วาเลนติโน ตำนานดีไซเนอร์อิตาลี เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

วาเลนติโน ตำนานดีไซเนอร์อิตาลี เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

20 ม.ค. 2569 01:50 น.

วาเลนติโน ตำนานดีไซเนอร์อิตาลี เสียชีวิตแล้วในวัย 93 ปี

วาเลนติโน ตำนานนักออกแบบเสื้อผ้าชาวอิตาลี ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก “วาเลนติโน” เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 93 ปี ที่บ้านพักในกรุงโรม โดยมีครอบครัวอยู่เคียงข้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่า วาเลนติโน การาวานี (Valentino Garavani) ตำนานดีไซเนอร์ชาวอิตาลี ผู้ออกแบบชุดราตรีซึ่งเป็นที่โปรดปรานของเหล่าสตรีผู้มีเสน่ห์ที่สุดในโลกมานานหลายทศวรรษ เสียชีวิตแล้วในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2569 ขณะมีอายุได้ 93 ปี ตามประกาศจากมูลนิธิของเขา

แถลงการณ์ที่โพสต์ลงบนอินสตาแกรมระบุว่า วาเลนติโน “จากไปอย่างสงบในวันนี้ ณ บ้านพักในกรุงโรม ท่ามกลางความรักของครอบครัวที่อยู่เคียงข้าง”

วาเลนติโน เกิดที่เมืองโวเกรา (Voghera) ทางตอนเหนือของอิตาลีในปี 1932 เขาได้ฝึกฝนฝีมือในห้องเสื้อชั้นสูง (Haute Couture) ในปารีส ก่อนจะก่อตั้งแบรนด์ของตัวเองในกรุงโรมเมื่อปี 1959 โดยในช่วงแรกเริ่ม เขาเป็นที่รู้จักจากชุดเดรสสีแดงสด ซึ่งกลายเป็นสีประจำตัวของเขาจนเป็นที่รู้จักกันในวงการแฟชั่นว่า “สีแดงวาเลนติโน” (Valentino Red)

ในปี 1960 เขาได้พบกับ จานคาร์โล จามเมตตี ซึ่งในขณะนั้นเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ยาวนาน (และเป็นคู่รักกันนานถึง 12 ปี) ทั้งคู่ร่วมกันสร้าง Valentino SpA จนกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ความนิยมในตัววาเลนติโนดำเนินไปอย่างต่อเนื่องแม้เวลาผ่านไปหลายทศวรรษ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1970 ในนิวยอร์ก ท่ามกลางวงสังคมเพื่อนฝูงที่กว้างขวาง ซึ่งรวมถึงศิลปินชื่อดังอย่าง แอนดี้ วอร์โฮล และบรรณาธิการนิตยสารโว้ก (Vogue) อย่าง ไดอานา วรีแลนด์

ต่อมาในช่วงยุค 90 เขากลายเป็นดีไซเนอร์คนโปรดของเหล่าซูเปอร์โมเดลแห่งยุค ไม่ว่าจะเป็น เคลาเดีย ชิฟเฟอร์ และ นาโอมิ แคมป์เบลล์

ผลงานการสร้างสรรค์ของเขายังปรากฏให้เห็นเป็นประจำบนพรมแดง โดยเฉพาะในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ชุดของวาเลนติโนที่โดดเด่นตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึง ชุดราตรีปักเลื่อมระยิบระยับที่ เจน ฟอนดา สวมใส่ในปี 1981 เมื่อครั้งที่เธอขึ้นรับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแทน เฮนรี พ่อของเธอ

นอกจากนั้นยังมีชุดวินเทจขาวดำที่ จูเลีย โรเบิร์ตส์ สวมใส่ในปี 2001, ชุดสไตล์กาฟทันสีมิ้นต์พาสเทลที่ เจนนิเฟอร์ โลเปซ สวมในปี 2003 และชุดสีเหลืองสดใสที่ เคท แบลนเชตต์ สวมในปี 2005 นอกจากนี้ ในงานออสการ์ปี 2011 แอน แฮทธาเวย์ ยังได้เดินพรมแดงในชุดกูตูร์สุดประณีตจากคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วงปี 2002 โดยมีตัวดีไซเนอร์เดินเคียงข้างเธอด้วยตนเอง

ดารารุ่นปัจจุบันอย่าง เซนเดยา, แครี มัลลิแกน และ เจมม่า ชาน ต่างก็เคยสวมใส่เสื้อผ้าจากแบรนด์ วาเลนติโน และได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม

ในปี 1998 วาเลนติโนได้ขายบริษัทของเขาให้กับ HdP ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติของอิตาลีด้วยมูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เขายังคงทำงานให้แก่บริษัทต่อไป

วาเลนติโนเกษียณอายุจากวงการแฟชั่นในปี 2008 หลังจากทำงานมานานกว่า 45 ปี ซึ่งถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในเส้นทางอาชีพที่ยาวนานที่สุดในโลกแฟชั่น โดยโอกาสสำคัญนี้ถูกเฉลิมฉลองด้วยแฟชั่นโชว์ที่รวมเหล่าคนดังไว้มากมาย ณ พิพิธภัณฑ์โรแดง ในกรุงปารีส และในช่วงฟินาเล่ เหล่านางแบบต่างพร้อมใจกันสวมชุดราตรี “สีแดงวาเลนติโน” เหมือนกันทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ซิดนีย์ผวา ฉลามโจมตี 3 ครั้งใน 2 วัน บาดเจ็บสาหัส 2 ราย

ซิดนีย์ผวา ฉลามโจมตี 3 ครั้งใน 2 วัน บาดเจ็บสาหัส 2 ราย

20 ม.ค. 2569 01:03 น.

ซิดนีย์ผวา ฉลามโจมตี 3 ครั้งใน 2 วัน บาดเจ็บสาหัส 2 ราย

เกิดเหตุฉลามโจมตีถึง 3 ครั้งในบริเวณชายหาดของนครซิดนีย์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 2 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุในแถลงการณ์ว่า เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา ชายคนหนึ่งถูกฉลามโจมตีที่หาดแมนลี (Manly Beach) และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ตำรวจสั่งปิดหาดทุกแห่งอย่างไม่มีกำหนดทันที

ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง เด็กชายวัย 11 ปี ต้องได้รับความช่วยเหลือให้ออกมาจากหาดดีวาย (Dee Why Beach) ในซิดนีย์ หลังจากสงสัยว่าถูกฉลามกัดเข้าที่กระดานโต้คลื่น ซึ่งทำให้สภาท้องถิ่นได้ออกมาเตือนให้นักว่ายน้ำและนักโต้คลื่นใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เด็กชายวัย 12 ขวบ ก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บขั้นวิกฤต หลังจากถูกฉลามขนาดใหญ่โจมตีขณะกำลังว่ายน้ำในอ่าวซิดนีย์

ข่าวระบุว่า เด็กชายวัย 12 ขวบกับกลุ่มเพื่อนกำลังกระโดดหน้าผาหินที่มีความสูง 6 เมตรลงสู่น้ำที่หาดชาร์ก (Shark Beach) ซึ่งถือเป็นจุดว่ายน้ำยอดนิยม ในย่านวอคลูส (Vaucluse) ชานเมืองซิดนีย์ ก่อนที่การโจมตีจะเกิดขึ้น

เพื่อนๆ ช่วยกันดึงตัวเด็กชายขึ้นจากน้ำก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึง ซึ่งตำรวจระบุว่าการกระทำของเพื่อนๆ นี่เองที่ทำให้เด็กชายมีโอกาสรอดชีวิต โดยขณะนี้เขายังคงพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)

โจเซฟ แมคนัลตี ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการพื้นที่ทางทะเลบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อตำรวจน้ำไปถึงพวกเขาได้พบกับ “ภาพสะเทือนขวัญ” พวกเขาดึงตัวเด็กชายขึ้นบนเรือสปีดโบ๊ทของตำรวจ และใช้สายรัดห้ามเลือด เพื่อพยายามหยุดเลือดที่ไหลออกมาจากขาทั้งสองข้างของเขา

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้พยายามทำ CPR เพื่อยื้อชีวิตเด็กชาย ในขณะที่เรือกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือที่มีรถพยาบาลจอดรออยู่

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเด็กชายวัย 12 ขวบ ถูกโจมตีโดยฉลามหัวบาตร ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ดุร้ายและมักพบในน่านน้ำอุ่นและน้ำตื้น ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านถือว่าฉลามหัวบาตรเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ฉลามที่อันตรายที่สุดในโลก

นายแมคนัลตีเชื่อว่าฝนที่ตกหนักในช่วงสุดสัปดาห์และสภาพน้ำกร่อยอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด “สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดเหตุฉลามโจมตีมากที่สุด” จนนำไปสู่การโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากน้ำฝนจะชะล้างสารอาหารลงสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ซึ่งสามารถดึงดูดให้ฉลามเข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับแล้ว 39 ศพ เหตุรถไฟชนกันในสเปน นอน รพ.อีกหลายสิบคน

ดับแล้ว 39 ศพ เหตุรถไฟชนกันในสเปน นอน รพ.อีกหลายสิบคน

19 ม.ค. 2569 23:21 น.

ดับแล้ว 39 ศพ เหตุรถไฟชนกันในสเปน นอน รพ.อีกหลายสิบคน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันในประเทศสเปน เพิ่มขึ้นเป็น 39 ศพแล้ว และยังมีผู้บาดเจ็บต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกหลายสิบคน ขณะเจ้าหน้าที่บริษัทรถไฟชี้ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้ “สภาวะที่แปลกประหลาด”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่งตกรางและพุ่งชนกับรถไฟอีกขบวนที่สวนมาเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ม.ค.) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 39 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 122 ราย โดย 48 รายในจำนวนนี้ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะที่ 12 รายอยู่ในห้องไอซียู

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับเมืองอาดามุซ (Adamuz) ในจังหวัดกอร์โดบา (Cordoba) ห่างจากกรุงมาดริดไปทางใต้ประมาณ 360 กิโลเมตร

อินญิโก วิลา ผู้อำนวยการฝ่ายสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติของสภากาชาดสเปน บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า ปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเข้าถึงได้ด้วยถนนเลนเดียวเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น ทำให้รถพยาบาลเข้าและออกพื้นที่ได้อย่างลำบาก

ขณะที่นาย เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน กับนาย ออสการ์ ปวนเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อเช้าวันจันทร์ โดยนายซานเชซได้ยกเลิกการเดินทางไปร่วมประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

“ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 39 รายแล้ว และตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย” ปวนเตกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X

ส่วนแถลงการณ์ของบริษัทผู้ให้บริการรถไฟทั้งสองขบวน ได้แก่ อิร์โย (Iryo) และ อัลเวีย (Alvia) ของบริษัทเรนเฟ (Renfe) ที่เป็นรัฐวิสาหกิจระบุว่า บนรถไฟทั้งสองขบวนมีผู้โดยสารรวมประมาณ 400 คน

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า รถไฟความเร็วสูงของบริษัท อิร์โย ซึ่งกำลังวิ่งด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่ระหว่างการเดินทางจากเมืองมาลากามุ่งหน้าสู่กรุงมาดริด ในขณะที่รถไฟอีกขบวนกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองอูเอลบา (Huelva) ด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายอัลวาโร เฟร์นานเดซ เอเรเดีย ประธานบริษัท เรนเฟ บอกกับ Cadena Ser สถานีวิทยุท้องถิ่นในสเปนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะระบุสาเหตุ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้ “สภาวะที่แปลกประหลาด” พร้อมเสริมว่า “ประเด็นเรื่องความผิดพลาดจากมนุษย์ (human error) นั้นแทบจะถูกตัดออกไปได้เลย”

นายเอเรเดียกล่าวอีกว่า รถไฟของอัลเวียอาจจะพุ่งชนเข้ากับตู้โดยสารสองตู้สุดท้ายของรถไฟ อิร์โย ที่ตกราง หรือไม่ก็ชนเข้ากับเศษซากบนราง โดยรถไฟของ อิร์โย นั้นล้อหลุดหายไปหนึ่งล้อซึ่งขณะนี้ยังหาไม่พบ

เขากล่าวอีกว่า การพุ่งชนเกิดขึ้นเพียงประมาณ 20 วินาทีหลังจากมีการตกราง จึงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเปิดใช้งานระบบเบรกฉุกเฉิน

ด้านสำนักข่าว รอยเตอร์ส ตรวจสอบบัญชี X ของ Adif หน่วยงานจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของรัฐ พบว่าปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่สถานีอาดามุซ ตั้งแต่ความล้มเหลวของระบบอาณัติสัญญาณ ไปจนถึงปัญหาเรื่องสายส่งไฟฟ้าเหนือรถไฟ เคยเป็นเหตุให้รถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงมาดริดและแคว้นอันดาลูเซียล่าช้ามาแล้วถึง 10 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2565

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่า โศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดนี้ เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่นเลิกเกรงใจ เดินหน้าคุม “กรีนแลนด์” โทษนอร์เวย์ไม่ยอมให้โนเบล

ทรัมป์ลั่นเลิกเกรงใจ เดินหน้าคุม “กรีนแลนด์” โทษนอร์เวย์ไม่ยอมให้โนเบล

19 ม.ค. 2569 21:51 น.

ทรัมป์ลั่นเลิกเกรงใจ เดินหน้าคุม “กรีนแลนด์” โทษนอร์เวย์ไม่ยอมให้โนเบล

โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าตนเองไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องคำนึงถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป หลังจากนอร์เวย์ไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่เขา และยืนยันว่าจะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ให้ได้

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งข้อความถึงนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ โดยระบุว่า การที่นอร์เวย์ไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่เขา ทำให้เขาไม่รู้สึกว่า จำเป็นต้องคำนึงถึงแต่เรื่องสันติภาพอีกต่อไป

“เมื่อพิจารณาว่าประเทศของคุณตัดสินใจไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่ผม ทั้งที่ผมได้หยุดยั้งสงครามมากกว่า 8 แห่ง ผมจึงไม่รู้สึกว่ามีพันธะที่ต้องคิดถึงแต่เรื่องสันติภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม้ว่าเรื่องนี้จะยังคงเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เสมอ แต่ตอนนี้ผมสามารถคิดถึงสิ่งที่ “ดีและเหมาะสม” สำหรับสหรัฐฯ ได้แล้ว” ข้อความระบุ

นายทรัมป์บอกอีกว่า “โลกนี้จะไม่ปลอดภัย เว้นแต่ว่าเราจะมีอำนาจควบคุมเกาะกรีนแลนด์อย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด”

สำนักข่าว CBS News ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวและเนื้อหาในนั้นเป็นความจริง

ด้านนาย โยนาส กาห์ สโตร์ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ระบุว่าเขาได้รับข้อความดังกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ เพื่อเป็นการตอบกลับข้อความที่เขาและประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ แห่งฟินแลนด์ ได้ส่งไปหาทรัมป์ก่อนหน้านี้

นายสโตร์กล่าวว่า พวกเขาได้แสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอการขึ้นภาษีศุลกากรรอบใหม่ของนายทรัมป์ ซึ่งเป็นผลจากข้อพิพาทเรื่องเกาะกรีนแลนด์ และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการลดความตึงเครียด พร้อมทั้งเสนอให้มีการหารือผ่านโทรศัพท์ร่วมกันสามฝ่ายในวันเดียวกันนั้น

ผู้นำนอร์เวย์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คณะกรรมการอิสระเป็นผู้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ไม่ใช่รัฐบาลนอร์เวย์ อนึ่ง นายทรัมป์ไม่ได้ปิดบังความปรารถนาของเขาที่อยากจะได้รับรางวัลสาขาสันติภาพประจำปี 2568 แต่คณะกรรมการโนเบลตัดสินใจมอบรางวัลให้ มารีอา โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา

นายทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากเกาะแห่งนี้มีชัยภูมิที่เหมาะสมสำหรับตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสำหรับการเฝ้าติดตามเรือต่างๆ ในภูมิภาค

ทรัมป์เคยกล่าวว่าต้องการให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ และไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อยึดครองเกาะนี้ แม้ว่าเดนมาร์กจะเป็นสมาชิกในพันธมิตรความมั่นคงนาโต (NATO) เช่นเดียวกัน

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ประกาศจะดำเนินการเก็บภาษีศุลกากร 10% สำหรับสินค้าจาก เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ เริ่ม 1 ก.พ.นี้ และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน โดยจะมีผลจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อการซื้อกรีนแลนด์อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ

ในข้อความที่นายทรัมป์ส่งถึงนายสโตร์ระบุด้วยว่า เดนมาร์กไม่สามารถปกป้องกรีนแลนด์จากรัสเซียหรือจีนได้ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า “ทำไมพวกเขาถึงมี “สิทธิ์ในการครอบครอง” กันล่ะ? มันไม่มีเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรเสียหน่อย มันก็แค่มีเรือลำหนึ่งไปจอดที่นั่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่เราเองก็มีเรือไปจอดที่นั่นเหมือนกัน”

“ผมทำประโยชน์ให้นาโตมากกว่าใครๆ นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา และตอนนี้ นาโตควรทำอะไรบางอย่างเพื่อสหรัฐฯ บ้าง” เขาระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

นายกฯ ญี่ปุ่น "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

19 ม.ค. 2569 16:56 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา 23 ม.ค. นี้ เตรียมเลือกตั้งใหม่ 8 ก.พ.

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นในวันที่ 23 ม.ค. นี้ พร้อมกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ หวังดึงคะแนนเสียงสนับสนุนยุทธศาสตร์ความมั่นคงและแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมครั้งใหญ่ ท่ามกลางบททดสอบสำคัญด้านวิกฤตค่าครองชีพ

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันศุกร์ที่ 23 และกำหนดประกาศเลือกตั้งในวันที่ 27 ก่อนเปิดให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 ของเดือนหน้า เพื่อขอฉันทานุมัติจากประชาชนต่อแผนเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเร่งการเสริมสร้างศักยภาพด้านกลาโหมของญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ให้เหตุผลว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะต้องเป็นผู้ตัดสินว่า ประเทศควรเดินหน้าอย่างไร และเธอเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่

ทาคาอิจิระบุว่า การยุบสภาเป็นการตัดสินใจที่หนักหน่วง แต่จำเป็น เพื่อไม่หลีกเลี่ยงปัญหา ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง และเพื่อกำหนด “ทิศทางของญี่ปุ่น” ร่วมกับประชาชน เนื่องจากนโยบายสำคัญหลายเรื่องที่กำลังจะถูกผลักดัน ไม่ได้อยู่ในนโยบายหาเสียงของการเลือกตั้งครั้งก่อน และจะเริ่มปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในงบประมาณปีงบประมาณ 2569 และร่างกฎหมายของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างชัดเจนว่า เธอขอเอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพันในการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมขอให้ประชาชนตัดสินโดยตรงว่าจะมอบความไว้วางใจให้เธอบริหารประเทศต่อไปหรือไม่ โดยย้ำว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถือเป็น “การเลือกฝ่ายบริหาร” ทางอ้อม หากพรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคเสรีประชาธิปไตยและพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น หรือ อิชิน สามารถครองเสียงข้างมากได้ เธอจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ แต่หากไม่สำเร็จ ประเทศอาจมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากฝ่ายค้าน

ในด้านเศรษฐกิจ ทาคาอิจิยืนยันว่า การยุบสภาจะไม่สร้างสุญญากาศทางนโยบาย รัฐบาลได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมของปีนี้ และมาตรการรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังทยอยดำเนินการอยู่ พร้อมเน้นว่านโยบายความมั่นคงด้านการดำรงชีวิตของประชาชนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง

ด้านการคลัง นายกรัฐมนตรีซานาเอะชี้ว่า งบประมาณปีใหม่สามารถควบคุมการออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่ไว้ที่ 29.6 ล้านล้านเยน และลดการพึ่งพาหนี้สาธารณะลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก สะท้อนแนวคิด “การคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ” พร้อมยืนยันจะควบคุมการขยายตัวของหนี้ให้อยู่ในกรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลังและความเชื่อมั่นของตลาด

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงการปฏิรูประบบประกันสังคมอย่างยั่งยืน การจัดทำระบบเครดิตภาษีแบบมีเงินสนับสนุน รวมถึงประเด็นอ่อนไหวอย่างการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์และรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่าการดำเนินนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องมีเสถียรภาพทางการเมืองและความไว้วางใจที่ชัดเจนจากประชาชน

สำหรับกำหนดการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะประกาศรับสมัครผู้ชิงตำแหน่งในวันที่ 27 มกราคม และจัดการลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พร้อมย้ำว่าการยุบสภาครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อขอคำตัดสินต่ออนาคตของประเทศและบทบาทผู้นำรัฐบาลอย่างไม่คลุมเครือ.

การเลือกตั้งครั้งนี้จะตัดสินที่นั่งทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และถือเป็นบททดสอบทางการเมืองครั้งแรกของนางทาคาอิจิ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การยุบสภาและจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด มีเป้าหมายเพื่อใช้จังหวะคะแนนนิยมที่ยังแข็งแกร่ง เสริมความเป็นเอกภาพภายในพรรคเสรีประชาธิปไตย และพยุงเสียงข้างมากที่เปราะบางของรัฐบาลผสมในสภา

อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มงบประมาณในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของประชาชน ผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคระบุว่า ร้อยละ 45 ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นคือปัญหาหลัก รองลงมาคือการทูตและความมั่นคงแห่งชาติที่ร้อยละ 16

นักวิเคราะห์มองว่า ผลการเลือกตั้งจะเป็นตัวชี้วัดชัดเจนว่าประชาชนญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนนโยบายใช้จ่ายที่สูงขึ้นและแนวทางด้านความมั่นคงที่เข้มข้นมากขึ้นของรัฐบาลทาคาอิจิหรือไม่ ในบริบทเศรษฐกิจที่ยังตึงตัวและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา NHK  Reuters

เลขาธิการยูเอ็นชี้ สหรัฐฯ เชื่อใน “อำนาจ” มากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ

เลขาธิการยูเอ็นชี้ สหรัฐฯ เชื่อใน "อำนาจ" มากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ

19 ม.ค. 2569 14:54 น.

เลขาธิการยูเอ็นชี้ สหรัฐฯ เชื่อใน “อำนาจ” มากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินนโยบายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีความเชื่อชัดเจนว่าอำนาจและอิทธิพลของตนสำคัญกว่ากลไกพหุภาคีและบรรทัดฐานสากล คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางบริบทความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงกรณีสหรัฐฯ ปฏิบัติการต่อเวเนซุเอลา และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการผนวกกรีนแลนด์

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับรายการ Today ของ BBC Radio 4 โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีความเชื่ออย่างฝังรากลึกว่า “แนวทางแก้ปัญหาแบบพหุภาคีนั้นไม่มีความหมาย” และสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญมากกว่าบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ คือการใช้อำนาจและอิทธิพลของตนเองเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

คำวิจารณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด ทั้งกรณีที่สหรัฐฯ บุกโจมตีเวเนซุเอลาและควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร รวมถึงคำขู่ซ้ำๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผนวกดินแดนกรีนแลนด์ ซึ่งกูเตอร์เรสชี้ว่าหลักการพื้นฐานของยูเอ็นเรื่องความเท่าเทียมกันของรัฐสมาชิกกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของยูเอ็น พร้อมอ้างว่าตนเองเป็นผู้ยุติ “สงครามที่ไม่มีวันจบ” ถึง 7 แห่งด้วยตัวคนเดียว โดยที่ยูเอ็นไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยแม้แต่น้อย และทิ้งท้ายว่า “ในที่สุดผมก็ตระหนักได้ว่า ยูเอ็นไม่ได้มีไว้เพื่อเรา”

กูเตอร์เรสยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ายูเอ็นประสบความยากลำบากในการบังคับให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามกฎบัตรและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงยูเอ็นไม่มี “อำนาจต่อรอง” เมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ และตั้งคำถามว่าอำนาจนั้นถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนหรือเพียงแก้เฉพาะหน้า

พร้อมระบุถึงประเด็นสำคัญ เช่น วิกฤตการณ์ในกาซาที่ยูเอ็นถูกขัดขวางไม่ให้ส่งความช่วยเหลือ และอิสราเอลยังสนับสนุนให้ใช้บริษัทภายนอกทำงานแทนยูเอ็น จนนำไปสู่เหตุสลดที่มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตขณะรอรับอาหาร

ในประเด็นความไร้ประสิทธิภาพของคณะมนตรีความมั่นคง (ยูเอ็นเอสซี) กูเตอร์เรสชี้ว่ายูเอ็นเอสซีไม่ได้เป็นตัวแทนของโลกในปัจจุบันอีกต่อไป และการใช้สิทธิวีโต้ของสมาชิกถาวรทั้งห้า ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน จนทำให้การแก้ปัญหาสงครามในยูเครนและกาซาเป็นอัมพาต

เขายังเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างสมาชิกถาวร โดยวิจารณ์ว่ามีประเทศยุโรปนั่งเป็นสมาชิกถาวรถึง 3 ประเทศ ซึ่งไม่สะท้อนเสียงของทั้งโลก และจำกัดการใช้วีโต้เพื่อลด “ทางตันที่ยอมรับไม่ได้”

เลขาฯ ยูเอ็น ทิ้งท้ายว่า โครงสร้างการแก้ปัญหาที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1945 ไม่สามารถแก้ปัญหาของปี 2026 ได้อีกต่อไป โลกกำลังเต็มไปด้วยความปั่นป่วน การละเมิดกฎหมายสากลอย่างหน้าไม่อาย และความไม่แน่นอน

“คนส่วนใหญ่อาจลังเลที่จะเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ แต่ความจริงก็คือ หากเราไม่เผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ เราจะไม่มีวันสร้างโลกที่ดีกว่าเดิมได้” กูเตอร์เรสกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งในช่วงสิ้นปีนี้.

ที่มา BBC

กัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุจับตัวประกันในเรือนจำ-สังหารตำรวจ 8 นาย

กัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุจับตัวประกันในเรือนจำ-สังหารตำรวจ 8 นาย

19 ม.ค. 2569 13:06 น.

กัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุจับตัวประกันในเรือนจำ-สังหารตำรวจ 8 นาย

ประธานาธิบดีกัวเตมาลาประกาศภาวะฉุกเฉิน 30 วัน เพื่อกวาดล้างแก๊งอาชญากรรม หลังเกิดเหตุจลาจลจับตัวประกันในเรือนจำ 3 แห่ง และเหตุสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 นายเพื่อตอบโต้รัฐบาล เตรียมส่งกองทัพลงถนนสั่งพักสิทธิการชุมนุมและจับกุมโดยไม่ต้องมีหมายศาล

ประธานาธิบดีเบร์นาร์โด อาเรบาโล ของกัวเตมาลา ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 30 วัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ม.ค.) เพื่อรับมือและปราบปรามแก๊งอาชญากร หลังเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่อง รวมถึงการสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 8 นาย และการจับตัวประกันในเรือนจำ 3 แห่งทั่วประเทศ

เหตุการณ์เริ่มขึ้นหลังผู้ต้องขังที่มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากร จับตัวประกันรวม 46 คน ในเรือนจำต่าง ๆ เพื่อกดดันให้รัฐบาลย้ายหัวหน้าแก๊งออกจากเรือนจำความมั่นคงสูงไปยังเรือนจำที่มีการควบคุมน้อยกว่า ต่อมาทางการสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์และยึดเรือนจำทั้ง 3 แห่งกลับคืนได้ภายในวันเดียวกัน

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า ตำรวจ 8 นายเสียชีวิตจากการโจมตีตอบโต้ของกลุ่มอาชญากร ขณะปฏิบัติหน้าที่ และมีตำรวจได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 10 นาย รวมถึงมีผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเสียชีวิต 1 ราย รัฐมนตรีมหาดไทยชี้ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการของรัฐ

คำสั่งภาวะฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ทันที โดยระงับสิทธิการชุมนุม และให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับกุมและสอบสวนบุคคลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาที่ฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก ขณะที่ประธานสภาเรียกร้องความเป็นเอกภาพของประเทศในช่วงเวลาวิกฤต

ส่วนในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ตำรวจและทหารเข้าปฏิบัติการในเรือนจำความมั่นคงสูง “เรโนวาซิออน 1” ทางตอนใต้ของกรุงกัวเตมาลาซิตี โดยใช้รถหุ้มเกราะและแก๊สน้ำตา ใช้เวลาเพียง 15 นาทีในการยึดคืนพื้นที่และช่วยเหลือตัวประกันทั้งหมดโดยไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม พร้อมจับกุมผู้นำแก๊งบาร์ริโอ 18 ที่ถูกระบุว่าเป็นแกนนำระดับประเทศ

ขณะเดียวกัน ทางการสามารถช่วยเหลือตัวประกันอีก 28 คนจากเรือนจำเฟรฆาเนส 2 และอีก 9 คนจากเรือนจำพรีเวนตีโว รวมปฏิบัติการทั้งหมดไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันกองทัพจะยังคงตรึงกำลังบนท้องถนนเพื่อรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรม

แก๊งบาร์ริโอ 18 และมารา ซัลวาทรูชา หรือ MS-13 ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอหลักของปัญหายาเสพติดและความรุนแรงในกัวเตมาลา โดยสหรัฐฯ จัดให้ทั้งสองกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้าย ข้อมูลทางการระบุว่า อัตราการฆาตกรรมของกัวเตมาลาในปี 2025 อยู่ที่ 16.1 ต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกมากกว่า 2 เท่า.


ที่มา AFP

วิกฤตประชากรจีน อัตราเกิดลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

วิกฤตประชากรจีน อัตราเกิดลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

19 ม.ค. 2569 12:29 น.

วิกฤตประชากรจีน อัตราเกิดลดลงต่อเนื่องปีที่ 4 ดิ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยข้อมูลประชากรจีนลดลงกว่า 3.3 ล้านคน หรือลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ในปี 2025 หลังอัตราการเกิดดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สังคมผู้สูงอายุขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนแนวโน้มถดถอยยาว กระทบแรงงาน เศรษฐกิจ และระบบสวัสดิการ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า ประชากรจีนในปี 2025 ลดลงเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจำนวนประชากรลดลง 3.39 ล้านคน เหลือ 1,405 ล้านคน เร็วกว่าการลดลงในปี 2024

ตัวเลขระบุว่า ปี 2025 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 7.92 ล้านคน ลดลงถึง 17% จาก 9.54 ล้านคนในปีก่อนหน้า ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 11.31 ล้านคน จาก 10.93 ล้านคน ส่งผลให้อัตราเกิดลดลงเหลือ 5.63 คนต่อประชากร 1,000 คน และอัตราการตายเพิ่มเป็น 8.04 คนต่อประชากร 1,000 คน สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1968

นักประชากรศาสตร์ชี้ว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2025 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 1738 ซึ่งขณะนั้นจีนมีประชากรเพียงราว 150 ล้านคน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รุนแรง ขณะที่จีนเริ่มเผชิญภาวะประชากรหดตัวตั้งแต่ปี 2022 และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลระบุว่า ประชากรอายุเกิน 60 ปี มีสัดส่วนราว 23% ของทั้งประเทศ และคาดว่าในปี 2035 จะเพิ่มเป็น 400 ล้านคน เทียบเท่าจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกาและอิตาลีรวมกัน ส่งผลให้แรงงานจำนวนมหาศาลทยอยออกจากตลาดในช่วงที่งบประมาณบำนาญตึงตัว รัฐบาลจีนจึงปรับเพิ่มอายุเกษียณ โดยผู้ชายทำงานถึง 63 ปี และผู้หญิงถึง 58 ปี

ในด้านโครงสร้างครอบครัว จำนวนการจดทะเบียนสมรสในปี 2024 ลดลงเกือบ 20% ซึ่งเป็นสถิติลดลงมากที่สุด สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราเกิดที่ชะลอตัว แม้รัฐบาลผ่อนคลายกฎให้คู่รักสามารถจดทะเบียนสมรสได้ทุกพื้นที่ตั้งแต่ปี 2025 ส่งผลให้การสมรสในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นกว่า 22% แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเพียงแรงหนุนระยะสั้น

แม้ทางการจะพยายามลบล้างอิทธิพลของ “นโยบายลูกคนเดียว” (ปี 1980-2015) แต่ทัศนคติของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมาก การย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองที่มีค่าครองชีพสูงส่งผลให้การมีลูกเป็นภาระหนัก อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณบวกเล็กน้อยจากการแก้กฎหมายให้คู่รักสามารถ “จดทะเบียนสมรสที่ไหนก็ได้” ส่งผลให้ยอดการแต่งงานในไตรมาส 3 ของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 22.5%

ขณะเดียวกัน การย้ายถิ่นสู่เมืองที่มีต้นทุนการเลี้ยงดูสูง ทำให้อัตราการมีบุตรยิ่งลดลง โดยอัตราความเป็นเมืองของจีนเพิ่มเป็น 68% ในปี 2025 จากราว 43% ในปี 2005

ด้านนโยบายเศรษฐกิจในปี 2026 รัฐบาลจีนวางแผนทุ่มงบประมาณกว่า 1.8 แสนล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการเกิด โดยมีมาตรการสำคัญคือเงินอุดหนุนเด็กแห่งชาติ ซึ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงนโยบาย “แม่ไม่ต้องจ่าย” โดยรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์และคลอดบุตรทั้งหมด รวมถึงสวัสดิการครอบคลุมการทำเด็กหลอดแก้วผ่านกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ

ปัจจุบัน จีนมีอัตราการเจริญพันธุ์เพียงราว 1 คนต่อผู้หญิง 1 คน ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรอย่างมาก และคาดว่าจำนวนผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์จะลดลงเหลือต่ำกว่า 100 ล้านคนภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งจะเป็นความท้าทายระยะยาวต่อเศรษฐกิจและสังคมจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

ที่มา Reuters

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมสู้คดีสื่ออังกฤษนัดสุดท้าย ฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่คดีดักฟัง

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมสู้คดีสื่ออังกฤษนัดสุดท้าย ฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่คดีดักฟัง

19 ม.ค. 2569 11:27 น.

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมสู้คดีสื่ออังกฤษนัดสุดท้าย ฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่คดีดักฟัง

เจ้าชายแฮร์รีเตรียมเสด็จกรุงลอนดอนในสัปดาห์นี้ เพื่อร่วมการพิจารณาคดีความกับกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดัง ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ Daily Mail และ Mail on Sunday ในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวและรวบรวมข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งนับเป็น “ภารกิจสุดท้าย” ในมหากาพย์การต่อสู้กับสื่อที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของพระองค์

การพิจารณาคดีครั้งนี้จัดขึ้นที่ศาลสูงในกรุงลอนดอน โดยมีกำหนดเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ (19 ม.ค.) และคาดว่าจะใช้เวลายาวนานถึง 9 สัปดาห์ เจ้าชายแฮร์รี ทรงเป็นโจทก์ร่วมกับคนดังอีกหลายราย อาทิ เอลตัน จอห์น ศิลปินระดับตำนาน, เดวิด เฟอร์นิช สามีของเขา, รวมถึงนักแสดงชื่อดังอย่าง เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ และ ซาดี ฟรอสต์

กลุ่มผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่า Associated Newspapers ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ Daily Mail และ Mail on Sunday ว่า ได้กระทำการหรือจ้างวานกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหลายอย่าง ได้แก่การดักฟัง โดยการจ้างนักสืบเอกชนเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ฟังเสียงภายในรถยนต์ รวมถึงการปลอมแปลงตัวตนโดยอ้างเป็นบุคคลอื่นเพื่อเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญ และการลักลอบฟัง ด้วยการแอบเข้าถึงการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มสื่อดังกล่าวได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ “น่าเกลียดชัง” และ “ไร้สาระ”

ตามร่างกำหนดการของศาล เจ้าชายแฮร์รีจะทรงเข้าร่วมฟังการแถลงเปิดคดีในช่วง 3 วันแรก และมีกำหนดขึ้นให้การเป็นพยานตลอดทั้งวันในวันพฤหัสบดี ขณะที่เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ จะขึ้นให้การในสัปดาห์ถัดไป และเอลตัน จอห์น มีกำหนดขึ้นให้การในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์

การเสด็จกลับอังกฤษครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นับตั้งแต่พระองค์ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูงในปี 2020 และย้ายไปพำนักที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ กับเมแกน พระชายา แม้ในการเสด็จเยือนครั้งก่อนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พระองค์จะมีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพื่อเยียวยารอยร้าวในราชวงศ์ แต่สื่ออังกฤษระบุว่าในการเสด็จครั้งนี้ ยังไม่มีแผนที่จะได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาแต่อย่างใด

เป็นที่ทราบกันดีว่าเจ้าชายแฮร์รีทรงโทษสื่อว่าเป็นต้นเหตุการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา พระมารดา เมื่อปี 1997 จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะถูกปาปารัสซีไล่ตามในกรุงปารีส ทำให้พระองค์ทรงถือเป็นภารกิจส่วนตัวที่จะทำให้สื่อต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสม

คดีนี้นับเป็นคดีที่สามและคดีสุดท้าย หลังจากที่พระองค์เคยได้รับชัยชนะและค่าเสียหายมาแล้วจากคดีก่อนหน้า โดยศาลตัดสินให้พระองค์ชนะคดีในปี 2023 กับกลุ่มบริษัท Mirror Group Newspapers (MGN) หลังพบว่ามีการดักฟังโทรศัพท์จริง โดยได้รับค่าเสียหายกว่า 1.4 แสนปอนด์

ส่วนกลุ่มบริษัท News Group Newspapers (NGN) สื่อในเครือของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อก เพิ่งตกลงยอมความนอกศาลและจ่ายค่าเสียหายจำนวนมหาศาลให้แก่พระองค์เมื่อเดือนมกราคม 2025 ที่ผ่านมา พร้อมออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อการล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของพระองค์และเจ้าหญิงไดอานา

มาร์ค สตีเฟนส์ ทนายความด้านสื่อ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า คดีนี้มีความสำคัญมากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของ “ความรับผิดชอบของสื่อในอนาคต” โดยระบุว่า แม้เสรีภาพของสื่อจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่เสรีภาพจากการถูกสอดแนมอย่างผิดกฎหมายก็สำคัญไม่แพ้กัน การพิจารณาคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการตรวจสอบการทำงานของสื่อมวลชนทั่วโลก.

จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี “ทรัมป์” และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ

จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี "ทรัมป์" และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ

19 ม.ค. 2569 11:06 น.

จีนบรรลุเป้าจีดีพีปี 2025 โต 5% แม้เผชิญมรสุมภาษี “ทรัมป์” และวิกฤตอสังหาฯ ในประเทศ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตลอดปี 2025 เติบโตอยู่ที่ 5% บรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลปักหมุดไว้ที่ “ประมาณ 5%” ได้สำเร็จ ปัจจัยหลักมาจากการที่จีนสามารถทำยอดเกินดุลการค้าได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะการขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดนอกเหนือจากสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รัฐบาลจีนรายงานว่า เศรษฐกิจจีนขยายตัว 5% ในปีที่ผ่านมา บรรลุเป้าหมายการเติบโตประจำปี แม้ต้องเผชิญความผันผวนจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกที่ทำสถิติสูงสุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี (ต.ค.-ธ.ค.) อัตราการเติบโตเริ่มชะลอตัวลงเหลือ 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น

แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูดี แต่เศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเผชิญปัญหาเรื้อรัง ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ โดยราคาบ้านในเดือนธันวาคมลดลง 2.7% ซึ่งเป็นการดิ่งลงแรงที่สุดในรอบ 5 เดือน ขณะที่ยอดการลงทุนในอสังหาฯ ตลอดทั้งปีร่วงลงถึง 17.2%

ส่วนยอดค้าปลีกในเดือนธันวาคมโตเพียง 0.9% ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี สะท้อนว่าผู้บริโภคชาวจีนยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตยังคงเป็นจุดแข็ง โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคมขยายตัว 5.2% สูงกว่าเดือนก่อนหน้า

คัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ยอมรับว่าเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับภาวะ “อุปทานแข็งแกร่ง แต่อุปสงค์อ่อนแอ” แต่ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพการเติบโตต่อไปได้ในปีนี้

ในปี 2026 จีนยังต้องรับมือกับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการที่ทรัมป์ขู่จะเพิ่มภาษีกับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่านหรือคัดค้านแผนการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ 

นอกจากประเด็นเศรษฐกิจ จีนยังเผชิญกับ “วิกฤตประชากร” ที่รุนแรงขึ้น โดยจำนวนประชากรลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 4 เหลือเพียง 1.41 พันล้านคน ส่วนอัตราการเกิดลดต่ำลงเหลือเพียง 5.63 คนต่อประชากร 1,000 คน ขณะที่สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดการณ์ว่าแรงงานหลายร้อยล้านคนจะทยอยออกจากระบบเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้นในปีนี้ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและลดการพึ่งพาการส่งออก เพื่อสร้างความสมดุลให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว.

ที่มา BBC