กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

14 ม.ค. 2569 02:31 น.

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group หลังกลุ่มบริษัทแห่งนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฉากหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ม.ค. 2569 ว่า กัมพูชาได้สั่งระงับการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร หลังจากนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง ถูกจับกุมและส่งตัวไปจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2568 สหรัฐอเมริกาได้สั่งฟ้องนาย เฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีน กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้บงการแผนการหลอกลวงลงทุนออนไลน์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งเชื่อกันว่าส่วนใหญ่ถูกหลอกมาทำงานเยี่ยงทาสในอาคารที่พักของบริษัทในกัมพูชา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (12 ม.ค.) ว่า อสังหาริมทรัพย์ 4 แห่งในเครือ Prince Group ในกรุงพนมเปญ และอีก 1 แห่งในเมืองสีหนุวิลล์ บริเวณชายฝั่ง ถูก “สั่งระงับการขาย” ทั้งในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในโครงการหมู่บ้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกัมพูชาถือเป็นวิบากกรรมล่าสุดที่เกิดกับ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าทำหน้าที่เป็นฉากหน้าให้กับ “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” เพิ่มเติมจากการถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลวอชิงตันและลอนดอนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุว่า บุคคลที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการทั้ง 5 แห่งนี้ ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสิ้นตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว จะมีทางเลือกในการขายอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ หลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ที่คอนโดมิเนียม The Pinnacle Residence ซึ่งผู้พัฒนาโครงการคือบริษัท Prince Real Estate Cambodia ในเครือของ Prince Group พนักงานหลายคนบอกกับสำนักข่าว AFP เมื่อวันอังคารว่าสำนักงานขายถูกปิดตัวลงแล้ว โดยทีมขายเริ่มลดขนาดลงตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้ นายเฉินถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ฉ้อโกงผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Wire Fraud) และสมคบคิดฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ที่ถูกยึดได้ประมาณ 127,271 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน

นับตั้งแต่นั้นมา ทางการในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ต่างมุ่งเป้าไปที่ Prince Group ด้วยการเร่งอายัดและยึดทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางกัมพูชาได้สั่งให้ Prince Bank ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อปิดกิจการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัท Prince Group ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

14 ม.ค. 2569 00:39 น.

นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ลั่น กรีนแลนด์ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และ ณ วินาทีนี้ พวกเขาเลือกอยู่ข้างเดนมาร์กมากกว่าสหรัฐอเมริกา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ม.ค. 2569 ว่า นาย เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีของกรีนแลนด์ ดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก ออกมากล่าวว่า ประชาชนของเขาจะเลือกเดนมาร์กมากกว่าสหรัฐฯ หากพวกเขาถูกขอให้ตัดสินใจ “ในวินาทีนี้”

ถ้อยแถลงของ นายนีลเซน ในการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ถือเป็นการแสดงท่าทีแข็งกร้าวที่สุดจากฝ่ายปกครองของกรีนแลนด์ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ รื้อฟื้นแผนการที่จะผนวกดินแดนแห่งนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

นายทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้อง “เป็นเจ้าของ” กรีนแลนด์เพื่อป้องกันการรุกรานจากรัสเซียและจีน โดยทำเนียบขาวได้เสนอแนะเรื่องการขอซื้อเกาะแห่งนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารในการเข้าผนวกดินแดน

ทางด้านนายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์กซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มนาโต (NATO) เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ประณาม “แรงกดดันที่ไม่สามารถยอมรับได้โดยสิ้นเชิงจากพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเรา” และเตือนว่า มีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่บ่งบอกว่า “ส่วนที่ท้าทายที่สุดยังรอเราอยู่ข้างหน้า”

ขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์กล่าวว่าพวกเขากำลัง “เผชิญกับวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์” แต่จุดยืนของเกาะแห่งนี้ชัดเจนคือ “หากเราต้องเลือกระหว่างสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์ก ณ วินาทีนี้ เราเลือกเดนมาร์ก”

“สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องชัดเจนคือ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกถือครองโดยสหรัฐฯ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกปกครองโดยสหรัฐฯ และกรีนแลนด์ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ” นายนีลเซนกล่าว

ทั้งนี้ กรีนแลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 4 เท่า แต่มีประชากรเบาบางราว 57,000 คนเท่านั้น แต่กรีนแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือและอาร์กติก ทำให้ที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสำหรับการเฝ้าติดตามเรือต่าง ๆ ในภูมิภาค

นายทรัมป์กล่าวย้ำหลายครั้งว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยอ้างโดยไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าว “เต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีนอยู่ทุกหนทุกแห่ง”

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีบุคลากรทางทหารประจำการถาวรในกรีนแลนด์ประมาณ 100 นาย ที่ฐานทัพพิทุฟฟิก (Pituffik) ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของเกาะ โดยเป็นฐานทัพที่เปิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และภายใต้ข้อตกลงที่มีอยู่กับเดนมาร์ก สหรัฐฯ มีอำนาจในการส่งทหารเข้าไปยังกรีนแลนด์ได้มากเท่าที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ข้อตกลงเช่าพื้นที่นั้นยังไม่ดีพอ สหรัฐฯ “จำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของ” และ “นาโตต้องเข้าใจในเรื่องนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์บอกชาวอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” ลั่นความช่วยเหลือกำลังมา

ทรัมป์บอกชาวอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” ลั่นความช่วยเหลือกำลังมา

13 ม.ค. 2569 22:51 น.

ทรัมป์บอกชาวอิหร่าน “ประท้วงต่อไป” ลั่นความช่วยเหลือกำลังมา

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเรียกร้องให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป พร้อมประกาศยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับทางการอิหร่าน และให้คำมั่นว่า ความช่วยเหลือกำลังมาแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 13 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ชาวอิหร่านทำการประท้วงต่อไป และเข้ายึดหน่วยงานต่างๆ พร้อมประกาศยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับทางการอิหร่าน และให้คำมั่นว่า ความช่วยเหลือกำลังมาแล้ว

“เหล่าผู้รักชาติชาวอิหร่าน จงประท้วงต่อไป – จงเข้ายึดหน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ ของพวกคุณ!!! จงเก็บรายชื่อของพวกฆาตกรและพวกที่ใช้ความรุนแรงเอาไว้ พวกมันจะต้องชดใช้อย่างสาสม ผมได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการเข่นฆ่าผู้ประท้วงอย่างไร้สติจะยุติลง ความช่วยเหลือใกล้จะถึงแล้ว MIGA!!! (ทำให้อิหร่านกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง)” ก่อนจะลงชื่อปิดท้ายข้อความว่า “ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ความเคลื่อนไหวของ โดนัลด์ ทรัมป์ เกิดขึ้นในขณะที่ เจ้าหน้าที่ของอิหร่านผู้ไม่ประสงค์ออกนามบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุประท้วงรุนแรงซึ่งดำเนินมานานร่วม 2 สัปดาห์นี้ อาจเพิ่มสูงถึง 2,000 ศพแล้ว แต่เขากล่าวโทษว่า “ผู้ก่อการร้าย” คือผู้อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของทั้งฝ่ายผู้ประท้วง และฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคง

ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ ระบุว่า จนถึงช่วงดึกของวันจันทร์ที่ผ่านมา มีผู้ถูกจับกุมตัวไปแล้ว 10,721 คน ขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านนอกประเทศอิหร่านเชื่อว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงสูงกว่า 2,000 ศพมาก

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศเมื่อเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า จะเก็บภาษีนำเข้า 25% สำหรับสินค้าจากประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่าการใช้มาตรการทางทหารเพิ่มเติมเป็นหนึ่งในทางเลือกที่เขากำลังพิจารณา เพื่อลงโทษอิหร่านต่อกรณีการปราบปรามผู้ชุมนุม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

ดับแล้ว 2,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อ้างผู้ก่อการร้ายอยู่เบื้องหลัง

ดับแล้ว 2,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อ้างผู้ก่อการร้ายอยู่เบื้องหลัง

13 ม.ค. 2569 21:56 น.

ดับแล้ว 2,000 ศพ ประท้วงใหญ่ในอิหร่าน อ้างผู้ก่อการร้ายอยู่เบื้องหลัง

เจ้าหน้าที่รัฐบาลอิหร่านเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุประท้วงรุนแรงซึ่งดำเนินมากว่า 2 สัปดาห์แล้วอาจสูงถึง 2,000 ศพ ในขณะที่กล่าวโทษผู้ก่อการร้ายเป็นต้นเหตุการเสียชีวิต

เมื่อวันอังคารที่ 13 ม.ค. 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งว่า เหตุประท้วงรุนแรงที่แพร่กระจายไปทั่วประเทศตะวันออกกลางแห่งนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 2,000 ศพ ท่ามกลางการปราบปรามการชุมนุมของรัฐบาล

เจ้าหน้าที่อิหร่านรายนี้ให้สัมภาษณ์กับ รอยเตอร์ส อ้างว่า “ผู้ก่อการร้าย” คือผู้อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของทั้งฝ่ายผู้ประท้วง และฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคง โดยที่เขาไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนของผู้เสียชีวิตแต่ละกลุ่ม

ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ ระบุว่า จนถึงช่วงดึกของวันจันทร์ที่ผ่านมา มีผู้ถูกจับกุมตัวไปแล้ว 10,721 คน ขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านนอกประเทศอิหร่านเชื่อว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงสูงกว่า 2,000 ศพมาก

เหตุการณ์ความไม่สงบซึ่งมีชนวนเหตุมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่นี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอิหร่านในรอบ 3 ปี อีกทั้งยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความกดดันจากนานาชาติกำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากอิสราเอลกับสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่พวกเขาเมื่อปีก่อน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเมื่อเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า จะเก็บภาษีนำเข้า 25% สำหรับสินค้าจากประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่าการใช้มาตรการทางทหารเพิ่มเติมเป็นหนึ่งในทางเลือกที่เขากำลังพิจารณา เพื่อลงโทษอิหร่านต่อกรณีการปราบปรามผู้ชุมนุม

ด้านรัฐบาลอิหร่านยังไม่มีการตอบโต้อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการประกาศมาตรการภาษีของนายทรัมป์ แต่จีนออกมาโจมตีมาตรการดังกล่าวอย่างรวดเร็ว อนึ่ง อิหร่านส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ไปจีน นอกจากนั้นยังมีคู่ค้าสำคัญรายอื่นๆ อย่างเช่น ตุรกี, อิรัก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย

ทั้งนี้ รัฐบาลอิหร่านพยายามรับมือการประท้วงแบบ 2 ทาง โดยยอมรับว่าการประท้วงเรื่องปัญหาเศรษฐกิจนั้นเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ในขณะเดียวกันก็ใช้มาตรการปราบปรามอย่างรุนแรงควบคู่กันไปด้วย

“รัฐบาลมองว่าทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและผู้ประท้วงต่างก็เป็นลูกหลานของเรา เราได้พยายามและจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรับฟังเสียงของพวกเขา แม้ว่าจะมีบางกลุ่มพยายามเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์จากการประท้วงดังกล่าวก็ตาม” ฟาเตเมห์ โมฮาเจรานี โฆษกรัฐบาลกล่าวเมื่อวันอังคาร

ทางการอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดความไม่สงบ ร่วมกับกลุ่มบุคคลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ซึ่งทางการเรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” และระบุว่าคนกลุ่มนี้ได้เข้ามายึดการประท้วงเป็นเครื่องมือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชี้ชะตา “มารีน เลอ เปน” ผู้นำขวาจัดฝรั่งเศส อุทธรณ์คำตัดสินคดียักยอกเงินอียู

ชี้ชะตา "มารีน เลอ เปน" ผู้นำขวาจัดฝรั่งเศส อุทธรณ์คำตัดสินคดียักยอกเงินอียู

13 ม.ค. 2569 17:13 น.

ชี้ชะตา “มารีน เลอ เปน” ผู้นำขวาจัดฝรั่งเศส อุทธรณ์คำตัดสินคดียักยอกเงินอียู

ศาลอุทธรณ์ปารีสเริ่มพิจารณาคดี “มารีน เลอ เปน” ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศส หลังถูกศาลชั้นต้นสั่งห้ามลงเลือกตั้ง 5 ปี ฐานยักยอกงบประมาณสหภาพยุโรป ด้านพรรค RN จี้กระบวนการยุติธรรมไม่ควรขวางทางประชาธิปไตย ขณะที่กูรูการเมืองจับตา 4 แนวทางคำตัดสินที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การเลือกตั้งฝรั่งเศส

ศาลอุทธรณ์ในกรุงปารีสเริ่มการพิจารณาคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของ “มารีน เลอ เปน” วัย 57 ปี ผู้นำพรรค National Rally (RN) เพื่อคัดค้านคำตัดสินเดิมที่สั่งลงโทษจำคุก 4 ปี รอลงอาญา 2 ปี ปรับเงิน 1 แสนยูโร และที่สำคัญที่สุดคือ การห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะมีผลทันที

หากคำสั่งแบนนี้ยังคงอยู่ เลอ เปน จะหมดสิทธิ์ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2027 ทันที แม้เธอจะเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งในขณะนี้ก็ตาม โดยเธอยังคงยืนกรานความบริสุทธิ์ว่า “ไม่ได้กระทำความผิดแม้แต่นิดเดียว”

คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่เลอ เปน และแกนนำพรรคอีกกว่า 20 คน ถูกกล่าวหาว่านำเงินงบประมาณจากรัฐสภายุโรปไปจ้างงาน “ผู้ช่วย” ที่ไม่ได้ปฏิบัติงานให้รัฐสภาจริง แต่กลับนำมาทำงานให้พรรค RN ในฝรั่งเศสแทน โดยศาลชั้นต้นระบุว่าเธอคือ “หัวใจของระบบ” ที่ทำให้เกิดการยักยอกเงินรวมกว่า 2.9 ล้านยูโร (ประมาณ 100 ล้านบาท)

จอร์แดน บาร์เดลลา ประธานพรรค RN และพันธมิตรคนสำคัญของเลอ เปน กล่าวว่าการตัดสิทธิ์แคนดิเดตที่ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากให้การสนับสนุนถือเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับระบอบประชาธิปไตย” พร้อมยืนยันว่าเขาจะไม่ลงชิงประธานาธิบดีแข่งกับเลอ เปน แต่เป้าหมายของเขาคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหากพรรคชนะการเลือกตั้ง

การพิจารณาคดีจะมีไปจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ และคาดว่าจะมีคำตัดสินในช่วงฤดูร้อนปี 2026 โดยผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ ได้แก่ การยกฟ้อง เลอ เปน จะพ้นผิดทุกข้อกล่าวหาและลงสมัครเลือกตั้งปี 2027 ได้อย่างสง่างาม ต่อมาคือ ศาลยืนยันความผิดแต่ยกเลิกคำสั่ง “มีผลบังคับใช้ทันที” ทำให้เธอลงเลือกตั้งได้ในขณะที่สู้คดีในศาลฎีกาต่อ รวมถึงศาลอาจลดระยะเวลาห้ามลงสมัครให้สั้นลงพอที่จะให้เธอลงทะเบียนทันกำหนดในเดือนมีนาคม 2027 และท้ายที่สุดคือการยืนตามศาลชั้นต้น ทำให้โอกาสลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเธอจะปิดตัวลงเกือบ 100%

ขณะนี้มีเพื่อนร่วมพรรคอีก 11 คนร่วมยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ด้วย ขณะที่อีก 12 คน รวมถึงพี่สาวของเธอ ตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์และยอมรับโทษตามคำตัดสินเดิม.

ที่มา BBC

พรรคหนุนกองทัพเมียนมาประกาศชัยชนะ กวาดเก้าอี้ สส. เกินครึ่งสภา หลังการเลือกตั้งเฟส 2

พรรคหนุนกองทัพเมียนมาประกาศชัยชนะ กวาดเก้าอี้ สส. เกินครึ่งสภา หลังการเลือกตั้งเฟส 2

13 ม.ค. 2569 16:25 น.

พรรคหนุนกองทัพเมียนมาประกาศชัยชนะ กวาดเก้าอี้ สส. เกินครึ่งสภา หลังการเลือกตั้งเฟส 2

พรรค USDP ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศกวาดที่นั่ง สส. เกินครึ่งสภาผู้แทนราษฎร หลังจากการเลือกตั้งเฟสสอง แม้การเลือกตั้งรอบสุดท้ายจะยังไม่เริ่มขึ้น ด้านนักเคลื่อนไหวและยูเอ็นชี้ชัดเป็นการเลือกตั้งที่ถูกจัดฉากและกำจัดคู่แข่งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “มิน อ่อง หล่าย” ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเต็มไปด้วยอดีตนายทหารระดับสูง ออกมาอ้างชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฟสที่สองที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลทหารเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (11 ม.ค.) 

เจ้าหน้าที่พรรค USDP เผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า พรรคสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 87 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งรอบล่าสุด เมื่อรวมกับผลการเลือกตั้งในเฟสแรก ทำให้ขณะนี้พรรค USDP ครองที่นั่งในสภาล่างไปแล้วอย่างน้อย 176 ที่นั่ง จากทั้งหมด 330 ที่นั่ง ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเกินครึ่งหนึ่งของสภาล่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่การเลือกตั้งรอบที่สามซึ่งเป็นรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นในวันที่ 25 มกราคมนี้

โครงสร้างรัฐสภาของเมียนมาถูกออกแบบมาเพื่อให้กองทัพกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยสภาล่างมีทั้งหมด 440 ที่นั่ง แบ่งเป็น สส. จากการเลือกตั้ง 330 ที่นั่ง และอีก 110 ที่นั่ง หรือราว 25% ถูกกันไว้ให้ตัวแทนจากกองทัพโดยไม่ต้องเลือกตั้ง

พรรค USDP ถูกมองว่าเป็นตัวแทนโดยตรงของกองทัพในการลงสนามการเมือง สภาชุดใหม่มีกำหนดเปิดประชุมในเดือนมีนาคม เพื่อเลือกประธานาธิบดี ซึ่งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร อาจสละตำแหน่งทางทหารเพื่อมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะพลเรือน

นายทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ระบุว่า “รัฐบาลทหารจัดฉากการเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าตัวแทนของตนจะชนะ เพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอมและรักษาการครอบงำของกองทัพต่อไป”

ด้านนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไร้ซึ่งความยุติธรรม เนื่องจากพรรคเอ็นแอลดี ของนางอองซาน ซูจี ถูกยุบพรรค ขณะที่ตัวนางซูจีเองยังคงถูกคุมขัง และประเทศยังคงตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021

เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของทหารเกือบตลอดประวัติศาสตร์หลังได้รับเอกราช และเพิ่งเริ่มการทดลองวิถีประชาธิปไตยได้เพียงทศวรรษเดียว ก่อนที่จะถูกกองทัพเข้ายึดอำนาจอีกครั้งในปี 2021 นำไปสู่การปราบปรามผู้เห็นต่างและการสู้รบที่รุนแรงทั่วประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงความพยายามสืบทอดอำนาจในรูปแบบใหม่เท่านั้น.

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดรับต้นปี ยิงขีปนาวุธระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดรับต้นปี ยิงขีปนาวุธระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย

13 ม.ค. 2569 15:07 น.

รัสเซียถล่มยูเครนหนักสุดรับต้นปี ยิงขีปนาวุธระลอกใหญ่ เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย

เจ้าหน้าที่ยูเครนและสื่อท้องถิ่นรายงานว่า กองกำลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีหลายพื้นที่ของประเทศด้วยขีปนาวุธครั้งใหญ่และเข้มข้นที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บหลายคน พร้อมสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน จนต้องประกาศตัดไฟฉุกเฉินท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด

นายทิมูร์ คาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทหารกรุงเคียฟ ระบุว่าเมืองหลวงเผชิญกับการระดมยิงขีปนาวุธที่รุนแรงและฉับพลัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัท DTEK ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ อุปกรณ์จำนวนมากได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ด้าน “อูเครเอนเนอร์โก” ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครน จำเป็นต้องประกาศใช้มาตรการตัดไฟฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเคียฟทันที เพื่อป้องกันระบบล่มสลาย หลังจากรัสเซียพยายามมุ่งเป้าทำลายระบบทำความร้อนและไฟฟ้าในช่วงฤดูหนาวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มการรุกรานในปี 2022

ช่องทางติดตามสถานการณ์ในแอปพลิเคชันเทเลแกรมของยูเครนรายงานว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธวิถีโค้ง ประมาณ 20 ลูก ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงในช่วงกลางดึก ซึ่งถือเป็นการโจมตีที่มีความต่อเนื่องและรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพยูเครนและทางการรัสเซียยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับขนาดของปฏิบัติการในครั้งนี้

ส่วนที่เมืองคาร์คิฟ นายโอเลห์ ซีเนฮูบอฟ ผู้ว่าราชการภูมิภาคเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 6 ราย จากการโจมตีบริเวณชานเมือง โดยขีปนาวุธพุ่งเป้าไปที่สถานีขนส่งไปรษณีย์ ทำลายอาคารและเกิดเพลิงไหม้ลามกว่า 500 ตารางเมตร เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งช่วยเหลือประชาชนได้ 30 คน โดยในจำนวนนี้ 2 คนถูกดึงออกมาจากใต้ซากปรักหักพัง

ส่วนที่เมืองโอเดสซา เมืองท่าทางตอนใต้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย เพลิงไหม้อาคารใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้งาน รวมถึงศูนย์ฟิตเนสและโรงเรียนอาชีวศึกษา และที่เมืองกริวิรีห์ เมืองอุตสาหกรรมในภาคกลาง มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย แรงระเบิดทำลายบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน และท่อส่งก๊าซได้รับความเสียหาย

กองทัพยูเครนระบุว่า ปัจจุบันระบบป้องกันทางอากาศกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นคลื่นการโจมตีที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลว่ารัสเซียจะยังคงใช้กลยุทธ์ทำลายแหล่งพลังงานเพื่อกดดันประชาชนในช่วงฤดูหนาวต่อไป.


ที่มา Reuters

นับถอยหลัง “A-23A” ภูเขาน้ำแข็งเก่าแก่ที่สุดในโลก กลายเป็นสีฟ้า-ใกล้แตกสลายทั้งก้อน

นับถอยหลัง "A-23A" ภูเขาน้ำแข็งเก่าแก่ที่สุดในโลก กลายเป็นสีฟ้า-ใกล้แตกสลายทั้งก้อน

13 ม.ค. 2569 13:43 น.

นับถอยหลัง “A-23A” ภูเขาน้ำแข็งเก่าแก่ที่สุดในโลก กลายเป็นสีฟ้า-ใกล้แตกสลายทั้งก้อน

องค์การนาซาเผยภาพล่าสุด “A-23A” หนึ่งในภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก กำลังเผชิญวาระสุดท้ายหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าจากน้ำแข็งที่ละลายอย่างรวดเร็ว พร้อมเกิดรอยรั่วขนาดใหญ่จากการรับน้ำหนักน้ำไม่ไหว คาดจ่อแตกสลายกลายกลางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ภายในไม่กี่สัปดาห์นี้

องค์การนาซา เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมและภาพจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) พบว่าภูเขาน้ำแข็ง A-23A ซึ่งเคยมีขนาด 4,000 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ารัฐโรดไอแลนด์ของสหรัฐฯ ถึง 2 เท่า กำลังถูกปกคลุมด้วย “แอ่งน้ำสีฟ้า” จำนวนมากบนพื้นผิว ขณะที่มันกำลังลอยลำอยู่บริเวณตอนปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า น้ำหนักมหาศาลของแอ่งน้ำบนยอดภูเขาน้ำแข็งได้เจาะทะลุชั้นน้ำแข็งจนเกิดเป็น “รอยรั่ว” ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าโครงสร้างภายในกำลังอ่อนแอถึงขีดสุด

ปัจจุบัน A-23A กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสน้ำและชั้นบรรยากาศที่อุ่นขึ้นในฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกบริเวณนี้ว่า “สุสานภูเขาน้ำแข็ง” โดย คริส ชูแมน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ คาดการณ์ว่า A-23A จะไม่สามารถรอดพ้นฤดูร้อนนี้ไปได้อย่างแน่นอน และอาจแตกสลายหมดสิ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ต่อจากนี้

ภูเขาน้ำแข็ง A-23A มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าทึ่ง โดยเมื่อปี 1986 มันแยกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกา โดยมีพื้นที่เริ่มต้นถึง 4,000 ตารางกิโลเมตร และเคยเป็นที่ตั้งของสถานีวิจัยของโซเวียต มันเกยตื้นอยู่กับที่จนถึงปี 2020 ก่อนจะเริ่มขยับตัวเคลื่อนที่ขึ้นเหนือ และเมื่อปี 2025 มันเกือบชนอาณานิคมเพนกวินที่ห่างไกล แต่โชคดีที่กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางเสียก่อน

ส่วนปัจจุบัน ในเดือนมกราคม 2026 พื้นที่ลดลงเหลือเพียง 1,182 ตารางกิโลเมตร แม้จะยังใหญ่กว่านครนิวยอร์ก แต่ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของขนาดดั้งเดิมเท่านั้น

วอลต์ เมเยอร์ นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (NSIDC) อธิบายว่า ลวดลายเส้นตรงสีฟ้าขาวที่เห็นบนตัวภูเขาน้ำแข็ง คือร่องรอยที่ถูกครูดถลูมาตั้งแต่นับร้อยปีก่อนสมัยที่มันยังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นน้ำแข็งทวีป ร่องรอยเหล่านี้เองที่กลายเป็นหุบเขาและทางน้ำไหลให้น้ำที่ละลายรวมตัวกันจนเร่งการล่มสลายในปัจจุบัน

“เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่ามันจะไม่อยู่กับเราอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานและมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายจริงๆ” ชูแมนกล่าวทิ้งท้ายด้วยความเสียดายต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์ได้เฝ้าติดตามมาเกือบครึ่งศตวรรษ.

ที่มา CBS NASA

เพนตากอนรับ “Grok” AI ของอีลอน มัสก์ เข้าสู่ระบบกองทัพ—ชูจุดขาย “AI ไม่โลกสวย”

เพนตากอนรับ "Grok" AI ของอีลอน มัสก์ เข้าสู่ระบบกองทัพ—ชูจุดขาย "AI ไม่โลกสวย"

13 ม.ค. 2569 12:48 น.

เพนตากอนรับ “Grok” AI ของอีลอน มัสก์ เข้าสู่ระบบกองทัพ—ชูจุดขาย “AI ไม่โลกสวย”

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศรับแชตบอต “Grok” ของอีลอน มัสก์ ใช้งานในเครือข่ายเพนตากอน หวังนำข้อมูลปฏิบัติการรบตลอด 20 ปีมาเพิ่มขีดความสามารถทางการทหาร ย้ำชัดต้องการ AI ที่ “ไม่มีข้อจำกัดทางอุดมการณ์” และ “ไม่โลกสวย”  ท่ามกลางกระแสต่อต้านทั่วโลกกรณีภาพอนาจารจาก Deepfake และเนื้อหาล่อแหลม

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงที่สำนักงานสเปซเอ็กซ์ รัฐเท็กซัส ว่าแชตบอต Grok จากบริษัทของอีลอน มัสก์ จะถูกนำมาใช้งานร่วมกับระบบ AI ของ Google ภายในเครือข่ายของกระทรวงกลาโหม หรือเพนตากอน โดยระบุว่า “ในเร็วๆ นี้ เราจะมีโมเดล AI ชั้นนำของโลกปฏิบัติงานอยู่ในทุกเครือข่าย ทั้งระดับปกติและระดับความลับสุดยอด”

เฮกเซธมีแผนจะเปิดระบบ Grok ภายในสิ้นเดือนนี้ และจะเปิดทางให้ AI สามารถเข้าถึง “ข้อมูลที่เหมาะสมทั้งหมด” จากระบบไอทีของกองทัพ รวมถึงฐานข้อมูลจากหน่วยกรอง เพื่อนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพสูงสุด

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก Grok ซึ่งฝังอยู่ในแพลตฟอร์ม X ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงไปทั่วโลก กรณีถูกนำไปใช้สร้างภาพโป๊เปลือยปลอมของบุคคลอื่นจาก Deepfake โดยไม่ได้รับความยินยอม โดยทางการมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ทำการระงับการเข้าถึง Grok แล้ว ส่วนในสหราชอาณาจักร หน่วยงานเฝ้าระวังความปลอดภัยออนไลน์ประกาศเริ่มการสอบสวนทันที ส่วนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Grok เคยถูกวิจารณ์ว่าแสดงความเห็นในเชิงสนับสนุนแนวคิดต่อต้านชาวยิวและชื่นชมอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ท่าทีของเฮกเซธสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างชัดเจนจากสมัยรัฐบาลไบเดน ที่เคยวางกรอบการใช้ AI อย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิพลเมืองหรือการนำไปใช้ในอาวุธอัตโนมัติที่อันตราย

อย่างไรก็ตาม รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำว่า เขาต้องการ AI ที่ทำงานได้โดย “ไม่มีข้อจำกัดทางอุดมการณ์ที่ขวางกั้นการใช้งานทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย” และประกาศว่า “AI ของเพนตากอนจะต้องไม่โลกสวย” เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือนี้จะพร้อมสำหรับการทำสงครามอย่างแท้จริง โดยไม่ถูกปิดกั้นด้วยกฎเกณฑ์ด้านจริยธรรมที่เขาบดบังประสิทธิภาพในการรบ

เฮกเซธระบุว่า เพนตากอนมีข้อได้เปรียบมหาศาลเนื่องจากมีข้อมูลปฏิบัติการที่ผ่านการพิสูจน์จากสนามรบจริงและการข่าวกรองมาตลอด 2 ทศวรรษ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกป้อนเข้าสู่ระบบ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เหนือคู่แข่ง

ขณะนี้ทางเพนตากอนยังไม่ได้ออกมาตอบคำถามโดยตรงถึงประเด็นปัญหาด้านจริยธรรมและความปลอดภัยของ Grok ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในระดับสากล.

ที่มา AP 

ยุโรปเตือน หาก “ทรัมป์” ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์ เท่ากับจุดจบของนาโต

ยุโรปเตือน หาก "ทรัมป์" ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์ เท่ากับจุดจบของนาโต

13 ม.ค. 2569 11:56 น.

ยุโรปเตือน หาก “ทรัมป์” ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์ เท่ากับจุดจบของนาโต

กรรมาธิการยุโรปด้านป้องกันประเทศและอวกาศ ส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ ชี้หากมีการใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง “กรีนแลนด์” จะถือเป็นการปิดฉากพันธมิตรนาโตทันที พร้อมย้ำมาตรา 42.7 ของสนธิสัญญายุโรป บังคับให้สมาชิกต้องส่งกองทัพเข้าช่วยเดนมาร์กหากถูกรุกราน ขณะที่ทรัมป์ยันต้องครอบครองกรีนแลนด์เพื่อกันรัสเซีย-จีน

นายอันดริอุส คูบิลิอุส กรรมาธิการยุโรปด้านป้องกันประเทศและอวกาศ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว รอยเตอร์ ที่การประชุมความมั่นคงในสวีเดน โดยระบุว่าเขาเห็นพ้องกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กที่ว่า การที่สหรัฐฯ พยายามเข้ายึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลังทหารจะเป็นการสิ้นสุดบทบาทขององค์การนาโต 

คูบิลิอุสกล่าวว่า “มันจะส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ใครจะยอมรับการยึดครองครั้งนี้? และผลที่ตามมาจะลามไปถึงทุกมิติ รวมถึงการค้าที่สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่เจ็บปวด” 

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยืนกรานว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้อง “เป็นเจ้าของ” กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยให้เหตุผลด้านยุทธศาสตร์ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียหรือจีนเข้ามาครอบคลุมพื้นที่อาร์กติกที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุ

แม้เดนมาร์กและกรีนแลนด์จะยืนยันว่า “ไม่ได้มีไว้ขาย” แต่ทรัมป์กลับไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหาร พร้อมระบุผ่านทรูธโซเชียลเมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) ว่า “ผมคือคนที่รักษานาโตไว้!!!”

กรรมาธิการยุโรปย้ำว่า ภายใต้ มาตรา 42.7 ของสนธิสัญญาสหภาพยุโรป สมาชิกทุกประเทศมีพันธกรณีต้องให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกที่เผชิญกับการรุกรานทางทหาร ซึ่งหากเดนมาร์กร้องขอ อียูก็พร้อมสนับสนุนทั้งกำลังทหาร โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร เรือรบ และระบบต่อต้านโดรน เพื่อรักษาความมั่นคงในกรีนแลนด์

ยุโรปจำเป็นต้องสร้างศักยภาพทางทหารของตนเองให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการป้องกันประเทศอย่างเป็นอิสระ หากสหรัฐฯ ถอนตัวหรือยุติบทบาทในนาโตจริง

นักวิเคราะห์มองว่าความตึงเครียดนี้จะกลายเป็นบททดสอบสำคัญในสัปดาห์นี้ เมื่อผู้แทนจากเดนมาร์กและสหรัฐฯ มีกำหนดการพบปะเพื่อหารือเรื่องกรีนแลนด์โดยเฉพาะ

คูบิลิอุสตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ จะยอมแลกความสัมพันธ์ทางการค้าและพันธมิตรที่ยาวนานกับยุโรปเพื่อดินแดนในอาร์กติกจริงหรือไม่ เพราะหากองค์การนาโตล่มสลายลงตามคำเตือนดังกล่าว โครงสร้างความมั่นคงของโลกที่สร้างมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง.

ที่มา Reuters