ทรัมป์เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ แย้มแผนสร้าง “นิว กาซา”

ทรัมป์เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ แย้มแผนสร้าง “นิว กาซา”

22 ม.ค. 2569 21:48 น.

ทรัมป์เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ แย้มแผนสร้าง “นิว กาซา”

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัว คณะกรรมการสันติภาพ ร่วมกับผู้นำจาก 19 ประเทศนอกรอบการประชุม WEF ที่เมืองดาวอส พร้อมกับเผยข้อมูลเกี่ยวกับแผนการสร้าง “นิว กาซา” ด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดตัว “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะผู้สร้างสันติภาพโลก แม้หลายฝ่ายจะกังขาต่อแผนการของเขา ซึ่งมีเป้าหมายในการรื้อระบบระเบียบโลกใหม่

เจ้าหน้าที่ของทรัมป์ยังได้เปิดเผยแผนการอันทะเยอทะยานในการสร้าง “นิว กาซา” (New Gaza) ระหว่างพิธีการนอกรอบการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงดินแดนของปาเลสไตน์ที่พังพินาศจากการสู้รบว่าเป็น “อสังหาริมทรัพย์ที่ยอดเยี่ยม”

คณะกรรมการชุดนี้ถูกก่อตั้งขึ้นหลังจากนายทรัมป์ แสดงความไม่พอใจที่พลาดรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และกล่าวโจมตีองค์การสหประชาชาติ (UN) ว่า ล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศมากมาย

“เอาละ นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” ทรัมป์กล่าวในขณะที่มีผู้นำและเจ้าหน้าที่จาก 19 ประเทศอยู่ร่วมบนเวทีเพื่อลงนามในธรรมนูญก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพ ณ รีสอร์ตสกีในสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมระบุว่า “คณะกรรมการชุดนี้มีโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างมา”

อนึ่ง คณะกรรมการสันติภาพชุดนี้ซึ่งมีนายทรัมป์เป็นประธาน เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลการพักรบในกาซาและการฟื้นฟูหลังสงครามระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอล แต่ต่อมาเป้าหมายได้เปลี่ยนไปเป็นการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศในทุกรูปแบบ จนเกิดความกังวลว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการสร้างองค์กรขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับ UN

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ส่งคำเชิญไปยังประเทศต่างๆ มากมายให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการชุดนี้ นายทรัมป์บอกอีกว่า ประเทศต่างๆ สามารถจ่ายเงินจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการ ผู้นำสหรัฐฯ ยังเชิญ วลาดิเมียร์ ปูติน ที่กำลังมีปัญหากับยุโรปจากปมสงครามในยูเครนให้เข้าร่วมด้วย

พันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ ต่างแสดงความกังขาต่อการก่อตั้งคณะกรรมการสันติภาพนี้ โดยอังกฤษระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า จะไม่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ขณะที่นายทรัมป์บอกกับผู้นำโลกที่มารวมตัวกันในพิธีว่า คณะกรรมการของเขาจะทำงานร่วมกับสหประชาชาติ

ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของพิธีดังกล่าว ถูกใช้ไปกับการหารือแผนการในอนาคตสำหรับฉนวนกาซา ที่พังพินาศเพราะสงคราม โดยคณะบริหารกาซาชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง กล่าวผ่านข้อความวิดีโอว่า ด่านพรมแดนราฟาห์ระหว่างอียิปต์และฉนวนกาซาจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งทั้งสองทิศทางในสัปดาห์หน้า

จากนั้น จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ซึ่งเป็นอดีตนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกัน นำเสนอสไลด์ที่เขาเรียกว่าเป็น “แผนแม่บท” (Master Plan) สำหรับการฟื้นฟูบูรณะ โดยในสไลด์ประกอบด้วยแผนที่ของการจัดตั้งนิคมแห่งใหม่ในฉนวนกาซา และภาพจำลองของโรงแรมและอพาร์ตเมนต์ริมทะเลที่หรูหราสวยงาม ภายใต้คำบรรยายว่า “นิว กาซา”

“ที่นี่สามารถเป็นความหวัง และสามารถเป็นจุดหมายปลายทางได้” คุชเนอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ระบุว่า กลุ่มฮามาสต้องวางอาวุธตามข้อตกลงหยุดยิงเฟสถัดไป มิเช่นนั้นจะถือเป็นจุดจบของพวกเขา ผู้นำสหรัฐฯ เสริมอีกว่า ตนเองพร้อมที่จะ “พูดคุย” กับอิหร่านซึ่งเป็นศัตรูของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย

ทั้งนี้ ตัวแทนจาก 19 ประเทศที่ร่วมอยู่บนเวทีกับทรัมป์ ประกอบด้วยพันธมิตรใกล้ชิดสายประชานิยมอย่าง วิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี และ ฮาเวียร์ มิเลย์ ผู้นำอาร์เจนตินา รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกลุ่มประเทศราชาธิปไตยในตะวันออกกลางหลายแห่งที่ต้องการจะผูกมิตรกับสหรัฐฯ แต่กลับไม่มีนาย เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ที่เคยบอกว่าจะมาร่วมพิธี

ทรัมป์กล่าวติดตลกเกี่ยวกับผู้ร่วมเวทีว่า “โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นผู้นำที่เป็นที่นิยมมาก แต่ในบางกรณีก็อาจจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก” ก่อนจะเสริมว่า “ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ”

ทรัมป์กล่าวอีกว่า เขาคาดหวังว่าจะมีประเทศเข้าร่วมประมาณ 50 ประเทศ แต่ขอบเขตสมาชิกภาพที่ชัดเจนทั้งหมดนั้นยังคงไม่แน่นอน ขณะที่ทางอียิปต์ระบุว่า ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี ได้ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมของทรัมป์แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้อยู่บนเวทีเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปูตินชี้ ใครเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ “ไม่ใช่เรื่องของรัสเซีย” ประเมินมูลค่าอาจสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์

ปูตินชี้ ใครเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ "ไม่ใช่เรื่องของรัสเซีย" ประเมินมูลค่าอาจสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์

22 ม.ค. 2569 16:26 น.

ปูตินชี้ ใครเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ “ไม่ใช่เรื่องของรัสเซีย” ประเมินมูลค่าอาจสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เปิดเผยระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงรัสเซียว่า รัสเซียไม่มีความกังวลหรือคัดค้านต่อกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ โดยระบุว่าเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และเดนมาร์กที่จะต้องหาข้อสรุปร่วมกันเอง เพราะไม่ใช่เรื่องของรัสเซีย

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ผลักดันแนวคิดการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งสร้างรอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป แม้รัสเซียจะจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ปูตินส่งสัญญาณว่า รัสเซียจะไม่คัดค้านความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในเรื่องนี้

ปูตินได้กล่าวพาดพิงถึงประวัติศาสตร์โดยระบุว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลเลยแม้แต่น้อย” พร้อมเสริมว่า “ที่ผ่านมาเดนมาร์กปฏิบัติกับกรีนแลนด์เหมือนเป็นอาณานิคม และมีความเข้มงวดหรืออาจจะถึงขั้นโหดร้ายด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนตอนนี้จะไม่มีใครให้ความสนใจนัก” ท่าทีดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อเดนมาร์กที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและทางทหารแก่ยูเครนมาอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำรัสเซียยังได้วิเคราะห์ถึงมูลค่าของเกาะกรีนแลนด์ โดยยกตัวอย่างประวัติศาสตร์ที่รัสเซียเคยขายอลาสก้าให้สหรัฐฯ ในปี 1867 ด้วยราคา 7.2 ล้านดอลลาร์ และกรณีที่เดนมาร์กขายหมู่เกาะเวอร์จินให้กับสหรัฐฯ ในปี 1917 ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของการซื้อขายดินแดน

ปูตินคาดการณ์ว่า เมื่อคำนวณจากอัตราเงินเฟ้อ ขนาดพื้นที่ที่ใหญ่กว่ารัฐอะลาสกา และราคาทองคำที่เปลี่ยนแปลงไป การซื้อกรีนแลนด์อาจมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 31,345 ล้านบาท ซึ่งเขามองว่าเป็นตัวเลขที่รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถจ่ายได้อย่างสบาย

ในวันเดียวกัน ณ เมืองดาวอส ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลดท่าทีข่มขู่ที่จะใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกดดันเดนมาร์ก และยืนยันว่าจะไม่มีการใช้กำลังทหารเพื่อยึดครองเกาะดังกล่าว แต่ระบุว่ามีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาทดินแดนกึ่งปกครองตนเองแห่งนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความร้าวฉานระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรปมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แม้จะแสดงท่าทีไม่พอใจที่ถูกสหรัฐฯ กล่าวหาว่ามีแผนจะฮุบกรีนแลนด์เช่นกัน แต่ก็ระมัดระวังที่จะไม่วิจารณ์ทรัมป์โดยตรง เนื่องจากทรัมป์กำลังพยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางในการยุติสงครามในยูเครน โดยนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุเพิ่มเติมว่ากรีนแลนด์ซึ่งเป็นเกาะที่อุดมด้วยทรัพยากร “ไม่ใช่ส่วนหนึ่งโดยธรรมชาติ” ของเดนมาร์กอยู่แล้ว.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ ถอนตัวองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการวันนี้ “ทรัมป์” เมินจ่ายค่าธรรมเนียม 260 ล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ ถอนตัวองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการวันนี้ "ทรัมป์" เมินจ่ายค่าธรรมเนียม 260 ล้านดอลลาร์

22 ม.ค. 2569 15:32 น.

สหรัฐฯ ถอนตัวองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการวันนี้ “ทรัมป์” เมินจ่ายค่าธรรมเนียม 260 ล้านดอลลาร์

สหรัฐอเมริกายุติสมาชิกภาพกับองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีนี้ (22 ม.ค.) ตามคำสั่ง “โดนัลด์ ทรัมป์” ท่ามกลางประเด็นเรื่องค้างชำระค่าธรรมเนียมสมาชิกก่อนการถอนตัว กว่า 8,100 ล้านบาท ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน การขาดชาติขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ จะทำให้ระบบเฝ้าระวังโรคระบาดทั่วโลกอ่อนแอลง และทำ WHO เผชิญวิกฤตงบประมาณจนต้องเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่

สหรัฐอเมริกามีกำหนดการถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างเป็นทางการในวันนี้ (22 ม.ค.) ซึ่งถือเป็นผลจากการตัดสินใจตั้งแต่วันแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในปี 2025 โดยการลาออกครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการละเมิดกฎหมายสหรัฐฯ ที่ระบุว่ารัฐบาลจะต้องชำระค่าธรรมเนียมสมาชิกที่ค้างอยู่ให้ครบถ้วนก่อนการถอนตัว ซึ่งปัจจุบันมียอดค้างชำระอยู่ที่ประมาณ 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,157 ล้านบาท)

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุผ่านอีเมลว่า ความล้มเหลวของ WHO ในการกักกันและแบ่งปันข้อมูลโรคระบาดที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ “ชาวอเมริกันจ่ายเงินให้องค์กรนี้มากเกินพอแล้ว และความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อเมริกาได้รับนั้น มันเกินกว่าหนี้สินทางการเงินใดๆ ที่ติดค้างอยู่กับองค์กรนี้” พร้อมยืนยันว่าประธานาธิบดีได้ใช้อำนาจสั่งระงับการถ่ายโอนทรัพยากรและงบประมาณทุกรูปแบบไปยัง WHO เรียบร้อยแล้ว

การขาดหายไปของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด หรือคิดเป็น 18% ของงบประมาณทั้งหมด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ WHO โดยล่าสุดทางองค์กรได้ประกาศลดจำนวนทีมบริหารลงครึ่งหนึ่ง และมีแผนจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 1 ใน 4 ของทั้งหมดภายในกลางปีนี้ เพื่อประหยัดงบประมาณและปรับขนาดองค์กรให้รอดพ้นจากวิกฤตทางการเงิน

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO แสดงความหวังว่าสหรัฐฯ จะพิจารณากลับเข้ามาร่วมใหม่ในอนาคต โดยย้ำว่า “การถอนตัวครั้งนี้คือความพ่ายแพ้ของทั้งสหรัฐฯ และโลก” เช่นเดียวกับ บิล เกตส์ ประธานมูลนิธิเกตส์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ในการประชุมที่เมืองดาวอสว่า เขาไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะกลับเข้าร่วมในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าโลกจะยังต้องการ WHO เพื่อตรวจจับและรับมือกับภัยคุกคามด้านสุขภาพก็ตาม

ด้านลอว์เรนซ์ กอสติน ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสาธารณสุขโลกแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ให้ความเห็นว่า “นี่คือการละเมิดกฎหมายสหรัฐฯ อย่างชัดเจน แต่ทรัมป์ก็น่าจะรอดพ้นจากความผิดนี้ไปได้”

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารของ WHO มีกำหนดการประชุมในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกไปอย่างเป็นทางการ.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้ประกาศใช้กฎหมาย AI ครั้งแรกของโลก สตาร์ทอัพหวั่นฉุดรั้งนวัตกรรม

เกาหลีใต้ประกาศใช้กฎหมาย AI ครั้งแรกของโลก สตาร์ทอัพหวั่นฉุดรั้งนวัตกรรม

22 ม.ค. 2569 14:54 น.

เกาหลีใต้ประกาศใช้กฎหมาย AI ครั้งแรกของโลก สตาร์ทอัพหวั่นฉุดรั้งนวัตกรรม

รัฐบาลเกาหลีใต้เดินหน้าบังคับใช้ “กฎหมายพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์” (AI Basic Act) หวังปูทางสู่มหาอำนาจ AI ท็อป 3 ของโลก ชูจุดเด่นบังคับใช้การควบคุมโดยมนุษย์ในกลุ่มความเสี่ยงสูง พร้อมสั่งติดป้ายกำกับคอนเทนต์จาก AI ให้ชัดเจน ฝั่งสตาร์ทอัพโอด กฎระเบียบกำกวมและภาระด้านการปฏิบัติตามอาจฉุดรั้งขีดความสามารถการแข่งขัน

รัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มบังคับใช้ “กฎหมายพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์” (AI Basic Act) ในวันนี้ (22 ม.ค.) โดยระบุว่าเป็นชุดกฎหมายกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ที่ครอบคลุมฉบับแรกของโลก มีเป้าหมายเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในภาคเอไอ พร้อมวางตำแหน่งประเทศให้เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มสตาร์ตอัพแสดงความกังวลว่าภาระการปฏิบัติตามกฎหมายอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต

กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ก่อนความพยายามลักษณะเดียวกันในยุโรป ซึ่งกฎหมาย EU AI Act จะทยอยบังคับใช้เป็นระยะจนถึงปี 2027 ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันทั่วโลกเกี่ยวกับการกำกับดูแลเอไอ โดยสหรัฐฯ สนับสนุนแนวทางผ่อนคลายเพื่อไม่ให้ขัดขวางนวัตกรรม ขณะที่จีนเริ่มออกกฎบางส่วนและเสนอจัดตั้งกลไกประสานการกำกับดูแลระดับโลก

สาระสำคัญของกฎหมายเกาหลีใต้กำหนดให้บริษัทต้องมีการกำกับดูแลโดยมนุษย์ในระบบเอไอที่มี “ผลกระทบสูง” ครอบคลุมด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ การผลิตน้ำดื่ม ระบบขนส่ง การแพทย์ และการเงิน เช่น การประเมินเครดิตและคัดกรองสินเชื่อ 

นอกจากนี้ บริษัทต้องแจ้งผู้ใช้งานล่วงหน้าหากมีการนำ AI มาใช้ในบริการ และต้องติดป้ายกำกับ ผลผลิตที่สร้างจาก AI ให้ชัดเจน โดยเฉพาะในรายที่แยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือสิ่งที่ AI สร้างขึ้น อย่างไรก็ดี บทลงโทษมีอัตราสูง เช่น การไม่ติดป้ายกำกับ AI  อาจถูกปรับสูงสุด 30 ล้านวอน หรือราว 641,000 บาท

กระทรวงวิทยาศาสตร์และไอซีทีระบุว่า กรอบกฎหมายนี้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการนำเอไอไปใช้ ควบคู่กับการสร้างฐานความปลอดภัยและความไว้วางใจ โดยร่างกฎหมายผ่านการหารืออย่างกว้างขวาง และภาคธุรกิจจะได้รับช่วงผ่อนผันอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนที่รัฐจะเริ่มบังคับใช้บทลงโทษทางปกครอง

ด้านนายแบ คยอง-ฮุน รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และไอซีที อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัย AI จาก LG  ระบุว่า กฎหมายนี้เป็น “รากฐานเชิงสถาบันที่สำคัญ” ต่อเป้าหมายของเกาหลีใต้ในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสามมหาอำนาจ AI ของโลก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสตาร์ทอัพ Startup Alliance แสดงความกังวลอย่างมาก และไม่พอใจที่รายละเอียดสำคัญยังไม่ชัดเจน โดยระบุว่ารายละเอียดในข้อกฎหมายบางส่วนยังมีความคลุมเครือ ซึ่งอาจทำให้บริษัทเลือกแนวทางที่ “เพลย์เซฟ” เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบมากเกินไปจนขัดขวางการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า “ทำไมเกาหลีใต้ต้องรีบเป็นประเทศแรกที่ทำเรื่องนี้?” ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกที่ดุเดือด

กระทรวงฯ ระบุว่าจะจัดตั้งแพลตฟอร์มคำแนะนำและศูนย์สนับสนุนเฉพาะช่วงผ่อนผัน พร้อมพิจารณามาตรการลดภาระอุตสาหกรรม รวมถึงความเป็นไปได้ในการขยายระยะเวลาผ่อนผัน หากสถานการณ์ในและต่างประเทศเอื้ออำนวย.

ที่มา Reuters

อดีต ผบ.ทบ. มาเลเซีย-ภรรยาคนที่ 3 ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินกว่า 17 ล้านบาท

อดีต ผบ.ทบ. มาเลเซีย-ภรรยาคนที่ 3 ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินกว่า 17 ล้านบาท

22 ม.ค. 2569 13:25 น.

อดีต ผบ.ทบ. มาเลเซีย-ภรรยาคนที่ 3 ถูกตั้งข้อหาฟอกเงินกว่า 17 ล้านบาท

อดีตผู้บัญชาการทหารบกมาเลเซีย และภรรยาคนที่ 3 เข้ารับฟังข้อหาฟอกเงินรวมเกือบ 2.2 ล้านริงกิต  หรือกว่า 17 ล้านบาท หลังตกเป็นเป้าหมายในปฏิบัติการกวาดล้างทุจริตครั้งใหญ่ในกองทัพ ด้านนายกฯ “อันวาร์ อิบราฮิม” สั่งระงับการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดของกองทัพและตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดี พร้อมย้ำ “กองทัพไม่ใช่ที่สำหรับคนโกง”

อดีตนายทหารระดับสูงของมาเลเซีย มูฮัมหมัด ฮาฟิซุดดีน จันตัน วัย 58 ปี อดีตผู้บัญชาการทหารบก และ ซัลวานี อานูอาร์ วัย 26 ปี ภรรยาคนที่ 3 ถูกนำตัวขึ้นศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีทุจริตในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยทั้งคู่ถูกดำเนินคดีแยกกัน โดยถูกตั้งข้อหาคนละ 4 กระทง ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และรายได้จากกิจกรรมผิดกฎหมาย 

เอกสารคำฟ้องระบุว่า ฮาฟิซุดดีนถูกกล่าวหาว่าได้รับเงินจากการกระทำผิดกฎหมายจำนวนประมาณ 2.1 ล้านริงกิต (ราว 16.28 ล้านบาท) ขณะที่ซัลวานีถูกกล่าวหาว่ารับเงินผิดกฎหมายจำนวน 77,000 ริงกิต (ราว 5 .97 แสนบาท) ทั้งคู่ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา 

โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 250,000 ริงกิต และ 30,000 ริงกิต ตามลำดับ พร้อมสั่งยึดหนังสือเดินทางและต้องเข้ารายงานตัวต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งมาเลเซีย (MACC) ทุกเดือน ทั้งสองอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี และปรับอย่างน้อย 5 เท่าของมูลค่าเงินที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ต่ำกว่า 5 ล้านริงกิต

MACC ระบุว่า ในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค. ฮาฟิซุดดีนจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 2 กระทงที่ศาลพิเศษเมืองชาห์อาลัม ขณะที่ซัลวานีจะถูกตั้งข้อหาอีก 1 กระทงที่ศาลเมืองเจอร์ตีห์ รัฐตรังกานู ในวันที่ 26 มกราคม

นอกจากคดีของอดีต ผบ.ทบ. แล้ว MACC เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับ นิซาม จาฟฟาร์อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในความผิดทางอาญาฐานละเมิดทรัสต์ และการรับสินบนในวันศุกร์นี้ด้วย โดยนิซามเพิ่งลาพักร้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก่อนจะถึงกำหนดเกษียณอายุในเดือนสิงหาคมนี้

ปัจจุบัน MACC ได้สั่งอายัดทรัพย์สินทั้งเงินสด ทองคำ และสินค้าหรูหรา รวมมูลค่ากว่า 52 ล้านริงกิต (ราว 403 ล้านบาท) จากบัญชีธนาคารกว่า 80 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพ และมีการจับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 23 ราย ทั้งนายทหารและพลเรือน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปภาคส่วนความมั่นคง โดยระบุว่ากองทัพเป็นที่ที่มีการ “ยักยอก” และ “ขโมย”  มานาน ซึ่งการทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ

ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศระงับการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดที่เกี่ยวพันกับการสืบสวนของ MACC และเตรียมตรวจสอบสัญญาที่ได้รับอนุมัติไปแล้วทั้งหมดใหม่ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นและสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในกองทัพมาเลเซียอีกครั้ง.

ที่มา CNA

ฮ่องกงพิจารณาคดี 3 แกนนำจัดงานรำลึก “เทียนอันเหมิน” ข้อหายุยงบ่อนทำลายอำนาจรัฐ

ฮ่องกงพิจารณาคดี 3 แกนนำจัดงานรำลึก "เทียนอันเหมิน" ข้อหายุยงบ่อนทำลายอำนาจรัฐ

22 ม.ค. 2569 12:32 น.

ฮ่องกงพิจารณาคดี 3 แกนนำจัดงานรำลึก “เทียนอันเหมิน” ข้อหายุยงบ่อนทำลายอำนาจรัฐ

ศาลฮ่องกงเริ่มพิจารณาคดีความมั่นคงกับ 3 นักเคลื่อนไหวอดีตผู้จัดงานจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเหมิน หลังถูกคุมขังมานานกว่า 3 ปี โดยถูกตั้งข้อหา “ยุยงให้บ่อนทำลายอำนาจรัฐ” ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชนชี้เป็นความพยายาม “ชำระประวัติศาสตร์” ขณะที่ทางการยันทำตามกฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคง

การพิจารณาคดีครั้งสำคัญภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเริ่มต้นขึ้นวันนี้ (22 ม.ค.) โดยจำเลยคืออดีตผู้นำกลุ่ม “Hong Kong Alliance” ซึ่งเป็นกลุ่มที่จัดงานจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (4 มิถุนายน 1989) มาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ก่อนจะถูกสั่งยุบกลุ่มไปในปี 2021

จำเลยในคดีนี้ประกอบด้วย โจว หัง-ถง (Chow Hang-tung) และ ลี จวัก-หยาน (Lee Cheuk-yan) ซึ่งทั้งคู่ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่จำเลยคนที่สามคือ อัลเบิร์ต โฮ (Albert Ho) ให้การรับสารภาพ โดยทั้งหมดเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ในข้อหาปลุกระดมให้เกิดการล้มล้างอำนาจรัฐ จากการที่กลุ่มมักเรียกร้องให้ “ยุติการปกครองโดยพรรคเดียว” ในจีน

ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ประชาชนราว 70 คนไปเข้าแถวรอฟังการพิจารณาคดีตั้งแต่เช้ามืด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนายตรึงกำลังรอบศาลอย่างเข้มงวด อดีตผู้เข้าร่วมงานรำลึกระบุว่า งานจุดเทียนที่สวนสาธารณะวิกตอเรียเคยเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าระบบการเมืองของฮ่องกงแตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยสิ้นเชิง

อัยการเตรียมใช้หลักฐานจากบันทึกของบริษัท เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย คลิปวิดีโอการปราศรัยต่อสาธารณะ และหลักฐานที่ยึดได้จากพิพิธภัณฑ์เทียนอันเหมินที่ถูกสั่งปิดไปแล้ว ด้านองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล วิจารณ์ว่าการพิจารณาคดีนี้ไม่ใช่เรื่องของความมั่นคง แต่เป็นการพยายามเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่เพื่อลบความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ส่วนฮิวแมนไรท์วอทช์เรียกร้องให้ยกเลิกข้อกล่าวหาและปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวทั้งหมด

ศาลฮ่องกงยืนยันว่าการพิจารณาคดีจะดำเนินไปตามตัวบทกฎหมายและพยานหลักฐานเท่านั้น โดยจะไม่ยอมให้ศาลกลายเป็นเครื่องมือในการกดขี่ทางการเมืองตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ซึ่งคดีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ ต่อเนื่องจากการตัดสินจำคุก จิมมี่ ไหล (Jimmy Lai) เจ้าพ่อสื่อเมื่อเดือนที่ผ่านมา

ฮ่องกงเคยเป็นหนึ่งในสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในดินแดนของจีนที่ผู้คนสามารถรวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงการปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างรุนแรงในปี 1989 แต่ทางการสั่งห้ามการชุมนุมเหล่านี้ในปี 2020 โดยอ้างนโยบายเกี่ยวกับโควิด-19 แต่ก็ไม่เคยกลับมาจัดอีก นอกจากนี้ ปี 2020 ยังเป็นปีที่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งทำให้การกระทำที่เห็นต่างในวงกว้างเป็นสิ่งผิดกฎหมาย มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

กลุ่ม Hong Kong Alliance ก่อตั้งขึ้นในปี 1989 เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในกรุงปักกิ่ง โดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้ส่งทหารและรถถังไปปราบปรามการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในเวลานั้นมีผู้ประท้วงมารวมตัวกันหลายหมื่นคน และคาดการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตตั้งแต่ไม่กี่ร้อยคนไปจนถึงหลายพันคน กลุ่มได้กลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่เรียกร้องให้รัฐบาลจีนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นองเลือด ปล่อยตัวนักโทษการเมือง และปฏิรูปประชาธิปไตย.

ที่มา AFP BBC

สุดทึ่ง วัวแสนฉลาด ใช้แปรงเกาหลังด้วยตัวเอง นักวิจัยชี้โคฉลาดกว่าที่คิด

สุดทึ่ง วัวแสนฉลาด ใช้แปรงเกาหลังด้วยตัวเอง นักวิจัยชี้โคฉลาดกว่าที่คิด

22 ม.ค. 2569 12:20 น.

สุดทึ่ง วัวแสนฉลาด ใช้แปรงเกาหลังด้วยตัวเอง นักวิจัยชี้โคฉลาดกว่าที่คิด

งานวิจัยใหม่สร้างความฮือฮาในแวดวงวิทยาศาสตร์ เมื่อพบว่าวัวสามารถใช้เครื่องมือ ได้อย่างมีจุดประสงค์ท้าทายหักล้างความเชื่อเดิมที่มองว่าสัตว์ประเภทนี้มีขีดจำกัดด้านสติปัญญา 

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology เมื่อวันที่ 19 มกราคม ระบุว่า นี่คือกรณีแรกที่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการว่าวัวสามารถใช้เครื่องมือได้ โดยตัวเอกของการศึกษาคือ เจ้าเวโรนิกา วัวพันธุ์สวิสบราวน์ ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านคารินเทีย และถูกเลี้ยงดูเสมือนสมาชิกในครอบครัวโดยเจ้าของซึ่งเป็นเกษตรกรอินทรีย์

นักวิทยาศาสตร์พบว่า เวโรนิกาสามารถใช้แปรงและไม้ในลักษณะที่ตั้งใจ เธอเลือกใช้ปลายแปรงที่มีขนแข็งเกาบริเวณหลังที่แข็งแรงและกว้าง ขณะที่เมื่อเกาบริเวณท้องหรือส่วนล่างซึ่งบอบบางกว่า เธอจะสลับไปใช้ด้ามแปรงที่เรียบ และยังปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวให้เหมาะสม ทั้งแรง ความเร็ว และทิศทาง

นักวิจัยระบุว่า พฤติกรรมนี้เข้าข่ายการใช้เครื่องมือแบบยืดหยุ่นและหลากหลายหน้าที่ ซึ่งพบได้ในสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดนอกเหนือจากมนุษย์ เช่น ลิงชิมแปนซี โดยแม้ว่าวัวจะต้องใช้ปากแทนมือในการควบคุมเครื่องมือ แต่เวโรนิกากลับสามารถชดเชยข้อจำกัดทางร่างกายได้อย่างน่าทึ่ง

ทีมวิจัยเชื่อว่า สภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากวัวทั่วไป ทั้งอายุยืน การมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ และการได้อยู่ในพื้นที่เปิดที่หลากหลาย อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสให้เกิดพฤติกรรมเชิงสำรวจและการเรียนรู้ขั้นสูง

นักวิทยาศาสตร์ยังเชิญชวนเกษตรกรและผู้เลี้ยงวัวรายอื่น หากเคยพบเห็นพฤติกรรมคล้ายกัน ให้ร่วมส่งข้อมูลเพิ่มเติมด้วย.

ที่มา : sciencealert.com

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วัวแสนรู้

ปธน.มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ ถูกยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งจากโครงการแก้น้ำท่วมลวงโลก

ปธน.มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ ถูกยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งจากโครงการแก้น้ำท่วมลวงโลก

22 ม.ค. 2569 12:05 น.

ปธน.มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ ถูกยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่งจากโครงการแก้น้ำท่วมลวงโลก

ภาคประชาชนฟิลิปปินส์ยื่นเรื่องร้องเรียนให้ถอดถอนประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ฺ มาร์กอส จูเนียร์ ชี้โครงการแก้น้ำท่วมลวงในงบชาติ ทำรัฐสูญเงินกว่า 5.45 แสนล้านเปโซ

วันที่ 22 มกราคม 2569 กลุ่มภาคประชาชนของฟิลิปปินส์ยื่นคำร้องเรียนให้มีการถอดถอน ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ออกจากตำแหน่ง โดยกล่าวหาว่าประธานิบดีมาร์กอส มีส่วนพัวพันการทุจริตอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการควบคุมน้ำท่วมที่ไม่มีอยู่จริง ส่งผลให้เงินภาษีประชาชนสูญหายเป็นมูลค่ามหาศาล

กลุ่มมาคาบายัน ซึ่งเป็นแนวร่วมพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย ระบุว่า ได้ยื่นเอกสารต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตามระเบียบของสภา แม้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะไม่อยู่ในเวลานั้นก็ตาม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ ที่ระบุว่าพลเมืองคนใดก็สามารถยื่นคำร้องถอดถอนได้ หากมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยหนึ่งคนให้การรับรอง

คำร้องระบุว่า ประธานาธิบดีมาร์กอสละเมิดความไว้วางใจของประชาชน ด้วยการอัดโครงการลงในงบประมาณแผ่นดิน เพื่อเบี่ยงเบนงบไปยังพันธมิตรทางการเมือง ขณะที่กระแสไม่พอใจต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีอยู่จริงทวีความรุนแรงมาหลายเดือน หลังหลายเมืองถูกน้ำท่วมหนักจากอิทธิพลพายุไต้ฝุ่นรุนแรงตลอดปีที่ผ่านมา

โดยเนื้อหาคำร้องที่ถูกส่งถึงสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ประธานาธิบดีมาร์กอสได้จัดตั้งกลไกดูดเงิน จากงบแก้ปัญหาน้ำท่วมกว่า 545,600 ล้านเปโซ หรือราว 349,000 ล้านบาท  ส่งต่อให้กลุ่มนายทุนและผู้รับเหมาที่ใกล้ชิด และเปลี่ยนเงินสาธารณะให้กลายเป็นทุนทางการเมืองสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2568 

คำร้องยังกล่าวหาว่า มาร์กอสมีส่วนเรียกรับเงินใต้โต๊ะ โดยอ้างอิงคำกล่าวหาของอดีต ส.ส.รายหนึ่ง ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศระหว่างถูกสอบสวน ด้านประธานาธิบดีมาร์กอสย้ำมาโดยตลอดว่า เขาเป็นผู้หยิบยกปัญหาโครงการนี้ขึ้นมาตรวจสอบเอง และผลักดันการสอบสวนจนมีผู้บริหารบริษัทก่อสร้าง ข้าราชการ และนักการเมืองจำนวนมากถูกพาดพิง 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า โอกาสที่คณะกรรมาธิการยุติธรรมของสภาจะรับรองเรื่องนี้มีน้อยมาก และยิ่งน้อยลงไปอีกในที่ประชุมใหญ่ เพราะประธานาธิบดียังได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ส่วนใหญ่

ที่มา AFP

“ทรัมป์” ดึง 7 ชาติมุสลิมร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” หวังดับไฟสงครามกาซา

"ทรัมป์" ดึง 7 ชาติมุสลิมร่วม "คณะกรรมการสันติภาพ" หวังดับไฟสงครามกาซา

22 ม.ค. 2569 11:42 น.

“ทรัมป์” ดึง 7 ชาติมุสลิมร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” หวังดับไฟสงครามกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รุกคืบแผนสันติภาพโลก ล่าสุด 7 ประเทศนำโดยซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และตุรกี ตอบรับเข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” เพื่อฟื้นฟูกาซา ขณะที่รัสเซียยังสงวนท่าทีขอศึกษารายละเอียดก่อน ด้านอิสราเอลออกอาการไม่พอใจหลังทรัมป์ดึงตุรกี-กาตาร์เข้าร่วมบริหารโดยไม่ปรึกษา

ในการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญของโครงการ “คณะกรรมการแห่งสันติภาพ” (Board of Peace) โดยระบุว่ามีอีก 7 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน, อินโดนีเซีย, ปากีสถาน และกาตาร์ ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพื่อเข้าร่วมกลุ่มอย่างเป็นทางการ ตามหลังอิสราเอลที่ยืนยันไปก่อนหน้านี้

ทรัมป์อ้างว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียได้ตอบรับคำเชิญแล้ว แต่ทางทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า “กำลังพิจารณา” อย่างไรก็ตาม ปูตินเปรยว่ารัสเซียพร้อมจะสนับสนุนเงิน 1 พันล้านดอลลาร์จากทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้เพื่อภารกิจในตะวันออกกลาง ขณะที่ทางวาติกันระบุว่าสมเด็จพระสันตาปาปาเลโอทรงได้รับคำเชิญแล้ว แต่ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ ส่วนสโลวีเนียเป็นประเทศแรกที่ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าองค์กรนี้แทรกแซงระเบียบโลกเดิม

ร่างธรรมนูญของคณะกรรมการชุดนี้ระบุว่าจะเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีอำนาจตามกฎหมายสากล โดยมี โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธาน และตัวแทนสหรัฐฯ ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแต่งตั้งบอร์ดบริหารและยุบเลิกหน่วยงานย่อย สมาชิกที่บริจาคเงิน 1 พันล้านดอลลาร์จะได้รับที่นั่งถาวร ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่คือความพยายามสร้างองค์กรขึ้นมาทำงานแทนที่บางบทบาทของสหประชาชาติ 

แม้เป้าหมายหลักคือการดูแลการหยุดยิงและฟื้นฟูกาซา แต่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ได้แสดงความไม่พอใจที่ทรัมป์แต่งตั้งตัวแทนจากตุรกีและกาตาร์เข้ามาในบอร์ดบริหารโดยไม่ได้ประสานงานกับอิสราเอลก่อน

ปัจจุบันสถานการณ์ในกาซายังคงเปราะบาง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงในระยะแรก เพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันและนักโทษ แต่การจะก้าวไปสู่ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการถอนทหารและปลดอาวุธกลุ่มฮามาสยังคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากฮามาสปฏิเสธที่จะวางอาวุธหากไม่มีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตในกาซานับตั้งแต่เริ่มสงครามพุ่งสูงกว่า 71,550 รายแล้ว

รายชื่อประเทศที่เข้าร่วมแล้วในปัจจุบัน กลุ่มใหม่ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน, อินโดนีเซีย, ปากีสถาน, กาตาร์ ส่วนกลุ่มเดิม ได้แก่ อิสราเอล, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, แอลเบเนีย, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, เบลารุส, ฮังการี, คาซัคสถาน, โมร็อกโก และเวียดนาม.

ที่มา BBC

ตำรวจชิลีจับผู้ต้องสงสัยวางเพลิงไฟป่ามรณะ คร่า 21 ศพ เผาบ้านวอดนับร้อยหลัง

ตำรวจชิลีจับผู้ต้องสงสัยวางเพลิงไฟป่ามรณะ คร่า 21 ศพ เผาบ้านวอดนับร้อยหลัง

22 ม.ค. 2569 11:16 น.

ตำรวจชิลีจับผู้ต้องสงสัยวางเพลิงไฟป่ามรณะ คร่า 21 ศพ เผาบ้านวอดนับร้อยหลัง

ตำรวจชิลีจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุไฟป่าทางภาคใต้ตอนกลางของประเทศ คร่าชีวิตประชาชน 21 ศพ ใช้น้ำมันเร่งไฟทุ่งข้าวสาลี ไฟลามหนัก 3 แคว้น บ้านพังราว 800 หลัง ประชาชนเดือดร้อนกว่า 2 หมื่นคน

วันที่ 22 มกราคม 2569 นายหลุยส์ กอร์เดโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของชิลี แถลงว่า ตำรวจสามารถจับกุมชายต้องสงสัยรายหนึ่ง ฐานมีส่วนก่อเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนกลางของประเทศ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 21 ศพ และเผาทำลายชุมชนทั้งย่านจนราบเป็นหน้ากลอง

ทางการเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสารเร่งไฟ จุดไฟในทุ่งข้าวสาลี โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดเชื้อเพลิงได้ประมาณ 5 ลิตร หรือมากกว่าหนึ่งแกลลอน ขณะเข้าจับกุมช่วงเช้ามืดในเมืองเปร์เกนโก แคว้นอาเราโกเนีย ทางตอนใต้ของแคว้นบีโอบีโอ

โดยไฟป่าเริ่มปะทุขึ้นพร้อมกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในหลายจุดของแคว้นบีโอบีโอและนูเบล ห่างจากกรุงซันติอาโกราว 500 กิโลเมตร ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วจากแรงลมจัดและอุณหภูมิสูง เผาผลาญเมืองชายฝั่งอย่างเปงโก ลีร์เกน และปุนตา เด ปาร์รา เหลือเพียงซากปรักหักพังสีดำ

ทางด้านนายอัลบาโร เอลิซัลเด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในการแถลงข่าวว่า มีประชาชนราว 20,000 คนได้รับความเสียหายด้านทรัพย์สิน บ้านเรือนอย่างน้อย 800 หลังถูกไฟเผาทำลาย

ขณะที่ประธานาธิบดีกาเบรียล บอริช เดินทางลงพื้นที่แคว้นบีโอบีโอในวันเดียวกัน พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลกำลังใช้เครื่องจักรหนักเปิดทางสัญจร เก็บกวาดซากปรักหักพัง และยังคงเร่งควบคุมไฟป่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ยังอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉิน

ข้อมูลจากหน่วยงานป่าไม้แห่งชาติระบุว่า เมื่อวันพุธ ที่ผ่านมานักผจญเพลิงยังต้องต่อสู้กับไฟป่ารวม 35 จุด แบ่งเป็น 22 จุดในบีโอบีโอ 5 จุดในนูเบล และ 8 จุดในอาเราโกเนีย อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิที่ลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเริ่มช่วยบรรเทาความรุนแรงของไฟ.

ที่มา AFP