศผู้ล่วงลับ

คลินตันกล่าวท้าทายคณะกรรมาธิการว่า “หากคณะกรรมาธิการชุดนี้จริงจังกับการเรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมการค้ามนุษย์ของเอปสตีน … ก็ควรจะไปถามทรัมป์โดยตรงภายใต้คำสาบาน เกี่ยวกับจำนวนนับหมื่นครั้งที่ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในแฟ้มข้อมูลของเอปสตีน”

โรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงสุดในคณะกรรมาธิการ ได้เรียกร้องให้ทรัมป์เข้าให้การเช่นกัน “เพื่อตอบคำถามที่ผู้รอดชีวิตจากทั่วประเทศกำลังเฝ้าถามอยู่” โดยเขากล่าวเสริมในภายหลังว่า “เรื่องนี้ควรเกิดขึ้นทันที”

ขณะที่นาย สุหัส สุพระมันยัม (suhas subramanyam) สมาชิกคณะกรรมาธิการจากพรรคเดโมแครตอีกคนอ้างว่า “แฟ้มข้อมูล FBI ที่หายไป” ซึ่งถูกคัดออกจากเอกสารคดีเอปสตีนที่กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่ก่อนหน้านี้นั้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ตัวทรัมป์

ทั้งนี้ ในตอนแรกสามีภรรยาคลินตันปฏิเสธหมายเรียกที่สั่งให้พวกเขาเข้าให้การในการสอบสวนของคณะกรรมาธิการกำกับดูแล แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ตอบตกลง หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกันขู่ว่าจะดำเนินการฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นอำนาจรัฐสภา โดยมีสมาชิกฝ่ายเดโมแครตบางคนสนับสนุนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

27 ก.พ. 2569 04:03 น.

สหรัฐฯ-อิหร่าน เจรจารอบ 3 เสร็จสิ้น คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่นครเจนีวา เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยโอมานซึ่งเป็นตัวกลางการเจรจาระบุว่า การพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และพวกเขาจะกลับมาคุยกันอีกในสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีโอมานเป็นตัวกลาง ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 26 ก.พ. 2569 เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ของโอมานระบุว่า การพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่แน่ชัดว่ามีโอกาสในการบรรลุข้อตกลงมาเพียงใด

นายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางระบุว่า ทั้งสองฝ่ายวางแผนที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้ง “ในเร็วๆ นี้” หลังจากเสร็จสิ้นการปรึกษาหารือในเมืองหลวงของฝ่ายตนเองแล้ว และจะมีการหารือเชิงเทคนิคเกิดขึ้นที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หรืออิหร่าน

ทั้งนี้ การเจรจารอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ ถูกมองว่าเป็นความพยายามทางการทูต “เฮือกสุดท้าย” เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ เนื่องจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านหากไม่มีการบรรลุข้อตกลง

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์สั่งให้มีการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การบุกโจมตีอิรักเมื่อปี 2546 ในขณะที่อิหร่านได้ประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้การโจมตีใดๆ ของสหรัฐฯ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้อธิบายชัดเจนว่าความต้องการที่แท้จริงของเขาในการเจรจาคืออะไร และเหตุใดจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารในตอนนี้ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 8 เดือนหลังจากที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในช่วงที่เตหะรานทำสงครามกับอิสราเอลเมื่อปีก่อน

ในการเจรจาล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายส่งทีมเจรจาหน้าเดิมเข้าร่วมการประชุม โดยฝ่ายอิหร่านนำโดยนาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่วนสหรัฐฯ นำโดยนาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และนาย จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของนายทรัมป์ โดยมีนาย บาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมานเป็นคนกลาง

สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า คณะผู้เจรจายืนกรานว่าอิหร่านมีสิทธิ์ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในดินแดนอิหร่านโดยสิ้นเชิง รวมถึงข้อเรียกร้องให้ส่งต่อคลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกนอกประเทศ

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าเจ้าหน้าที่ได้เสนอข้อผ่อนปรนบางประการ แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะก็ตาม โดยในทางกลับกัน อิหร่านคาดหวังให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่ทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศจนเป็นอัมพาต

ปัจจุบันยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะยอมรับเงื่อนไขใดเพื่อให้บรรลุข้อตกลง โดยทางอิหร่านได้ปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการจำกัดโครงการขีปนาวุธนำวิถี และปฏิเสธที่จะยุติการสนับสนุนกองกำลังตัวแทนที่กระจายอยู่ทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงกลุ่มฮามาสในกาซา, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, กลุ่มติดอาวุธในอิรัก และกลุ่มฮูตีในเยเมน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

27 ก.พ. 2569 03:00 น.

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารบริเวณชายแดน มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพของฝ่ายปากีสถาน ตอบโต้การโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.พ. 2569 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐบาลตาลีบันว่า อัฟกานิสถานได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร “ขนาดใหญ่” ต่อฐานที่มั่นของกองทัพปากีสถานบริเวณรอยต่อชายแดน เพื่อตอบโต้ฝ่ายปากีสถานโจมตีเข้ามาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด หัวหน้าโฆษกของกลุ่มตาลีบันโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ว่า “เพื่อตอบโต้การละเมิดชายแดนและการก่อเหตุไม่สงบซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยกลุ่มทหารปากีสถาน ปฏิบัติการเพื่อชิงลงมือก่อนขนาดใหญ่จึงถูกเปิดฉากขึ้นต่อฐานบัญชาการและที่ตั้งทางทหารของกองทัพปากีสถาน”

นายมูจาฮิดบอกอีกว่า ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้ทหารปากีสถานเสียชีวิต “จำนวนมาก” และบางส่วนถูกจับกุมตัวได้ระหว่างปฏิบัติการโจมตีตามแนวชายแดนซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ของวันพฤหัสบดี โดยกองกำลังตาลีบันสามารถยึดฐานที่มั่นทางทหารได้ถึง 15 แห่ง

ทางด้านรัฐบาลปากีสถานกล่าวว่า กลุ่มตาลีบันคำนวณผิดพลาดและเปิดฉากยิงโดยไม่มีการยั่วยุในหลายพื้นที่ ตามแนวชายแดนจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

“รายงานในเบื้องต้นยืนยันว่ามีความสูญเสียอย่างหนักในฝั่งอัฟกานิสถาน โดยฐานที่มั่นและยุทโธปกรณ์หลายแห่งถูกทำลาย” แถลงการณ์จากกระทรวงสารสนเทศของปากีสถานที่แชร์ผ่าน X ระบุ “ปากีสถานจะใช้มาตรการที่จำเป็นทุกประการ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน”

ทั้งนี้ ปฏิบัติการทางทหารของอัฟกานิสถานเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลปากีสถาน ส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศในอัฟกานิสถานเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มตาลีบันระบุว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ศพ

อัฟกานิสถานกับปากีสถานเคยทำข้อตกลงหยุดยิงเพื่อยุติการปะทะเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน แต่การปะทะกันตามแนวชายแดนยังคงเกิดขึ้นประปราย

ปากีสถานเคยเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มตาลีบันหลังจากที่กลุ่มถูกขับออกจากอำนาจในปี 2544 เพราะการบุกโจมตีของกองกำลังที่นำโดยสหรัฐฯ จนกระทั่งกลุ่มตาลีบันชิงอำนาจในอัฟกานิสถานกลับมาได้สำเร็จในปี 2564

ทว่าความสัมพันธ์กลับเสื่อมถอยลงหลังจากรัฐบาลปากีสถานกล่าวหาว่า กลุ่มตาลีบันให้ที่พักพิงแก่กลุ่ม “ตาลีบันปากีสถาน” (TTP) ซึ่งกำลังก่อการกบฏด้วยอาวุธต่อต้านกองกำลังรัฐบาลปากีสถาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

27 ก.พ. 2569 01:32 น.

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด โดยย้ำว่าประเทศต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์สหรัฐฯ ให้ชัดเจน และว่า ช่วง 4 ปีข้างหน้าเป็นเวลาที่ตัดสินชะตาของเดนมาร์ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.พ. 2569 ว่า นาง เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประกาศแผนจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด ในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการใช้โอกาสจากคะแนนนิยมที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากที่เธอแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เฟรเดอริกเซนได้เดินหน้าผสานความร่วมมือกับเหล่าผู้นำยุโรปเพื่อต่อต้านความพยายามของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยกอบกู้คะแนนนิยมของเธอให้ดีขึ้น หลังประชาชนไม่พอใจเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการของรัฐ

“นี่จะเป็นการเลือกตั้งที่ตัดสินอนาคต เพราะในช่วง 4 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่พวกเราในฐานะชาวเดนมาร์กและชาวยุโรป จะต้องยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง” เฟรเดอริกเซนกล่าว “เราต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และเราต้องเสริมสร้างกำลังรบเพื่อสร้างหลักประกันว่าจะมีสันติภาพเกิดขึ้นในทวีปของเรา”

“การที่ดิฉันจะได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของพวกท่านต่อไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกท่านจะมอบฉันทามติให้กับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด” เฟรเดอริกเซนกล่าวถึงพรรคของเธอ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในรัฐบาลผสมชุดปัจจุบันของเดนมาร์ก

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์กรีนแลนด์ช่วยยกระดับบทบาทของเฟรเดอริกเซนบนเวทีโลกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นที่เธอเคยได้รับจากการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรวดเร็ว และการระดมการสนับสนุนจากยุโรปให้แก่ยูเครน

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมอบรางวัลให้แก่ความเป็นผู้นำในระดับสากลและการปกป้องอธิปไตยของเดนมาร์กของเฟรเดอริกเซน หรือจะลงโทษรัฐบาลของเธอตามข้อครหาของฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ที่ระบุว่า เธอละเลยต่อปัญหาภายในประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

27 ก.พ. 2569 00:00 น.

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมให้การสภาผู้แทนฯ ปมเกี่ยวข้อง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ฮิลลารี คลินตัน เตรียมเข้าให้การต่อคณะกรรมการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างเธอกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ก่อนที่ บิล คลินตัน สามีของเธอจะให้การในวันศุกร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางการสืบสวนคดีอาชญากรรมของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

นางคลินตันเพิ่งตอบตกลงที่จะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับ บิล คลินตัน สามีของเธอ และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ สามีภรรยาคลินตันปฏิเสธเสียงเรียกร้องที่ต้องการให้ทั้งคู่เข้าให้การในคดีของเอปสตีน โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่มีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง อย่างไรก็ตาม การยอมตกลงเข้าให้การในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสภาเตรียมลงมติ เพื่อเอาผิดทั้งคู่ในข้อหา “หมิ่นอำนาจรัฐสภา” โดยมีสมาชิกเดโมแครตหลายคนสนับสนุนด้วย

ฮิลลารี คลินตัน ให้สัมภาษณ์กับ BBC ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การเรียกตัวมาให้การครั้งนี้เป็นเพียง “กลอุบาย” ของพรรครีพับลิกัน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับนายเอปสตีน

“เราไม่มีอะไรต้องปิดบัง” เธอกล่าว “เราเรียกร้องให้มีการเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ทั้งหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเราเชื่อว่า “แสงแดดคือยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด”” นางคลินตันกล่าว และยืนยันด้วยว่า เธอไม่เคยพบกับนายเอปสตีนเลย แต่ยอมรับว่าเคยพบ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีนเป็นบางโอกาส รวมถึงในงานแต่งงานลูกสาวของเธอด้วย

ด้านบิล คลินตัน ยอมรับว่ารู้จักกับนายเอปสตีน แต่เขาปฏิเสธการกระทำผิดใดๆ รวมถึงปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับอาชญากรรมของอดีตนักการเงินผู้ล่วงลับในปี 2562 รายนี้ โดยเขาตัดความสัมพันธ์กับเอปสตีนไปแล้วตั้งแต่ 2 ทศวรรษก่อน และแสดงความเสียใจที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอปสตีนด้วย

คาดกันว่านายคลินตันจะเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์นี้ (27 ก.พ.)

ทั้งนี้ ในเอกสารและภาพถ่ายต่างๆ ในคดีของนายเอปสตีนจำนวนหลายล้านฉบับ ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมา ปรากฏทั้งชื่อและภาพของ บิล คลินตัน อยู่ด้วย ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับนายเอปสตีน

การไต่สวนนางฮิลลารี คลินตัน จะเริ่มขึ้นในเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองแชปปากวา รัฐนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพักของพวกเขา โดยปกติแล้วการให้ปากคำในลักษณะนี้มักจะดำเนินไปแบบปิดลับ แต่ตระกูลคลินตันได้ต่อสู้เพื่อให้การให้ปากคำของพวกเขาเป็นแบบสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำข้อมูลเพียงบางส่วนไปรั่วไหลสู่สื่อมวลชนอย่างไม่เป็นธรรม

การปรากฏตัวของบิล คลินตัน ในวันศุกร์กำลังถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรส นับตั้งแต่เจอรัลด์ ฟอร์ด เคยรับการไต่สวนในปี 2526

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc