ม็อบประท้วงในกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ต้านแผนทรัมป์ยึดดินแดน

ม็อบประท้วงในกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ต้านแผนทรัมป์ยึดดินแดน

18 ม.ค. 2569 02:40 น.

ม็อบประท้วงในกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ต้านแผนทรัมป์ยึดดินแดน

ประชาชนในเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ออกมาร่วมตัวประท้วงในหลายเมือง เพื่อต่อต้านแผนการของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. 2569 ประชาชนหลายพันคนในกรีนแลนด์และเดนมาร์กออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านแผนการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก

การชุมนุมประท้วงมีขึ้นในหลายเมืองของเดนมาร์ก รวมถึงกรุงโคเปนเฮเกนซึ่งเป็นเมืองหลวง ตลอดจนในเมืองนุก (Nuuk) เมืองเอกของกรีนแลนด์ ผู้ประท้วงต่างชูป้ายที่มีข้อความว่า “อย่าแตะต้องกรีนแลนด์” และ “กรีนแลนด์เพื่อชาวกรีนแลนด์”

“เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องรวมตัวกันและแสดงให้เห็นว่ากรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย และเราไม่ต้องการเป็นชาวอเมริกัน หรือถูกผนวกเข้ากับสหรัฐฯ” เอริก เจนเซน นักการเมืองชาวกรีนแลนด์บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์

การประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่คณะตัวแทนจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดย คริส คูนส์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตเดินทางมาเยือนกรุงโคเปนเฮเกน และพูดถึงวาทกรรมของนายทรัมป์ว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่สร้างสรรค์”

ชาวกรีนแลนด์เดินขบวนประท้วงในเมืองนุก เมื่อ 17 ม.ค. 2569
ชาวกรีนแลนด์เดินขบวนประท้วงในเมืองนุก เมื่อ 17 ม.ค. 2569

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความต้องการให้กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ตั้งแต่เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกแล้ว และจุดประเด็นนี้กลับมาอีกครั้งหลังจากรับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อปีก่อน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง

ล่าสุดนายทรัมป์ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศในยุโรปที่คัดค้านแผนการของเขา โดยระบุว่า สินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ ในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหาประเทศเหล่านี้ว่ากำลังเล่น “เกมที่อันตรายอย่างยิ่ง” พร้อมระบุว่าอัตราภาษีจะถูกปรับเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. และจะเก็บจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อการซื้อกรีนแลนด์อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ

อนึ่ง กรีนแลนด์เป็นดินแดนที่มีประชากรอาศัยอยู่เบาบางแต่กลับอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ ตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือและอาร์กติก ยังทำให้กรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่มีการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และใช้สำหรับการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเรือต่าง ๆ ในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวไว้ว่า วอชิงตันจะครอบครองดินแดนนี้ด้วย “วิธีที่ง่าย” หรือ “วิธีที่ยาก” ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหมายถึงการซื้อเกาะแห่งนี้หรือการเข้ายึดครองด้วยกำลัง

ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจความคิดเห็นระบุว่า ชาวกรีนแลนด์กว่า 85% คัดค้านการที่ดินแดนจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปต่างรวมตัวกันสนับสนุนเดนมาร์ก โดยโต้แย้งว่าความมั่นคงของภูมิภาคอาร์กติกควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของนาโต โดยฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร ส่งกองกำลังขนาดเล็กไปยังกรีนแลนด์แล้ว เพื่อร่วมภารกิจลาดตระเวน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 8 ชาติยุโรป 10-25% ขวางทางซื้อกรีนแลนด์

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 8 ชาติยุโรป 10-25% ขวางทางซื้อกรีนแลนด์

18 ม.ค. 2569 00:14 น.

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 8 ชาติยุโรป 10-25% ขวางทางซื้อกรีนแลนด์

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 8 ชาติยุโรป รวมถึงเดนมาร์ก 10% เริ่ม 1 ก.พ.นี้ และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน โดยจะมีผลจนกว่าจะซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่านข้อความที่โพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะมีมาตรการเก็บภาษีศุลกากรสินค้าที่นำเข้าจาก เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ในอัตรา 10% โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “เราได้ให้เงินอุดหนุนแก่เดนมาร์กและประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศอื่น ๆ มาเป็นเวลาหลายปี โดยการไม่เรียกเก็บภาษีศุลกากรหรือค่าตอบแทนในรูปแบบอื่นใดเลย บัดนี้ หลังจากผ่านพ้นมาหลายศตวรรษ ถึงเวลาแล้วที่เดนมาร์กจะต้องตอบแทน”

“สันติภาพของโลกกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง! จีนและรัสเซียต้องการกรีนแลนด์ และไม่มีสิ่งใดที่เดนมาร์กจะทำได้เลย ปัจจุบันพวกเขามีเพียง ‘รถลากเลื่อนสุนัข’ 2 คัน ไว้ป้องกันตัว ซึ่งเพิ่งจะเพิ่มมาถึงคันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีเพียงสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เท่านั้นที่สามารถลงเล่นในเกมนี้ได้ และจะทำได้อย่างประสบความสำเร็จอย่างยิ่งด้วย! จะไม่มีใครกล้าแตะต้องดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ และโลกโดยรวมกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง”

“ที่เหนือยิ่งไปกว่านั้น เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ต่างเดินทางไปยังกรีนแลนด์เพื่อจุดประสงค์ที่ไม่มีใครทราบ นี่คือสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย ความมั่นคง และการอยู่รอดของโลกเรา ประเทศเหล่านี้ ซึ่งกำลังเล่นเกมที่อันตรายอย่างยิ่ง ได้สร้างระดับความเสี่ยงที่ไม่สามารถรับได้ หรือไม่สามารถปล่อยให้ดำเนินต่อไปได้”

“ดังนั้น เพื่อปกป้องสันติภาพและความมั่นคงของโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินมาตรการที่เข้มงวดเพื่อให้สถานการณ์ที่อาจเป็นอันตรายนี้สิ้นสุดลงโดยเร็วและไม่มีข้อกังขา”

“ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ประเทศทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น (เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์) จะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากร 10% สำหรับสินค้าทุกชนิดและทุกประเภทที่ส่งมายังสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 25%”

“ภาษีนี้จะต้องชำระจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อการซื้อกรีนแลนด์อย่างเสร็จสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ สหรัฐฯ พยายามที่จะทำธุรกรรมนี้มานานกว่า 150 ปีแล้ว ประธานาธิบดีหลายท่านได้พยายาม และทำด้วยเหตุผลที่ดี แต่เดนมาร์กปฏิเสธมาโดยตลอด”

“บัดนี้ เนื่องจากโครงการ ‘โกลเดน โดม’ (Golden Dome) และระบบอาวุธสมัยใหม่ ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ความจำเป็นในการ “เข้าครอบครอง” จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ปัจจุบันมีการใช้จ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ไปกับโครงการความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับ “เดอะ โดม” ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการคุ้มครองแคนาดาด้วย และระบบที่ชาญฉลาดแต่มีความซับซ้อนสูงนี้ จะสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพและประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมีดินแดนแห่งนี้รวมอยู่ด้วยเท่านั้น เนื่องด้วยเหตุผลด้านมุมพิกัด ระยะ และขอบเขตพื้นที่”

“สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะเปิดการเจรจากับเดนมาร์ก และ/หรือ ประเทศเหล่านี้ที่สร้างความเสี่ยงอย่างมาก แม้ว่าที่ผ่านมาเราได้ทำเพื่อพวกเขามามากมายแล้ว รวมทั้งการมอบความคุ้มครองสูงสุดมาตลอดหลายทศวรรษ ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้! โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

FAA เตือนสายการบิน อาจมีกิจกรรมทางทหาร ในอเมริกากลาง-ใต้

FAA เตือนสายการบิน อาจมีกิจกรรมทางทหาร ในอเมริกากลาง-ใต้

17 ม.ค. 2569 23:37 น.

FAA เตือนสายการบิน อาจมีกิจกรรมทางทหาร ในอเมริกากลาง-ใต้

สำนักงานบริหารการบินสหรัฐฯ เตือนสายการบินอเมริกาให้ระวังเวลาเดินทางผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก, อเมริกากลางและใต้ เนื่องจากอาจมีกิจกรรมทางทหารเกิดขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ (FAA) ได้ออกประกาศเตือนนักบินของสายการบินสหรัฐฯ เกี่ยวกับการบินเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ใกล้กับประเทศเม็กซิโก อเมริกากลาง และบางส่วนของอเมริกาใต้ โดยระบุถึงความเป็นไปได้ที่จะมี “กิจกรรมทางทหาร” และการรบกวนสัญญาณนำทางผ่านดาวเทียม

คำเตือนดังกล่าวถูกประกาศเมื่อวันศุกร์ผ่านชุดประกาศแจ้งเตือนนักบิน (NOTAMs) จะมีผลเป็นเวลา 60 วัน โดย FAA ระบุว่า “มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่ออากาศยานในทุกระดับความสูง รวมถึงในระหว่างการบินผ่าน และในช่วงการบินขึ้นและลงจอด”

“FAA ได้ออกประกาศแจ้งเตือนการบิน (NOTAMs) สำหรับพื้นที่เฉพาะในเขตควบคุมการจราจรทางอากาศเหนือน่านน้ำของเม็กซิโก, อเมริกากลาง, ปานามา, โบโกตา, กวายากิล และมาซาตลัน รวมถึงในน่านฟ้าบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก” FAA บอกกับสำนักข่าว USA Today

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการออกประกาศแจ้งเตือน ซึ่งระบุให้ผู้ประกอบการอากาศยาน “ใช้ความระมัดระวัง” แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการโจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกหลายครั้ง โดยจมเรือไปมากกว่า 30 ลำ มีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา FAA ก็เคยได้เตือนให้นักบินทุกคนใช้ความระมัดระวังเมื่อบินผ่านน่านฟ้าเหนือประเทศเวเนซุเอลา “เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เลวร้ายลงและกิจกรรมทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น”

และเมื่อเดือนธันวาคม เที่ยวบินของสายการบินเจ็ทบลู (JetBlue) ซึ่งเดินทางมาจากคูราเซา (Curaçao) ประเทศในแถบแคริบเบียน ต้องระงับการไต่ระดับความสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกับเครื่องบินเติมน้ำมันของกองทัพอากาศสหรัฐฯ

เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม รัฐบาลทรัมป์มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา และบุกจับตัวนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเผด็จการ กับภริยาของเขาถึงบ้านพักในกรุงการากัส

และนายทรัมป์เพิ่งบอกกับสำนักข่าว Fox News เมื่อไม่นานมานี้ว่า สหรัฐฯ จะขยายปฏิบัติการเพื่อกวาดล้างกลุ่มค้ายาเสพติดมากขึ้นอีก

“เราได้กำจัดยาเสพติดที่เข้ามาทางน้ำไปได้ถึง 97% แล้ว และตอนนี้เรากำลังจะเริ่มจัดการบนบก” ทรัมป์บอกนาย ฌอน แฮนนิตี พิธีกรของ Fox News เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม “กลุ่มค้ายาเสพติดกำลังบงการเม็กซิโกอยู่ เป็นเรื่องน่าสลดใจมากที่ต้องเฝ้าดูและเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศนั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : foxnews

อิหร่านโทษสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการประท้วง ทำคนตายหลายพันศพ

อิหร่านโทษสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการประท้วง ทำคนตายหลายพันศพ

17 ม.ค. 2569 21:58 น.

อิหร่านโทษสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการประท้วง ทำคนตายหลายพันศพ

ผู้นำสูงสุดอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการประท้วงใหญ่ ขณะที่กลุ่มสิทธิระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 3,000 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ม.ค. 2569 ว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “ความสูญเสีย, ความเสียหาย และการใส่ร้ายป้ายสี” ที่เกิดขึ้นในประเทศของเขาระหว่างการประท้วงใหญ่ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) คาเมเนอียอมรับว่า มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนระหว่างเหตุการณ์การประท้วงดังกล่าว และว่าผู้เสียชีวิตบางส่วนถูกสังหารในลักษณะที่ไร้มนุษยธรรมและป่าเถื่อน แต่เขากล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ”

ทางด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กระตุ้นให้ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” และขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารหากกองกำลังความมั่นคงสังหารกลุ่มผู้ประท้วงเหล่านั้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักข่าวนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า การประท้วงในอิหร่านได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 3,090 ราย โดยเหตุการณ์ความไม่สงบนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 28 ธ.ค. โดยมีชนวนเหตุจากความไม่พอใจในปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนจะลุกลามเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาล

แต่รัฐบาลเรียกการประท้วงที่เกิดขึ้นว่า การก่อจลาจลที่ได้รับการสนับสนุนจากศัตรูของอิหร่าน และดำเนินการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและบริการสื่อสารเกือบทั้งหมดในประเทศ โดยในวันเสาร์ (17 ม.ค.) ระดับการเชื่อมต่อยังอยู่ที่เพียง 2% ของระดับปกติเท่านั้น

ข่าวเหตุความไม่สงบในอิหร่านเริ่มลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์มองว่า เนื่องจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังคงถูกจำกัด ทำให้สถานการณ์จริงในพื้นที่ยังคงไม่ชัดเจน

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันเสาร์ คาเมเนอียังบอกอีกว่าอิหร่านถือว่าประธานาธิบดีทรัมป์เป็น “อาชญากร” และสหรัฐฯ จะต้อง “รับผิดชอบ” ต่อความไม่สงบที่เกิดขึ้น คาเมเนอีกล่าวหาด้วยว่า เป้าหมายของอเมริกาคือการกลืนกินอิหร่าน

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า พวกเขาได้รับรายงานว่าอิหร่านกำลังเตรียมทางเลือกต่างๆ ในการโจมตีฐานทัพอเมริกัน ซึ่งอิหร่านจะต้องเผชิญกับ “กองกำลังที่ทรงพลังอย่างยิ่ง” หากมีการโจมตีเกิดขึ้นจริง พร้อมเตือนรัฐบาลเตหะรานว่าอย่าได้ “เล่นเกมกับประธานาธิบดีทรัมป์”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธ (14 ม.ค.) ว่าเขาได้รับรายงานว่า “การเข่นฆ่าในอิหร่านได้ยุติลงแล้ว” แต่เสริมว่าเขายังไม่ได้ตัดทางเลือกในการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โทนี แบลร์–มาร์โก รูบิโอ ติดโผบอร์ดสันติภาพกาซาของทรัมป์

โทนี แบลร์–มาร์โก รูบิโอ ติดโผบอร์ดสันติภาพกาซาของทรัมป์

17 ม.ค. 2569 13:29 น.

โทนี แบลร์–มาร์โก รูบิโอ ติดโผบอร์ดสันติภาพกาซาของทรัมป์

ทรัมป์ แต่งตั้ง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และ เซอร์โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสันติภาพกาซา ตามแผนยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

แถลงการณ์ของทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ ระบุว่า คณะกรรมการสันติภาพกาซา ชุดก่อตั้ง (Founding Executive Board) จะประกอบด้วย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ และ เซอร์โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังมี สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลางของสหรัฐ, จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ มาร์ก โรว์แอน ผู้บริหารบริษัทไพรเวตอิควิตี้, อเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก, และโรเบิร์ต กาเบรียล ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ โดยประธานาธิบดีทรัมป์จะทำหน้าที่เป็น ประธานคณะกรรมการ

คณะกรรมการชุดนี้คาดว่าจะมีบทบาท กำกับดูแลกาซาเป็นการชั่วคราว รวมถึงดูแลกระบวนการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ หลังสงครามยุติลง

โดยทำเนียบขาวระบุว่า สมาชิกแต่ละคนจะได้รับมอบหมายภารกิจเฉพาะด้านที่มีความสำคัญต่อ การสร้างเสถียรภาพและความสำเร็จระยะยาวของกาซา

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การจัดตั้งบอร์ดดังกล่าวเป็นการรวมตัวของ คณะกรรมการที่ยิ่งใหญ่และทรงเกียรติที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่ว่าจะในเวลาใดหรือสถานที่ใด พร้อมระบุว่าจะมีการประกาศรายชื่อสมาชิกเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ เซอร์โทนี แบลร์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษระหว่างปี 1997–2007 และเป็นผู้นำพาสหราชอาณาจักรเข้าร่วมสงครามอิรักในปี 2003 หลังพ้นตำแหน่ง เขาเคยทำหน้าที่เป็นทูตพิเศษตะวันออกกลางของกลุ่มควอเต็ต (สหรัฐ สหภาพยุโรป รัสเซีย และสหประชาชาติ)

ในบทบาทดังกล่าว แบลร์มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในปาเลสไตน์ และสร้างเงื่อนไขเพื่อขับเคลื่อนแนวทาง สองรัฐ

ก่อนหน้านี้ แบลร์มีส่วนร่วมในการหารือระดับสูงเกี่ยวกับอนาคตกาซากับสหรัฐและภาคีอื่น ๆ แล้ว โดยในเดือนสิงหาคม เขาเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวกับทรัมป์ ซึ่งวิตคอฟฟ์ระบุว่าเป็นการหารือที่ “ครอบคลุมอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน เวส สตรีทติง รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า การดึงตัวแบลร์เข้ามามีบทบาทในประเด็นกาซา อาจทำให้หลายคนตั้งคำถาม เนื่องจากบทบาทของเขาในสงครามอิรัก แต่ก็ยอมรับว่า แบลร์มีบทบาทสำคัญในการเจรจาข้อตกลง Good Friday Agreement ปี 1998 ที่ยุติความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งหากเขานำทักษะด้านการทูตและการบริหารรัฐกิจที่มีอยู่มาใช้ได้จริง ก็อาจเป็นผลดี

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังการประกาศตั้ง คณะกรรมการเทคโนแครตปาเลสไตน์ 15 คน ในนาม National Committee for the Administration of Gaza (NCAG) เพื่อบริหารกิจการประจำวันของกาซาหลังสงคราม โดยมี อาลี ชาอัต อดีตรองรัฐมนตรีของรัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) เป็นประธาน

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังระบุว่า นิโคไล มลาเดนอฟ อดีตทูตพิเศษสหประชาชาติประจำตะวันออกกลางจากบัลแกเรีย จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนของบอร์ดในพื้นที่กาซา ทำงานประสานกับ NCAG

แผนของทรัมป์ยังรวมถึงการส่ง กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ (International Stabilisation Force – ISF) เข้าไปในกาซา เพื่อฝึกและสนับสนุนตำรวจปาเลสไตน์ที่ผ่านการคัดกรอง โดยมี พลตรีแจสเปอร์ เจฟเฟอร์ส แห่งกองทัพสหรัฐ เป็นผู้บัญชาการ เพื่อสร้างความมั่นคง รักษาสันติภาพ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดจากการก่อการร้ายอย่างยั่งยืน

แม้แผนสันติภาพของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมและเข้าสู่ระยะที่สองแล้ว แต่อนาคตของกาซา รวมถึงชะตากรรมของ ชาวปาเลสไตน์กว่า 2.1 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ยังคงเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กาซา

เกาหลีใต้ผวา พบโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดครั้งแรกในรอบ 2 เดือน สั่งเร่งกำจัดหมูยกฟาร์ม

เกาหลีใต้ผวา พบโรค "อหิวาต์แอฟริกาในสุกร" ระบาดครั้งแรกในรอบ 2 เดือน สั่งเร่งกำจัดหมูยกฟาร์ม

17 ม.ค. 2569 09:47 น.

เกาหลีใต้ผวา พบโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดครั้งแรกในรอบ 2 เดือน สั่งเร่งกำจัดหมูยกฟาร์ม

เกาหลีใต้ผวา พบการระบาดของโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองคังนึง ทางตะวันออกของประเทศ ทางการเร่งคุมเข้ม สั่งหยุดเคลื่อนย้ายสุกร 48 ชั่วโมง ป้องกันเชื้อแพร่กระจาย

วันที่ 17 มกราคม 2569 กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทของเกาหลีใต้ แถลงว่า พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever-ASF) เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 เดือน ส่งผลให้ต้องเร่งกำจัดสุกรนับหมื่นตัว และออกคำสั่งหยุดกิจกรรมในฟาร์มเลี้ยงหมูหลายพื้นที่ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อ

โดยการระบาดครั้งล่าสุดถูกตรวจพบที่ฟาร์มเลี้ยงสุกรในเมืองคังนึง จังหวัดคังวอน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลราว 170 กิโลเมตร ทางการระบุว่า สุกร 29 จาก 32 ตัวที่ตายลงเมื่อวันศุกร์ ตรวจพบเชื้อ ASF ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงในสุกร แต่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งนับเป็นการพบเชื้อ ASF ครั้งแรกในประเทศนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังเคยมีรายงานการระบาดที่เมืองดังจิน จังหวัดชุงชองใต้

ทางการจังหวัดคังวอน เปิดเผยว่า เพื่อควบคุมสถานการณ์ ได้สั่งกำจัดสุกรประมาณ 20,000 ตัวในฟาร์มที่พบการระบาด พร้อมออกคำสั่ง “หยุดเคลื่อนย้าย” เป็นเวลา 48 ชั่วโมง สำหรับฟาร์มสุกรใน 6 เมืองและอำเภอใกล้เคียง ห้ามการขนย้ายสัตว์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายกรัฐมนตรีคิม มินซอก มีคำสั่งให้ดำเนินมาตรการควบคุมฉุกเฉินทันที ทั้งการจำกัดการเข้าพื้นที่ การทำลายสุกร และการสอบสวนทางระบาดวิทยาอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุของการระบาดและป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ.

เมียนมาสู้คดี “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่ศาลโลก ให้การปฏิเสธทำร้ายโรฮีนจา ชี้หลักฐานแกมเบียไม่เพียงพอ

เมียนมาสู้คดี "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ที่ศาลโลก ให้การปฏิเสธทำร้ายโรฮีนจา ชี้หลักฐานแกมเบียไม่เพียงพอ

17 ม.ค. 2569 09:20 น.

เมียนมาสู้คดี “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่ศาลโลก ให้การปฏิเสธทำร้ายโรฮีนจา ชี้หลักฐานแกมเบียไม่เพียงพอ

เมียนมาเริ่มการต่อสู้คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ยืนยันปฏิบัติการทางทหารเป็นการต่อต้านก่อการร้าย ขณะที่แกมเบียย้ำเป็นนโยบายรัฐเพื่อ “ลบการมีอยู่” ของโรฮีนจา

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายโก โก หล่าย ตัวแทนรัฐบาลเมียนมา นำเสนอคำชี้แจงฝ่ายจำเลยอย่างเป็นทางการต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวโรฮีนจา พร้อมยืนยันว่าแกมเบียไม่สามารถนำเสนอหลักฐานที่เพียงพอเพื่อพิสูจน์เจตนาของเมียนมาได้

ตัวแทนรัฐบาลเมียนมากล่าวต่อคณะผู้พิพากษาว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐานรองรับ พร้อมย้ำว่า เมียนมาไม่ได้มีหน้าที่ต้องอยู่นิ่งเฉยและปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายเคลื่อนไหวอย่างเสรีในรัฐยะไข่ตอนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ นอกจากนี้เขาระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารในปี 2560 เป็น “ปฏิบัติการกวาดล้าง” ซึ่งเป็นศัพท์ทางทหารที่ใช้เรียกการต่อต้านการก่อความไม่สงบหรือการต่อต้านการก่อการร้าย ไม่ใช่การโจมตีประชาชนพลเรือน

นายโก โก หล่าย กล่าวต่อศาลว่า เมียนมายังคงมุ่งมั่นผลักดันการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศ แต่ยอมรับว่าปัจจัยภายนอกอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอุปสรรค พร้อมย้ำว่า ความพยายามนี้ขัดแย้งกับข้อกล่าวหาว่าเมียนมาต้องการทำลายหรือขับไล่ชาวโรฮีนจาออกจากประเทศ 

ก่อนหน้านี้ ดอว์ดา จัลโลว์ รัฐมนตรีต่างประเทศแกมเบีย กล่าวต่อศาลว่า เมียนมาดำเนินนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อทำลายชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮีนจาอย่างเป็นระบบ โดยชี้ว่าชาวโรฮีนจาต้องเผชิญกับการกดขี่ข่มเหงมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ก่อนจะถูกโฆษณาชวนเชื่อให้ลดทอนความเป็นมนุษย์ และนำไปสู่การปราบปรามทางทหารครั้งใหญ่

ที่ผ่านมาในปี 2560 การปราบปรามของกองทัพเมียนมาทำให้ชาวโรฮีนจาหลายพันคนเสียชีวิต และมากกว่า 700,000 คนหลบหนีไปยังบังกลาเทศ โดยข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบัน ชาวโรฮีนจามากกว่าหนึ่งล้านคนอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในเขตค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในค่ายผู้ลี้ภัยที่ใหญ่และแออัดที่สุดในโลก ขณะที่รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ผู้นำทหารระดับสูงของเมียนมาควรถูกสอบสวนในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรัฐยะไข่ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในพื้นที่อื่นๆ 

ทั้งนี้ ศาลโลกเตรียมรับฟังพยานเพิ่มเติม รวมถึงผู้รอดชีวิตชาวโรฮีนจา เป็นเวลา 3 วัน โดยจะเป็นการไต่สวนลับ ไม่เปิดให้สาธารณชนและสื่อมวลชนเข้าร่วม ขณะที่คำตัดสินสุดท้ายคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2569.

ที่มา BBC

งานวิจัยชี้พาราเซตามอลปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มเสี่ยงออทิสติก โต้คำกล่าวอ้างทรัมป์

งานวิจัยชี้พาราเซตามอลปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มเสี่ยงออทิสติก โต้คำกล่าวอ้างทรัมป์

17 ม.ค. 2569 08:11 น.

งานวิจัยชี้พาราเซตามอลปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มเสี่ยงออทิสติก โต้คำกล่าวอ้างทรัมป์

งานวิจัยฉบับใหม่ยืนยัน ใช้พาราเซตามอลระหว่างตั้งครรภ์ปลอดภัย และไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคออทิสติก, สมาธิสั้น หรือปัญหาพัฒนาการในเด็ก หักล้างคำกล่าวอ้างก่อนหน้าของโดนัลด์ ทรัมป์

ผลการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชื่อดัง The Lancet Obstetrics, Gynaecology & Women’s Health และถือเป็นหนึ่งในบททบทวนงานวิจัยที่เข้มข้นที่สุดในประเด็นดังกล่าว ระบุยืนยันว่า หญิงตั้งครรภ์สามารถกินยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย และขอให้สบายใจได้ เพื่อตอบโต้คำกล่าวอ้างลอยๆ ของทรัมป์เมื่อปีที่แล้ว ที่เคยระบุว่าพาราเซตามอลไม่ดี สำหรับหญิงตั้งครรภ์ และเรียกร้องให้สตรีมีครรภ์ต่อสู้สุดกำลัง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดชนิดนี้ โดยอ้างความเชื่อมโยงกับโรคออทิสติกในเด็ก

คำกล่าวดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากองค์กรแพทย์ทั่วโลก เนื่องจาก Tylenol (ชื่อทางการค้าในสหรัฐฯ) ถือเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ตัวเลือกแรกสำหรับหญิงตั้งครรภ์มาโดยตลอด

งานวิจัยฉบับล่าสุดนี้ทบทวนงานศึกษาคุณภาพสูงจำนวน 43 ชิ้น ครอบคลุมหญิงตั้งครรภ์หลายแสนคน โดยเน้นเปรียบเทียบการตั้งครรภ์ที่มารดาใช้พาราเซตามอลกับกรณีที่ไม่ได้ใช้ยา

ที่สำคัญคือ งานวิจัยจำนวนมากเป็นการเปรียบเทียบในกลุ่ม พี่น้องร่วมครรภ์ (siblings studies) ซึ่งช่วยตัดปัจจัยรบกวน เช่น พันธุกรรม หรือสภาพแวดล้อมครอบครัวออกไป ทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือสูง

นักวิจัยยังติดตามพัฒนาการเด็กยาวนานกว่า 5 ปี เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงทางระบบประสาท ซึ่งไม่พบความเชื่อมโยงกับออทิสติกหรือสมาธิสั้น

ศาสตราจารย์ อัสมา คาลิล (Prof. Asma Khalil) สูติแพทย์และหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า “เมื่อเราวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เราไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ ไม่มีหลักฐานว่าพาราเซตามอลเพิ่มความเสี่ยงโรคออทิสติก” เธอย้ำว่าสาระสำคัญชัดเจน พาราเซตามอลยังคงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ หากใช้ตามคำแนะนำแพทย์

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การหลีกเลี่ยงพาราเซตามอลโดยไม่จำเป็นอาจ เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เพราะไข้สูงหรืออาการปวดที่ไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยง แท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือปัญหาพัฒนาการ

ด้านนักวิชาการอิสระหลายคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษา ต่างออกมาสนับสนุนผลการวิจัยนี้ โดยระบุว่าจะช่วยลดความกังวลของหญิงตั้งครรภ์ทั่วโลก

ศาสตราจารย์ เกรนน์ แมคอะลอนแนน จาก King’s College London ระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรต้องแบกรับความเครียดจากการตั้งคำถามว่ายาแก้ปวดธรรมดาจะส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพลูกหรือไม่

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์เกน ระบุว่า งานวิจัยนี้เป็น หลักฐานที่แข็งแรง ว่าพาราเซตามอล ไม่เพิ่มความเสี่ยงออทิสติก, ADHD หรือภาวะบกพร่องทางสติปัญญา

แม้ผลวิจัยจะชัดเจน แต่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ยังคงแสดงความกังวล โดยอ้างถึงงานวิจัยบางชิ้นที่แนะนำให้ใช้ยาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้ในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ยอมรับว่า ยังไม่มีการพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างพาราเซตามอลกับโรคทางระบบประสาท และยานี้ยังคงเป็น ยาลดไข้เพียงชนิดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ด้านหน่วยงานสาธารณสุขในสหราชอาณาจักรยืนยันอีกครั้งว่า พาราเซตามอลยังเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์.

ที่มา : BBC

คลิดอ่านข่าวเกี่ยวกับ หญิงมีครรภ์

ทรัมป์ปลื้มสุดๆ รัฐฟลอริดาตั้งชื่อถนนใกล้มาร์-อา-ลาโกเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

ทรัมป์ปลื้มสุดๆ รัฐฟลอริดาตั้งชื่อถนนใกล้มาร์-อา-ลาโกเป็น "โดนัลด์ ทรัมป์"

17 ม.ค. 2569 07:41 น.

ทรัมป์ปลื้มสุดๆ รัฐฟลอริดาตั้งชื่อถนนใกล้มาร์-อา-ลาโกเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯยิ้มแก้มแทบปริ หลังทางการท้องถิ่นประกาศตั้งชื่อถนนช่วงหนึ่งในเขตปาล์มบีช เคาน์ตี รัฐฟลอริดา เป็นชื่อของเขาอย่างเป็นทางการ 

ถนนสายดังกล่าวเป็นช่วงหนึ่งของ Southern Boulevard ซึ่งเชื่อมต่อจาก สนามบินนานาชาติปาล์มบีช ไปยังบ้านพักและคลับส่วนตัวของทรัมป์ที่มาร์-อา-ลาโก โดยปัจจุบันถูกตั้งชื่อว่า “Donald J. Trump Boulevard”

ทรัมป์กล่าวในงานเลี้ยงฉลอง ในห้องจัดเลี้ยงของคฤหาสน์ มาร์-อา-ลาโก  ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง นี่คือถนนที่สำคัญมาก มีผู้คนจำนวนมากเดินทางผ่าน ทั้งคนสำคัญและไม่สำคัญ ซึ่งผมไม่สนใจว่าพวกเขาจะสำคัญหรือไม่ก็ตาม แต่ถนนเส้นนี้มีความหมาย”

เชื่อมสัญลักษณ์อำนาจจากสนามบินสู่บ้านพัก

ถนนเส้นนี้ถือเป็นเส้นทางหลักที่แขก บุคคลสำคัญ นักการเมือง และผู้นำจากต่างประเทศใช้เดินทางมายังคฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก ซึ่งทรัมป์ใช้เป็นทั้งบ้านพักส่วนตัวและสถานที่ต้อนรับแขกทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง

ทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้กล่าวถึงผลงานของรัฐบาล ก่อนจะครบรอบหนึ่งปีของการเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุว่า ยังมีอีกสามปีที่ยอดเยี่ยม และเขาหวังว่า ประเทศนี้จะมีความยิ่งใหญ่อีกหลายทศวรรษ

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงป้ายชื่อถนนที่ถูกติดตั้งใหม่ว่าเมื่อผู้คนเห็นป้ายที่สวยงาม เปิดไฟสว่างในยามค่ำคืน และเขียนว่า “Donald J. Trump Boulevard” พวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจ ภาคภูมิใจ ไม่ใช่ในตัวของเขา แต่ในประเทศของพวกเรา

การตั้งชื่อถนนครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่สะท้อนอิทธิพลทางการเมืองของทรัมป์ในรัฐฟลอริดา ซึ่งถือเป็นฐานเสียงสำคัญของเขา และยังตอกย้ำบทบาทของมาร์-อา-ลาโกในฐานะศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองนอกทำเนียบขาวอีกด้วย.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

รถไฟสายหลักโตเกียวกลับมาให้บริการแล้ว หลังไฟฟ้าขัดข้องนาน 8 ชั่วโมง กระทบผู้โดยสารกว่า 6.7 แสนคน

รถไฟสายหลักโตเกียวกลับมาให้บริการแล้ว หลังไฟฟ้าขัดข้องนาน 8 ชั่วโมง กระทบผู้โดยสารกว่า 6.7 แสนคน

17 ม.ค. 2569 05:13 น.

รถไฟสายหลักโตเกียวกลับมาให้บริการแล้ว หลังไฟฟ้าขัดข้องนาน 8 ชั่วโมง กระทบผู้โดยสารกว่า 6.7 แสนคน

รถไฟสายหลักของกรุงโตเกียวกลับมาให้บริการตามปกติอีกครั้ง หลังประสบปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้อง ส่งผลให้การเดินรถต้องหยุดชะงักยาวนานราว 8 ชั่วโมง กระทบผู้โดยสารกว่า 6.7 แสนคน

วันที่ 16 มกราคม 2569 บริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออก (JR East) เปิดเผยว่า การเดินรถไฟในเขตใจกลางกรุงโตเกียวกลับมาให้บริการตามปกติแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ของวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 หลังประสบปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้อง ส่งผลให้การเดินรถต้องหยุดชะงักยาวนานราว 8 ชั่วโมง

เหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นทำให้รถไฟสายหลัก ได้แก่ สายยามาโนเตะ และสายเคฮิน-โทโฮกุ ต้องระงับการเดินรถตั้งแต่เที่ยวแรกของเช้าวันเดียวกัน รวมถึงส่งผลกระทบต่อสายโยโกสุกะและสายอุสึโนมิยะ โดยมีขบวนรถไฟอย่างน้อย 230 เที่ยวถูกยกเลิก และอีก 354 เที่ยวล่าช้านานสูงสุดถึง 8 ชั่วโมง

JR East ระบุว่า เหตุไฟฟ้าดับเกิดจากอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าดูดทำงานผิดพลาด ระหว่างการเปิดระบบไฟหลังเสร็จสิ้นงานปรับปรุงที่สถานีทามาจิ เขตมินาโตะ ส่งผลให้ระบบตัดไฟอัตโนมัติของสถานีไฟฟ้าย่อยทำงาน และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีผู้โดยสารอย่างน้อย 15 คนแจ้งว่ามีอาการป่วย และ 5 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบรวมประมาณ 673,000 คน

ทางบริษัท JR East ได้ออกแถลงการณ์ขออภัยต่อผู้โดยสาร พร้อมยืนยันจะเร่งสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียด และดำเนินมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยประกาศยกเลิกงานปรับปรุงที่สถานีทามาจิในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งตรงกับช่วงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ.

ที่มา NHK