รถไฟด่วนชน 4 คนงานเสียชีวิต ขณะถอนวัชพืช ที่สถานีชิน-คานุมะ ใกล้โตเกียว

รถไฟด่วนชน 4 คนงานเสียชีวิต ขณะถอนวัชพืช ที่สถานีชิน-คานุมะ ใกล้โตเกียว

20 ส.ค. 2569 12:53 น.

รถไฟด่วนชน 4 คนงานเสียชีวิต ขณะถอนวัชพืช ที่สถานีชิน-คานุมะ ใกล้โตเกียว

เกิดอุบัติเหตุรถไฟชนคนงาน 4 คน ที่กำลังทำการถอนวัชพืชบนราง ที่สถานีชิน-คานุมะ ในจังหวัดโทจิงิ ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อช่วงสายวันนี้ (20 ส.ค.) ส่งผลให้คนงานทั้งหมดเสียชีวิต ท่ามกลางความสนใจ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีมาตรฐานความปลอดภัยทางรถไฟอยู่ในระดับสูง และอุบัติเหตุรถไฟที่มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 10.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณสถานีชิน-คานุมะ บนเส้นทางรถไฟสายโทบุ นิกโก โดยตำรวจและผู้ให้บริการรถไฟระบุว่า คนงานชาย 4 คนกำลังทำงานกำจัดวัชพืชอยู่บนราง ขณะที่รถไฟด่วน “สเปเซีย เอ็กซ์” มุ่งหน้าเข้าสู่สถานี

เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลา 10.47 น. หลังมีการโทรแจ้งว่าคนงานถูกขบวนรถไฟชน โดยรายงานระบุว่า รถไฟกำลังลดความเร็วเพื่อเตรียมจอดที่สถานีในขณะเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า ในจำนวนคนงาน 4 คน มี 3 คนติดอยู่ใต้ขบวนรถไฟ ส่วนอีก 1 คนอยู่บริเวณชานชาลา เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือและนำผู้ประสบเหตุส่งโรงพยาบาล แต่ทั้งหมดไม่รู้สึกตัว และต่อมาได้รับการยืนยันว่า เสียชีวิตทั้ง 4 คน

รายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่า คนงานทั้ง 4 คนเป็นชายอายุประมาณ 50-60 ปี และขณะเกิดเหตุมีคนงานอย่างน้อย 7 คนปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนว่าเหตุใดคนงานทั้ง 4 คนจึงอยู่บนรางในขณะที่รถไฟกำลังเข้าสู่สถานี

ด้านตำรวจและบริษัทผู้ให้บริการรถไฟกำลังตรวจสอบรายละเอียดของอุบัติเหตุ รวมถึงขั้นตอนด้านความปลอดภัยในการทำงานบนราง และสัญญาณหรือมาตรการแจ้งเตือนที่ใช้ก่อนรถไฟเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติงาน

สำหรับขบวนรถที่เกิดเหตุเป็นรถด่วน สเปเซีย เอ็กซ์ 2 ซึ่งกำลังเดินทางขึ้นไปยังกรุงโตเกียว โดยมุ่งหน้าไปยังสถานีอาซากุสะ ขณะเกิดเหตุไม่มีรายงานว่าผู้โดยสารหรือพนักงานประจำขบวนรถได้รับบาดเจ็บ

อุบัติเหตุส่งผลให้การเดินรถไฟสายโทบุ นิกโก ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวทั้งขาขึ้นและขาล่องในช่วงระหว่าง สถานีชิน-โทจิงิ และสถานีชิโม-อิมาอิจิ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและกู้ภัย โดยคาดว่าจะกลับมาให้บริการได้ในช่วงบ่าย

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสนใจอย่างมาก เนื่องจากระบบรถไฟของญี่ปุ่นได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ด้วยการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ การฝึกอบรมบุคลากร และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูง ชินคันเซ็น ของญี่ปุ่น ซึ่งมีสถิติด้านความปลอดภัยโดดเด่น และไม่เคยมีผู้โดยสารเสียชีวิตจากเหตุรถไฟชินคันเซ็นตกรางหรือชนกันตลอดประวัติการให้บริการของระบบดังกล่าว

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังคงสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุ รวมถึงมาตรการป้องกันอันตรายสำหรับคนงานที่ต้องปฏิบัติงานบนรางรถไฟ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุสลดครั้งนี้ขึ้นในพื้นที่สถานีที่รถไฟกำลังเข้าสู่ชานชาลา.

ที่มา news.yahoo.co.jp / TBS /AFP

“ทรัมป์” อวดโฉม “ลานจอดเฮลิคอปเตอร์” ใหม่แกะกล่องกลางทำเนียบขาว เดินหน้าโปรเจกต์ก่อสร้างใหม่

"ทรัมป์" อวดโฉม "ลานจอดเฮลิคอปเตอร์" ใหม่แกะกล่องกลางทำเนียบขาว เดินหน้าโปรเจกต์ก่อสร้างใหม่

20 ส.ค. 2569 12:05 น.

“ทรัมป์” อวดโฉม “ลานจอดเฮลิคอปเตอร์” ใหม่แกะกล่องกลางทำเนียบขาว เดินหน้าโปรเจกต์ก่อสร้างใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พาสื่อชมลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่บริเวณสนามหญ้าด้านใต้ของทำเนียบขาว พร้อมเปิดเผยรายละเอียดโครงการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ ขณะที่การก่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่ยังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องการรื้อพื้นที่ประวัติศาสตร์และข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดตัว ลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่ของทำเนียบขาว เมื่อวันพุธ พร้อมพาสื่อมวลชนเดินชมพื้นที่ก่อสร้างบริเวณสนามหญ้าด้านใต้ของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายโครงการก่อสร้างและปรับปรุงครั้งใหญ่ที่รัฐบาลทรัมป์กำลังเร่งดำเนินการ เพื่อทิ้งผลงานและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ทรัมป์ ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างพาชมพื้นที่ว่า “สิ่งหนึ่งที่ผมรู้วิธีทำก็คือการก่อสร้าง” พร้อมแสดงความสนใจในรายละเอียดของงาน ตั้งแต่การวางเสาหลัก การตัดแผ่นหินแกรนิต ไปจนถึงการปรับพื้นผิวและกำจัดหลุมบ่อ

ทรัมป์กล่าวว่า ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ปูด้วยหินแกรนิต เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์ Marine One รุ่นใหม่ที่จะเข้าประจำการ อาจสร้างความเสียหายหรือทำให้สนามหญ้าบริเวณสนามด้านใต้เสียหายจากความร้อนและแรงลมจากใบพัด เขากล่าวว่า การมีลานจอดที่ปูด้วยหินจะช่วยป้องกันไม่ให้สนามหญ้าได้รับความเสียหาย พร้อมระบุว่าโครงการจะแล้วเสร็จทันกำหนดการเยือนสหรัฐฯ ของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในวันที่ 24 กันยายน

ทรัมป์ยังยืนยันว่า ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้สั่งให้รื้อและทำส่วนหนึ่งของลานจอดเฮลิคอปเตอร์ใหม่ หลังพบว่าพื้นที่เดิมมีความลาดเอียงมากเกินไป แม้การลาดเอียงจะช่วยระบายน้ำฝนก็ตาม เขากล่าวว่า ต้องการให้ลานจอดใหม่มีลักษณะ “ราบเรียบสนิท” และยอมรับกับกลุ่มคนงานว่า การรื้อและปรับปรุงงานเดิมทำให้โครงการต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง

บริเวณลานจอดจะมีตราประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ฝังอยู่บนพื้น โดยทรัมป์ได้ลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังแผ่นหินที่แกะสลักเป็นรูปหัวนกอินทรี ก่อนที่แผ่นหินดังกล่าวจะถูกนำไปติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของตราประธานาธิบดี

นอกจากลานจอดเฮลิคอปเตอร์แล้ว ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า ทางทำเนียบขาวได้ปรับปรุงถนนทางเข้าด้านหนึ่งที่เดิมเป็นพื้นยางมะตอย โดยเปลี่ยนเป็นหินแกรนิตสีขาวที่นำมาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเขาระบุว่าเป็นหินชนิดพิเศษและเหมาะสมกับทำเนียบขาวมากกว่า ทรัมป์ยังพาสื่อชมการปรับปรุงส่วนต่าง ๆ ของตัวอาคารทำเนียบขาว รวมถึงการลอกสีและทาสีบริเวณด้านหน้าใหม่ พร้อมชี้ให้เห็นพื้นหินและสนามหญ้าที่ได้รับการปรับปรุง

การก่อสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของสนามหญ้าประวัติศาสตร์บริเวณสนามหญ้าด้านใต้ถูกขุดและปรับพื้นที่ ซึ่งสนามแห่งนี้เคยเป็นสถานที่สำหรับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ หลายครั้ง

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือการที่อดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางออกจากทำเนียบขาวหลังประกาศลาออกจากตำแหน่งในปี 1974 และพื้นที่ดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับพิธีการสำคัญด้านการทูต รวมถึงการลงนามข้อตกลงออสโลในปี 1993

การเดินหน้าก่อสร้างอย่างต่อเนื่องของทรัมป์ในสมัยที่สอง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะโครงการก่อสร้าง ห้องบอลรูมขนาดประมาณ 90,000 ตารางฟุต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรื้อพื้นที่บริเวณปีกตะวันออกของทำเนียบขาว

แม้ห้องบอลรูมจะไม่ได้อยู่ในเส้นทางการเดินชมครั้งนี้ แต่ทรัมป์กล่าวถึงโครงการดังกล่าวหลายครั้ง โดยระบุว่าโครงการจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคงใต้ดิน รวมถึงบังเกอร์ลับและพื้นที่สำหรับโดรนบนหลังคา ทรัมป์ถึงกับเรียกโครงการนี้ว่า “ศูนย์บัญชาการทางทหารผสมห้องบอลรูมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญกระบวนการทางกฎหมาย โดยรัฐบาลทรัมป์ได้ยื่นเรื่องต่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ ขอให้อนุญาตให้สามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อได้ โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ทรัมป์กล่าวว่า เขาไม่คิดว่าศาลสูงสุดจะมีคำตัดสินที่ขัดขวางโครงการ และบอกว่าแทบไม่สามารถจินตนาการถึงสถานการณ์ดังกล่าวได้

เอกสารที่รัฐบาลยื่นต่อศาลระบุว่า การก่อสร้างห้องบอลรูมดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมีคนงานประมาณ 250 คนทำงานวันละ 20 ชั่วโมง ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ และโครงการก่อสร้างทั้งหมดมีความคืบหน้าประมาณ 65%

ทรัมป์ยืนยันมาโดยตลอดว่า ห้องบอลรูมจะได้รับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน แต่รายงานข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า มีการใช้งบประมาณจากผู้เสียภาษีจำนวนมากกับโครงการดังกล่าว ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การก่อสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์และห้องบอลรูมเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานขนาดใหญ่ของทรัมป์ในการปรับปรุงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนสิ้นสุดวาระที่สองในเดือนมกราคม 2029 โครงการอื่น ๆ ยังรวมถึงการปรับปรุง สระสะท้อนน้ำหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์น และสวนสาธารณะหลายแห่ง ตลอดจนแผนก่อสร้างซุ้มประตูชัยขนาดใหญ่

ประธานาธิบดียังมองถึงการใช้พื้นที่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับการเยือนของผู้นำต่างประเทศ โดยจินตนาการว่าแขกสามารถลงจากรถบนถนนสายใหม่ เดินผ่านทางเดินไปยังลานจอดเฮลิคอปเตอร์ จัดงานเลี้ยงรับรองกลางแจ้ง ก่อนเข้าสู่ห้องบอลรูม

การพาสื่อเดินชมพื้นที่ก่อสร้างแบบไม่เป็นทางการครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่สองในปีนี้ และสะท้อนให้เห็นว่า งานก่อสร้างและการปรับปรุงสถานที่สำคัญในกรุงวอชิงตันกลายเป็นส่วนสำคัญของภาพลักษณ์และแนวคิดเรื่องมรดกทางการเมืองที่ทรัมป์ต้องการทิ้งไว้ในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ขณะที่โครงการเหล่านี้ยังคงเผชิญทั้งคำถามด้านกฎหมาย งบประมาณ และการอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ของทำเนียบขาว.

ที่มา CNN / AFP

เวียดนามเสนอยกเลิก “โทษประหารชีวิต” 6 ฐานความผิด รวมค้ายาเสพติด-ข่มขืนเด็ก

เวียดนามเสนอยกเลิก "โทษประหารชีวิต"  6 ฐานความผิด รวมค้ายาเสพติด-ข่มขืนเด็ก

20 ส.ค. 2569 11:29 น.

เวียดนามเสนอยกเลิก “โทษประหารชีวิต” 6 ฐานความผิด รวมค้ายาเสพติด-ข่มขืนเด็ก

รัฐบาลเวียดนามเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ลดจำนวนความผิดที่มีโทษประหารชีวิตจาก 10 เหลือเพียง 4 ความผิด โดยยกเลิกโทษประหารใน 6 ความผิด รวมถึงค้ายาเสพติดและข่มขืนผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ขณะที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างกฎหมายในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า และคาดว่าจะลงมติในเดือนตุลาคม หากผ่านความเห็นชอบ กฎหมายฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มีนาคม 2027

รัฐบาลเวียดนามเสนอปรับลดขอบเขตการใช้โทษประหารชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเสนอให้ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิด 6 ประเภท และคงโทษประหารไว้สำหรับความผิดเพียง 4 ประเภท ภายใต้ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาที่นำเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติ หรือรัฐสภาเวียดนาม เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม

พลตำรวจเอกเลือง ตาม กวาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนาม กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อแยกแยะระดับความรับผิดทางอาญาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และทำให้ประเภทความผิดกับบทลงโทษสอดคล้องกับลักษณะและความร้ายแรงของการกระทำผิด

ภายใต้ร่างกฎหมายใหม่ เวียดนามจะ ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับ 6 ความผิด ได้แก่ การกบฏ การข่มขืนบุคคลอายุต่ำกว่า 16 ปี การลักลอบค้ายาเสพติด อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และการก่อการร้ายที่มีเป้าหมายต่อต้านรัฐบาลประชาชน ส่วนโทษประหารชีวิตจะยังคงไว้สำหรับ 4 ความผิด ได้แก่ การทรยศต่อชาติ การฆาตกรรม การก่อการร้าย และการผลิตยาเสพติดผิดกฎหมาย

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะระบุว่า การลดขอบเขตการใช้โทษประหารเป็นการทำให้แนวนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีผลในทางกฎหมาย สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนากฎหมายในระดับสากล และช่วยยกระดับสถานะของเวียดนามในความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และความช่วยเหลือทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อเสนอล่าสุดเกิดขึ้นหลังเวียดนามแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาและมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 โดยครั้งนั้นได้ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิด 8 ประเภท รวมถึง การยักยอกทรัพย์ และความผิดเกี่ยวกับการล้มล้างรัฐบาล

การแก้ไขครั้งก่อนมีความสำคัญต่อคดีของนางเจือง หมี ลาน นักธุรกิจหญิงด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฉ้อโกงมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่โทษจะได้รับการเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์ใหม่

คณะกรรมาธิการกฎหมายและกิจการยุติธรรมของสมัชชาแห่งชาติเวียดนามสนับสนุนหลักการลดขอบเขตการใช้โทษประหารชีวิต แต่สมาชิกบางส่วนเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการยกเลิกโทษประหารสำหรับ การค้ายาเสพติด การข่มขืนผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม

ฟาน จี้ เหียว ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การตัดสินใจดังกล่าวต้องพิจารณาจากความร้ายแรงของความผิด ประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ตลอดจนผลกระทบต่อการยับยั้งอาชญากรรม เพื่อไม่ให้การลดโทษทำให้ประสิทธิภาพในการป้องปรามผู้กระทำผิดลดลง

ที่ผ่านมา จำนวนความผิดที่มีโทษประหารในเวียดนามลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 44 ความผิด ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาปี 1985 เหลือ 29 ความผิดในปี 1999, 22 ความผิดในปี 2009, 18 ความผิดในประมวลกฎหมายปี 2015 และเหลือ 10 ความผิดภายใต้กฎหมายฉบับปัจจุบันซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2025

หากร่างฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบ จำนวนความผิดที่มีโทษประหารจะลดลงเหลือเพียง 4 ความผิด ถือเป็นการลดขอบเขตการใช้โทษประหารครั้งสำคัญของเวียดนาม

นอกจากเรื่องโทษประหารแล้ว ร่างประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ยังเสนอให้เพิ่ม ความผิดทางอาญาใหม่ 9 ประเภท โดยครอบคลุมประเด็นด้านการบริหารเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางไซเบอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยสาธารณะ และการแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูง

ร่างกฎหมายยังเสนอเพิ่มรูปแบบการกระทำผิดใหม่เข้าไปในความผิดที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคม กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา เพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมายและป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหลุดพ้นจากการดำเนินคดี

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเสนอให้ขยายการใช้มาตรการ ปรับปรุงแก้ไขโดยไม่ควบคุมตัว สำหรับความผิด 10 ประเภท และเสนอให้เพิ่มเกณฑ์ค่าปรับ รวมถึงเกณฑ์มูลค่าความเสียหายที่ใช้กำหนดประเภทความผิดและระดับโทษโดยประมาณ 2 เท่า

ร่างกฎหมายยังเปิดทางให้เลื่อนการดำเนินคดีหรือยกเว้นความรับผิดทางอาญาในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หรือเพื่อเป้าหมายด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง โดยต้องไม่มีการทุจริต และการกระทำนั้นต้องก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมแก่ท้องถิ่นหรือประเทศ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ เรียกร้องให้กำหนดขอบเขตการใช้ข้อยกเว้นดังกล่าวให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้โดยพลการหรือกลายเป็นช่องทางสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำผิดทางเศรษฐกิจ

ร่างประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ยังเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับ อาชญากรรมที่เป็นองค์กร และความผิดฐานจัดตั้งหรือเข้าร่วมกลุ่มอาชญากรรม รวมถึงปรับปรุง แยก และรวมความผิดหลายประเภท เพื่อให้สามารถกำหนดระดับความรับผิดทางอาญาได้ละเอียดและเหมาะสมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขยายกรณีที่สามารถยกเว้นความรับผิดทางอาญาในการวิจัย การทดลอง และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการทดสอบแบบมีการควบคุมสำหรับเทคโนโลยี กระบวนการ ผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบธุรกิจใหม่ในภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรม

มีข้อเสนอในลักษณะเดียวกันสำหรับภารกิจด้านกลาโหมและความมั่นคง รวมถึงการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมโดยกองทัพ ขณะที่บางกรณีจะเปิดโอกาสให้เลื่อนการดำเนินคดี เพื่อให้ผู้กระทำผิดมีเวลาชดใช้หรือแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

เมื่อเปรียบเทียบกับประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบัน ร่างใหม่ประกอบด้วย 3 ภาค 25 บท และ 415 มาตรา โดยยกเลิก 8 มาตรา เพิ่มใหม่ 14 มาตรา แก้ไข 301 มาตรา และคงไว้ 100 มาตรา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะกล่าวว่า เนื่องจากร่างกฎหมายมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รัฐบาลจึงเสนอให้รัฐสภาออกมติสำหรับกำกับการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาฉบับแก้ไข เพื่อให้การตีความและการบังคับใช้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามจะพิจารณาร่างกฎหมายในช่วงสัปดาห์ต่อ ๆ ไป ก่อนเสนอเข้าสู่การลงมติในสมัยประชุมช่วงปลายปี ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคม 2026 หากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าประมวลกฎหมายอาญาฉบับแก้ไขจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2027

ปัจจุบัน ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้ต้องโทษประหารชีวิตในเวียดนามถือเป็น ความลับของรัฐ จึงไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการว่ามีผู้ต้องขังรอการประหารชีวิตอยู่กี่คน โดยหลังจากเวียดนามยกเลิกการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในปี 2011 วิธีประหารชีวิตที่ใช้ตามกฎหมายในปัจจุบันคือ การฉีดยาพิษ.

ที่มา VOV Voice of Vietnam / Tuoi Tre Newspaper

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “เจ้าชายวิลเลียม” ยังไม่หายเคือง “เจ้าชายแฮร์รี่” ส่อเกิดดราม่าครั้งใหญ่ในปีหน้า

ผู้เชี่ยวชาญชี้ "เจ้าชายวิลเลียม" ยังไม่หายเคือง "เจ้าชายแฮร์รี่" ส่อเกิดดราม่าครั้งใหญ่ในปีหน้า

20 ส.ค. 2569 10:59 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “เจ้าชายวิลเลียม” ยังไม่หายเคือง “เจ้าชายแฮร์รี่” ส่อเกิดดราม่าครั้งใหญ่ในปีหน้า

ผู้เชี่ยวชาญเผย เจ้าชายวิลเลียมยังทรงรู้สึก “ถูกหักหลัง” จากการเปิดเผยเรื่องภายในราชวงศ์ของเจ้าชายแฮร์รี มองความสัมพันธ์ของสองพี่น้องยังตึงเครียด และอาจมีดราม่าครั้งใหญ่ในปีหน้า

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ข่าวเดอะ มิเรอร์ แท็บลอยด์ชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า เจ้าชายวิลเลียม มกุฎราชกุมาร ยังคงทรงมีความรู้สึกโกรธเคืองต่อเจ้าชายแฮร์รี พระอนุชาของพระองค์ หลังจากเจ้าชายแฮร์รีเปิดเผยเรื่องราวภายในครอบครัวราชวงศ์อังกฤษผ่านหนังสือบันทึกความทรงจำ “Spare” ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนอย่างมากเมื่อออกเผยแพร่

โดยนางเจนนี บอนด์ อดีตผู้สื่อข่าวราชวงศ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์อังกฤษ กล่าวว่า เจ้าชายวิลเลียมทรงรู้สึกว่าพระองค์ถูกเจ้าชายแฮร์รีหักหลัง และการคาดหวังให้สมาชิกครอบครัวให้อภัยและลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น อาจเป็นเรื่องยาก ในขณะที่มีรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน พระชายา กับครอบครัว กำลังวางแผนที่จะย้ายถิ่นฐานจากสหรัฐอเมริกา กลับมาพำนักในสหราชอาณาจักรในช่วงปลายเดือนนี้

บอนด์ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องมีปัญหาสะสมมานานหลายปี โดยมีรายงานว่าทั้งสองพระองค์ไม่ได้พูดคุยกันมาตั้งแต่พระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระอัยยิกา ในเดือนกันยายน 2565 และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าทั้งคู่จะกลับมาคืนดีกันในเร็วๆ นี้ ซึ่งแม้ความโกรธของเจ้าชายแฮร์รีในช่วงวัยหนุ่มจะลดลงไปมากแล้ว แต่ความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในพระทัยของเจ้าชายวิลเลียม ซึ่งทรงมีพระอุปนิสัยค่อนข้างเด็ดเดี่ยว อาจเป็นเรื่องที่ยากกว่าจะคลี่คลาย

ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องอาจกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอีกครั้งในปี 2570 ซึ่งจะมีการจัดงานรำลึกหลายงานเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา พระมารดาของทั้งสองพระองค์ โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จฯ ร่วมงานและปรากฏพระองค์เคียงข้างกันเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระมารดาหรือไม่.

ที่มา Mirror

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หลังพุ่งเท่าตัวในยุคทรัมป์-ไบเดน

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หลังพุ่งเท่าตัวในยุคทรัมป์-ไบเดน

20 ส.ค. 2569 10:58 น.

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หลังพุ่งเท่าตัวในยุคทรัมป์-ไบเดน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้างของสหรัฐฯ ได้ทะลุผ่านระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,314 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายอันตรายที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า กำลังผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่วิกฤตการคลัง จากภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับรายได้ที่ลดลงจากการลดภาษี

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดหนี้สาธารณะของประเทศทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก โดยข้อมูล ณ วันที่ 18 ส.ค. ระบุว่า หนี้คงค้างทั้งหมดอยู่ที่ 40.047 ล้านล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นพันธบัตรและหลักทรัพย์รัฐบาลที่ถือโดยภาคเอกชนและสาธารณะราว 32.266 ล้านล้านดอลลาร์ และหนี้ที่หน่วยงานรัฐบาลถือครองระหว่างกันอีก 7.782 ล้านล้านดอลลาร์

ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ถึง 5 เดือน หลังหนี้สหรัฐฯ เพิ่งแตะระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในเวลาไม่ถึง 20 ปี จากระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ ใช้เวลาถึงปี 1981 จึงจะก้าวข้ามได้เป็นครั้งแรก

มายา แมคกินเนส ประธานคณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กล่าวว่า หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชีของรัฐบาล แต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและท้ายที่สุดตกไปอยู่ในภาระของประชาชน

เธอเตือนว่า ยิ่งรัฐบาลกู้ยืมมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เบียดบังงบประมาณสำหรับภารกิจอื่น ๆ และทำให้ประเทศเปราะบางมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตภายในประเทศหรือความไม่แน่นอนในต่างประเทศ

ข้อมูลกระทรวงการคลังยังชี้ว่า หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลขาดดุลงบประมาณแล้วประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าการขาดดุลทั้งปีจะยังเพิ่มขึ้นอีก ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น่ากังวลมากขึ้น คือภาระดอกเบี้ยหนี้รัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19

คาดว่าปีงบประมาณนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ในปีงบประมาณ 2025 ค่าใช้จ่ายในการชำระดอกเบี้ยหนี้แซงหน้างบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยแซงหน้ารายจ่ายด้านโครงการประกันสุขภาพ (Medicare) สำหรับผู้สูงอายุ และกลายเป็นรายการใช้จ่ายขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรัฐบาล รองจากระบบประกันสังคม 

มาร์ก โกลด์ไวน์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายอาวุโสของคณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลาง กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังใช้เงินเพื่อชำระหนี้ในอดีตมากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต และกำลังเข้าสู่วงจรที่หนี้ก่อให้เกิดหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาระแรก หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 7.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อรับมือกับการระบาดของโควิด-19

หลังทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองในเดือนมกราคม 2025 หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ตลอดสองวาระของทรัมป์ หนี้เพิ่มขึ้นรวมประมาณ 11.6 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนในสมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.4 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากรายจ่ายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 แล้ว ยังรวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เงินอุดหนุนพลังงานสะอาด และโครงการอื่น ๆ ที่เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเดโมแครต

คณะกรรมการเพื่อความรับผิดชอบด้านงบประมาณของรัฐบาลกลางประเมินว่า นโยบายของทั้งทรัมป์และไบเดนมีส่วนทำให้แนวโน้มหนี้รัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับที่ควรจะเป็น หากรัฐบาลยังคงดำเนินตามกฎหมายด้านการใช้จ่ายเดิมที่มีอยู่ก่อนทั้งสองเข้ารับตำแหน่ง

สำหรับกฎหมายสำคัญของทรัมป์ในสมัยที่สอง หรือ One Big Beautiful Bill Act สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ประเมินว่า จะเพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาลอีกประมาณ 4.7 ล้านล้านดอลลาร์

แม้ทรัมป์ประกาศให้การลดต้นทุนเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล และมีการลดจำนวนบุคลากรในหน่วยงานรัฐบาล แต่การลดค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่โครงการประเภท “ดุลพินิจ” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เล็กที่สุดของงบประมาณรัฐบาล

สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี โดยราว 60% เป็นรายจ่ายภาคบังคับ เช่น ระบบประกันสังคม, โครงการประกันสุขภาพ, Medicaid และการดูแลทหารผ่านศึก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพและจำนวนผู้รับสิทธิ

อีกปัจจัยสำคัญคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยของสหรัฐฯ โดยมีชาวอเมริกันกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ เกษียณอายุประมาณ 10,000 คนต่อวัน และประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับระบบประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ

ขณะเดียวกัน รายได้จากภาษีเงินได้และภาษีเงินเดือนกลับไม่เพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ทำให้กองทุนที่ใช้สนับสนุนระบบประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ เผชิญแรงกดดันทางการเงินมากขึ้น

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังรายงานว่า เดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว ขาดดุลงบประมาณถึง 432,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลรายเดือนสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ โดยรายได้จากภาษีศุลกากรได้รับผลกระทบจากการคืนเงินภาษี ขณะที่รายจ่ายด้านประกันสังคมและโครงการประกันสุขภาพ ยังคงเพิ่มขึ้น

ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างประเทศซึ่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เกือบหนึ่งในสามของทั้งหมด เริ่มมีความต้องการลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา

เมื่อไม่นานมานี้ การประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี มูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์ ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเมื่อวันอังคารพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือครองหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ยังแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง

เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งเศรษฐกิจก็มักเพิ่มขึ้นตาม ทั้งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งอาจกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคและทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศว่ากระทรวงการคลังจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10-30 ปีเป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการ จากเดิม เพื่อพยายามลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ย โดยเมื่อถูกถามที่ทำเนียบขาวว่าชาวอเมริกันควรกังวลเกี่ยวกับความผันผวนในตลาดพันธบัตรหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า เขาไม่คิดว่าประชาชนควรกังวล พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และเมื่อประเทศแข็งแกร่ง อัตราดอกเบี้ยก็ควรลดลง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณเตือนว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังดำเนินต่อไป หนี้สหรัฐฯ อาจแตะระดับ 50 ล้านล้านดอลลาร์ภายในประมาณ 6 ปี จากระดับ 20 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อไม่ถึง 10 ปีก่อน

ขณะที่มูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ ได้ลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ ในปี 2025 ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดเป็นครั้งสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ แม้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงได้รับการจัดอันดับสูงกว่าหนี้ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัญหาหนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสหรัฐฯ แต่ประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ต่างเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายภาครัฐและการขาดดุลงบประมาณเช่นกัน ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของหลายประเทศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี

จุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์ครั้งนี้คือ หนี้สหรัฐฯ ไม่เพียงเพิ่มขึ้นถึงระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตรุนแรง ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังและต้นทุนดอกเบี้ยในระยะยาวทวีความรุนแรงขึ้น.

ที่มา Reuters / CNN

วาฬยักษ์แห่เข้าถิ่นใหม่ หลังโลกร้อนเปลี่ยนกรีนแลนด์ ทำน้ำแข็งทะเลละลาย

วาฬยักษ์แห่เข้าถิ่นใหม่ หลังโลกร้อนเปลี่ยนกรีนแลนด์ ทำน้ำแข็งทะเลละลาย

20 ส.ค. 2569 10:53 น.

วาฬยักษ์แห่เข้าถิ่นใหม่ หลังโลกร้อนเปลี่ยนกรีนแลนด์ ทำน้ำแข็งทะเลละลาย

โลกร้อนเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศในกรีนแลนด์อย่างรวดเร็ว หลังน้ำแข็งบริเวณชายฝั่งตะวันออกลดลง ทำให้วาฬขนาดใหญ่หลายสายพันธุ์เข้ามาหากินในพื้นที่ได้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบนิเวศอาร์กติก

ผลการศึกษาที่ติดตามพื้นที่ดังกล่าวมานานหลายทศวรรษ พบว่าวาฬขนาดใหญ่หลายร้อยตัว ทั้งวาฬหลังค่อม วาฬมิงก์ และวาฬฟิน สามารถเข้ามาหากินบริเวณน่านน้ำชายฝั่งตะวันออกของกรีนแลนด์ในช่วงฤดูร้อน หลังน้ำแข็งทะเลละลายและเปิดพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง

ในอดีตวาฬเหล่านี้แทบไม่พบในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากน้ำแข็งทะเลเป็นอุปสรรคกีดขวางไม่ให้พวกมันเข้าถึงน่านน้ำชายฝั่ง แต่เมื่อภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นและน้ำแข็งละลาย วาฬเหล่านี้ก็สามารถปรับตัวและขยายพื้นที่หากินได้

นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบนิเวศ หรือ major ecological regime shift โดยในช่วงฤดูร้อน น่านน้ำอาร์กติกบางพื้นที่กลายเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่สำหรับวาฬจำนวนมาก

การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากข้อมูลสำรวจทางเรือ ซึ่งไม่เคยพบวาฬหลังค่อมในพื้นที่ดังกล่าวจนถึงปี 2549 ก่อนจะพบ 7 ตัวในปี 2550 และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นการพบเห็นมากถึง 150 ครั้งในปี 2567

นักวิจัยยังได้สำรวจทางอากาศอย่างเป็นระบบในช่วงฤดูร้อนปี 2558 และ 2567 เพื่อติดตามวาฬบาลีน ซึ่งรวมถึงวาฬฟิน วาฬมิงก์ และวาฬหลังค่อม พร้อมนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับเส้นทางการเคลื่อนที่ของวาฬ 15 ตัวที่ติดอุปกรณ์ส่งสัญญาณดาวเทียม รวมถึงข้อมูลจากนักล่าชาวอินูอิตในพื้นที่

ศาสตราจารย์แมดส์ ปีเตอร์ ไฮเดอ-เยอร์เกนเซน จากสถาบันทรัพยากรธรรมชาติกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นหัวหน้าการวิจัย ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศที่รุนแรงที่สุดในพื้นที่กึ่งอาร์กติก

นักวิจัยประเมินว่า ในช่วงฤดูร้อนปี 2567 มีวาฬหลังค่อมประมาณ 4,000 ตัว วาฬฟิน 6,000 ตัว และวาฬมิงก์อีก 6,000 ตัว เดินทางเข้ามายังทะเลกรีนแลนด์

สาเหตุสำคัญมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นและปริมาณอาหารที่เพิ่มขึ้น โดยวาฬเหล่านี้น่าจะเข้ามาหากินกับฝูงปลาที่เคลื่อนตัวเข้าสู่น่านน้ำตะวันออกของกรีนแลนด์ซึ่งอุ่นขึ้น

นักวิจัยประเมินว่า วาฬทั้ง 3 สายพันธุ์อาจกินปลาและคริลล์รวมกันอย่างน้อย 800,000 ตัน ตลอดช่วงฤดูหากินในฤดูร้อน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางส่วนแสดงความกังวลว่า ผลการศึกษานี้อาจสะท้อนถึงการเคลื่อนย้ายของวาฬจากฝั่งตะวันตกของกรีนแลนด์เข้ามายังพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อน เนื่องจากกรีนแลนด์เป็นพื้นที่ที่ยังมีการล่าวาฬบางชนิด

นักวิจัยระบุว่า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าวาฬบาลีนกำลังปรับตัวเข้ากับภาวะโลกร้อน และบางสายพันธุ์อาจได้รับประโยชน์จากพื้นที่หากินใหม่ที่เปิดกว้างขึ้น

แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดีต่อสัตว์ทุกชนิดในอาร์กติก โดยศาสตราจารย์ไฮเดอ-เยอร์เกนเซนระบุว่า สัตว์บางชนิดกำลังเผชิญปัญหา เนื่องจากต้องแบ่งปันถิ่นอาศัยกับวาฬขนาดใหญ่ที่เข้ามาใหม่ หรืออาจถูกเบียดออกจากพื้นที่เดิม

หนึ่งในกลุ่มสัตว์ที่ได้รับผลกระทบคือ นาร์วาฬและวาฬเบลูกา ซึ่งอาจต้องเผชิญการแข่งขันด้านถิ่นอาศัยและแหล่งอาหารที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังหมายถึงการสูญเสียถิ่นอาศัย

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Marine Science สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อนและการละลายของน้ำแข็งทะเลกำลังเปลี่ยนโฉมระบบนิเวศในแถบอาร์กติกอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลต่อการกระจายตัวของสัตว์ทะเลในระยะยาว.

ที่มา : BBC

รัสเซียถล่มเคียฟครั้งใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ็บกว่า 23 คน

รัสเซียถล่มเคียฟครั้งใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ็บกว่า 23 คน

20 ส.ค. 2569 10:12 น.

รัสเซียถล่มเคียฟครั้งใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย เจ็บกว่า 23 คน

รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ถล่มกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 23 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้ที่อาจติดใต้ซากอาคาร

หน่วยงานบริการฉุกเฉินแห่งรัฐของยูเครน (DSNS) เปิดเผยว่า การโจมตีระลอกใหญ่เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันพฤหัสบดี โดยขีปนาวุธของรัสเซียพุ่งเป้าโจมตีอาคารที่พักอาศัยและโกดังหลายแห่งในกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่ได้รับความเสียหาย โดยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาจากกองซากปรักหักพังได้แล้วอย่างน้อย 1 คน

วิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าวว่า โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตี หน้าต่างอาคารแตกเสียหาย และมีรถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้อยู่บริเวณใกล้เคียง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ศูนย์อุตสาหกรรมในเขตโซโลมียันสกี ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเคียฟ

ส่วนในเขตโบรวารีของแคว้นเคียฟ ซึ่งอยู่โดยรอบเมืองหลวง มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย จากการโจมตีครั้งนี้ ตามรายงานของตีมูร์ ทคาเชนโก ผู้ว่าการแคว้นเคียฟ

ก่อนเกิดเหตุ ทางการได้ออกประกาศเตือนภัยทางอากาศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้าหลบภัย เนื่องจากอาจมีการปฏิบัติการของระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่ ขณะที่กองทัพอากาศยูเครนออกคำเตือนเกี่ยวกับภัยจากขีปนาวุธเป็นระยะ

การโจมตีของรัสเซียยังทำให้ระบบไฟฟ้าได้รับความเสียหาย ส่งผลให้บ้านเรือนหลายพันแห่งในพื้นที่กรุงเคียฟและโดยรอบไม่มีไฟฟ้าใช้ในช่วงกลางดึก เจ้าหน้าที่เร่งซ่อมแซมโครงข่ายพลังงานที่ได้รับความเสียหาย

กรุงเคียฟเผชิญการโจมตีทางอากาศเกือบทุกคืนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบางคืนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสหลายสิบคน

ขณะเดียวกัน รัสเซียเองก็เผชิญการโจมตีจากขีปนาวุธและโดรนของยูเครนเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันให้รัฐบาลมอสโกกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี

ในสัปดาห์นี้ มีรายงานการโจมตี 2 ครั้งในรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน รวมถึงเด็ก 1 คน

รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และปัจจุบันยังคงควบคุมพื้นที่ประมาณหนึ่งในห้าของยูเครน โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายแดนทางตะวันออกของประเทศ.

ที่มา : BBC

หิมะตกหนักถล่มโบลิเวีย ช่วยผู้ประสบภัยกว่า 360 คน รวมชาวอิตาลีเกือบ 60 คน

หิมะตกหนักถล่มโบลิเวีย ช่วยผู้ประสบภัยกว่า 360 คน รวมชาวอิตาลีเกือบ 60 คน

20 ส.ค. 2569 09:35 น.

หิมะตกหนักถล่มโบลิเวีย ช่วยผู้ประสบภัยกว่า 360 คน รวมชาวอิตาลีเกือบ 60 คน

โบลิเวียเร่งช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว หลังเกิดหิมะตกหนักต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อ 5 แคว้นของประเทศ ทำให้เส้นทางหลายสาย โดยเฉพาะแถบเทือกเขาแอนดีส ต้องปิดการจราจร

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าเหตุหิมะตกหนักเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้มากกว่า 360 คน ในจำนวนนี้เกือบ 60 คนเป็นชาวอิตาลีที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่

แคว้นโปโตซี ทางตอนใต้ของโบลิเวีย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากหิมะ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เรเน โฆอากิโน ผู้ว่าการแคว้นโปโตซี และคณะ ต้องได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่ หลังเดินทางขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในเขตภูเขาสูง

มิเซอัล โลเปซ เมดินา นายกเทศมนตรีเมืองอูยูนี ซึ่งเป็นผู้นำปฏิบัติการช่วยเหลือกล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือช่วยเหลือนักเดินทางที่ยังติดค้าง และใช้เครื่องจักรเปิดเส้นทางเป็นระยะทางไกลถึง 6 กิโลเมตร เพื่อเข้าถึงตัวผู้ว่าการแคว้นและคณะ

ด้านกระทรวงกลาโหมโบลิเวียระบุว่า เหตุหิมะตกหนักส่งผลกระทบต่อครอบครัวกว่า 26,220 ครอบครัว และชุมชน 323 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ยงลามา เลี้ยงแกะ และทำการเกษตร ขณะที่ถนนหลายสายถูกปิดเนื่องจากมีหิมะสะสมจำนวนมาก

สถานการณ์ยังส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างทะเลเกลืออูยูนี หนึ่งในพื้นที่เกลือขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงทะเลสาบลากูนา โคโลราดา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

โรแบร์โต ริเวโร ซิมเมอร์มันน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายป้องกันพลเรือนกล่าวว่า หน่วยงานป้องกันพลเรือนกำลังประสานงานกับเทศบาล หน่วยงานบริหารทางหลวงโบลิเวีย หน่วยดับเพลิง และกองทัพ เพื่อให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบและเร่งเปิดเส้นทางที่ถูกหิมะปิดกั้น

หิมะตกหนักยังส่งผลกระทบต่อแคว้นลาปาซ โดยการจราจรต้องหยุดชะงัก หลังพื้นผิวถนนกลายเป็นน้ำแข็งและลื่น ทำให้รถบรรทุกและรถโดยสารจำนวนมากต้องต่อแถวยาว ขณะที่พื้นที่หุบเขาของแคว้นชูกีซากา มีรายงานหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี รวมถึงพบหิมะตกในแคว้นโอรูโรและตารีฮาด้วย.

ที่มา : AP

ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

20 ส.ค. 2569 09:05 น.

ทรัมป์ขู่ลงโทษหนักทุกประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่าน พร้อมประกาศเปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันเศรษฐกิจอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุด ขู่ลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อทุกประเทศที่ช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับรัฐบาลอิหร่าน

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเดินหน้าปฏิบัติการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมเตือนว่าทุกประเทศที่ให้ความช่วยเหลือหรือทำธุรกิจกับอิหร่านจะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ทรัมป์ประกาศผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่าสหรัฐฯ กำลังเปิดฉากปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีต่อประเทศใดๆ โดยระบุว่าจะเป็นการทำสงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยว อิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ผู้นำสหรัฐฯ ยังเตือนว่า ประเทศใดก็ตามที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน บริษัทธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลจัดหาความช่วยเหลือหรือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยง ในรูปแบบใดๆ ให้แก่อิหร่าน จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามาตรการลงโทษประเทศที่ช่วยเหลืออิหร่านจะมีรูปแบบใด หรือจะมุ่งเป้าไปยังประเทศใดเป็นพิเศษ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าและพลังงานในภูมิภาค 

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

20 ส.ค. 2569 08:57 น.

สลด เหมืองทองถล่มในแอฟริกากลาง ดับแล้วกว่า 100 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เหมืองทองคำแบบขุดด้วยแรงงานคนในหมู่บ้านทางตะวันตกของสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ใกล้ชายแดนแคเมอรูน พังถล่ม คร่าชีวิตแล้วกว่า 100 ศพ ขณะที่ยังมีคนติดอยู่ใต้ซากจำนวนหนึ่ง

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสมาคมเหมืองแร่แห่งสาธารณรัฐแอฟริกากลาง เปิดเผยว่า เกิดเหตุเหมืองทองคำขนาดเล็กหรือเหมืองทองที่ใช้แรงงานคนขุดในหมู่บ้านซัมบอย ทางตะวันตกของประเทศ ได้พังถล่มลงมา เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ศพ  

โดยจุดที่เกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้ชายแดนประเทศแคเมอรูน อัยการในพื้นที่ยืนยันว่าเกิดเหตุเหมืองถล่มจริง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินต่อไป พร้อมเตรียมเปิดการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของเหมืองถล่ม รวมถึงตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองแห่งนี้

ด้านนายเบอร์ทรองด์ เบ ย็องเก สมาชิกสภาเยาวชนหมู่บ้านซัมบอย ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีผู้สูญหายและอีกหลายคนติดอยู่ใต้ซากเหมือง พร้อมกล่าวว่า การพบผู้ติดอยู่ใต้ซากและยังมีชีวิตรอดถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ เขายังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สร้าวความเศร้าสะเทือนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชายและหญิงวัยหนุ่มสาวที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว.