สหรัฐฯ ส่งเรือรบเทียบท่าเรือเรียม ลำแรกที่เยือนกัมพูชาปีนี้ สะท้อนบทบาทสหรัฐฯ ในภูมิภาค

สหรัฐฯ ส่งเรือรบเทียบท่าเรือเรียม ลำแรกที่เยือนกัมพูชาปีนี้ สะท้อนบทบาทสหรัฐฯ ในภูมิภาค

23 ม.ค. 2569 09:24 น.

สหรัฐฯ ส่งเรือรบเทียบท่าเรือเรียม ลำแรกที่เยือนกัมพูชาปีนี้ สะท้อนบทบาทสหรัฐฯ ในภูมิภาค

เรือรบ “ยูเอสเอส ซินซินนาติ” ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมเข้าเทียบท่าฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา นับเป็นเรือรบสหรัฐฯ ลำแรกที่เยือนกัมพูชาในปีนี้ สะท้อนบทบาทสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

วันที่ 23 มกราคม 2569 รัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยว่า เรือรบ “ยูเอสเอส ซินซินนาติ” (USS Cincinnati) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุ ระหว่างวันที่ 24–28 มกราคม 2569 นับเป็นการเยือนกัมพูชาครั้งแรกของเรือรบสหรัฐฯ ในปีนี้

โดยเรือ “ยูเอสเอส ซินซินนาติ” เป็นเรือรบแบบลิทโตรัลคอมแบตชิป มีลูกเรือประมาณ 100 นาย น้ำหนักราว 3,000 ตัน ความยาวเกือบ 130 เมตร ติดตั้งระบบอาวุธและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงขีดความสามารถด้านอากาศยาน โดยมี นาวาเอก แอนดรูว์ เจ. รีเคม เป็นผู้บังคับการเรือ

การเข้าเทียบท่าครั้งนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับการเยือนอย่างเป็นทางการของ พลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ซึ่งมีกำหนดเข้าพบผู้นำกัมพูชา และเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทางเรือร่วมระหว่างกองทัพเรือกัมพูชาและกองทัพเรือสหรัฐฯ

ทั้งนี้ การมาเยือนของ “ยูเอสเอส ซินซินนาติ” ยังมีนัยสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นเรือรบต่างชาติลำที่ 3 ที่เข้าเทียบท่าฐานทัพเรือเรียม หลังการปรับปรุงและเปิดใช้อย่างเป็นทางการอีกครั้งในปี 2568 ต่อจากเรือรบจากญี่ปุ่นและเวียดนาม.

ที่มา Freshnews

ไฟไหม้ค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจา บังกลาเทศ วอด 335 หลัง ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยทะลุ 2,000 คน

ไฟไหม้ค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจา บังกลาเทศ วอด 335 หลัง ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยทะลุ 2,000 คน

23 ม.ค. 2569 09:07 น.

ไฟไหม้ค่ายผู้ลี้ภัยโรฮีนจา บังกลาเทศ วอด 335 หลัง ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยทะลุ 2,000 คน

เกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่ภายในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา หรือโรฮิงญา ในเขตค็อกซ์บาซาร์ บังกลาเทศ ส่งผลให้บ้านพักถูกเผาทำลายอย่างน้อย 335 หลัง และทำให้มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 2,000 คน

เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่ ค่ายหมายเลข 16 ซึ่งเป็นหนึ่งในกว่า 30 ค่ายในพื้นที่ค็อกซ์บาซาร์ ศูนย์รวมผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นที่พักพิงของชาวโรฮีนจา หรือ โรฮิงญามากกว่า 1 ล้านคน ที่หลบหนีการกดขี่และความรุนแรงจากประเทศเมียนมา

องค์กรช่วยเหลือระบุว่า บ้านพักผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่สร้างจาก ไม้ไผ่และผ้าใบพลาสติก ซึ่งเดิมออกแบบให้ใช้งานเพียง 6–12 เดือน แต่ถูกใช้งานมานานหลายปี และตั้งอยู่ชิดกันอย่างแออัด ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้สูง

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า เหตุไฟไหม้ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต สำหรับครอบครัวผู้ลี้ภัยที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว โดยแลนซ์ บอนโน หัวหน้าภารกิจ IOM ในบังกลาเทศ ระบุในแถลงการณ์ว่า “เมื่อไฟไหม้เกิดขึ้นในค่ายผู้ลี้ภัยที่แออัด ผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่โครงสร้างที่เสียหาย แต่ครอบครัวต้องสูญเสียที่พักพิง ทรัพย์สินจำเป็น และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในทันที”

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในการควบคุมเพลิง เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต มีเพียงผู้บาดเจ็บเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม องค์กรสภาผู้ลี้ภัยนอร์เวย์ ระบุว่า ผู้ประสบภัยจำนวนมากสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึง เอกสารประจำตัวและเอกสารสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือในอนาคต 

สภาผู้ลี้ภัยนอร์เวย์เปิดเผยว่า เดิมมีแผนสร้างที่พักกึ่งถาวรกว่า 50,000 หลัง เพื่อทดแทนบ้านชั่วคราวเหล่านี้ แต่ต้องระงับแผน หลังถูกตัดงบช่วยเหลือระหว่างประเทศเมื่อต้นปี 2025

นอกจากนี้ ไฟไหม้ยังสร้างความเสียหายต่อ ระบบน้ำและสุขาภิบาล ศูนย์การเรียนรู้ 11 แห่ง โครงสร้างค่าย และเส้นทางสัญจรภายในค่าย

ทั้งนี้ ชาวโรฮีนจากว่า 700,000 คน อพยพออกจากรัฐยะไข่ของเมียนมาในปี 2017 หลังทหารเมียนมาปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่งนำไปสู่ข้อกล่าวหาจากนานาชาติ รวมถึงสหประชาชาติ ว่าเป็นการ กวาดล้างชาติพันธุ์และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ขณะเดียวกัน การสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ในรัฐยะไข่ ระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารหลังรัฐประหารปี 2021 ยังคงทำให้ชาวโรฮิงญา หลายหมื่นคน หลบหนีเข้าสู่บังกลาเทศอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2018 ถึง 2025 เกิดเหตุไฟไหม้ในค่ายผู้ลี้ภัยค็อกซ์บาซาร์แล้ว กว่า 2,400 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อผู้ลี้ภัยมากกว่า 100,000 คน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โรฮีนจา

สเปนผวาอีก รถไฟชนเครนมีผู้บาดเจ็บหลายราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์

สเปนผวาอีก รถไฟชนเครนมีผู้บาดเจ็บหลายราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์

23 ม.ค. 2569 08:56 น.

สเปนผวาอีก รถไฟชนเครนมีผู้บาดเจ็บหลายราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งที่ 4 ในรอบสัปดาห์

สเปนยังผวาไม่หาย เกิดอุบัติเหตุรถไฟอีกครั้ง เมื่อรถไฟโดยสารพุ่งชนเครนใกล้เมืองการ์ตาเฮนา บาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งที่ 4 ในรอบไม่ถึงสัปดาห์ 

วันที่ 23 มกราคม 2569 เกิดเหตุรถไฟโดยสารของสเปนพุ่งชนเครน ใกล้เมืองท่าการ์ตาเฮนา ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยอย่างน้อย 4 ราย นับเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งที่ 4 ในรอบ 1 สัปดาห์ สร้างความวิตกกังวลด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน

หน่วยฉุกเฉินแคว้นมูร์เซีย ระบุว่า เหตุเกิดใกล้เมืองท่าการ์ตาเฮนา โดยรถไฟไม่ได้พลิกคว่ำหรือออกนอกเส้นทาง ขณะที่มีรายงานรับแจ้งเหตุครั้งแรกหลังเวลาเที่ยงวันเล็กน้อย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของระบบรางสเปน หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันในแคว้นอันดาลูเซีย ทางตอนใต้ของประเทศ คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 43 ศพ และเพียงสองวันถัดมา รถไฟชานเมืองอีกขบวนตกรางใกล้เมืองบาร์เซโลนา หลังผนังกั้นพังถล่มลงมาบนรางจากฝนตกหนัก ส่งผลให้คนขับเสียชีวิตและผู้โดยสารบาดเจ็บสาหัส 4 ราย

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันยังเกิดอุบัติเหตุรถไฟชนกันอีกครั้งในแคว้นกาตาลุญญา ทางตะวันออกเฉียงเหนือ จนสหภาพพนักงานขับรถไฟหลักของสเปนประกาศนัดหยุดงานทั่วประเทศ เพื่อประท้วงมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินรถ.

ที่มา CNN

ตม.สหรัฐฯ คุมตัวเด็ก 4 คนในมินนิโซตา รวมเด็กวัยเพียง 5 ขวบ

ตม.สหรัฐฯ คุมตัวเด็ก 4 คนในมินนิโซตา รวมเด็กวัยเพียง 5 ขวบ

23 ม.ค. 2569 06:46 น.

ตม.สหรัฐฯ คุมตัวเด็ก 4 คนในมินนิโซตา รวมเด็กวัยเพียง 5 ขวบ

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในรัฐมินนิโซตาอ้างว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวเยาวชนไปถึง 4 รายในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงเด็กวัยเพียง 5 ขวบที่ถูกพาไปพร้อมกับพ่อของเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (ICE) ได้ควบคุมตัวเด็กอย่างน้อย 4 คน ซึ่งรวมถึงเด็กวัย 5 ขวบ จากเขตพื้นที่การศึกษาในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกวาดล้างผู้อพยพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

รัฐบาลจากพรรครีพับลิกันได้วางกำลังเจ้าหน้าที่ประมาณ 3,000 นาย รอบเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐมินนิโซตาแห่งนี้ ซึ่งชาวเมืองต่างตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดนับตั้งแต่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงพลเมืองเสียชีวิตเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตและผู้นำท้องถิ่นกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเกินเหตุ

ราเชล เจมส์ สมาชิกสภาเมืองโคลัมเบียไฮตส์ ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เด็กชายเลียม โคเนโฆ รามอส วัย 5 ขวบ ยืนดูเจ้าหน้าที่สวมหน้ากากเข้าควบคุมตัวพ่อของเขาจากทางข้ามหน้าบ้าน หลังจากที่ทั้งคู่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนเตรียมอนุบาลเมื่อวันอังคาร

เธอกล่าวเสริมว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวเด็กชาย ซึ่งสวมหมวกสีฟ้าและสะพายเป้ลายสไปเดอร์แมน ไปที่ประตูหลังบ้านแล้วส่งสัญญาณให้เขาเคาะประตู

“ฉันไม่อาจจินตนาการได้เลยว่ามีอะไรอยู่ในใจของเลียมบ้าง แต่ฉันบอกคุณได้จากสิ่งที่เห็นบนใบหน้าของเขา เขาตัวแข็งทื่อเหมือนเป็นอัมพาต” เจมส์บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดี “เขาไม่ได้ร้องไห้ แต่ดูหวาดกลัวมาก”

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่า เอเดรียน อเล็กซานเดอร์ โคเนโฆ อาริอัส พ่อของเลียม อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมหรือกล่าวถึงประวัติอาชญากรรมใดๆ

ทริเซีย แมคลาฟลิน โฆษกหญิงกล่าวว่า ในปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ผู้ปกครองที่เป็นเป้าหมายจะถูกถามว่าต้องการให้นำตัวบุตรหลานไปพร้อมกับตนเอง หรือต้องการให้เด็กอยู่ภายใต้การดูแลของบุคคลที่ผู้ปกครองมอบหมาย

“ICE ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่านายโคเนโฆ อาริอัส ได้วิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเข้าใกล้ และทิ้งลูกของเขาไว้เบื้องหลัง

อย่างไรก็ตาม นางเจมส์อ้างว่า บรรดาเพื่อนบ้านในชุมชนทางตอนเหนือของมินนีแอโพลิสต่างมารวมตัวกันและเสนอตัวที่จะรับตัวเด็กชายไปดูแล ซึ่งรวมถึงเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ระบุว่าเป็นญาติของครอบครัวนี้ด้วย แต่เจ้าหน้าที่กลับนำตัวเด็กขึ้นไปที่เบาะหลังของรถ SUV สีดำแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในเมือง หลังจากที่มีการประท้วงรุนแรงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ กรณีเจ้าหน้าที่ ICE ยิง เรเน กู๊ด วัย 37 ปี ซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐฯ และคุณแม่ลูกสาม จนเสียชีวิต

ด้านนางซีนา สเตนวิก ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาโคลัมเบียไฮตส์ เผยว่า มีเยาวชนอีกคนซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลายวัย 17 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ติดอาวุธและสวมหน้ากากควบคุมตัวไปเมื่อวันอังคารขณะกำลังเดินทางไปโรงเรียน โดยที่ไม่มีผู้ปกครองอยู่ด้วยในเวลานั้น

นอกจากนี้ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เด็กหญิงวัย 10 ขวบคนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ ICE ควบคุมตัวไประหว่างทางไปโรงเรียนประถมศึกษา โดยเธอกับแม่ยังคงถูกกักตัวอยู่ในศูนย์กักกันที่รัฐเท็กซัส และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักเรียนมัธยมปลายวัย 17 ปีอีกรายหนึ่งก็ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ควบคุมตัวพร้อมกับแม่ที่อพาร์ตเมนต์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ญี่ปุ่นปิดเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่สุดในโลก หลังเปิดไม่กี่ชั่วโมง

ญี่ปุ่นปิดเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่สุดในโลก หลังเปิดไม่กี่ชั่วโมง

23 ม.ค. 2569 04:38 น.

ญี่ปุ่นปิดเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่สุดในโลก หลังเปิดไม่กี่ชั่วโมง

ญี่ปุ่นระงับการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว หลังจากกลับมาเปิดเตาปฏิกรณ์อีกครั้งได้ไม่กี่ชั่วโมง หลังมีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ม.ค. 2569 ว่า บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ เทปโก (Tepco) ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คาชิวาซากิ-คาริวะ (Kashiwazaki-Kariwa) ระงับการทำงานของโรงไฟฟ้าแห่งนี้แล้ว ไม่กี่ชั่วโมงหลังเพิ่งกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์อีกครั้ง

นายทาคาชิ โคบายาชิ โฆษกบริษัท เทปโก กล่าวว่า มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นระหว่างขั้นตอนการเริ่มเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ อย่างไรก็ตามเขาย้ำว่า ตัวเตาปฏิกรณ์ยังคงอยู่ในสภาวะ “เสถียรและไม่มีผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีสู่ภายนอก”

เตาปฏิกรณ์หมายเลข 6 ได้เริ่มเดินเครื่องใหม่อีกครั้งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดเดิมหนึ่งวันเนื่องจากระบบสัญญาณเตือนขัดข้อง แม้ชาวบ้านท้องถิ่นจะยังแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยถือเป็นเตาปฏิกรณ์เครื่องแรกของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ที่ถูกเปิดใช้งานนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติฟุกุชิมะเมื่อปี 2554

ญี่ปุ่นได้สั่งปิดเตาปฏิกรณ์ที่มีอยู่ทั้งหมด 54 เครื่อง หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ซึ่งส่งผลให้เกิดการหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ-ไดอิจิ เมื่อ 15 ปีก่อน อันเป็นสาเหตุของหนึ่งในภัยพิบัตินิวเคลียร์ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

นายโคบายาชิบอกอีกว่า ขณะนี้เทปโกกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ได้ระบุว่าจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งเมื่อใด

สำหรับเตาปฏิกรณ์หมายเลข 7 ของโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ-คาริวะนั้น คาดว่าจะยังไม่มีการเปิดใช้งานจนกว่าจะถึงปี 2573 ในขณะที่เตาปฏิกรณ์อีก 5 เครื่องที่เหลือนั้นอาจจะถูกปลดระวาง ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้ามีกำลังการผลิตน้อยกว่าในอดีตอย่างมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออสเตรเลียช็อก มือปืนยิงดับ 3 ศพ เจ็บ 1 คนร้ายหลบหนีลอยนวล

ออสเตรเลียช็อก มือปืนยิงดับ 3 ศพ เจ็บ 1 คนร้ายหลบหนีลอยนวล

23 ม.ค. 2569 03:11 น.

ออสเตรเลียช็อก มือปืนยิงดับ 3 ศพ เจ็บ 1 คนร้ายหลบหนีลอยนวล

เกิดเหตุยิงกันในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย ในขณะที่คนร้ายหลบหนีไปได้

เจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุและรุดไปยังย่านที่พักอาศัยในเมืองเลค คาร์เจลลิโก (Lake Cargelligo) เมื่อเวลาประมาณ 16:40 น. วันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ยืนยันว่า ผู้ต้องสงสัยยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี และเชื่อว่าได้ใช้ยานพาหนะในการหลบหนีไป

ตำรวจระบุเพิ่มเติมว่า พบชายและหญิงเสียชีวิตจากการถูกยิงอยู่ภายในรถยนต์คันหนึ่ง และหลังจากนั้นไม่นานได้เกิดเหตุยิงกันครั้งที่สอง ซึ่งส่งผลให้ผู้หญิงอีกคนเสียชีวิต และทำให้ชายอีกคนได้รับบาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤต ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald รายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวต้องสงสัยว่าเป็นการก่อเหตุความรุนแรงภายในครอบครัว

นายแอนดรูว์ ฮอลแลนด์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมือปืนและเหยื่อ แต่ระบุว่า มีการประกาศเตือนให้ประชาชนอยู่แต่ในอาคารบ้านเรือน และปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุหลายจุดเพื่อเก็บหลักฐานแล้ว

ทั้งนี้ เมืองเลค คาร์เจลลิโกตั้งอยู่ใจกลางรัฐนิวเซาท์เวลส์ และมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 1,500 คน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามหลังเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่งานเทศกาลชาวยิว บริเวณหาดบอนไดในซิดนีย์เมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย และทำให้รัฐบาลปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาวุธปืน และกฎหมายต่อต้านการใช้วาทะสร้างความเกลียดชัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศส ยึดเรือน้ำมันในเมดิเตอร์เรเนียน สงสัยเป็นเรือรัสเซียหนีคว่ำบาตร

ฝรั่งเศส ยึดเรือน้ำมันในเมดิเตอร์เรเนียน สงสัยเป็นเรือรัสเซียหนีคว่ำบาตร

23 ม.ค. 2569 01:38 น.

ฝรั่งเศส ยึดเรือน้ำมันในเมดิเตอร์เรเนียน สงสัยเป็นเรือรัสเซียหนีคว่ำบาตร

ผู้นำฝรั่งเศสเผย ยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากต้องสงสัยว่า เรือลำนี้อาจเป็นเรือของรัสเซียที่พยายามหลบหนีมาตรการคว่ำบาตร

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 ทางการฝรั่งเศสระบุว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากต้องสงสัยว่า เรือลำนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” (Shadow fleet) ของรัสเซียที่ใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ระบุผ่าน X ว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “เดอะ กรินช์” (The Grinch) นั้น ตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และต้องสงสัยว่าติดธงปลอม

กองทัพเรือฝรั่งเศส พร้อมด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตร ได้บุกขึ้นตรวจค้นเรือลำดังกล่าวเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ในน่านน้ำระหว่างสเปนและโมร็อกโก โดยเจ้าหน้าที่ทางทะเลของฝรั่งเศสระบุว่า การตรวจค้นภายในเรือได้ยืนยันข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ถูกต้องของธงเรือ

นายมาครงบอกอีกว่า “กิจกรรมของ ‘กองเรือเงา’ มีส่วนช่วยในการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนสงครามรุกรานยูเครน” โดยเจ้าหน้าที่เริ่มกระบวนการสอบสวนแล้ว และเรือลำดังกล่าวถูกเปลี่ยนเส้นทางแล้ว

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสระบุว่า เรือเดอะ กรินช์ กำลังเดินทางมาจากพอร์ตมูร์มันสค์ (Murmansk) ซึ่งเป็นท่าเรือในแถบอาร์กติกทางตอนเหนือของรัสเซียในขณะที่ถูกสกัดกั้น ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามการเดินเรืออย่าง marinetraffic และ vesselfinder ระบุว่า เรือลำนี้ติดธงชาติคอโมโรส

ตามรายงานจากตำรวจทางทะเลของฝรั่งเศส กองทัพเรือจากประเทศอื่น ๆ ได้ร่วมสนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรก็ยืนยันว่า อังกฤษมีส่วนเกี่ยวข้องในภารกิจนี้

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีต่อปฏิบัติการดังกล่าว โดยกล่าวว่าเป็นความเด็ดขาดในแบบที่จำเป็นพอดี เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำมันของรัสเซียจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นทุนในสงครามของรัสเซียอีกต่อไป

“เรือเหล่านี้ต้องถูกยึด และมันจะไม่ยุติธรรมกว่าหรือหากจะริบน้ำมันที่บรรทุกมากับเรือเหล่านี้เพื่อนำไปขาย?” เซเลนสกีระบุผ่าน X

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเผย เตรียมประชุมกับสหรัฐฯ-รัสเซีย ตำหนิผู้นำยุโรปนิ่งเฉย

เซเลนสกีเผย เตรียมประชุมกับสหรัฐฯ-รัสเซีย ตำหนิผู้นำยุโรปนิ่งเฉย

22 ม.ค. 2569 23:27 น.

เซเลนสกีเผย เตรียมประชุมกับสหรัฐฯ-รัสเซีย ตำหนิผู้นำยุโรปนิ่งเฉย

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เผยว่า การประชุมไตรภาคีระหว่าง ยูเครน, สหรัฐฯ และรัสเซีย กำลังจะเกิดขึ้นที่ UAE และตำหนิยุโรปที่นิ่งเฉยทั้งเรื่องสงครามในยูเครนและกรีนแลนด์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์ โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขากับสหรัฐฯ และรัสเซีย จะจัดการประชุมไตรภาคีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตั้งแต่วันศุกร์และเสาร์นี้

เซเลนสกีบอกด้วยว่า เอกสารที่มีข้อเสนอเพื่อยุติสงครามในยูเครน ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยทีมงานของสหรัฐฯ และยูเครนต่างกำลังทำงาน “แทบจะทุกวัน” เพื่อยุติความขัดแย้งนี้

“ยูเครนกำลังทำงานด้วยความจริงใจและเด็ดขาดอย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นนำมาซึ่งผลลัพธ์ และรัสเซียเองก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกันที่จะยุติสงครามนี้ และหยุดการรุกรานนี้” เขากล่าวเสริม

นายเซเลนสกียังตำหนิผู้นำยุโรปที่นิ่งเฉยต่อสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน และหันไปสนใจเรื่องกรีนแลนด์กันหมด

“ทุกคนหันไปให้ความสนใจกับกรีนแลนด์ และเห็นได้ชัดว่าผู้นำส่วนใหญ่ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ดูเหมือนทุกคนแค่กำลังรอให้สหรัฐฯ ใจเย็นลงในหัวข้อนี้ โดยหวังว่ามันจะผ่านพ้นไปเอง แต่ถ้ามันไม่ผ่านไปล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?” เซเลนสกีตั้งคำถาม

“เราบอกพันธมิตรยุโรปหลายครั้งแล้วว่า ให้ลงมือทำเดี๋ยวนี้ … แต่ยุโรปยังคงอยู่ใน ‘โหมดกรีนแลนด์’ คือหวังว่าสักวันหนึ่ง ใครบางคนจะทำอะไรสักอย่าง” ผู้นำยูเครนกล่าว

“คุณต้องเลือกระหว่างการประกาศว่าฐานทัพในยุโรปจะปกป้องภูมิภาคนี้จากรัสเซียและจีนแล้วจัดตั้งฐานทัพเหล่านั้นขึ้นมา หรือไม่เช่นนั้นคุณก็เสี่ยงที่จะไม่ได้รับความยำเกรง” เซเลนสกีกล่าวถึงกรณีของกรีนแลนด์ ซึ่งตอกย้ำสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับความมั่นคงในแถบอาร์กติก “เพราะทหารแค่ 40 นายไม่สามารถปกป้องอะไรได้เลย”

เซเลนสกีเตือนเรื่องเรือรบรัสเซียที่ “ล่องเรืออย่างอิสระรอบกรีนแลนด์” และเขาได้เสนอความเชี่ยวชาญรวมถึงอาวุธของยูเครน “เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเรือเหล่านั้นเหลือรอดอยู่แม้แต่ลำเดียว”

“พวกมันสามารถจมลงแถวกรีนแลนด์ได้ เหมือนที่พวกมันจมแถวไครเมีย” เขากล่าวเสริม “เราสามารถลงมือทำได้และเรารู้วิธีการรบที่นั่น หากเราได้รับคำขอ และหากยูเครนได้อยู่ในนาโต (NATO) … แต่เราไม่ได้อยู่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หากชาติยุโรปเทขายหุ้น-พันธบัตรสหรัฐฯ

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หากชาติยุโรปเทขายหุ้น-พันธบัตรสหรัฐฯ

22 ม.ค. 2569 22:35 น.

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หากชาติยุโรปเทขายหุ้น-พันธบัตรสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะตอบโต้อย่างรุนแรง หากชาติยุโรปเทขายหุ้นและพันธบัตรของสหรัฐฯ หลังเกิดความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์ ย้ำ “สหรัฐฯ ถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า เขาจะมีมาตรการโต้ตอบ หากประเทศในยุโรปเทขายหุ้นและพันธบัตรของสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ความพยายามของเขาในการเข้าซื้อกรีนแลนด์ และเรื่องที่เขาพยายามกดดันชาติพันธมิตรนาโต

เมื่อถูกถามว่าเขากังวลหรือไม่ว่าประเทศในยุโรปจะขายหุ้นและพันธบัตรที่มีอยู่ในสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวว่า “ถ้าเรื่องนั้นเกิดขึ้น คุณก็รู้ว่ามันจะมีการตอบโต้ครั้งใหญ่จากฝั่งเรา”

“เราถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ” ประธานาธิบดีกล่าวเสริมขณะให้สัมภาษณ์กับ มาเรีย บาร์ทิโรโม จากช่อง Fox Business ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ก่อนหน้านี้ กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผู้ถือครองอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนกรีนแลนด์ ประกาศว่าจะถอนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก “สถานะทางการเงินของรัฐบาลที่ย่ำแย่”

เรื่องดังกล่าวทำให้นาย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่าเดนมาร์ก และการลงทุนของเดนมาร์กในสหรัฐฯ นั้น “ไม่สำคัญ”

ทั้งนี้ เงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์ดังกล่าวถือเป็นส่วนแบ่งที่น้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ารวม 30.8 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตัวประเทศเดนมาร์กเองถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ มูลค่ารวมเกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวก็ลดลงมาหลายปีแล้ว โดยในปี 2564 เดนมาร์กเคยถือพันธบัตรสหรัฐฯ เกือบ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ แย้มแผนสร้าง “นิว กาซา”

ทรัมป์เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ แย้มแผนสร้าง “นิว กาซา”

22 ม.ค. 2569 21:48 น.

ทรัมป์เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ แย้มแผนสร้าง “นิว กาซา”

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ ร่วมกับผู้นำจาก 19 ประเทศนอกรอบการประชุม WEF ที่เมืองดาวอส พร้อมกับเผยข้อมูลเกี่ยวกับแผนการสร้าง “นิว กาซา” ด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดตัว “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะผู้สร้างสันติภาพโลก แม้หลายฝ่ายจะกังขาต่อแผนการของเขา ซึ่งมีเป้าหมายในการรื้อระบบระเบียบโลกใหม่

เจ้าหน้าที่ของทรัมป์ยังได้เปิดเผยแผนการอันทะเยอทะยานในการสร้าง “นิว กาซา” (New Gaza) ระหว่างพิธีการนอกรอบการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงดินแดนของปาเลสไตน์ที่พังพินาศจากการสู้รบว่าเป็น “อสังหาริมทรัพย์ที่ยอดเยี่ยม”

คณะกรรมการชุดนี้ถูกก่อตั้งขึ้นหลังจากนายทรัมป์ แสดงความไม่พอใจที่พลาดรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และกล่าวโจมตีองค์การสหประชาชาติ (UN) ว่า ล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศมากมาย

“เอาละ นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” ทรัมป์กล่าวในขณะที่มีผู้นำและเจ้าหน้าที่จาก 19 ประเทศอยู่ร่วมบนเวทีเพื่อลงนามในธรรมนูญก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพ ณ รีสอร์ตสกีในสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมระบุว่า “คณะกรรมการชุดนี้มีโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างมา”

อนึ่ง คณะกรรมการสันติภาพชุดนี้ซึ่งมีนายทรัมป์เป็นประธาน เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลการพักรบในกาซาและการฟื้นฟูหลังสงครามระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอล แต่ต่อมาเป้าหมายได้เปลี่ยนไปเป็นการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศในทุกรูปแบบ จนเกิดความกังวลว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการสร้างองค์กรขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับ UN

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ส่งคำเชิญไปยังประเทศต่างๆ มากมายให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการชุดนี้ นายทรัมป์บอกอีกว่า ประเทศต่างๆ สามารถจ่ายเงินจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการ ผู้นำสหรัฐฯ ยังเชิญ วลาดิเมียร์ ปูติน ที่กำลังมีปัญหากับยุโรปจากปมสงครามในยูเครนให้เข้าร่วมด้วย

พันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ ต่างแสดงความกังขาต่อการก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพนี้ โดยอังกฤษระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จะไม่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ขณะที่นายทรัมป์บอกกับผู้นำโลกที่มารวมตัวกันในพิธีว่า คณะกรรมการของเขาจะทำงานร่วมกับสหประชาชาติ

ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของพิธีดังกล่าว ถูกใช้ไปกับการหารือแผนการในอนาคตสำหรับฉนวนกาซา ที่พังพินาศเพราะสงคราม โดยคณะบริหารกาซาชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง กล่าวผ่านข้อความวิดีโอว่า ด่านพรมแดนราฟาห์ระหว่างอียิปต์และฉนวนกาซาจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งทั้งสองทิศทางในสัปดาห์หน้า

จากนั้น จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ซึ่งเป็นอดีตนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน นำเสนอสไลด์ที่เขาเรียกว่าเป็น “แผนแม่บท” (Master Plan) สำหรับการฟื้นฟูบูรณะ โดยในสไลด์ประกอบด้วยแผนที่ของการจัดตั้งนิคมแห่งใหม่ในฉนวนกาซา และภาพจำลองของโรงแรมและอพาร์ตเมนต์ริมทะเลที่หรูหราสวยงาม ภายใต้คำบรรยายว่า “นิว กาซา”

“ที่นี่สามารถเป็นความหวัง และสามารถเป็นจุดหมายปลายทางได้” คุชเนอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ระบุว่า กลุ่มฮามาสต้องวางอาวุธตามข้อตกลงหยุดยิงเฟสถัดไป มิเช่นนั้นจะถือเป็นจุดจบของพวกเขา ผู้นำสหรัฐฯ เสริมอีกว่า ตนเองพร้อมที่จะ “พูดคุย” กับอิหร่านซึ่งเป็นศัตรูของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย

ทั้งนี้ ตัวแทนจาก 19 ประเทศที่ร่วมอยู่บนเวทีกับทรัมป์ ประกอบด้วยพันธมิตรใกล้ชิดสายประชานิยมอย่าง วิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี และ ฮาเวียร์ มิเลย์ ผู้นำอาร์เจนตินา รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกลุ่มประเทศราชาธิปไตยในตะวันออกกลางหลายแห่งที่ต้องการจะผูกมิตรกับสหรัฐฯ แต่กลับไม่มีนาย เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ที่เคยบอกว่าจะมาร่วมพิธี

ทรัมป์กล่าวติดตลกเกี่ยวกับผู้ร่วมเวทีว่า “โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นผู้นำที่เป็นที่นิยมมาก แต่ในบางกรณีก็อาจจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก” ก่อนจะเสริมว่า “ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า เขาคาดหวังว่าจะมีประเทศเข้าร่วมประมาณ 50 ประเทศ แต่ขอบเขตสมาชิกภาพที่ชัดเจนทั้งหมดนั้นยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ทางอียิปต์ระบุว่า ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี ได้ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมของทรัมป์แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้อยู่บนเวทีเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna