EU เล็งระงับ การอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ปมกรีนแลนด์

EU เล็งระงับ การอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ปมกรีนแลนด์

21 ม.ค. 2569 00:53 น.

EU เล็งระงับ การอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ปมกรีนแลนด์

บีบีซี เผย สหภาพยุโรปเตรียมระงับการอนุมัติข้อตกลงภาษีที่พวกเขาทำไว้กับสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่ตั้งกำแพงภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์

สำนักข่าว บีบีซี รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ ว่า รัฐสภายุโรปกำลังวางแผนที่จะระงับการอนุมัติข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน โดยคาดว่าจะมีการประกาศการระงับข้อตกลงดังกล่าว ณ เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ในวันพุธนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว หากเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปอีกระลอก ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เร่งความพยายามในการเข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์ พร้อมทั้งขู่จะเก็บภาษีนำเข้าใหม่จากชาติยุโรป ที่แสดงการต่อต้านแผนการของเขา เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดเงิน และทำให้เกิดการพูดถึงเรื่องสงครามการค้าอีกครั้ง รวมถึงความเป็นไปได้ในการตอบโต้สหรัฐฯ สำหรับมาตรการทางการค้าดังกล่าวด้วย

ตลาดหุ้นของทั้งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวลดลงในวันอังคาร โดยตลาดหุ้นยุโรปเผชิญกับภาวะขาดทุนต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ขณะที่ดัชนีหลักทั้งสามของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงมากกว่า 1% ในช่วงเช้าของการซื้อขาย

ทางด้านตลาดเงิน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 1.1742 ดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินปอนด์ขยับขึ้น 0.2% ไปอยู่ที่ 1.346 ดอลลาร์

ทั้งนี้ ข้อตกลงภาษีระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษีนำเข้าต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลกเมื่อเดือนเมษายนปี 2568 โดยข้อตกลงดังกล่าวจะลดอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บลงจาก 30% เหลือ 15% แลกกับการที่ยุโรปจะลงทุนในสหรัฐฯ และปรับเปลี่ยนมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังคงต้องรอการอนุมัติจากรัฐสภายุโรปเพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีระลอกใหม่จากความขัดแย้งเรื่องเกาะกรีนแลนด์ นายแมนเฟรด เวเบอร์ สมาชิกรัฐสภายุโรปผู้ทรงอิทธิพลชาวเยอรมัน ก็ออกมากล่าวว่า “การอนุมัติ (ข้อตกลง) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะนี้”

ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปได้สั่งระงับแผนการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเดิมทีตั้งเป้าไปที่สินค้าจากอเมริกาคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9.3 หมื่นล้านยูโร ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากัน

อย่างไรก็ตาม การพักมาตรการตอบโต้ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งหมายความว่ามาตรการภาษีของสหภาพยุโรปจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เว้นแต่ว่าทางกลุ่มจะตัดสินใจขยายเวลาออกไปหรือให้การอนุมัติข้อตกลงฉบับใหม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษอนุมัติ สร้างสถานทูตจีนขนาดยักษ์ หลังแผนชะงักมา 3 ปี

อังกฤษอนุมัติ สร้างสถานทูตจีนขนาดยักษ์ หลังแผนชะงักมา 3 ปี

20 ม.ค. 2569 23:01 น.

อังกฤษอนุมัติ สร้างสถานทูตจีนขนาดยักษ์ หลังแผนชะงักมา 3 ปี

สหราชอาณาจักรอนุมัติให้จีนสร้างสถานทูตแห่งใหม่ในกรุงลอนดอนแล้ว หลังแผนชะงักมานาน 3 ปี จากความกังวลเรื่องการสอดแนม โดยจะเป็นสถานทูตจีนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรอนุมัติให้จีนดำเนินการสร้างสถานเอกอัครราชทูตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปในพื้นที่กรุงลอนดอนแล้ว โดยหวังว่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่ง แม้จะมีคำเตือนจากนักการเมืองทั้งในอังกฤษและสหรัฐฯ ว่าสถานที่แห่งนี้อาจถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการจารกรรมข้อมูล

สถานทูตดังกล่าวจะสร้างบนพื้นที่ของโรงกษาปณ์หลวงเดิม ซึ่งมีอายุกว่าสองศตวรรษใกล้กับหอคอยแห่งลอนดอน แต่แผนการหยุดชะงักมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจาก ชาวบ้านท้องถิ่น, สมาชิกรัฐสภา และกลุ่มนักรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงที่พำนักอยู่ในอังกฤษ

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร จะเดินทางเยือนจีน โดยคาดกันว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้นำอังกฤษคนแรกที่เดินทางเยือนจีน นับตั้งแต่ปี 2561 โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนของทั้งอังกฤษและจีนระบุว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ขึ้นอยู่กับการอนุมัติโครงการสถานทูตดังกล่าว

แม้จะมีความกังวลด้านความมั่นคง แต่หน่วยข่าวกรองของอังกฤษซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุมัติ ระบุว่าภัยคุกคามใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นนั้นสามารถบรรเทาหรือป้องกันได้ โดยโฆษกประธานรัฐบาลกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ความมั่นคงแห่งชาติคือหน้าที่ลำดับแรกของเรา”

อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่ยืดเยื้อมาหลายปีนี้อาจยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ เนื่องจากผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ระบุว่าจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาล โดยให้เหตุผลว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐของอังกฤษได้แอบให้คำมั่นสัญญาเป็นการส่วนตัวกับจีนว่าโครงการจะได้รับอนุมัติ ก่อนที่กระบวนการพิจารณาผังเมืองจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์

ทั้งนี้ จีนซื้อที่ดินของโรงกษาปณ์หลวงเดิมของอังกฤษเมื่อปี 2561 ในราคา 255 ล้านปอนด์ (ราว 1 หมื่นล้านบาท ในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) และจีนตั้งใจที่จะสร้างสถานทูตแห่งใหม่ให้เป็นหนึ่งในฐานปฏิบัติการทางการทูตที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 55,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่าอาคารสถานทูตจีนเดิมในลอนดอนเกือบ 10 เท่า

แต่คำขออนุญาตปลูกสร้างสถานทูตแห่งใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวถูกสภาท้องถิ่นปฏิเสธในปี 2565 จนกระทั่งปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ขอให้นายกฯ สตาร์เมอร์ เข้ามาแทรกแซงในเรื่องนี้

รัฐบาลอังกฤษได้เข้ามาดึงอำนาจการตัดสินใจเรื่องผังเมืองมาดูแลเองเมื่อปีที่แล้ว และมีการตั้งคณะไต่สวนขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน เพื่อรับฟังข้อโต้แย้งว่าควรจะอนุมัติการสร้างสถานทูตนี้หรือไม่

นักการเมืองบางส่วนในอังกฤษและสหรัฐฯ ระบุว่า ควรสั่งห้ามไม่ให้จีนก่อสร้างบนพื้นที่ใกล้กับย่านการเงินประวัติศาสตร์ของลอนดอน เนื่องจากอาจเปิดโอกาสให้รัฐบาลปักกิ่งดักฟังข้อมูลจากสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของบริษัทการเงินต่างๆ ที่พาดผ่านอยู่ใต้ดินในบริเวณนั้น

ทางด้านพรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ได้ออกมาประณามการตัดสินใจครั้งนี้ว่าเป็น “พฤติกรรมขี้ขลาดที่น่าอับอาย” จากรัฐบาลที่ “ไร้กระดูกสันหลังอย่างสิ้นเชิง”

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนในลอนดอนได้ออกแถลงการณ์สั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า ทางสถานทูตได้รับทราบการตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% บีบมาครงร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% บีบมาครงร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

20 ม.ค. 2569 21:47 น.

ทรัมป์ขู่ เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% บีบมาครงร่วมคณะกรรมการสันติภาพ

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เก็บภาษีไวน์-แชมเปญฝรั่งเศส 200% กดดัน เอ็มมานูเอล มาครง เข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ขณะที่ฝรั่งเศสโจมตีกลับว่าคำขู่เช่นนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

เมื่อวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าไวน์และแชมเปญจากฝรั่งเศสในอัตราสูงถึง 200% เพื่อบีบให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เข้าร่วม “คณะกรรมการสันติภาพ” ที่นายทรัมป์พยายามริเริ่มขึ้น เพื่อมุ่งแก้ไขความขัดแย้งทั่วโลก

โครงการริเริ่มดังกล่าวของนายทรัมป์ จะเริ่มต้นด้วยการแก้ไขปัญหาในฉนวนกาซา ก่อนจะขยายผลไปยังความขัดแย้งอื่นๆ ซึ่งโครงการนี้ได้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทขององค์การสหประชาชาติ (UN) ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดกับมาครงระบุว่า ประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีเจตนาที่จะปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมในครั้งนี้

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับจุดยืนของมาครง ทรัมป์กล่าวว่า “เขาพูดแบบนั้นเหรอ? จริงๆ ก็ไม่มีใครต้องการเขาอยู่แล้ว เพราะอีกไม่นานเขาก็จะพ้นจากตำแหน่ง” และเสริมว่า “ผมจะเก็บภาษีไวน์และแชมเปญของเขา 200% แล้วเดี๋ยวเขาก็เข้าร่วมเอง แต่จริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมก็ได้”

อนึ่ง ฝรั่งเศสมีกำหนดจัดการเลือกตั้งเพื่อหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนมาครงในปี 2570

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังได้โจมตีผู้นำฝรั่งเศสอีกระลอกด้วยการเปิดเผยข้อความส่วนตัวที่นายมาครงส่งมา ซึ่งระบุว่า เขาไม่เข้าใจการกระทำของทรัมป์ในกรณีเกี่ยวกับเกาะกรีนแลนด์

ทั้งนี้ ไวน์และสุราที่ส่งออกจากสหภาพยุโรปไปยังสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าในอัตรา 15% นับตั้งแต่ทรัมป์และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป บรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-สหภาพยุโรปเมื่อปีก่อน แต่ฝรั่งเศสพยายามล็อบบี้อย่างหนักเพื่อให้ลดอัตราให้เหลือ 0%

สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับไวน์และสุราของฝรั่งเศส โดยในปี 2567 มียอดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 3.8 พันล้านยูโร

ผู้ช่วยของประธานาธิบดีมาครงระบุว่า ทำเนียบประธานาธิบดีทราบถึงคำขู่ของนายทรัมป์แล้ว พร้อมย้ำว่า การใช้ภาษีข่มขู่เพื่อกดดันนโยบายต่างประเทศของฝ่ายที่สาม เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ด้านนายกาเบรียล ปิการ์ด ประธานสมาพันธ์ผู้ส่งออกไวน์และสุราของฝรั่งเศส (FEVS) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ (ก่อนที่จะมีคำขู่ครั้งล่าสุด) ว่า อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการดำเนินมาตรการทางการค้าก่อนหน้านี้ โดยกิจกรรมทางธุรกิจในสหรัฐฯ ลดลงถึง 20% ถึง 25% ในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาอาโซะ 3 ชีวิตยังไม่รู้ชะตากรรม

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาอาโซะ 3 ชีวิตยังไม่รู้ชะตากรรม

20 ม.ค. 2569 21:12 น.

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาอาโซะ 3 ชีวิตยังไม่รู้ชะตากรรม

เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวในญี่ปุ่น สูญหายที่ภูเขาไฟอาโซะ พร้อมลูกเรือกับผู้โดยสารรวม 3 คน โดยต่อมามีการพบเศษซากปริศนาบริเวณปล่องภูเขาไฟด้วย แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็น ฮ.ที่หายไปหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฮลิคอปเตอร์นำเที่ยวลำหนึ่งสูญหายไปในช่วงก่อนเที่ยงของวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณใกล้กับปล่องภูเขาไฟบนภูเขาอาโซะ ในจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น โดยในเวลาต่อมามีการพบเศษซากที่ดูเหมือนจะเป็นตัวเครื่องอยู่ภายในบริเวณปล่องภูเขาไฟ

บนเฮลิคอปเตอร์มีผู้โดยสารชาวไต้หวัน 2 คน และนักบินชาวญี่ปุ่นวัย 64 ปี ซึ่งมีประสบการณ์การบินมากกว่า 40 ปี โดยเครื่องเดินทางออกจากสวนสัตว์ Aso Cuddly Dominion ในเมืองอาโซะเมื่อเวลา 10.52 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อชมวิวภูเขาไฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการของสวนสัตว์แห่งนี้

บริษัท Takumi Enterprise ผู้ให้บริการเฮลิคอปเตอร์ลำที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวอยู่ระหว่างการบินนำเที่ยวเป็นรอบที่ 3 ของวัน แต่กลับขาดการติดต่อกับเฮลิคอปเตอร์หลังจากเครื่องขึ้นบินได้ประมาณ 10 นาที โดยที่ไม่มีรายงานความผิดปกติใดๆ ในระหว่างการบิน 2 รอบแรก

ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของทั้ง 3 คนบนเครื่อง โดยรัฐบาลท้องถิ่นได้ประสานงานไปยังองค์กรของชาวไต้หวันในเมืองฟุกุโอกะแล้ว เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่าผู้โดยสารทั้งสองคนเป็นนักท่องเที่ยว

ด้านเจ้าหน้าที่สำนักงานดับเพลิงระบุว่า หลังจากเวลา 16.00 น. เล็กน้อย ก็มีการตรวจพบวัตถุที่มีลักษณะคล้ายตัวเครื่องเฮลิคอปเตอร์อยู่บริเวณทางลาดชันภายในปล่องภูเขาไฟนากาดาเกะ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้ายอดเขาที่ประกอบกันเป็นภูเขาอาโซะ แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าใช่เฮลิคอปเตอร์ที่หายไปหรือไม่

พิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟอาโซะซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง ให้ข้อมูลกับสื่อว่า สภาพอากาศเหนือพื้นที่เกิดเหตุในช่วงเช้าของวันที่ 20 ม.ค. มีเมฆมาก ซึ่งส่งผลให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นเขานากาดาเกะไม่ชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : straitstimes

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

20 ม.ค. 2569 16:46 น.

ทรัมป์ปล่อยแชตส่วนตัวคุยผู้นำนาโต– ปธน.ฝรั่งเศส ลงโซเชียล กดดันยุโรปปมกรีนแลนด์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความส่วนตัวในการสนทนากับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โชว์อำนาจต่อรองปมขอซื้อ “กรีนแลนด์” หลังพลาดหวังรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2025 เจ้าตัวลั่นโลกไม่ปลอดภัยถ้าสหรัฐฯ ไม่ได้คุมกรีนแลนด์เบ็ดเสร็จ ขณะที่ยุโรปเตรียมงัดมาตรการตอบโต้ทางการค้าครั้งใหญ่

ในข้อความการสนทนากับนายรุตเตอ ซึ่งทรัมป์นำมาเผยแพร่ เลขาธิการนาโตแสดงท่าทีชื่นชมบทบาทของทรัมป์ในประเด็นซีเรีย กาซา และยูเครน พร้อมระบุว่าจะใช้เวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส เพื่อสนับสนุนผลงานของทรัมป์ และยืนยันความตั้งใจในการ “หาทางออกเกี่ยวกับกรีนแลนด์” โดยกล่าวว่า “รอคอยที่จะได้พบคุณ”

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อความจาก เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ชวนทรัมป์ร่วมรับประทานอาหารค่ำที่ปารีสเพื่อหารือทางออกเรื่องกรีนแลนด์ที่เขายัง “ไม่เข้าใจ” ในสิ่งที่ทรัมป์กำลังทำอยู่ ท่ามกลางคำขู่ของทรัมป์ที่จะเก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศสสูงถึง 200% หากฝรั่งเศสไม่ยอมร่วมวงเจรจาสันติภาพตามเงื่อนไขของเขา พร้อมระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนสอดคล้องกันในประเด็นซีเรียและอิหร่าน ทั้งนี้ ข้อความตอบกลับของทรัมป์ไม่ปรากฏในภาพที่เผยแพร่ และทำเนียบขาวยังไม่ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าว
การเปิดเผยข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์เชื่อมโยงความพยายามผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ โดยสาเหตุที่ทำให้ทรัมป์ทวีความเกรี้ยวกราด ส่วนหนึ่งมาจากความผิดหวังที่คณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2025 ให้กับ “มาเรีย คอรีนา มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา แทนที่จะเป็นเขา โดยทรัมป์ส่งข้อความหานายกฯ นอร์เวย์ว่า “ในเมื่อประเทศของคุณตัดสินใจไม่มอบรางวัลโนเบลให้ผม ผมก็ไม่มีพันธะที่จะต้องคิดถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป แต่จะคิดถึงสิ่งที่เหมาะสมสำหรับสหรัฐฯ” 

ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกนาโตและมีอธิปไตยเหนือกรีนแลนด์ โดยยืนยันว่าเดนมาร์กไม่สามารถปกป้องกรีนแลนด์จากภัยคุกคามของรัสเซียและจีนได้ และขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจากประเทศในสหภาพยุโรปหลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ หากสหรัฐฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อกรีนแลนด์

ท่าทีดังกล่าวสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของนาโต ซึ่งเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วจากสงครามยูเครน และแนวทางของทรัมป์ที่เรียกร้องให้พันธมิตรเพิ่มงบประมาณกลาโหม ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมและตลาดการเงินยุโรปเริ่มผันผวนจากความเสี่ยงการกลับมาของสงครามการค้า

ด้านเดนมาร์กย้ำว่ากรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่ซื้อขายได้ รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กระบุว่า “เราอยู่ในปี 2026 การค้าขายทำได้ แต่ไม่ใช่การซื้อขายผู้คน” ขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ยืนยันว่าดินแดนแห่งนี้ต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ภายใต้หลักการเจรจา ความเคารพ และกฎหมายระหว่างประเทศ

สหภาพยุโรปเตรียมหารือมาตรการตอบโต้ในการประชุมฉุกเฉินที่กรุงบรัสเซลส์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางการค้า ขณะที่ผู้นำหลายประเทศยุโรปพยายามนัดพบทรัมป์ที่การประชุมดาวอส เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทั้งนี้ รัสเซียปฏิเสธแสดงความเห็นโดยตรงต่อแผนการของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์ แต่ระบุว่า หากทรัมป์สามารถเข้าควบคุมเกาะแห่งนี้ได้จริง เหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา Independent

“คัมชัตกา” ยังอ่วม พายุหิมะถล่มหนักสุดในรอบ 50 ปี

"คัมชัตกา" ยังอ่วม พายุหิมะถล่มหนักสุดในรอบ 50 ปี

20 ม.ค. 2569 16:05 น.

“คัมชัตกา” ยังอ่วม พายุหิมะถล่มหนักสุดในรอบ 50 ปี

สถานการณ์ในเมืองปิตราปัฟลอฟสค์-คัมชัตสกี เมืองหลวงของคาบสมุทรคัมชัตกา ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตแม้พายุหิมะจะเริ่มสงบลงแล้วก็ตาม โดยในบางพื้นที่หิมะท่วมสูงกว่า 3 เมตร เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวเมืองต้องเร่งขุดอุโมงค์หิมะเพื่อออกจากอาคารและจัดการกับถนนที่กลายเป็นน้ำแข็ง หลังพายุหิมะกำลังแรงพัดถล่มต่อเนื่องมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

เวรา โปลยาโควา หัวหน้าศูนย์อุตุนิยมวิทยาคัมชัตกา เปิดเผยว่า ปริมาณหิมะที่สะสมตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมถือเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติเมื่อ 50 ปีที่แล้ว โดยเมื่อเดือนธันวาคม ปริมาณหิมะสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 3 เท่า ส่วนเดือนมกราคม (1-16 ม.ค.) ปริมาณหิมะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 150%

หิมะในเมืองสูงเฉลี่ย 170 เซนติเมตร แต่ในบางจุดหิมะที่ถูกลมพัดสะสม มีความสูงเกินกว่า 2.5 – 3 เมตร จนท่วมมิดชั้นหนึ่งของอาคารที่พักอาศัยหลายแห่ง

ทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองปิตราปัฟลอฟสค์-คัมชัตสกี ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (15 ม.ค.) หลังจากเกิดเหตุสลดมีชายสูงอายุ 2 ราย เสียชีวิตจากการถูกหิมะถล่มลงมาจากหลังคาอาคาร ซึ่งนายกเทศมนตรีได้ตำหนิบริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์ที่ล่าช้าในการกำจัดหิมะบนหลังคาจนเกิดอันตราย

ด้านนายวลาดิเมียร์ โซโลดอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคคัมชัตกา ระบุว่า “สถานการณ์บนท้องถนนเข้าขั้นวิกฤต” โดยได้ขีดเส้นตายให้เจ้าหน้าที่ต้องเคลียร์ถนนสายหลักเพื่อเปิดการจราจรให้ได้ภายในวันที่ 21 มกราคมนี้ พร้อมสั่งการให้เฝ้าระวังความเสี่ยงจากหิมะถล่ม ในเขตที่พักอาศัยและอันตรายจากแท่งน้ำแข็งที่ย้อยลงมาจากหลังคาอาคารด้วย

ปัจจุบัน ชาวเมืองเริ่มออกมาช่วยกันตักหิมะออกจากหน้าบ้านและทางเดินรถ รถประจำทางบางส่วนเริ่มกลับมาวิ่งให้บริการ แต่ในหลายพื้นที่ยังคงต้องใช้รถออฟโรดประสิทธิภาพสูง ในการสัญจรแทน

นอกจากนี้ ผู้ว่าการรัฐยังได้สั่งการให้ตรวจสอบการจัดส่งอาหารและเชื้อเพลิงแบบ “รายวัน” เพื่อป้องกันการขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกล และสั่งให้โรงเรียนเร่งกลับมาเปิดการเรียนการสอนโดยเร็วที่สุดหากความปลอดภัยเอื้ออำนวย.

ที่มา The Moscow Times

“ทรัมป์” จวกอังกฤษ “โง่เขลาอย่างยิ่ง” ปมคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส

"ทรัมป์" จวกอังกฤษ "โง่เขลาอย่างยิ่ง" ปมคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส

20 ม.ค. 2569 15:03 น.

“ทรัมป์” จวกอังกฤษ “โง่เขลาอย่างยิ่ง” ปมคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาโจมตีแผนของสหราชอาณาจักรในการคืนอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้แก่ประเทศมอริเชียส โดยเรียกการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็น “การกระทำที่โง่เขลาอย่างยิ่ง” และสะท้อนถึงความอ่อนแอด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ พร้อมใช้เป็นเหตุผลกดดันเดนมาร์กให้ขาย “กรีนแลนด์” แก่สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทรัมป์ระบุทางทรูธโซเชียลว่า “น่าตกใจที่สหราชอาณาจักร พันธมิตรนาโตที่ “ยอดเยี่ยม” ของเรา กำลังวางแผนที่จะยกเกาะดิเอโก การ์เซีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่สำคัญ ให้แก่ประเทศมอริเชียส โดยไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจีนและรัสเซียได้สังเกตเห็นการกระทำที่อ่อนแออย่างสิ้นเชิงนี้แล้ว ประเทศเหล่านี้เป็นมหาอำนาจระหว่างประเทศที่ยอมรับเฉพาะความแข็งแกร่งเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของผม จึงได้รับความเคารพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หลังจากเพียงหนึ่งปีเท่านั้น”

“การที่สหราชอาณาจักรยกดินแดนที่สำคัญอย่างยิ่งให้ผู้อื่น เป็นการกระทำที่โง่เขลาอย่างยิ่ง และเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติมากมายที่ทำให้ต้องได้เกาะกรีนแลนด์มา เดนมาร์กและพันธมิตรในยุโรปต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ -ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ที่น่าสนใจคือ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ เคยอ้างว่าทรัมป์ได้ “แสดงความยินดี” กับข้อตกลงนี้ เช่นเดียวกับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เคยออกแถลงการณ์สนับสนุนว่าดีลนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างสหรัฐฯ-อังกฤษ

นอกจากจะด่าทออังกฤษแล้ว ทรัมป์ยังใช้ประเด็นนี้ย้อนกลับไปกดดันเดนมาร์กอีกครั้ง โดยระบุว่า “การที่อังกฤษยกดินแดนสำคัญเช่นนี้ให้คนอื่น คือความโง่เขลาครั้งใหญ่ และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลด้านความมั่นคงที่ยืนยันว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองกรีนแลนด์ ” พร้อมเรียกร้องให้เดนมาร์กและพันธมิตรยุโรป “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ภายใต้ข้อตกลงที่รัฐบาลอังกฤษของนายเคียร์ สตาร์เมอร์ อังกฤษตกลงคืนอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส (หลังถูกแยกออกมาในปี 1965 ช่วงเป็นอาณานิคม) และอังกฤษจะเช่าเกาะ ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดและเป็นที่ตั้งฐานทัพร่วมสหรัฐฯ-อังกฤษ กลับคืนมาเป็นเวลา 99 ปี บวกออปชันขยายสัญญาอีก 40 ปี นอกจากนั้น รัฐบาลอังกฤษต้องจ่ายค่าเช่าและชดเชยให้มอริเชียสเป็นเงินปีละ 101 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,231 ล้านบาท)

หมู่เกาะชากอสถูกอังกฤษซื้อไว้ด้วยเงิน 3 ล้านปอนด์ในปี 1965 ท่ามกลางการโต้แย้งจากมอริเชียสว่าถูกบังคับให้ยกเกาะเพื่อแลกกับเอกราช ต่อมาอังกฤษได้ขับไล่ชาวท้องถิ่น (Chagossians) ออกจากบ้านเกิดหลายพันคนเพื่อเปิดทางให้สหรัฐฯ สร้างฐานทัพ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ต้องระเหเร่ร่อนไปอยู่ในมอริเชียส เซเชลส์ และบางส่วนในสหราชอาณาจักรมาจนถึงปัจจุบัน

การกลับลำของทรัมป์ในครั้งนี้อาจส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษตึงเครียดขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสัญญาเช่าฐานทัพยุทธศาสตร์สำคัญในมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้

ที่มา BBC

บรูคลิน เบ็คแฮม ลั่น “ไม่ขอปรองดอง” กับครอบครัว แฉยับพ่อแม่พยายามทำลายชีวิตคู่-สร้างภาพผ่านสื่อ

บรูคลิน เบ็คแฮม ลั่น "ไม่ขอปรองดอง" กับครอบครัว แฉยับพ่อแม่พยายามทำลายชีวิตคู่-สร้างภาพผ่านสื่อ

20 ม.ค. 2569 12:36 น.

บรูคลิน เบ็คแฮม ลั่น “ไม่ขอปรองดอง” กับครอบครัว แฉยับพ่อแม่พยายามทำลายชีวิตคู่-สร้างภาพผ่านสื่อ

บรูคลิน เพลต์ซ เบ็คแฮม บุตรชายคนโตของเซอร์เดวิด เบ็คแฮม และวิกตอเรีย เบ็คแฮม ออกแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการปรองดองกับครอบครัว พร้อมกล่าวหาพ่อแม่ว่าโจมตีเขาและภรรยาผ่านสื่อ และพยายามบ่อนทำลายความสัมพันธ์ของเขากับนิโคลา เพลต์ซ เบ็คแฮม อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปล่อยข่าวลือผ่านสื่อเพื่อรักษาภาพลักษณ์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงไปทั่วโลก เมื่อ บรูคลิน เพลท์ซ เบ็คแฮม วัย 26 ปี ตัดสินใจโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามกว่า 16 ล้านคน ระเบิดความอัดอั้นที่มีต่อพ่อแม่ของเขา เซอร์เดวิด และ เลดี้เบ็คแฮม (วิกตอเรีย) โดยยืนยันว่าเขา “ไม่อยากปรองดองกับครอบครัว” อีกต่อไป หลังจากถูกคุกคามและพยายามทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยา นิโคลา เพลท์ซ เบ็คแฮม มาอย่างยาวนาน

แถลงการณ์ส่วนใหญ่กล่าวถึงภรรยาของเขา นิโคลา เพลต์ซ เบ็คแฮม นักแสดงชาวอเมริกัน บุตรสาวของมหาเศรษฐีเนลสัน เพลต์ซ โดยบรูคลินอ้างว่า ภรรยาของเขาถูกครอบครัวดูหมิ่นมาโดยตลอด แม้ทั้งคู่พยายามประสานความสัมพันธ์แล้วก็ตาม

บรูคลินได้เปิดเผยความจริงในมุมของเขาเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องความไม่ลงรอยระหว่างแม่กับลูกสะใภ้ โดยระบุว่า วิกตอเรียพยายามขัดขวางงานแต่งงานของเขา ตั้งแต่การ “ยกเลิกการทำชุดแต่งงานให้นิโคลาในนาทีสุดท้าย” ทั้งที่รู้ว่าลูกสะใภ้ตื่นเต้นที่จะได้ใส่ชุดแบรนด์ของแม่สามี ทำให้นิโคลาต้องเร่งหาชุดใหม่ด้วยความโกลาหล

นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาแม่ของเขาว่า “แย่งซีน” ในช่วงเต้นรำครั้งแรกของบ่าวสาว โดยเมื่อเขาถูกเรียกขึ้นเวที กลับกลายเป็นวิกตอเรียที่ยืนรอเพื่อเต้นรำกับเขาแทนที่จะเป็นภรรยา และเธอยังเต้นรำในลักษณะที่เขาเรียกว่า “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ต่อหน้าแขกทุกคน จนเป็นสาเหตุให้เขาและนิโคลาต้องจัดพิธีสาบานตนใหม่ในปี 2025 เพื่อสร้างความทรงจำที่มีความสุขจริงๆ แทนความอับอาย

ประเด็นที่น่าตกใจที่สุดคือ บรูคลินอ้างว่าก่อนงานแต่งงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ พ่อแม่ได้พยายามกดดันและ “ติดสินบน” เพื่อให้เขาเซ็นสัญญาสละสิทธิ์ในชื่อของตัวเอง ซึ่งอาจหมายถึงสิทธิ์ในการทำธุรกิจภายใต้ชื่อเบ็คแฮม เมื่อเขาปฏิเสธ ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไปทันที โดยเขาวิจารณ์ครอบครัวว่าให้ค่ากับ “การโปรโมตผ่านสื่อและยอดขาย” มากกว่าความรักที่แท้จริง พร้อมประโยคเด็ดว่า “แบรนด์เบ็คแฮมต้องมาก่อนเสมอ”

บรูคลินยังชี้แจงถึงกรณีที่เขาไม่ได้ไปร่วมงานวันเกิดอายุครบ 50 ปีของเดวิดเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยบอกว่าจริงๆ แล้วเขาและภรรยาเดินทางไปลอนดอนเพื่อร่วมงาน แต่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเดวิดปฏิเสธการพบกันแบบส่วนตัว และยืนยันว่าต้องเจอในงานเลี้ยงที่มีกล้องและแขกนับร้อยเท่านั้น แต่สุดท้ายเดวิดยอมพบเขา แต่มีเงื่อนไขว่า “ห้ามนิโคลามาด้วย” ซึ่งบรูคลินมองว่าเป็นการตบหน้าอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ เขายังแฉว่าวิกตอเรียพยายามชักนำผู้หญิงจากอดีตของเขาให้เข้ามาวุ่นวายในชีวิตเพื่อสร้างความลำบากใจ และเขายังถูกน้องชาย (โรมิโอ และ ครูซ) โจมตีผ่านโซเชียลมีเดียตามคำสั่งของพ่อแม่ ก่อนจะถูกบล็อกการติดต่อทั้งหมดในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

บรูคลินทิ้งท้ายว่า เขาถูกควบคุมมาเกือบทั้งชีวิตและต้องอยู่กับความวิตกกังวลมาโดยตลอด แต่หลังจากก้าวออกมาจากครอบครัว ความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นได้หายไปเป็นครั้งแรก “ผมไม่ได้ถูกใครล้างสมอง แต่ผมกำลังยืนหยัดเพื่อตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต”

ขณะนี้ ทางฝั่งตัวแทนของเดวิดและวิกตอเรีย เบ็คแฮม ยังไม่มีการตอบรับหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อแถลงการณ์ที่รุนแรงนี้.

ที่มา BBC

“โต เลิม” ประกาศตั้งเป้าจีดีพีเวียดนามโตปีละ 10% พร้อมรวบอำนาจคุมพรรค-รัฐ

"โต เลิม" ประกาศตั้งเป้าจีดีพีเวียดนามโตปีละ 10% พร้อมรวบอำนาจคุมพรรค-รัฐ

20 ม.ค. 2569 11:50 น.

“โต เลิม” ประกาศตั้งเป้าจีดีพีเวียดนามโตปีละ 10% พร้อมรวบอำนาจคุมพรรค-รัฐ

“โต เลิม” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม แสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม มั่นใจดันเศรษฐกิจโตเกิน 10% ต่อปีจนถึงปี 2030 พร้อมชูนโยบายปฏิรูประบบราชการ-ขยายการค้าโลก รับมือสงครามภาษีจากสหรัฐฯ ท่ามกลางการจับตามองการควบตำแหน่งประธานพรรคและประธานาธิบดีเพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อตัดสินอนาคตทางการเมืองของประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยเขาสัญญาว่าจะนำพาเศรษฐกิจเวียดนามให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบจากสภาวะเศรษฐกิจโลก

นายโต เลิม ระบุต่อหน้าตัวแทนพรรคเกือบ 1,600 คนว่า เวียดนามตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีไม่ต่ำกว่า 10% ไปจนถึงปี 2030 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เพียง 6.5 – 7.0% ในช่วงครึ่งทศวรรษแรก เป้าหมายนี้ถูกกำหนดขึ้นท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ วิกฤตโรคระบาด และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานและอาหาร

ในสุนทรพจน์ความยาว 40 นาที นายโต เลิม เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้เวียดนามจะถูกรัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเก็บภาษีนำเข้า 20% เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและทำสถิติเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังเร่งหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อลดผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจรุนแรงขึ้นในอนาคต

ผู้นำเวียดนามยังให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง เครือข่ายรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ มูลค่าเกือบ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท) เส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับประเทศจีน การสร้างสนามบินแห่งใหม่ ใกล้เมืองใหญ่เพื่อรองรับการขยายตัวของภูมิภาค รวมถึงโรงโอเปร่าแห่งที่ 3 ในกรุงฮานอย ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวอิตาลี ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความชื่นชอบดนตรีคลาสสิกส่วนตัวของเขา

การประชุมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญที่นายโต เลิม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ จะพยายามรักษาตำแหน่ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุด และอาจควบตำแหน่ง ประธานาธิบดี ซึ่งปัจจุบันตำแหน่งหลังเป็นของนายเลือง เกื่อง นายพลกองทัพที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ ก่อนหน้าเขา

ที่ผ่านมา นายโต เลิม ได้รับคำชมจากนักลงทุนต่างชาติในเรื่องการปฏิรูประบบราชการที่เด็ดขาด แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเลิกจ้างข้าราชการจำนวนมาก รวมถึงการให้อำนาจตำรวจในการตรวจสอบกฎหมายและควบคุมธุรกิจมากขึ้น จนเกิดกระแสการเผชิญหน้าระหว่างฝั่งความมั่นคงและฝั่งกองทัพที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลเช่นกัน.

ที่มา Reuters

นักดนตรีอิสราเอล ส่งมอบความสุขสู่เด็กๆ ชุมชนคลองเตย กรุงเทพ

นักดนตรีอิสราเอล ส่งมอบความสุขสู่เด็กๆ ชุมชนคลองเตย กรุงเทพ

20 ม.ค. 2569 11:31 น.

นักดนตรีอิสราเอล ส่งมอบความสุขสู่เด็กๆ ชุมชนคลองเตย กรุงเทพ

สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยนำเสียงเพลง ส่งความสุข และแรงบันดาลใจให้เด็กๆ 150 คน ที่ศูนย์เมอร์ซี่ ชุมชนคลองเตย โดยนักดนตรีชื่อดังชาวอิสราเอล เนียร์ แบรนด์ มาร่วมขับกล่อมดนตรี

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเชิญ เนียร์ แบรนด์  นักดนตรีระดับปรมาจารย์มาแสดงดนตรีส่งความสุขให้แก่เด็กๆ 150 คน ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “หนึ่งคน หนึ่งเปียโน” เพื่อสร้างความเพลิดเพลินสนุกสนานให้เด็กๆ ที่มีอายุ 3 ถึง 15 ปี กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างอิสราเอลและประเทศไทย ทั้งในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล และประชาชนต่อประชาชน

งานนี้เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมมม์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มาร่วมฟังดนตรีที่นำความสุขและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ด้วย พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่เด็กๆ ที่มาฟังดนตรี

มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล ศูนย์เมอร์ซี่ ตั้งอยู่ในชุมชนคลองเตย กรุงเทพฯ ดำเนินงานภายใต้การดูแลของบาทหลวงโจเซฟ เอช.    ไมเออร์ เป็นองค์กรชุมชนที่ให้การสนับสนุนเด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชนที่เปราะบางมานานกว่า 54 ปี โดยมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การศึกษา และโอกาสที่เท่าเทียม พร้อมทั้งปลูกฝังคุณค่าด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และความเมตตาผ่านการพัฒนาสังคมแบบองค์รวม 

ขณะที่ เนียร์ แบรนด์ วาทยากรระดับปรมาจารย์ นักแสดง และนักการศึกษาด้านดนตรีชาวอิสราเอล ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะทูตวัฒนธรรมที่เป็นตัวแทนของอิสราเอล ต่อผู้คนทุกเพศทุกวัยและทุกภูมิหลัง พันธกิจตลอดชีวิตของเขาคือการนำความสุขและความงดงามของดนตรีคลาสสิกมาสู่ผู้ชมทั่วโลก เขาเดินทางไปแสดงดนตรีมาแล้วในหลายประเทศในแอฟริกา เอเชีย อเมริกาใต้ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา สร้างสายสัมพันธ์ที่เน้นเรื่องความรักในดนตรี และชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

อโลนา ฟิชเชอร์-คัมมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวในงานว่า “ในแต่ละปีสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ จะจัดโครงการเพื่อชุมชนตามความตั้งใจที่มีมาโดยตลอด เพื่อตอบแทนสังคมที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่นด้วยดีเสมอมา ดนตรีมีพลังพิเศษในการสร้างแรงบันดาลใจ ทั้งยังจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และเปิดประตูสู่ความฝันให้เด็กๆ จึงหวังว่าการแสดงในวันนี้จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้ เชื่อมั่นในอนาคตของตนเอง และมองโลกในฐานะที่เป็นสถานที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยโอกาส ที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสามัคคีปรองดองต่อไป”.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สถานทูตอิสราเอล