“คิม จองอึน” คุมเข้มทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง รุ่นอัปเกรด

"คิม จองอึน" คุมเข้มทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง รุ่นอัปเกรด

29 มี.ค. 2569 09:30 น.

“คิม จองอึน” คุมเข้มทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง รุ่นอัปเกรด

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือควบคุมการทดสอบภาคพื้นของเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งรุ่นใหม่ แรงขับสูงถึง 2,500 กิโลนิวตัน พร้อมตรวจสอบรถถังรุ่นใหม่และการฝึกหน่วยรบพิเศษ ตอกย้ำแผนยกระดับกองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ทั้งระบบ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานในวันนี้ (29 มี.ค.) ว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้เข้าตรวจสอบการทดสอบภาคพื้นดินของเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับสูง ซึ่งใช้วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์รุ่นใหม่ โดยการทดสอบครั้งนี้สามารถทำแรงขับสูงสุดได้ถึง 2,500 กิโลนิวตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการทดสอบครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วที่ทำได้ 1,971 กิโลนิวตัน

คิม จอง อึน ระบุว่า การทดสอบดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับศักยภาพทางทหารสู่ระดับสูงสุด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนากองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ให้ทันสมัย พร้อมย้ำว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เคซีเอ็นเอยังรายงานว่า ผู้นำเกาหลีเหนือได้เสนอภารกิจสำคัญในการเร่งพัฒนากองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “ฮวาซอง-20” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งผู้นำคิมระบุว่าความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงกองกำลังทางยุทธศาสตร์ของประเทศให้ทันสมัยตามแผนพัฒนาป้องกันประเทศ 5 ปี

นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้เข้าเยี่ยมชมการทดสอบสมรรถนะของรถถังประจัญบานหลักรุ่นใหม่ ซึ่งจัดโดยสถาบันอาวุธหุ้มเกราะ โดยผลการทดสอบยืนยันว่าระบบสกัดกั้นอาวุธต่อต้านรถถังที่ติดตั้งมานั้น มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 100% ในการทำลายอาวุธที่โจมตีเข้ามาจากทิศทางต่างๆ

ในวันเดียวกัน นายคิม จองอึน ยังได้เดินทางไปยังฐานฝึกหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อตรวจสอบการฝึกซ้อมของหน่วยรบย่อยในระดับต่างๆ พร้อมสั่งการให้เร่งยกระดับกองกำลังทางยุทธศาสตร์ของรัฐทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อตอบรับกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติในปัจจุบัน.

ที่มา Yonhap

สหรัฐฯ เผย ทหารเรือ-นาวิกโยธิน 3,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว

สหรัฐฯ เผย ทหารเรือ-นาวิกโยธิน 3,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว

29 มี.ค. 2569 06:05 น.

สหรัฐฯ เผย ทหารเรือ-นาวิกโยธิน 3,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว

เรือ ยูเอสเอส ตริโปลี ของสหรัฐฯ พร้อมทหารเรือกับนาวิกโยธินอีก 3,500 นาย เดินทางถึงภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะเข้าร่วมในปฏิบัติการใดของกองทัพสหรัฐฯ

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซนต์คอม (CENTCOM) ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก “ยูเอสเอส ตริโปลี” (USS Tripoli) พร้อมด้วยทหารเรือและนาวิกโยธินสหรัฐฯ จำนวน 3,500 นาย ได้เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว ในขณะที่กระทรวงกลาโหม กำลังพิจารณาขั้นตอนต่อไปของสงครามกับอิหร่าน

“ทหารเรือและนาวิกโยธินสหรัฐฯ บนเรือ USS Tripoli (LHA 7) ได้เดินทางถึงพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม” CENTCOM ระบุ โดยก่อนหน้านี้ ยูเอสเอส ตริโปลี ประจำการอยู่ที่ญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว CNN รายงานว่าเพนตากอนจะส่ง หน่วยนาวิกโยธินปฏิบัติการเฉพาะกิจ (MEU) เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเรือ ยูเอสเอส ตริโปลี จะเป็นผู้นำกองเรือรบสะเทินน้ำสะเทินบกที่จะถูกส่งมา

โดยปกติแล้ว หน่วยลักษณะนี้จะใช้สำหรับภารกิจต่างๆ เช่น การอพยพพลเมืองขนาดใหญ่ และปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกที่ต้องมีการเคลื่อนกำลังจากเรือสู่ฝั่ง รวมถึงการจู่โจมและบุกยึด นอกจากนี้ยังประกอบด้วยส่วนรบภาคพื้นดินและส่วนรบทางอากาศ โดยบางหน่วยยังได้รับการฝึกฝนเพื่อปฏิบัติการพิเศษอีกด้วย

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับการวางกำลังพลครั้งนี้ให้ข้อมูลกับ CNN ก่อนหน้านี้ว่า การมีอยู่ของหน่วย MEU จะช่วยให้ผู้บัญชาการมีทางเลือกเพิ่มเติมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับคำถามที่เพิ่มมากขึ้นว่า จะมีการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าสู่ภูมิภาคนี้หรือไม่

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุม G7 เมื่อวันศุกร์ว่า สหรัฐฯ สามารถบรรลุเป้าหมายในอิหร่านได้ “โดยไม่ต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดินแม้แต่นายเดียว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

กบฏฮูตียิงมิสไซล์ระลอก 2 ใส่อิสราเอล ลั่นจะโจมตีต่อเนื่อง

กบฏฮูตียิงมิสไซล์ระลอก 2 ใส่อิสราเอล ลั่นจะโจมตีต่อเนื่อง

29 มี.ค. 2569 05:46 น.

กบฏฮูตียิงมิสไซล์ระลอก 2 ใส่อิสราเอล ลั่นจะโจมตีต่อเนื่อง

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนยิงมิสไซล์เข้าใส่อิสราเอลเป็นระลอกที่ 2 ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากยิงระลอกแรก โดยประกาศกร้าวว่าจะมีการโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนกว่าอิสราเอลจะยุติการโจมตีและการรุกราน

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 นายยาห์ยา ซารี โฆษกของกลุ่มติดอาวุธ ฮูตี ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกลุ่มได้ส่ง “ฝูงขีปนาวุธร่อน (cruise missiles) และโดรน” พุ่งเป้าไปที่ “ฐานทัพทหารที่สำคัญหลายแห่ง” ของอิสราเอลเป็นระลอกที่ 2

เขากล่าวเสริมว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้น “ประจวบเหมาะ” กับปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และสามารถ “บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างสำเร็จ” พร้อมระบุว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้นอีกตลอดหลายวันข้างหน้า “จนกว่าศัตรูผู้ก่ออาชญากรรมจะยุติการโจมตีและการรุกราน”

แถลงการณ์ผ่านบัญชี Telegram ของเขาเกิดขึ้นหลังจากสื่อของอิสราเอลและสหรัฐฯ รายงานเกี่ยวกับการโจมตีระลอกที่สองของกลุ่มฮูตี เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกลุ่มฮูตียืนยันว่าได้ยิงขีปนาวุธลูกแรกมุ่งหน้าสู่อิสราเอล นับตั้งแต่ความขัดแย้งกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. นับเป็นการเข้าร่วมสงครามอย่างเป็นทางการ

โดยในช่วงเช้าของวันนี้ ทางการอิสราเอลระบุว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากเยเมนไว้ได้ ส่วนในการโจมตีระลอกที่ 2 เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลก็ระบุว่า ขีปนาวุธทั้งสองลูกถูกสกัดกั้นไว้ได้ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายเกิดขึ้น

ด้านรัฐบาลเยเมนที่นานาชาติยอมรับ (ฝ่ายตรงข้ามกับฮูตี) ออกมาประณามอิหร่านว่า พยายามลากเยเมนและประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ่านกลุ่มติดอาวุธในเครือข่ายของตัวเอง

ทั้งนี้ เยเมนตกอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2558 เมื่อกลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเข้ายึดครองพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจากรัฐบาลที่นานาชาติรับรอง นำไปสู่การแทรกแซงโดยพันธมิตรที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำและได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

แถลงการณ์จากสภาประธานาธิบดีเยเมน ซึ่งบริหารงานจากเมืองท่าเอเดน ของซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า “การที่กลุ่มติดอาวุธฮูตีเข้ามาพัวพันในการปกป้องระบอบการปกครองของอิหร่าน” แสดงให้เห็นว่าอิหร่านกำลัง “ผลักดันตัวแทนของตนให้เปิดแนวรบอื่นๆ” เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อตนเอง

สภายังเตือนว่าการกระทำดังกล่าวจะยิ่งซ้ำเติม “สภาวะความเป็นอยู่และมนุษยธรรมที่ย่ำแย่… ในประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอยู่แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจปารีสรวบคนร้าย พยายามวางระเบิดหน้าตึก “แบงก์ ออฟ อเมริกา”

ตำรวจปารีสรวบคนร้าย พยายามวางระเบิดหน้าตึก “แบงก์ ออฟ อเมริกา”

29 มี.ค. 2569 03:05 น.

ตำรวจปารีสรวบคนร้าย พยายามวางระเบิดหน้าตึก “แบงก์ ออฟ อเมริกา”

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงปารีสสกัดแผนวางระเบิดหน้าธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา ได้สำเร็จ โดยจับกุมตัวชายคนหนึ่งได้ในขณะที่กำลังพยายามจะจุดชนวนระเบิด

สำนักข่าว AFP รายงานโดยอ้างการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่และแหล่งข่าวหลายคนว่า ตำรวจฝรั่งเศสสามารถยับยั้งเหตุพยายามลอบวางระเบิดหน้าธนาคารของสหรัฐฯ ในกรุงปารีสเมื่อเช้ามืดวันเสาร์ (28 มี.ค. 2569) ได้สำเร็จ โดยสามารถจับกุมชายคนหนึ่งขณะกำลังพยายามจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่อง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) บริเวณหน้าอาคารธนาคาร “แบงก์ ออฟ อเมริกา” (Bank of America) ในเขต 8 ซึ่งเป็นย่านหรูหราและอยู่ห่างจากถนนช็องเซลีเซเพียงไม่กี่ช่วงตึก

แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า ตำรวจได้เข้าชาร์จตัวชายคนดังกล่าวทันทีหลังจากที่เขาวางวัตถุระเบิด ซึ่งประกอบด้วยของเหลวปริมาณ 5 ลิตร ที่เชื่อว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมด้วยตัวจุดชนวน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ส่วนประกอบของชุดจุดชนวนมีดินระเบิดบรรจุอยู่ 650 กรัม โดยวัตถุพยานทั้งหมดถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจปารีสเพื่อทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว

สำนักงานอัยการต่อต้านการก่อการร้ายของฝรั่งเศสเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ทางหน่วยงานได้เข้ามารับผิดชอบการสอบสวนในทันที และยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมได้นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของตำรวจแล้ว

ทางสำนักงานฯ ระบุว่า ได้เริ่มการสืบสวนผู้ต้องสงสัยรายนี้ในข้อหา “พยายามสร้างความเสียหายด้วยเพลิงไหม้หรือวิธีการที่เป็นอันตรายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย” และ “การสมคบคิดเพื่อก่ออาชญากรรมก่อการร้าย”

นอกจากนี้ สำนักงานอัยการยังให้ข้อมูลกับ AFP เพิ่มเติมว่า ทั้งตำรวจตุลาการกรุงปารีสและหน่วยข่าวกรองภายในประเทศของฝรั่งเศส (DGSI) ต่างมีส่วนร่วมในการสอบสวนครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อดีตนายกฯ เนปาลถูกจับกุม พัวพันสลายการชุมนุมนองเลือด

อดีตนายกฯ เนปาลถูกจับกุม พัวพันสลายการชุมนุมนองเลือด

29 มี.ค. 2569 02:33 น.

อดีตนายกฯ เนปาลถูกจับกุม พัวพันสลายการชุมนุมนองเลือด

อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาลถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมในวันเสาร์ ในฐานะผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงเมื่อปีก่อน จนทำให้มีประชาชนเสียชีวิตหลายสิบศพ

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 นายเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภายหลังถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวในข้อหาพัวพันกับการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเมื่อปีก่อน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายโอลีถูกนำตัวส่งคลินิกแห่งหนึ่งในกรุงกาฐมาณฑุเพื่อตรวจร่างกายตามขั้นตอนปกติของตำรวจ ทันทีหลังจากที่เขาถูกจับกุมที่บ้านพักเมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา

ในการสลายการชุมนุมดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2568 มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 70 ศพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประท้วงที่ถูกตำรวจยิงระหว่างออกมาชุมนุมต่อต้านคำสั่งแบนสื่อสังคมออนไลน์ของรัฐบาล แต่สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นจากความโกรธแค้นเรื่องคอร์รัปชันและสภาวะเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นายราเมช เลคัก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวัย 62 ปี ก็ถูกจับกุมในวันเสาร์เช่นกัน หลังจากคณะกรรมการสอบสวนเหตุความไม่สงบเสนอแนะให้ดำเนินคดีกับทั้งคู่ในข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลให้สัมภาษณ์กับบีบีซี แผนกภาษาเนปาลว่า นายโอลีต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อรอผลตรวจร่างกาย เนื่องจากเขาอายุ 74 ปีแล้ว และมีประวัติการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไตมาแล้วถึงสองครั้ง

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากที่ นายบาเลนดรา ชาห์ แรปเปอร์หนุ่มวัย 35 ปีที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หลังจากชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

ก่อนหน้านี้ นายโอลีได้ปฏิเสธผลการสอบสวนของคณะกรรมการ โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Annapurna Post ว่าผลการสอบสวนเหล่านี้คือ “การใส่ร้ายป้ายสีและเป็นความเกลียดชังทางการเมือง”

ทนายความของเขาบอกกับสำนักข่าว Reuters ว่า การควบคุมตัวในขั้นตอนการสอบสวนนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล “มันผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม เพราะไม่มีความเสี่ยงที่เขาจะหลบหนีหรือเลี่ยงการให้ปากคำ”

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้สนับสนุนพรรค CPN-UML ของนายโอลี ได้เริ่มรวมตัวประท้วงในกรุงกาฐมาณฑุ หลังจากที่กองเลขาธิการพรรคมีมติให้เปิดฉากการประท้วงทั่วประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดรนโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันสนามบินคูเวต ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

โดรนโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันสนามบินคูเวต ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

29 มี.ค. 2569 01:58 น.

โดรนโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันสนามบินคูเวต ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

โดรนลำหนึ่งตกใส่แทงก์เก็บน้ำมันใกล้สนามบินในคูเวต ส่งผลให้เกิดไฟไหม้รุนแรง และจนถึงตอนนี้ก็ยังควบคุมเพลิงไม่ได้ แต่ยังไม่มีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 กองทัพคูเวตเปิดเผยว่า โดรนลำหนึ่งพุ่งเป้าโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต ส่งผลให้เกิดไฟไหม้รุนแรง ควันไฟสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากพื้นที่รอบสนามบิน ในขณะที่พนักงานดับเพลิงเร่งทำงานเพื่อควบคุมเพลิง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้

กองทัพคูเวตเสริมว่า การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อระบบเรดาร์ของสนามบิน แต่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ ทางการคูเวตระบุว่า โดรนที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านได้ก่อเหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติหลักของประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายและสร้างความเสียหายต่ออาคารผู้โดยสาร

ระบบป้องกันทางอากาศของประเทศตรวจพบโดรนทั้งหมด 15 ลำในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจนถึงวันเสาร์ (28 มี.ค.) ซึ่งบางส่วนมีเป้าหมายโจมตีไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติแห่งนี้โดยตรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

29 มี.ค. 2569 00:52 น.

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

สส.รีพับลิกันปฏิเสธข้อตกลงจัดสรรงบประมาณชั่วคราวที่เห็นชอบโดยวุฒิสภา แล้วผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวของตัวเอง ทำให้ภาวะขาดงบฯ ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจะยังคงดำเนินต่อไป

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีของวุฒิสภาในการจัดสรรงบประมาณชั่วคราวให้แก่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และได้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณของตนเองเมื่อดึกวันศุกร์ที่ผ่านมา (27 มี.ค.) ซึ่งทำให้ภาวะชัตดาวน์บางส่วนของ DHS ที่ดำเนินมาหลายสัปดาห์จนกระทบการบิน ต้องยืดเยื้อออกไปอีก

ร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวดังกล่าว ซึ่งเสนอให้จัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนแก่ DHS เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผ่านมติด้วยคะแนนเสียง 213 ต่อ 203 หลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาล่างปฏิเสธที่จะรับร่างข้อตกลงจากวุฒิสภา เนื่องจากร่างฉบับนั้นตัดงบประมาณสำหรับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดนออกไป

เหตุการณ์นี้เป็นการตอกย้ำความขัดแย้งที่บีบให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินหลายพันคนต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งให้มีการชดเชยรายได้แก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นในท้ายที่สุดแล้วก็ตาม

นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการงบประมาณที่ “ยึดติดกับสถานะเดิมจะถูกตีตกทันทีเมื่อถึงวุฒิสภา และพวกพรรครีพับลิกันก็รู้ดีในข้อนี้”

เขายังกล่าวเสริมว่า “พรรคเดโมแครตพร้อมจะสนับสนุนงบประมาณด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิที่สำคัญ แต่เราจะไม่เซ็นเช็คเปล่าให้แก่กองกำลังตรวจคนเข้าเมืองที่ทำผิดกฎหมายและเป็นอันตรายของทรัมป์โดยไม่มีการปฏิรูป”

การลงมติในช่วงดึกนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร่างกฎหมายทวิภาคีของวุฒิสภาก่อนหน้านี้ว่าเป็น “เรื่องตลก” เพราะมีการตัดงบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการกวาดล้างและเนรเทศผู้อพยพอันอื้อฉาวของทรัมป์

ในทางกลับกัน พรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนฯ ได้เสนอร่างกฎหมายคู่ขนานที่จะจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่ง (TSA) รวมถึงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยตระเวนชายแดน

แต่ทั้งวุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรจะต้องผ่านร่างกฎหมายในเวอร์ชันเดียวกันก่อนที่จะสามารถส่งต่อไปยังโต๊ะทำงานของประธานาธิบดีเพื่อลงนามบังคับใช้ได้ ทำให้การชัตดาวน์บางส่วนของ DHS จะยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ การชัตดาวน์บางส่วนดังกล่าว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ TSA ซึ่งมีหน้าที่ตรวจคัดกรองผู้โดยสาร สัมภาระ และสินค้าที่สนามบินต่างๆ ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์

ภาวะชะงักงันนี้ทำให้บริการต่างๆ ในสนามบินล่าช้าอย่างหนัก โดยผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AFP รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่สนามบินนานาชาติ “ฮิวส์ตัน” แถวรอตรวจความปลอดภัยนั้นยาวเหยียดจนสุดสายตา และเจ้าหน้าที่สนามบินต้องคอยเดินแจกจ่ายน้ำดื่มให้แก่ผู้โดยสาร

เรื่องการผ่านงบประมาณนี้มีจุดขัดแย้งหลักอยู่ที่ข้อเรียกร้องของพรรคเดโมแครตที่ต้องการให้ปฏิรูปหน่วยงาน ICE หลังเจ้าหน้าที่ยิงชาวอเมริกันเสียชีวิต 2 ศพระหว่างการปราบปรามในรัฐมินนิโซตา และคลิปวิดีโอต่างๆ ที่ปรากฏออกมาทำให้เจ้าหน้าที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่ากระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

28 มี.ค. 2569 23:14 น.

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และนิคมอุตสาหกรรมของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ ขณะเดียวกันก็โจมตีรถของสื่อมวลชนในเลบานอน ทำให้มีนักข่าวเสียชีวิต 3 ศพแล้ว

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 อิสราเอลโจมตีเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่อโรงงานนิวเคลียร์และนิคมอุตสาหกรรมของอิหร่าน หลังจากขู่ว่าจะ “ยกระดับและขยายวง” การโจมตีในกรุงเตหะราน โดยทั้งสองฝ่ายแทบไม่มีทีท่าว่าจะอดกลั้น แม้จะมีความพยายามทางการทูตเกิดขึ้นก็ตาม

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า อิสราเอลโจมตีโรงงานเหล็กสองแห่งเมื่อคืนวันศุกร์ รวมถึงแห่งหนึ่งในจังหวัดคูเซสถานทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านซึ่งมีการใช้สารกัมมันตรังสี ขณะที่โรงงานผลิตน้ำมวลหนักในเมืองอารัก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลูโตเนียมที่สำคัญของอิหร่านก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

สื่ออิหร่านรายงานว่า พบผู้เสียชีวิต 1 ศพ จากการโจมตีของอิสราเอลที่นิคมอุตสาหกรรมเหล็กในเมืองอิสฟาฮาน นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่สองแห่งที่ส่งกระแสไฟฟ้าให้โรงงานดังกล่าวก็ได้รับความเสียหายด้วย

ด้านสำนักงานปรมาณูของอิหร่านระบุว่า โรงงานในจังหวัดแยซด์ซึ่งผลิต “เยลโลว์เค้ก” (yellowcake) หรือผงยูเรเนียมเข้มข้นที่ใช้สำหรับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเช่นกัน แต่ยืนยันว่าไม่มี “การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่ภายนอกสถานประกอบการ”

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่าอิหร่านจะทำให้ผู้โจมตี “ชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพง” หลังการโจมตีครั้งนี้

ในขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นของเลบานอนรายงานว่า มีนักข่าว 3 คนเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังรถของสื่อมวลชนทางตอนใต้ของประเทศ

นายอาลี ชูเอบ ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ Al Manar ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ดำเนินการโดยกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว Al Mayadin ชื่อ ฟาติมา และ โมฮาเหม็ด เฟโตนี เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศในเมืองเจซซีน (Jezzine)

ประธานาธิบดีโจเซฟ อาวุน แห่งเลบานอน ประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น “อาชญากรรมอย่างโจ่งแจ้ง” และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุว่า นักข่าวควรได้รับการคุ้มครองในระหว่างสงคราม

ทางด้านกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าได้สังหาร อาลี ชูเอบ ในการโจมตีจริง แต่กล่าวหาว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ปลอมตัวมาเป็นนักข่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

28 มี.ค. 2569 22:13 น.

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

ยูเครนกับกาตาร์ลงนามข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกันแล้ว เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงเรื่องความเชี่ยวชาญในการต่อต้านขีปนาวุธและระบบอากาศยานไร้คนขับ

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 ยูเครนลงนามในข้อตกลงด้านการป้องกันฉบับใหม่กับกาตาร์ โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อตกลงที่เพิ่งลงนามกับซาอุดีอาระเบียไปเมื่อวันศุกร์นี้ ในขณะที่กลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับต่างพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของยูเครนในด้านสงครามโดรน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึง “ความร่วมมือในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาโครงการร่วมกัน การลงทุนด้านการป้องกันประเทศ และการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญในการต่อต้านขีปนาวุธและระบบอากาศยานไร้คนขับ”

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ภายหลังการประชุมกับตัวแทนจากกาตาร์ว่า “เราได้หารือในประเด็นที่จะช่วยเสริมสร้างการปกป้องชีวิตในทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และได้บรรลุข้อตกลงความเป็นพันธมิตรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในภาคการกลาโหมเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี”

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เซเลนสกีได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยเช่นกัน เพื่อแบ่งปันความรู้ของยูเครนในการสกัดกั้นฝูงโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ที่ออกแบบโดยอิหร่านและผลิตโดยรัสเซีย ซึ่งยูเครนได้ฝึกฝนทักษะนี้จนเชี่ยวชาญตลอดระยะเวลา 4 ปีที่พวกเขาทำสงครามกับรัสเซีย

โดรนประเภทดังกล่าว ซึ่งถูกใช้โจมตียูเครนมาอย่างยาวนาน กำลังถูกอิหร่านนำมาใช้ในการโจมตีกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในแถบอ่าวอาหรับอยู่ในขณะนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

28 มี.ค. 2569 21:29 น.

กบฏฮูตีในเยเมน ยิงมิสไซล์โจมตีอิสราเอล ประกาศเข้าร่วมสงคราม

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากยิงมิสไซล์เข้าใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อ 1 เดือนก่อน

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตีในประเทศเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศว่า พวกเขาดำเนินการยิงขีปนาวุธทิ้งตัวเข้าใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเข้าใส่อิหร่านเมื่อ 28 ก.ค. ซึ่งนี่ถือเป็นการประกาศเข้าสู่สงครามอย่างเป็นทางการของกบฏฮูตี

“กองทัพเยเมน ด้วยความช่วยเหลือและศรัทธาในอัลลอฮ์ผู้ทรงอานุภาพ ได้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกโดยยิงฝูงขีปนาวุธ พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสำคัญของอิสราเอลในพื้นที่ทางตอนใต้ของปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง” แถลงการณ์ของกลุ่มฮูตีระบุ พร้อมเสริมว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “การแทรกแซงทางทหารโดยตรง” เพื่อสนับสนุนอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เผยว่าตรวจพบขีปนาวุธที่ถูกยิงจากเยเมนมุ่งหน้ามายังอิสราเอล และกำลังดำเนินการสกัดกั้น

แถลงการณ์ของกลุ่มฮูตีระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการตอบโต้โดยตรงต่อ “การยกระดับทางทหารอย่างต่อเนื่อง, การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน และการก่ออาชญากรรมรวมถึงการสังหารหมู่พี่น้องของเราในเลบานอน อิหร่าน อิรัก และปาเลสไตน์”

เจ้าหน้าที่กลุ่มฮูตีเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ก่อนหน้านี้ว่า ทางกลุ่มพร้อมที่จะเข้าร่วมสงครามเพื่อสนับสนุนอิหร่าน หากสหรัฐฯ และอิสราเอลยกระดับการโจมตีให้รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ นายโมฮัมเหม็ด มันซูร์ ปลัดกระทรวงสารสนเทศของกลุ่มฮูตี ได้ส่งข้อความถึง CNN ระบุว่า การปิดช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) บริเวณชายฝั่งเยเมน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อทะเลแดงกับเส้นทางเดินเรือโลก คือ “ทางเลือกที่สามารถทำได้จริง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn