“เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก ถูกสังหารในปฏิบัติการทางทหาร

“เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก ถูกสังหารในปฏิบัติการทางทหาร

23 ก.พ. 2569 04:12 น.

“เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก ถูกสังหารในปฏิบัติการทางทหาร

เอล เมนโช ราชายาเสพติด ผู้ที่ทางการเม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุด ถูกสังหารแล้วในปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเม็กซิโก โดยมีสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนด้านข้อมูลด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 กระทรวงกลาโหมของเม็กซิโกแถลงว่า นายเนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์วันเตส หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เอล เมนโช” (El Mencho) ราชายาเสพติดและผู้นำแก๊ง “ฮาลิสโก นิว เจนเนอเรชัน” (CJNG) ที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด ถูกกองทัพสังหารแล้วในปฏิบัติการด้านความมั่นคง

เอล เมนโช เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติการทางทหารซึ่งเกิดขึ้นในช่วงรุ่งสางของวันอาทิตย์ ที่เมืองตาปัลปา (Tapalpa) ทางตอนกลางฝั่งตะวันตกของรัฐฮาลิสโก

กระทรวงกลาโหมระบุในแถลงการณ์ว่า สมาชิกกลุ่ม CJNG หลายรายถูกสังหารในระหว่างปฏิบัติการ ขณะที่ “เอล เมนโช” ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตลงในขณะที่กำลังถูกส่งตัวทางอากาศไปยังกรุงเม็กซิโกซิตี้ ขณะที่มีทหาร 3 นายได้รับบาดเจ็บ และถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในกรุงเม็กซิโกซิตี้เพื่อรับการรักษาฉุกเฉินแล้ว

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า สามารถยึดรถหุ้มเกราะหลายคันและอาวุธอีกจำนวนมาก รวมถึงเครื่องยิงจรวด ในระหว่างปฏิบัติการครั้งนี้

ทั้งนี้ กลุ่ม CJNG ได้ขยายอำนาจจากฐานที่มั่นเดิมในรัฐฮาลิสโก จนปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศเม็กซิโก

ตลอดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีรายงานเหตุเผารถยนต์หลายจุด รวมถึงมีการพบเห็นกลุ่มมือปืนตามท้องถนนในรัฐฮาลิสโกและพื้นที่อื่นๆ ทำให้นายปาโบล เลมุส นาบาร์โร ผู้ว่าการรัฐฮาลิสโก ต้องประกาศเตือนประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย โดยแนะนำให้ปฏิบัติตามคำเตือนระดับ “รหัสแดง” และหลีกเลี่ยงการออกจากที่พักอาศัย

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกประกาศคำเตือนให้พลเมืองอเมริกันในรัฐฮาลิสโก, รัฐตามูลิปัส รวมถึงพื้นที่ในรัฐมิโชอากัง, รัฐเกร์เรโร และรัฐนวยโวเลออง หาที่หลบภัยในอาคาร

กระทรวงกลาโหมของเม็กซิโกระบุว่า สหรัฐฯ ได้มอบข้อมูลที่ช่วยในปฏิบัติการครั้งนี้ให้แก่เม็กซิโกด้วย

ทางด้าน นายคริสโตเฟอร์ แลนโด อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเม็กซิโกและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า การเสียชีวิตของ “เอล เมนโช” ถือเป็น “พัฒนาการที่ยอดเยี่ยมสำหรับเม็กซิโก, สหรัฐฯ, ลาตินอเมริกา และคนทั้งโลก”

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยเสนอเงินรางวัลนำจับมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์ สำหรับใครก็ตามที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การจับกุมตัว “เอล เมนโช” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่

23 ก.พ. 2569 02:58 น.

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่

ทูตพิเศษสหรัฐฯ เผยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังสงสัยว่า เหตุใดอิหร่านจึงยังไม่ยอมจำนน แม้ว่าสหรัฐฯ จะเตือนเรื่องการใช้กำลังทหาร และส่งกองทัพเรือไปยังตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เมื่อ 21 ก.พ. 2569 ว่าผู้นำสหรัฐฯ กำลังตั้งคำถามว่าเหตุใดอิหร่านจึงยังไม่ “ยอมจำนน” แม้ว่ารัฐบาลวอชิงตันจะเดินหน้าเสริมกำลังทางทหารในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และเตือนว่าอาจมีการโจมตีทางทหารในวงจำกัด หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของกรุงเตหะรานได้

“ผมไม่อยากใช้คำว่า “หงุดหงิด”… เพราะเขา [ทรัมป์] เข้าใจดีว่าเขายังมีทางเลือกอื่นอีกมากมาย แต่เขาสงสัยว่าทำไมพวกเขา [อิหร่าน] ถึงยังไม่… ผมไม่อยากใช้คำว่า “ยอมจำนน” นะ แต่ทำไมพวกเขาถึงยังไม่ยอมจำนน” นายวิตคอฟฟ์กล่าว

“ทำไมภายใต้ความกดดันแบบนี้ ด้วยแสนยานุภาพทางทะเลและกำลังพลกองทัพเรือที่เรามีอยู่มหาศาลที่นั่น ทำไมพวกเขาถึงยังไม่เดินมาหาเราแล้วพูดว่า “เราขอยืนยันว่าเราไม่ต้องการอาวุธ (นิวเคลียร์) และนี่คือสิ่งที่เราพร้อมจะทำเพื่อพิสูจน์”?”

“แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังยากที่จะดึงพวกเขาไปให้ถึงจุดนั้นได้” ทูตพิเศษของทรัมป์กล่าวเสริม

อนึ่ง ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ดำเนินการเสริมกำลังทางทหารอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ใกล้กับอิหร่านและในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรอบ รวมถึงการส่งเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ไปยังภูมิภาคดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการส่ง เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมด้วยเรือพิฆาตกับเรือรบประเภทต่างๆ และฝูงเครื่องบินขับไล่เข้าไปสมทบอีกด้วย

ขณะที่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขายังเชื่อว่ามีโอกาสที่ความขัดแย้งนี้จะสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการทางทูตโดยที่ “ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” โดยเขาให้สัมภาษณ์กับ CBS News ว่าคณะผู้เจรจากำลังดำเนินการในรายละเอียดส่วนต่างๆ ของข้อตกลง

เมื่อ 2 วันก่อน นายอารักชีกล่าวว่า พวกเขากำลังเตรียม “ร่างข้อตกลงที่อาจเป็นไปได้” และจะส่งมอบให้กับนายวิตคอฟฟ์ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และอิหร่านได้หารือเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในการเจรจาทางอ้อมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 ก.พ. โดยหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายระบุว่าการเจรจามีความคืบหน้า

ด้านโอมานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจา ประกาศในวันอาทิตย์ว่า การเจรจารอบถัดไปจะเกิดขึ้นที่นครเจนีวา ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ.นี้

แต่แม้จะมีรายงานความคืบหน้าในการเจรจา แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งประกาศว่า โลกจะได้รู้กัน “ภายในประมาณ 10 วันต่อจากนี้” ว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ หรือสหรัฐฯ จะตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหาร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เผยชื่อมือปืนวัย 21 ปี บุกรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ก่อนถูกยิงดับ

สหรัฐฯ เผยชื่อมือปืนวัย 21 ปี บุกรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ก่อนถูกยิงดับ

23 ก.พ. 2569 01:06 น.

สหรัฐฯ เผยชื่อมือปืนวัย 21 ปี บุกรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ก่อนถูกยิงดับ

สื่อสหรัฐฯ เปิดเผยชื่อชายถือปืน ซึ่งบุกเข้าไปในเขตหวงห้ามของรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม โดยการตรวจสอบพบว่า เขามีอายุ 21 ปี และมาจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา

สื่อสหรัฐฯ หลายสำนักรวมถึง CBS News รายงานว่า ชายที่ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ หน่วยตำรวจลับ (secret service) วิสามัญฆาตกรรมขณะพยายามบุกเข้าไปในรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นที่ผ่านมา มีชื่อว่า ออสติน ที. มาร์ติน อายุ 21 ปี

นายมาร์ตินมาจากเมืองแคเมอรอน รัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยทาง CBS รายงานเพิ่มเติมว่า ครอบครัวของมาร์ตินเพิ่งจะแจ้งความว่าเขาหายตัวไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาพกปืนลูกซองและถังน้ำมันเชื้อเพลิงขณะบุกรุกเข้าไปในมาร์-อา-ลาโก โดยฉวยโอกาสเข้าทางประตูทิศเหนือของมาร์-อา-ลาโก ในจังหวะที่มีแขกคนหนึ่งกำลังเดินออกมาพอดี

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าเขาได้ซื้อปืนกระบอกดังกล่าวระหว่างเส้นทางที่ขับรถจากรัฐนอร์ทแคโรไลนามายังรัฐฟลอริดา หรือได้ปืนมาด้วยวิธีอื่นใด

นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) โพสต์แถลงการณ์สั้นๆ ผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า FBI กำลัง “ทุ่มสรรพกำลังและทรัพยากรที่จำเป็นทั้งหมด ในการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ณ มาร์-อา-ลาโก ของประธานาธิบดีทรัมป์” และยืนยันว่า “บุคคลที่มีอาวุธถูกยิงเสียชีวิต หลังจากบุกรุกเข้าสู่พื้นที่หวงห้ามอย่างผิดกฎหมาย”

ทั้งนี้ FBI จะประสานงานร่วมกับหน่วยอารักขาประธานาธิบดี รวมถึงพันธมิตรในระดับรัฐและระดับรัฐบาลกลาง และจะแจ้งข้อมูลคืบหน้าเพิ่มเติมเมื่อสามารถดำเนินการได้

ก่อนหน้านี้ นาย ริก แบรดชอว์ นายอำเภอเขตปาล์มบีช เคาน์ตี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ฝ่ายรักษาความปลอดภัยพบชายผิวขาวถือถังบรรจุน้ำมันเบนซินและปืนลูกซอง โดยเจ้าหน้าที่และรองนายอำเภอ ได้เข้าเผชิญหน้ากับชายคนดังกล่าว ซึ่งบุกรุกเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามชั้นในเมื่อเวลา 01:30 น. วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่สั่งให้ชายคนดังกล่าววางอาวุธ ซึ่งชายคนนี้ยอมวางถังน้ำมันลงแต่กลับยกปืนลูกซองขึ้นในท่าเตรียมยิง ในตอนนั้นเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจลั่นไกเพื่อ “ระงับภัยคุกคาม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย

22 ก.พ. 2569 23:34 น.

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย

คนร้ายล่อตำรวจไปตรวจสอบเหตุงัดแงะในเมืองทางตะวันตกของยูเครน ก่อนจุดระเบิด ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอีก 25 ราย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของยูเครนระบุว่า ทีมตำรวจเข้าตรวจสอบย่านใจกลางเมืองลวิฟ (Lviv) ทางตะวันตกของประเทศ หลังได้รับแจ้งเหตุบุกรุกร้านค้าแห่งหนึ่ง เมื่อช่วงหลังเที่ยงคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ ก่อนที่ระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 2 ลูกซึ่งถูกซ่อนไว้ในถังขยะจะเกิดระเบิดขึ้น

ตำรวจระบุว่า เหตุระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจากที่รถตำรวจเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุที่มีรายงานการงัดแงะ ต่อมา เมื่อทีมตำรวจชุดที่สองเดินทางมาถึง ก็เกิดระเบิดขึ้นอีกลูกหนึ่ง

เหตุระเบิดดังกล่าวทำให้ตำรวจหญิงวัย 23 ปีเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 25 ราย ในจำนวนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทั้งหมด 11 ราย เป็นตำรวจ 6 นายและมีอาการสาหัส

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนยืนยันว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุก่อการร้ายครั้งนี้ถูกควบคุมตัวได้แล้ว ขณะที่ นายอันดรีย์ ซาโดวี นายกเทศมนตรีเมืองลวิฟ ระบุว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้หญิงชาวยูเครน

ต่อมาตำรวจยูเครนเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องสงสัยวัย 33 ปีรายนี้เป็นผู้ประดิษฐ์และนำระเบิดไปวาง ตาม “คำสั่ง” ของสายลับจากหน่วยข่าวกรองพิเศษของรัสเซีย

ทั้งนี้ ตำรวจหญิงที่เสียชีวิตถูกระบุชื่อว่า วิกตอเรีย ชพิลกา (Viktoria Shpylka) อายุ 23 ปี โดยเธอเข้าปฏิบัติหน้าที่หลังรัสเซียเริ่มการรุกรานแคว้นเคอร์ซอนอย่างเต็มรูปแบบ

นายอิฮอร์ คลิเมนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้อาศัยในแคว้นรีฟเน (Rivne) ทางตะวันตกเฉียงเหนือ โดยทางตำรวจและหน่วยรักษาความมั่นคงแห่งยูเครนกำลังระบุตัวบุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จนท.วิสามัญฯ ชายถือปืนลูกซอง บุกรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของทรัมป์

จนท.วิสามัญฯ ชายถือปืนลูกซอง บุกรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของทรัมป์

22 ก.พ. 2569 22:17 น.

จนท.วิสามัญฯ ชายถือปืนลูกซอง บุกรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของทรัมป์

เจ้าหน้าที่ตำรวจลับ วิสามัญฆาตกรรมชายคนหนึ่ง ซึ่งถือปืนลูกซองและถังน้ำมัน บุกเข้าไปในพื้นที่ของรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยไม่มีคนอื่นได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ หน่วยตำรวจลับ (Secret Service) ระบุว่าได้วิสามัญฆาตกรรมชายอายุในช่วงประมาณ 20 ปี คนหนึ่ง ที่พยายามบุกรุกเข้าไปในรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดา

ริก แบรดชอว์ นายอำเภอเขตปาล์มบีช เคาน์ตี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ฝ่ายรักษาความปลอดภัยพบชายผิวขาวถือถังบรรจุน้ำมันเบนซินและปืนลูกซอง โดยเจ้าหน้าที่และรองนายอำเภอ ได้เข้าเผชิญหน้ากับชายคนดังกล่าว ซึ่งบุกรุกเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามชั้นในเมื่อเวลา 01:30 น. วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่สั่งให้ชายคนดังกล่าววางอาวุธ ซึ่งชายคนนี้ยอมวางถังน้ำมันลงแต่กลับยกปืนลูกซองขึ้นในท่าเตรียมยิง ในตอนนั้นเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจลั่นไกเพื่อ “ระงับภัยคุกคาม”

นายแบรดชอว์เผยด้วยว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์พำนักอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยชื่อหรือรายละเอียดอื่นๆ ของชายผู้ก่อเหตุ และยังไม่ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ยิงปืนไปกี่นัด หรือปืนของชายคนดังกล่าวนั้นมีกระสุนบรรจุอยู่หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปากีสถานโจมตีทางอากาศถล่มอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 18 ศพ

ปากีสถานโจมตีทางอากาศถล่มอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 18 ศพ

22 ก.พ. 2569 21:52 น.

ปากีสถานโจมตีทางอากาศถล่มอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 18 ศพ

ปากีสถานโจมตีทางอากาศเข้าใส่อัฟกานิสถานระลอกใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 18 ศพ โดยทั้งหมดเป็นสมาชิกของครอบครัวเดียวกันในจังหวัดนันการ์ฮาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพปากีสถานดำเนินการโจมตีทางอากาศเข้าใส่หลายพื้นที่ในอัฟกานิสถาน เมื่อช่วงข้ามคืนวันเสาร์เข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 โดยรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานระบุว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ศพ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก

ด้านรัฐบาลปากีสถานอ้างว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายที่ค่ายที่พักและแหล่งกบดานของกลุ่มติดอาวุธ 7 แห่ง บริเวณใกล้ชายแดนปากีสถาน-อัฟกานิสถาน และการโจมตีครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเกิดเหตุระเบิดพลีชีพในปากีสถานเมื่อไม่นานมานี้

แต่ฝ่ายอัฟกานิสถานประณามการโจมตีทางอากาศของปากีสถาน โดยกล่าวหาว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีนั้นเป็นบ้านเรือนของพลเรือนหลายหลังรวมถึงโรงเรียนสอนศาสนา ในจังหวัดนันการ์ฮาร์และจังหวัดปักติกา

ชายคนหนึ่งชื่อ ชาฮาบุดดิน ในหมู่บ้านกีร์ดีกัส เขตบิห์ซุด ของจังหวัดนันการ์ฮาร์ บอกกับสื่อว่า จากสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด 23 คน มีเพียง 5 คนเท่านั้นที่รอดชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้

การโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อัฟกานิสถานกับปากีสถาน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงอันแสนเปราะบางเมื่อเดือนตุลาคม 2568 หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกันอย่างหนักบริเวณชายแดน จนกระทั่งสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง อย่างไรก็ตาม หลังจากทำข้อตกลงแล้ว ทั้ง 2 ประเทศยังคงมีการปะทะกันประปราย

ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ที่ถูกโจมตี โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและชาวบ้านบอกกับบีบีซีว่า บ้านพักรับรองและโรงเรียนสอนศาสนาในเขตเบอร์มัล และเขตอูร์กุน ของจังหวัดปักติกา ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี แต่ในขณะเกิดเหตุไม่มีคนอยู่ในอาคารดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

22 ก.พ. 2569 12:49 น.

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

ประธานสภาแห่งชาติของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า มีผู้ต้องขังทางการเมืองยื่นคำร้องขออภัยโทษภายใต้กฎหมายฉบับใหม่แล้วมากกว่า 1,500 คน ขณะที่ทางการเริ่มดำเนินการปล่อยตัวตามกฎหมาย หลังผ่านสภาเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชนว่ายังมีความไม่ชัดเจนและจำกัดพื้นที่ของการอภัยโทษ

นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลา เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ว่า ขณะนี้มีนักโทษการเมืองจำนวน 1,557 ราย ได้ยื่นคำร้องขออภัยโทษภายใต้กฎหมายใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

นายโรดริเกซระบุว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการพิจารณาคำร้อง “โดยทันที” และตั้งเป้าว่ากฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมการปล่อยตัวนักโทษได้ถึง 11,000 คน ในท้ายที่สุด โดยกลุ่มแรกที่จะได้รับการปล่อยตัวคือผู้ที่ถูกคุมขังใน “เอล เฮลิคอยด์” คุกอื้อฉาวในกรุงการากัส ซึ่งคาดว่าจะได้รับอิสรภาพภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ส่งกองกำลังบุกเข้าจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาสหรัฐฯ ได้กดดันให้รัฐบาลรักษาการเร่งปล่อยตัวนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังมาอย่างยาวนานในสมัยของมาดูโร

แม้จะมีข่าวการปล่อยตัวนักโทษรวมถึงนายฮวน ปาโบล กวานิปา นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดัง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการกลับตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายฉบับนี้มี “เงื่อนไขแฝง” โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ ไม่ให้อภัยโทษแก่ผู้ที่เคยเรียกร้องให้ต่างชาติใช้กำลังทหารแทรกแซงเวเนซุเอลา

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า ข้อกำหนดดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่นางมารีอา กอรีนา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีล่าสุดโดยเฉพาะ นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังดูเหมือนจะกีดกันกลุ่มนายทหารหลายสิบนายที่เคยพยายามก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลมาดูโรในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย

ปัจจุบัน นายมาดูโรและนางซีเลีย ฟลอเรส ภรรยา กำลังถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดีในสหรัฐฯ โดยเขาถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธ แต่นายมาดูโรให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาพร้อมระบุว่าตนเองมีสถานะเป็นเชลยศึก

สำหรับคุก เอล เฮลิคอยด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักกิจกรรมระบุว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศไว้ว่าสถานที่แห่งนี้จะถูกสั่งปิดถาวรหลังจากการจับกุมมาดูโรเสร็จสิ้นลง ขณะที่บรรดาญาติของผู้ต้องขังบางส่วนได้เริ่มประท้วงอดอาหารเพื่อกดดันให้มีการปล่อยตัวบุคคลอันเป็นที่รักโดยเร็วที่สุด.

ที่มา BBC

อิตาลีจัดแสดง “กระดูกนักบุญฟรังซิส” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครบ 800 ปีการมรณกรรม

อิตาลีจัดแสดง "กระดูกนักบุญฟรังซิส" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครบ 800 ปีการมรณกรรม

22 ก.พ. 2569 11:55 น.

อิตาลีจัดแสดง “กระดูกนักบุญฟรังซิส” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครบ 800 ปีการมรณกรรม

เมืองอัสซีซีของอิตาลีเตรียมเปิดให้สาธารณชนเข้าชมกระดูกของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีเป็นครั้งแรก เพื่อรำลึกครบ 800 ปีแห่งการมรณภาพ คาดดึงผู้ศรัทธากว่า 500,000 คนในหนึ่งเดือน ท่ามกลางความกังวลด้านโครงสร้างพื้นฐานและผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น

กระดูกของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซิซี (St. Francis of Assisi) นักบวชผู้ยากไร้ในยุคกลางผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสและคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลก กำลังจะถูกนำออกจัดแสดงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ณ เมืองอัสซิซี แคว้นอุมเบรีย ประเทศอิตาลี เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 800 ปีแห่งการมรณกรรมในปีนี้

การจัดแสดงจะมีขึ้นเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม โดยชิ้นส่วนกระดูกจะถูกบรรจุไว้ในตู้กระจกกันกระสุนภายในมหาวิหารเซนต์ฟรานซิส ก่อนจะถูกนำกลับไปประดิษฐานในสุสานใต้ดินตามเดิมในวันที่ 22 มีนาคมนี้

วอลเตอร์ สตอปปินี นายกเทศมนตรีเมืองอัสซิซี ระบุว่าเหตุการณ์นี้คือพรที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนขอเข้าชมแล้วเกือบ 400,000 คน และคาดว่าจำนวนจะแตะ 500,000 คนก่อนสิ้นสุดกิจกรรมนี้

ทางการได้ระดมอาสาสมัครกว่า 400 คน เพื่อจัดระเบียบฝูงชนตามถนนหินกรวดแคบๆ ในเมือง รวมถึงการจัดทำที่จอดรถชั่วคราวนอกเขตเมืองเก่าและมีรถรับ-ส่งให้บริการ ด้านนายกเทศมนตรียอมรับว่าปกติเมืองเคยรับมือคนจำนวนมากแค่ช่วงเทศกาลสั้นๆ 1-3 วัน แต่ครั้งนี้เป็นการต่อเนื่องยาวนานถึงหนึ่งเดือน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบสาธารณูปโภคและผู้อยู่อาศัย

แม้ชาวเมืองบางส่วนจะกังวลเรื่องที่จอดรถและความแออัด แต่กลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าของที่ระลึกกลับขานรับด้วยความยินดี โดยระบุว่าการท่องเที่ยวเชิงศาสนาคือเส้นเลือดใหญ่ของเมือง

เมืองอัสซีซีตั้งอยู่บนเนินเขาในแคว้นอุมเบรีย โดดเด่นด้วยอาคารหินปูนสีชมพูเรืองรองยามอาทิตย์ตก เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางแสวงบุญสำคัญของคริสต์ศาสนาในแต่ละปี มีผู้เดินทางมาหลายล้านคนเพื่อเยือนสุสานของนักบุญและชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังของจอตโต ดี บอนโดเน ภายในมหาวิหาร

นักบุญฟรังซิสเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยเมื่อปี ค.ศ. 1182 แต่ตัดสินใจสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่อใช้ชีวิตอย่างสมถะและช่วยเหลือคนยากจน ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะนักบุญแห่งสันติภาพ ผู้รักในสรรพสิ่งและธรรมชาติ ซึ่งคำสอนของท่านได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันทรงนำมาใช้เป็นชื่อประจำพระองค์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การนำโครงกระดูกออกมาให้คริสต์ศาสนิกชนได้สักการะในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำข้อความแห่งความเชื่อให้ยังคงมีชีวิตอยู่ และเปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาได้สวดภาวนาต่อหน้าท่านอย่างใกล้ชิดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต.

ที่มา AP

“ทรัมป์” ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

"ทรัมป์" ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

22 ก.พ. 2569 10:41 น.

“ทรัมป์” ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความร่วมมือกับผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ส่งเรือพยาบาลมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์ อ้างมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการดูแล ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งกับเดนมาร์กและพันธมิตรนาโต หลังทรัมป์พยายามผลักดันแผนเข้าครอบครองกรีนแลนด์อย่างหนัก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล พร้อมภาพกราฟิกเรือพยาบาลของสหรัฐฯ กำลังล่องไปในทะเลยามพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อประกาศแผนการส่งความช่วยเหลือทางการแพทย์ไปยังกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กที่ทรัมป์เคยแสดงความประสงค์จะขอซื้อ

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “เรากำลังร่วมมือกับ เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนาที่ยอดเยี่ยม เพื่อส่งเรือพยาบาลลำใหญ่ไปยังกรีนแลนด์ เพื่อดูแลผู้คนจำนวนมากที่เจ็บป่วยและไม่ได้รับการดูแลที่นั่น เรือกำลังเดินทางไปแล้ว!!!”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าทางการกรีนแลนด์ได้ร้องขอความช่วยเหลือดังกล่าวหรือไม่ หรือเหตุใดทรัมป์จึงอนุมานว่าชาวกรีนแลนด์ไม่ได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม

ทรัมป์พยายามหยิบยกประเด็นการครอบครองกรีนแลนด์จากเดนมาร์กมาโดยตลอด โดยอ้างเหตุผลด้าน “ความมั่นคงแห่งชาติ” เนื่องจากกรีนแลนด์มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้กับรัสเซียและจีน ซึ่งทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์กต่างออกมาคัดค้านข้อเสนอนี้อย่างรุนแรง

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม เดนมาร์กนำกองกำลังร่วมกับพันธมิตรนาโต เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร เข้าประจำการในพื้นที่เพื่อตอบโต้ท่าทีของสหรัฐฯ ทรัมป์เคยเผยว่าได้บรรลุ “แนวคิดข้อตกลง” กับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต เกี่ยวกับความมั่นคงในอาร์กติกและกรีนแลนด์ โดยระบุว่าเป็นข้อตกลงที่ซับซ้อนแต่จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย แม้ทรัมป์จะย้ำความปรารถนาในการครอบครองดินแดนนี้ แต่ระบุว่า “ไม่มีแผนจะใช้กำลังทหาร” ตามที่เคยบอกเป็นนัยก่อนหน้านี้

ก่อนการประกาศของทรัมป์เพียงไม่กี่ชั่วโมง กองบัญชาการอาร์กติกร่วมของเดนมาร์ก รายงานว่าได้ส่งหน่วยกู้ภัยเข้าช่วยอพยพลูกเรือรายหนึ่งจาก เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ที่อยู่ห่างจากเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์เพียง 7 ไมล์ทะเล เนื่องจากต้องได้รับการรักษาพยาบาลด่วน

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 แห่งเดนมาร์ก ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรีนแลนด์เป็นครั้งที่สองในรอบปี เพื่อแสดงเอกภาพของดินแดนท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ

ปัจจุบัน ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของเรือพยาบาลลำดังกล่าว หรือระบุเจาะจงว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นคือใคร.

ที่มา  Reuters / Yahoo

รัสเซียถล่มโรงงาน “โอรีโอ” ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

รัสเซียถล่มโรงงาน "โอรีโอ" ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

22 ก.พ. 2569 10:11 น.

รัสเซียถล่มโรงงาน “โอรีโอ” ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนเผย รัสเซียส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีแคว้นซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้โรงงานผลิตคุกกี้โอรีโอ ของบริษัทสัญชาติอเมริกัน “มอนเดลีช” ได้รับความเสียหายเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่เริ่มสงคราม พร้อมประณามเหตุโดรนโจมตีรถพยาบาลซ้ำจนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย ชี้เป้าหมายคือการโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ 

นายอันดรีย์ ซีบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ว่า ขีปนาวุธของรัสเซียได้โจมตีโรงงานผลิตของบริษัท บริษัท มอนเดลีช อินเตอร์เนชันแนล ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารจากสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองทรอสเตียนิตส์ ในแคว้นซูมี

โรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ คุกกี้โอรีโอ (Oreo), ช็อกโกแลตมิลก้า (Milka) และทอปเบอโรน (Toblerone) โดยนายซีบีฮาระบุว่านี่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร แต่เป็นโรงงานที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 จ้างงานชาวยูเครน และสร้างรายได้ให้กับทั้งเศรษฐกิจยูเครนและสหรัฐฯ

รมว.ต่างประเทศยูเครนกล่าวเสริมว่า “เมื่อขีปนาวุธรัสเซียโจมตีสถานที่เช่นนี้ พวกเขาไม่ได้เล็งเป้าแค่ยูเครน แต่กำลังโจมตีผลประโยชน์ทางธุรกิจของอเมริกาในยุโรป”  พร้อมย้ำว่ามอสโกไม่ควรพูดเรื่องการเจรจาทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ในขณะที่ยังโจมตีฐานการผลิตของบริษัทอเมริกันอยู่

นอกจากการโจมตีโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว นายโอเลห์ ฮรีโฮรอฟ ผู้ว่าราชการแคว้นซูมี รายงานเหตุสลดที่เมืองซน็อบ-นอฟโฮรอดสเก ซึ่งห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 4 กิโลเมตร โดยระบุว่ามีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย จากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธเมื่อวันที่ 21 ก.พ.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากพี่น้องคู่หนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกระเบิดที่ทิ้งลงมาจากโดรน แต่ในระหว่างที่รถพยาบาลกำลังนำตัวทั้งคู่ส่งโรงงาน โดรนของรัสเซียได้พุ่งเป้าโจมตีรถพยาบาลคันดังกล่าวโดยเจตนา ส่งผลให้สองพี่น้องเสียชีวิตในที่สุด โดยหนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนอายุเพียง 17 ปี นอกจากนี้ยังมีคู่สามีภรรยาอีกหนึ่งคู่ที่เสียชีวิตจากการโจมตีในระลอกเดียวกัน

เมืองทรอสเตียนิตส์ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 30 กิโลเมตร เคยถูกกองทัพรัสเซียยึดครองในช่วงต้นของสงครามเต็มรูปแบบ ก่อนที่กองกำลังยูเครนจะยึดคืนมาได้ในเดือนมีนาคม 2022 โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่โรงงานดังกล่าวได้รับความเสียหายจากอาวุธของรัสเซีย

ขณะนี้บริษัทมอนเดลีชซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในนครชิคาโก รวมถึงทำเนียบรัฐบาลรัสเซีย ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ มอนเดลีชเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการที่ยังคงดำเนินธุรกิจในตลาดรัสเซียต่อไป แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ถอนตัวออกเพื่อคว่ำบาตรการทำสงครามก็ตาม.

ที่มา The Kyiv Independent / Reuters