เกาหลีใต้ประท้วง สถานทูตรัสเซียแขวนป้ายปลุกใจ ครบ 4 ปีสงครามยูเครน

เกาหลีใต้ประท้วง สถานทูตรัสเซียแขวนป้ายปลุกใจ ครบ 4 ปีสงครามยูเครน

23 ก.พ. 2569 13:23 น.

เกาหลีใต้ประท้วง สถานทูตรัสเซียแขวนป้ายปลุกใจ ครบ 4 ปีสงครามยูเครน

เกาหลีใต้ประท้วงทางการรัสเซีย หลังพบสถานทูตรัสเซียในกรุงโซลแขวนแผ่นป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่มีข้อความในเชิงปลุกใจเพื่อชัยชนะ ที่เชื่อว่าเป็นอ้างถึงวาระครบครอบ 4 ปี การทำสงครามในยูเครน

เกาหลีใต้ประท้วงทางการรัสเซีย หลังพบสถานทูตรัสเซียในกรุงโซลแขวนแผ่นป้ายขนาดใหญ่ด้วยข้อความที่ว่า “ชัยชนะจะเป็นของเรา” ที่เชื่อว่าเป็นอ้างถึงวาระครบครอบ 4 ปี การทำสงครามในยูเครน

โดยที่ผ่านมาทางการเกาหลีใต้แสดงการคัดค้านอย่างเต็มรูปแบบต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซีย รวมถึงการนำทหารเกาหลีเหนือไปช่วยรบในสงคราม ขณะที่เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงครามในทางเทคนิค

ทั้งนี้ ป้ายผ้าขนาดใหญ่สีแดง ขาว และน้ำเงิน ที่มีข้อความภาษารัสเซีย ปรากฏขึ้นครั้งแรกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และยังคงถูกแขวนอยู่บริเวณหน้าสถานทูตรัสเซียในช่วงเช้าวันนี้ (23 ก.พ.) ซึ่งประจวบเหมาะกับวาระครบรอบ 4 ปี ของสงครามยูเครน-รัสเซีย ในวันที่ 24 ก.พ. นี้ 

ด้านกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลเกาหลีใต้ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นต่อจุดยืนที่ว่าการรุกรานยูเครนของรัสเซียเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และในบริบทนี้ เราขอแสดงจุดยืนเช่นเดียวกันนี้ ต่อการแขวนป้ายผ้าบริเวณกำแพงด้านนอกของสถานทูตรัสเซียในกรุงโซล และการประกาศต่อสาธารณะของทูตรัสเซียประจำเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสถานทูตยูเครนและสถานทูตรัสเซียในกรุงโซล ยังคงไม่แสดงความเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้ 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายกอร์กี ซิโนวีฟ ทูตรัสเซียประจำเกาหลีใต้ กล่าวยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่ช่วยรัสเซียรบในสงครามยูเครน เขากล่าวในระหว่างการพบกับผู้สื่อข่าวเกาหลีใต้ว่า “รัสเซียตระหนักดีว่าทหารเกาหลีเหนือมีส่วนช่วยในการปลดปล่อยพื้นที่ทางตอนใต้ของภูมิภาคเคิรสต์จากกองกำลังของยูเครน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้และชาติตะวันตก เกาหลีเหนือได้ส่งทหารหลายพันนายไปช่วยรบให้รัสเซีย ทางการเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า มีทหารเสียชีวิตกว่า 2,000 นาย นักวิเคราะห์กล่าวว่าเกาหลีเหนือได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน เทคโนโลยีทางการทหาร เสบียงอาหารและพลังงาน จากรัสเซียเพื่อเป็นการตอบแทน

ทางการเกาหลีใต้กล่าวว่า การส่งทหารไปช่วยดังกล่าวถือเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง และว่าความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือควรยุติลง ขณะที่ในทางเทคนิคแล้ว เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังอยู่ในภาวะสงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ.

ที่มา AFP

นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค

นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค

23 ก.พ. 2569 12:31 น.

นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค

นาซ่าประกาศเลื่อนวันปล่อยจรวดไปดวงจันทร์จาก วันที่ 6 มีนาคม 2026 เป็นช่วงเดือนเมษายน เนื่องจากพบปัญหาทางเทคนิคหลายจุดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นาย แจเรด ไอแซคแมน ผู้บริหารของนาซ่า แจ้งข่าวร้ายเมื่อวันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ว่า นักวิศวกรตรวจพบความผิดปกติของระบบการทำงานของก๊าซฮีเลียมซึ่งเป็นระบบที่สำคัญในการรักษาระดับความดันของตัวจรวดเเละควบคุมอุณหภูมิในการทำงานของระบบเชื้อเพลิง  ทำให้ภารกิจ Artemis II ต้องเลื่อนไปเป็นช่วงเดือนเมษายน ในปี 2026 ซึ่งนายแจเรด ไอแซคแมน เข้าใจเป็นอย่างดีถึงความน่าผิดหวังที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เเต่ภารกิจ Artemis II ยังต้องดำเนินต่อไป

โดยยืนยันว่าก่อนหน้านี้นักอวกาศทั้ง 4 คนนั้นเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีในการเดินทางที่ยาวนานที่สุดของมวลมนุษยชาติที่จะเกิดขึ้นในอีก 10 วัน ซึ่งภารกิจหลักของพวกเขาคือการสำรวจพื้นผิวโดยรอบของดวงจันทร์ในรอบ 50 ปี เเละตลอด 50 ชั่วโมงของการตรวจสอบเครื่องยนต์ของจรวดรวมไปถึง การทดสอบการปล่อยจรวดครั้งสุดท้าย โดยบรรจุเชื้อเพลิงเหลว (wet rehearsal)  ไม่พบปัญหาตลอดวันพฤหัสบดี จนกระทั่งพบปัญหาขัดข้องในช่วงคืนวันศุกร์

การทดสอบการปล่อยจรวดในครั้งนี้ที่ศูนย์อวกาศ เคนเนดี รัฐฟลอริดา เป็นความพยายามครั้งที่ 2 ของนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากในครั้งเเรกพบปัญหาที่ตัวกรองที่นำไปสู่ปัญหาการรั่วไหลของก๊าซไฮโดรเจน 

แจเรด ไอแซคแมน ยังบอกอีกว่า เป็นเรื่องปกติที่ภารกิจอวกาศจะพบกับปัญหาเเละข้อขัดข้องมากมาย ดูอย่างภารกิจ Gemini 8 ของนีล อาร์มสตรองที่ต้องยุติภารกิจก่อนกำหนดในช่วงปี 1966 แต่เขากลับทำมันได้สำเร็จในปี 1969 จากภารกิจ Apollo 11 เขาจึงบอกว่า มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการปล่อยจรวดครั้งนี้ออกไป เพราะทุกคนในนาซ่าตั้งใจและใช้เวลาไปกับภารกิจ Artemis II อย่างยาวนาน ดังนั้นทุกคนคู่ควรที่จะได้รับความสำเร็จในภารกิจนี้

ในส่วนของนักอวกาศทั้ง 4 คนในภารกิจนี้จะขึ้นบินด้วยจรวดดวงจันทร์ขนาดใหญ่ ที่ทำให้พวกเขามีเวลาหลายชั่วโมงในการศึกษาพื้นผิวดวงจันทร์อย่างใกล้ชิด 

นาซ่าทิ้งท้ายไว้ว่า ความสำเร็จของภารกิจ Artemis II นั้นจะเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ ภารกิจ Artemis III ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การส่งนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งเเละพวกเขาจะพยายามให้เกิดขึ้นให้ได้ในช่วงปี 2028.

ที่มา : Aljazeera

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สำรวจดวงจันทร์

นักเคลื่อนไหวแขวนภาพ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” กลางลูฟวร์

นักเคลื่อนไหวแขวนภาพ "อดีตเจ้าชายแอนดรูว์" กลางลูฟวร์

23 ก.พ. 2569 12:16 น.

นักเคลื่อนไหวแขวนภาพ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” กลางลูฟวร์

กลุ่มนักเคลื่อนไหวบุกติดตั้งภาพและป้ายข้อความพาดพิงถึง แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ภายในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส หวังจุดกระแสเรียกร้องความรับผิดชอบ หลังอดีตเจ้าชายอังกฤษถูกจับกุมในข้อสงสัยประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ จากกรณีถูกกล่าวหาว่าแชร์ข้อมูลลับให้เจฟฟรีย์ เอปสตีน

กลุ่มนักกิจกรรมในนาม “Everyone Hates Elon” (ทุกคนเกลียดอีลอน) ได้สร้างความฮือฮาด้วยการนำภาพถ่ายของแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ พร้อมป้ายคำบรรยายไปติดตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลาสั้นๆ โดยป้ายใต้ภาพระบุข้อความเสียดสีว่า “He’s Sweating Now 2026” (ตอนนี้เขากำลังเหงื่อตก 2026)

กลุ่มผู้ประท้วงระบุว่าการกระทำครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงความสนใจของสาธารณชนต่อข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นกับอดีตเชื้อพระวงศ์อังกฤษรายนี้ และเรียกร้องให้มีการแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ได้เข้ามาเคลื่อนย้ายภาพดังกล่าวออกไปหลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที

เหตุการณ์ประท้วงครั้งนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ พระอนุชาในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ถูกตำรวจจับกุมตัวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดปีที่ 66 ของเขาพอดี ในข้อสงสัยว่ากระทำความผิดฐานประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่า เขาได้ส่งต่อเอกสารลับของรัฐบาลอังกฤษให้กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศ และเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2019

แม้เจ้าหน้าที่จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดของข้อกล่าวหาที่ชัดเจนซึ่งนำไปสู่การจับกุม แต่กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยหลักฐานเป็นอีเมลที่แสดงให้เห็นว่าแอนดรูว์ได้แชร์รายงานราชการจากการไปเยือนต่างประเทศในฐานะทูตการค้าให้กับเอปสตีนเมื่อปี 2010 โดยมีข้อความหนึ่งถูกส่งออกไปเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่เขาได้รับเอกสารดังกล่าว

ที่ผ่านมา แอนดรูว์ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำความผิดทางอาญามาโดยตลอด และย้ำว่าเขาได้ตัดความสัมพันธ์กับเอปสตีนไปแล้วหลังจากที่ฝ่ายหลังถูกตัดสินความผิดในปี 2008 โดยการไปพบเอปสตีนที่นิวยอร์กในปี 2010 นั้น เขาระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อ “ขอยุติความสัมพันธ์” เพียงเท่านั้น

หลังจากถูกควบคุมตัวไปสอบสวน แอนดรูว์ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ ตำรวจระบุว่าขณะนี้ได้เสร็จสิ้นการตรวจค้นที่พักในมณฑลนอร์ฟอล์กแล้ว แต่ยังคงดำเนินการตรวจค้นอย่างต่อเนื่องที่ตำหนักรอยัล ลอดจ์ ในมณฑลเบิร์กเชียร์ ซึ่งเป็นที่พำนักระยะยาวของเขา

ทั้งนี้ หากมีการตั้งข้อหาและศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ กฎหมายของสหราชอาณาจักรระบุโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต.

ที่มา Telegraph

ใครคือ “เอล เมนโช” บุคคลที่เม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุด

ใครคือ "เอล เมนโช" บุคคลที่เม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุด

23 ก.พ. 2569 11:34 น.

ใครคือ “เอล เมนโช” บุคคลที่เม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุด

ยุทธการเด็ดหัว “เนเมซิโอ รูเบน โอเซเกรา เซร์บันเตส” หรือ “เอล เมนโช” ผู้นำ “แก๊งค้ายาเสพติดรุ่นใหม่แห่งฮาลิสโก” (CJNG) ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเม็กซิโก กลายเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของรัฐบาลเม็กซิโกและสหรัฐฯ แต่ในขณะที่โลกเฉลิมฉลอง การล้างแค้นจากกองกำลังติดอาวุธของเขากำลังเปลี่ยนท้องถนนในหลายรัฐให้กลายเป็นสมรภูมิ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ใครจะก้าวขึ้นมาแทนที่ในอาณาจักรยาเสพติดหมื่นล้านนี้ ?

ในประวัติศาสตร์อาชญากรรมจัดตั้งของเม็กซิโก มีชื่อเพียงไม่กี่ชื่อที่สร้างแรงสั่นสะเทือนได้ยาวนาน และ “เนเมซิโอ รูเบน โอเซเกรา เซร์บันเตส” หรือที่โลกรู้จักในนาม “เอล เมนโช” (El Mencho) คือหนึ่งในนั้น จากเด็กหนุ่มจากชนบทที่ยากจนในรัฐมิโชอากัง เขาทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของ “แก๊งค้ายาเสพติดรุ่นใหม่แห่งฮาลิสโก” (CJNG) หนึ่งในกลุ่มอาชญากรที่น่าเกรงขามและอันตรายที่สุดในโลกยุคใหม่

ความสำเร็จของเขาไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการใช้ความรุนแรงอย่างไร้ความปราณี ความทะเยอทะยานที่ไม่มีขีดจำกัด และความเหี้ยมโหดที่ทำให้แม้แต่กลุ่มคู่แข่งยังต้องขยาด อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของเขาถูกประกาศว่าเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งเม็กซิโกและสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่าหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญในการชี้เป้าปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการแสดงความร่วมมือข้ามพรมแดนที่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองรัฐบาล

เมื่อสมุน “เอล เมนโช” ประกาศสงคราม

แต่ชัยชนะนี้ต้องแลกมาด้วยความโกลาหล ทันทีที่ข่าวการตายของผู้นำแพร่ออกไป กองกำลังของ CJNG ได้ตอบโต้ทันทีด้วยความรุนแรงที่ขยายตัวไปถึง 8 รัฐ ตั้งแต่รัฐเกร์เรโรริมชายฝั่งแปซิฟิก ไปจนถึงรัฐตาเมาลิปัสทางตะวันออกเฉียงเหนือ แม้แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเม็กซิโกซิตี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในรัฐฮาลิสโก ซึ่งเป็นฐานทัพหลัก โดยเฉพาะในเมืองกัวดาลาฮารา หนึ่งในเมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลกปีนี้ มีกลุ่มชายสวมหน้ากากพร้อมอาวุธครบมือบุกเผาร้านค้าและวางสิ่งกีดขวางบนถนน ขณะที่ในเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง “ปวยร์โต บายาร์ตา” นักท่องเที่ยวและชาวเมืองต่างต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในอาคารเพื่อความปลอดภัย

ภาพของรถยนต์ที่ถูกเผาวอดและถนนที่ถูกตัดขาด ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความจงรักภักดีต่อหัวหน้าที่ถูกสังหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความโกรธแค้นต่ออำนาจรัฐ ซึ่งต้องจับตามองต่อไปว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สถานการณ์จะคลี่คลายลงหรือจะทวีความรุนแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองขนาดย่อมๆ

จากลูกชาวไร่สู่เจ้าพ่อค้ายาระดับโลก

“เอล เมนโช” เติบโตในครอบครัวชนบทในรัฐมิโชอากัง ทางตะวันตกของประเทศ จุดเริ่มต้นเกี่ยวข้องกับการปลูกกัญชา ก่อนจะค่อย ๆ ขยับสู่เครือข่ายยาเสพติดขนาดใหญ่

เส้นทางขึ้นสู่อำนาจของเขาไม่ได้อาศัยเพียงโอกาส แต่ขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยาน ความเด็ดขาด และการใช้ความรุนแรงเป็นกลไกหลักในการควบคุมพื้นที่

หากย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของ “เอล เมนโช” เขาเริ่มต้นจากการเป็นแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายในสหรัฐฯ ช่วงทศวรรษ 1980 หลังจากที่เคยคลุกคลีกับการปลูกกัญชาในบ้านเกิด เขาถูกจับกุมหลายครั้งในแคลิฟอร์เนียข้อหาคดียาเสพติด จนกระทั่งถูกส่งตัวกลับเม็กซิโกในวัย 30 ปี

เมื่อกลับมาถึงเม็กซิโก เขาได้เข้าร่วมกับ “แก๊งมิลินิโอ” (Milenio) และสร้างชื่อเสียงด้วยความฉลาดแกมโกงและความอำมหิต จนเมื่อกลุ่มเดิมแตกสลาย เขาก็สบโอกาสรวบรวมเศษซากเหล่านั้นก่อตั้งเป็นกลุ่ม CJNG ขึ้นมา 

เขาใช้ความทะเยอทะยานและความอำมหิตอย่างไร้ขีดจำกัด ขยายอิทธิพลผ่านการยึดครองพื้นที่และปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจผิดกฎหมายใหม่ๆ ที่ทำกำไรมหาศาล จนทำให้ CJNG กลายเป็นกลุ่มอาชญากรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเม็กซิโกปัจจุบัน

ภายใต้การนำของเขา CJNG ขยายอาณาเขตอย่างรวดเร็วและปรับตัวเข้ากับธุรกิจผิดกฎหมายใหม่ๆ ที่ทำกำไรมหาศาล ความยิ่งใหญ่ของ CJNG ส่วนหนึ่งมาจากการล่มสลายของคู่แข่งรายใหญ่อย่าง “แก๊งซินาลัว” (Sinaloa) หลังจากที่ผู้นำอย่าง “เอล ชาโป” กุซมัน ถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ กลุ่มซินาลัวก็เกิดการแตกแยกและสู้รบกันเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การล่มสลายของกลุ่มลูกชายเอล ชาโป โดยเฉพาะเมื่อ ฮัวคิน กุซมัน โลเปซ ตัดสินใจมอบตัวและลากเอา อิสมาเอล “เอล มาโย” ซัมบาดา คู่ปรับคนสำคัญลงมาด้วย ทำให้เกิดสูญญากาศทางอำนาจครั้งใหญ่ “เอล เมนโช” จึงฉวยโอกาสนี้รุกคืบเข้ายึดครองเส้นทางค้ายา “เฟนทานิล” ซึ่งเป็นแหล่งรายได้มหาศาล 

กลยุทธ์ “แฟรนไชส์” และการขยายตัวแบบก้าวกระโดด

สิ่งที่ทำให้ CJNG แตกต่างจากแก๊งค้ายายุคเก่า คือรูปแบบการบริหารโดยใช้โมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ แทนที่จะส่งคนของตัวเองไปยึดทุกที่ CJNG ใช้วิธีสร้างพันธมิตรกับแก๊งค้ายาท้องถิ่นขนาดเล็ก ให้ใช้อาวุธและชื่อของ CJNG ในการคุมพื้นที่ แลกกับการส่งส่วยและส่วนแบ่งยาเสพติด รวมถึงการคุมจุดยุทธศาสตร์ ที่เน้นยึดท่าเรือหลักทั้งฝั่งแปซิฟิกและอ่าวเม็กซิโก เพื่อคุมการนำเข้า “สารตั้งต้น” จากเอเชียมาผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ ทำให้ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี CJNG ขยายอิทธิพลครอบคลุมกว่า 27 รัฐ จากทั้งหมด 32 รัฐของเม็กซิโก และมีเครือข่ายส่งออกยาเสพติดกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

ขีดความสามารถ

CJNG ขึ้นชื่อว่าเป็นแก๊งค้ายาเสพติดที่มีกองกำลังติดอาวุธสูงที่สุด พวกเขามีทั้งปืนกลหนัก, รถหุ้มเกราะที่สร้างเอง, และที่โดดเด่นที่สุดคือ “หน่วยโดรนติดระเบิด” ที่ใช้โจมตีข้าศึกจากทางอากาศ รวมถึงมีค่ายฝึกที่เข้มงวดคล้ายทหาร มีหน่วยรบพิเศษของตัวเองที่พร้อมปะทะกับกองทัพเม็กซิโกอย่างไม่เกรงกลัว และมักแสดงความโหดเหี้ยมเชิงสัญลักษณ์ เน้นการทิ้งข้อความข่มขู่ และการสังหารในที่สาธารณะเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ

นัยสำคัญทางการเมืองและอนาคตของเม็กซิโก

การสังหารเอล เมนโช ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลภายใต้การนำของ ประธานาธิบดี คอลเดีย เชนบอม  ซึ่งแสดงให้รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าเม็กซิโกเอาจริงกับการปราบปรามการค้า “เฟนทานิล” ซึ่งเป็นประเด็นที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

ความร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ยังช่วยลดกระแสกดดันจากฝั่งพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ ที่เคยเสนอให้ส่งกองทัพหรือใช้โดรนโจมตีขบวนการค้ายาเสพติดในดินแดนเม็กซิโก ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตย

ใครคือรายต่อไป?

แม้ “เอล เมนโช” จะสิ้นชื่อไปแล้ว แต่วัฏจักรของขบวนการค้ายาเสพติดยังไม่จบลง ประวัติศาสตร์บอกเราเสมอว่า เมื่อหัวหน้ากลุ่มผู้ทรงอิทธิพลหายไป มักจะมี “ขุนพล” หรือมือขวาอีก 3-4 คนที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเสียบแทนตำแหน่งที่ว่างลงทันที

ในขณะที่รัฐบาลฉลองความสำเร็จ ประสบการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวของชาวเม็กซิกันในตอนนี้คือการเฝ้ามองเปลวเพลิงที่ลุกโชนบนท้องถนน และตั้งคำถามว่า ผู้นำคนใหม่ที่จะก้าวขึ้นมานั้นจะโหดเหี้ยมกว่า “เอล เมนโช” หรือไม่?.

ที่มา BBC

เผย “เทศกาลเปลือย” ประเพณีเก่าแก่ของญี่ปุ่นปีนี้ มีผู้บาดเจ็บหลายราย

เผย "เทศกาลเปลือย" ประเพณีเก่าแก่ของญี่ปุ่นปีนี้ มีผู้บาดเจ็บหลายราย

23 ก.พ. 2569 10:17 น.

เผย “เทศกาลเปลือย” ประเพณีเก่าแก่ของญี่ปุ่นปีนี้ มีผู้บาดเจ็บหลายราย

ทางการญี่ปุ่นเผย มีผู้บาดเจ็บ 6 ราย ถูกส่งเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จากการเข้าร่วมสืบสานงาน “เทศกาลเปลือย” ประจำปีนี้ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมหลายพันคน 

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เทศกาลเปลือยกาย (Hadaka Matsuri) ของญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นที่วัดไซไดจิ คันโนนิน ในเมืองโอคายามะ ประจำปีนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 6 คน ในจำนวนนี้อาการสาหัสไม่ได้สติ จำนวน 3 คน 

สำนักงานป้องกันภัยฉุกเฉินของญี่ปุ่นระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น.ว่ามีผู้บาดเจ็บจากการเข้าร่วมในเทศกาลนี้ ขณะที่ทางผู้จัดงานเปิดเผยว่า มีคนเข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน 

ทั้งนี้ เทศกาลเปลือยกาย หรือ “ฮาดะคะ มัตทสึริ” เป็นเทศกาลที่จะมีคนหนุ่ม วัยกลางคนและคนชรา สวมผ้าเตี่ยวผืนเดือวเข้าไปร่วมเบียดเสียดในวัดเพื่อรับพรอันเป็นมงคล โดนเป็นเทศกาลที่สืบต่อกันมากกว่า 500 ปีแล้ว .

ที่มา NHK

พายุหิมะถล่มสหรัฐ! นิวยอร์กสั่ง “แบนเดินทางทั่วเมือง” เตือนเลวร้ายสุดในรอบทศวรรษ

พายุหิมะถล่มสหรัฐ! นิวยอร์กสั่ง "แบนเดินทางทั่วเมือง" เตือนเลวร้ายสุดในรอบทศวรรษ

23 ก.พ. 2569 09:57 น.

พายุหิมะถล่มสหรัฐ! นิวยอร์กสั่ง “แบนเดินทางทั่วเมือง” เตือนเลวร้ายสุดในรอบทศวรรษ

นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ประกาศสั่งปิดเครือข่ายการจราจรทั่วเมือง ยกเว้นการเดินทางฉุกเฉิน หลังพายุหิมะลูกใหญ่เริ่มพัดถล่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเมื่อวันอาทิตย์

คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่เวลา 21.00 น. วันอาทิตย์ ถึงเที่ยงวันจันทร์ ครอบคลุมถนน ทางหลวง และสะพานทั่วนครนิวยอร์ก ซึ่งมีประชากรกว่า 8 ล้านคน โดยนายกเทศมนตรีระบุว่า นิวยอร์กไม่ได้เผชิญพายุในระดับนี้มานานกว่าทศวรรษ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นทั้งหมด

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐ หรือ National Weather Service (NWS) เตือนว่า พายุลูกนี้จะก่อให้เกิด สภาพพายุหิมะเต็มรูปแบบ ตั้งแต่รัฐแมรีแลนด์ไปจนถึงนิวอิงแลนด์ตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดว่าหิมะอาจตกหนัก 5–7.5 เซนติเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงพีก ในบางพื้นที่คาดว่าสะสมได้มากกว่า 60 เซนติเมตร ขณะที่มีประชาชนเกือบ 54 ล้านคน อยู่ในแนวพายุ ซึ่งมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มีรายงานว่าช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาในท้องถิ่น พายุเริ่มกระหน่ำนครนิวยอร์กแล้ว ทัศนวิสัยลดต่ำอย่างหนักจน มองแทบไม่เห็นตึกระฟ้าย่านวอลล์สตรีทจากฝั่งบรู๊คลิน

ด้านรัฐนิวเจอร์ซีย์รายงานว่า ณ เวลา 19.30 น. มีผู้ใช้ไฟฟ้ากว่า 22,895 รายไม่มีไฟใช้ จากผลกระทบหิมะหนักและลมแรง ขณะที่ผู้ว่าการรัฐ มิกี เชอร์ริลล์ ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อเร่งจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรรับมือวิกฤต

ด้านรัฐแมสซาชูเซตส์ นายกเทศมนตรีเมืองบอสตัน มิเชลล์ วู  สั่งปิดโรงเรียนรัฐและอาคารราชการทั้งหมดในวันจันทร์ พร้อมขอให้ประชาชนอยู่บ้านเพื่อความปลอดภัย

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐ ยังเตือนถึงความเป็นไปได้ของ น้ำท่วมชายฝั่งระดับปานกลางถึงรุนแรง ตั้งแต่รัฐเดลาแวร์ไปจนถึงเคปค้อดในแมสซาชูเซตส์ โดยพายุครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังภูมิภาคเดียวกันเพิ่งฟื้นตัวจากพายุฤดูหนาวอีกลูก ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 ราย

ด้านผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก เคธี โฮชุล เตือนประชาชนว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดยังมาไม่ถึง พร้อมแนะนำให้รีบกักตุนอาหาร ยา และอาหารสัตว์เลี้ยง ก่อนจะปักหลักอยู่แต่ในบ้าน

แม้จะมีคำสั่งห้ามเดินทาง แต่ประชาชนบางส่วนแสดงความกังวล โดยชาวบรู๊คลินวัย 33 ปีรายหนึ่งระบุว่า ถนนถูกสั่งปิด แต่สถานที่ทำงานยังคงเปิด ทำให้หลายคนอาจตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เนื่องจากไม่สามารถหยุดงานได้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหรัฐอเมริกา

“คิม จองอึน” นั่งเลขาธิการพรรคแรงงานต่อ ย้ำเร่งเศรษฐกิจ–ยกระดับชีวิตประชาชน

"คิม จองอึน" นั่งเลขาธิการพรรคแรงงานต่อ ย้ำเร่งเศรษฐกิจ–ยกระดับชีวิตประชาชน

23 ก.พ. 2569 09:30 น.

“คิม จองอึน” นั่งเลขาธิการพรรคแรงงานต่อ ย้ำเร่งเศรษฐกิจ–ยกระดับชีวิตประชาชน

พรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ลงมติเอกฉันทน์เลือก “คิม จองอึน” นั่งเลขาธิการพรรคต่อ ย้ำเร่งเศรษฐกิจ–ยกระดับชีวิตประชาชน

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้รายงานว่า ายคิม จองอึน ได้รับเลือกตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคแรงงานเกาหลีอีกสมัย ในการประชุมใหญ่พรรคครั้งล่าสุด ตอกย้ำการครองอำนาจต่อเนื่องยาวนาน 15 ปี พร้อมประกาศเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่เสริมแสนยานุภาพทหาร

รายงานข่าวระบุว่า การลงมติเลือกผู้นำคนใหม่ของพรรคแีงงานเกาหลีเหนือ มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการประชุมใหญ่พรรคที่จัดขึ้นทุก 5 ปี โดยที่ประชุมยังได้เลือกตั้งสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคชุดใหม่ และมีการปรับแก้กฎพรรคบางประการ แม้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด

โดยนายคิม จองอึน ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือหลังการถึงแก่อสัญกรรมของบิดา คิม จองอิล ในปี 2554 ต่อมาในปี 2562 สภานิติบัญญัติได้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จ และรับรองสถานะประมุขแห่งรัฐอย่างเป็นทางการ

ในการประชุมครั้งนี้ คิมได้ประเมินผลงานตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมวางยุทธศาสตร์และเป้าหมายใหม่สำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยกล่าวว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็น ช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจในการผลักดันสังคมนิยมในแบบของเกาหลีเหนือ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและวิกฤตสาธารณสุขโลก

ผู้นำเกาหลีเหนือย้ำว่า พรรคกำลังเผชิญภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่หนักหน่วงและเร่งด่วนในการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และปฏิรูปทุกภาคส่วนของรัฐและสังคมโดยเร็วที่สุด พร้อมเรียกร้องให้เดินหน้าต่อสู้โดยไม่หยุดนิ่ง

ก่อนการประชุมใหญ่ คิมยังได้เข้าร่วมพิธีเปิดตัวเครื่องยิงจรวดที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์จำนวนหลายสิบแท่น โดยกล่าวชื่นชมว่าเป็นอาวุธที่ “ยอดเยี่ยม” และ “น่าดึงดูด” พร้อมระบุว่า หากถูกนำมาใช้ “ไม่มีอำนาจใดสามารถคาดหวังการปกป้องจากพระเจ้าได้”

การเคลื่อนไหวดังล่าสุดถูกจับตาจากนานาชาติอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางนโยบายความมั่นคงและเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือในระยะต่อไป.

ที่มา Yonhap

ชาวญี่ปุ่นร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพจักรพรรดินารุฮิโตะ

ชาวญี่ปุ่นร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพจักรพรรดินารุฮิโตะ

23 ก.พ. 2569 08:55 น.

ชาวญี่ปุ่นร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพจักรพรรดินารุฮิโตะ

ชาวญี่ปุ่นร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพ ครบรอบ 66 พรรษา ของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ซึ่งตรงกับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปี

ชาวญี่ปุ่นในกรุงโตเกียวร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ซึ่งตรงกับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ของทุกปี โดยภายในพระราชวังอิมพีเรียลจะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายพระพรและลงนาม เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมฉลองรัชสมัยเรวะ ที่หมายถึงความสงบสุขอันรุ่งเรือง 

ขณะที่ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ พร้อมด้วยสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จออกมหาสมาคม ณ ระเบียงพระราชวังอิมพีเรียล เพื่อทักทายและรับการถวายพระพรจากประชาชนที่มาร่วมเฉลิมฉลองตามธรรมเนียม นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมวัฒนธรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงถึงวัฒนธรรมอันดีงามของญี่ปุ่นในโอกาสอันเป็นมงคลนี้

ทั้งนี้ วันพระราชสมภพของจักรพรรดิองค์ปัจจุบันถือเป็นวันชาติที่มีความสำคัญที่สุดวันหนึ่ง บรรยากาศทั่วประเทศเต็มไปด้วยความยินดีและการประดับธงชาติญี่ปุ่น ขณะที่สถานทูตและสถานกงสุลญี่ปุ่นทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ได้จัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสนี้ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างญี่ปุ่นและนานาประเทศเช่นกัน.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ราชวงศ์ญี่ปุ่น

แผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 นอกชายฝั่งรัฐซาบาห์ มาเลเซีย ช่วงกลางดึก ไม่มีเตือนสึนามิ

แผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 นอกชายฝั่งรัฐซาบาห์ มาเลเซีย ช่วงกลางดึก ไม่มีเตือนสึนามิ

23 ก.พ. 2569 07:56 น.

แผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 นอกชายฝั่งรัฐซาบาห์ มาเลเซีย ช่วงกลางดึก ไม่มีเตือนสึนามิ

แผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 นอกชายฝั่งรัฐซาบาห์ มาเลเซีย ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา แต่ไม่มีเตือนสึนามิ ขณะที่แรงสั่นสะเทือนรับรู้ถึงสิงคโปร์ ทางการยันความเสียหายต่ำ แต่เฝ้าระวังใกล้ชิด

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงนอกชายฝั่งรัฐซาบาห์ บนเกาะบอร์เนียว ของมาเลเซีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. โดยสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (United States Geological Survey -USGS) วัดขนาดได้ 7.1 แมกนิจูด 

รายงานระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองโคตาคินาบาลู ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไม่ถึง 100 กิโลเมตร ที่ความลึกราว 619.8 กิโลเมตร และเกิดขึ้นเวลา 12.57 นาฬิกา ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย หรือเท่ากับเวลา 00.57 น. ของไทย

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซีย (Malaysian Meteorological Department -MetMalaysia) ประเมินขนาดแรงสั่นสะเทือนที่ 6.8 แมกนิจูด พร้อมระบุจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองคูดัต ไปทางตะวันตก 49 กิโลเมตรความลึกประมาณ 678 กิโลเมตร และเนื่องจากแผ่นดินไหวมีความลึกมาก จึงมีความเสี่ยงเกิดสึนามิต่ำ โดยศูนย์เตือนภัยสึนามิสหรัฐฯ ไม่ได้ออกประกาศเตือน

สื่อท้องถิ่นของมาเลเซีย รายงานว่าแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้บริเวณชายฝั่งตะวันตกของรัฐซาบาห์ หลายพื้นที่ในรัฐซาราวัก รวมถึงบางส่วนของมาเลเซียตะวันตก ขณะที่ชาวสิงคโปร์จำนวนหนึ่งโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า รู้สึกถึงอาคารสั่นไหวในช่วงหลังเที่ยงคืน

ด้านหน่วยดับเพลิงและกู้ภัยซาบาห์เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ ขณะนี้ทุกสถานีอยู่ระหว่างลาดตระเวนและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ทางการมาเลเซียยืนยันจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนรายงานข้อมูลหากรับรู้แรงสั่นสะเทือนเพิ่มเติม.

ก่อนหน้านี้ รายงานการศึกษาของหน่วยงานธรณีวิทยารัฐบาลมาเลเซียเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ระบุว่า 6 รัฐของประเทศ รวมถึงซาบาห์และซาราวัก มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่ปลายเดือนสิงหาคมปีก่อน รัฐยะโฮร์เคยเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้ง ขนาดตั้งแต่ 2.5–4.1 แมกนิจูด.

ที่มา Bernama / The Star / CNA

ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง

ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง

23 ก.พ. 2569 05:15 น.

ผู้นำกรีนแลนด์ปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ จี้ทรัมป์คุยโดยตรง

นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ออกมาปฏิเสธเรือพยาบาลจากสหรัฐฯ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะส่งมา พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ พูดคุยกับเขาโดยตรงแทนที่จะโพสต์ข้อความลอยๆ บนโลกออนไลน์

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 นายกรัฐมนตรีของกรีนแลนด์เรียกร้องให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ พูดคุยกับเขาโดยตรง แทนที่จะใช้วิธี “โพล่งออกมาอย่างลอยๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย” หลังทรัมป์กล่าวว่าเขากำลังส่งเรือพยาบาลของสหรัฐฯ ไปเพื่อ “ดูแล” ผู้คนบนเกาะแห่งนี้

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าเขากำลังจะส่งเรือที่เต็มไปด้วยเวชภัณฑ์ไป โดยอ้างว่ามี “ผู้คนจำนวนมาก” บนเกาะกำลังเจ็บป่วยและ “ไม่ได้รับการดูแล”

ทางด้าน นายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ตอบกลับว่า “พวกเราขอปฏิเสธ” พร้อมระบุว่ากรีนแลนด์มีระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลฟรีสำหรับพลเมืองทุกคน ซึ่งต่างจากสหรัฐฯ ที่ต้องเสียเงินเมื่อไปหาหมอ

นีลเซนกล่าวเสริมว่า กรีนแลนด์ยังคงเปิดกว้างสำหรับการร่วมมือกับสหรัฐฯ แต่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการหารือในประเด็นต่างๆ โดยตรง “คุยกับเราสิครับ แทนที่จะเอาแต่โพล่งอะไรออกมาอย่างไร้ทิศทางผ่านโซเชียลมีเดียแบบนั้น” เขากล่าว

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความต้องการที่จะครอบครองเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้มาเป็นเวลานาน และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหาร จนเกิดความตึงเครียดกับชาติยุโรป กระทั่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ ก็ออกมายืนยันว่า เขาจะไม่ใช้กำลังเข้ายึดครองกรีนแลนด์

ต่อมานายทรัมป์ประกาศ “กรอบการทำงานสำหรับข้อตกลงในอนาคต” ระหว่างสหรัฐฯ และกรีนแลนด์ หลังจากที่เดนมาร์กและพันธมิตรนาโต (NATO) แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อเรียกร้องของเขาให้สละอธิปไตยเหนือเกาะดังกล่าว ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc