“ทรัมป์” ประกาศสร้างเรือรบชั้นใหม่ ตั้งชื่อตัวเอง “Trump-class” ชูทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์

"ทรัมป์" ประกาศสร้างเรือรบชั้นใหม่ ตั้งชื่อตัวเอง "Trump-class" ชูทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์

23 ธ.ค. 2568 11:06 น.

“ทรัมป์” ประกาศสร้างเรือรบชั้นใหม่ ตั้งชื่อตัวเอง “Trump-class” ชูทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสร้างเรือรบติดอาวุธหนักรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อชั้น “ทรัมป์” (Trump-class) ชูจุดเด่นเป็นเรือรบที่ใหญ่และมีแสนยานุภาพที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยมีมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือทองคำ” ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ พร้อมประกาศกร้าวจะพาสหรัฐฯ กลับมาเป็นมหาอำนาจด้านการต่อเรือเพื่อครองความยิ่งใหญ่ทางทะเลทั่วโลก

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 ธ.ค.) ณ รีสอร์ตมาราลาโก รัฐฟลอริดา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศแผนการสร้างเรือรบชั้นใหม่ที่จะใช้ชื่อของตัวเขาเอง ซึ่งโดยปกติแล้วการตั้งชื่อเรือรบตามชื่อผู้นำมักจะทำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

ทรัมป์ระบุว่าในเบื้องต้นจะมีการสร้างเรือชั้น “ทรัมป์” จำนวน 2 ลำ และอาจมีการผลิตเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากในอนาคต โดยเขาให้คำจำกัดความว่าเป็น “เรือรบผิวน้ำที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุด” และเป็น “เรือรบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”

การก่อสร้างเรือรบชั้นทรัมป์ “USS Defiant” ซึ่งจะติดตั้งอาวุธหลากหลายชนิด คาดว่าจะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยทรัมป์กล่าวว่าเรือเหล่านี้จะพร้อมใช้งานได้ภายใน 2 ปีครึ่ง เรือดังกล่าวจะมีระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ถึง 40,000 ตัน ซึ่งใหญ่กว่าเรือพิฆาตและเรือครุยเซอร์ในปัจจุบัน แต่อาจจะเล็กกว่าเรือรบชั้น Iowa ในอดีตเล็กน้อย เรือยังจะมีการติดตั้งทั้งปืนใหญ่ ขีปนาวุธ และอาวุธล้ำสมัยที่กำลังพัฒนา เช่น เลเซอร์ และ ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก นอกจากนั้นเรือยังสามารถบรรทุกขีปนาวุธร่อนชนิดยิงจากทะเลที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้

ทรัมป์ ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ของเรือรบสหรัฐฯ ในอดีต ยืนยันว่าเขาจะเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบร่วมกับกองทัพเรือด้วยตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็น “คนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุนทรียภาพอย่างมาก” เมื่อถูกถามว่าการสร้างเรือนี้เพื่อคานอำนาจกับจีนหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธที่จะระบุเจาะจง โดยกล่าวเพียงว่า “มันเป็นการคานอำนาจกับทุกคน ไม่ใช่แค่จีน เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน”

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ กำลังล้าหลังจีนในด้านจำนวนเรือรบ โดยรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อต้นปีระบุว่าอัตราการต่อเรือของจีนนั้นรวดเร็วจนน่ากังวล

ด้านนายจอห์น ฟีแลน รัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือ ระบุว่าก่อนหน้านี้มีการยกเลิกและทบทวนโครงการเรือคอร์เวตชั้น Constellation บางส่วน และหันมามุ่งเน้นแผนการใหม่ๆ เพื่อเสริมทัพเรือขนาดใหญ่ให้แข็งแกร่งขึ้น

“เราจะทำให้สหรัฐอเมริกากลับมาเป็นมหาอำนาจด้านการต่อเรืออีกครั้ง” ทรัมป์กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราจะทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ทรงพลังที่สุดในโลกไปอีกยาวนาน โดยมีเรือรบเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการนำทาง”.

ที่มา BBC

มหาดไทยกัมพูชาเปิดเผยตัวเลขพลเรือนเสียชีวิตจากการสู้รบกับไทยอยู่ที่ 21 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย

มหาดไทยกัมพูชาเปิดเผยตัวเลขพลเรือนเสียชีวิตจากการสู้รบกับไทยอยู่ที่ 21 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย

23 ธ.ค. 2568 10:27 น.

มหาดไทยกัมพูชาเปิดเผยตัวเลขพลเรือนเสียชีวิตจากการสู้รบกับไทยอยู่ที่ 21 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย

กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาแถลง ยอดพลเรือนเสียชีวิตจากการยิงปะทะและโจมตีทางอากาศเพิ่มเป็น 21 ศพ ผู้บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 83 ราย ขณะที่ประชาชนกว่า 5 แสนคนต้องอพยพหนีการสู้รบ

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกแถลงการณ์ ระบุว่า การยิงปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นฝีมือของกองทัพไทย ส่งผลให้พลเรือนกัมพูชาเสียชีวิตแล้ว 21 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 83 ราย

แถลงการณ์ระบุว่า มีพลเรือนซึ่งเป็นผู้พลัดถิ่นเสียชีวิต 1 ศพในจังหวัดอุดรมีชัย  และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 3 ราย ในจังหวัดบันทายมีชัย ขณะเดียวกัน จำนวนประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่การสู้รบเพิ่มขึ้นเป็น 544,703 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 285,544 คน และเด็ก 174,006 คน โดยทางการกัมพูชาระบุว่า ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอีกหากสถานการณ์การสู้รบขยายวงกว้าง

กัมพูชาระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายมากกว่า 100 หลัง รวมถึงโรงเรียน ศูนย์สาธารณสุข วัดและศาสนสถานหลายแห่ง ตลอดจนสะพาน และอาคารพาณิชย์ของพลเรือนจำนวนหนึ่ง

กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า จนถึงขณะนี้ ประชาชนกัมพูชากว่า 500,000 คน รวมถึงสตรีและเด็ก กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังถูกบังคับให้ละทิ้งบ้านเรือนและโรงเรียน เพื่อหลบหนีกระสุน ปืนใหญ่ และการทิ้งระเบิดทางอากาศจากเครื่องบินขับไล่ F-16 ของไทย ซึ่งได้ทำลายบ้านเรือนและหมู่บ้านไปแล้ว. 

ที่มา Phnom Penh Post

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา

23 ธ.ค. 2568 09:39 น.

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา

สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ พระจักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา สำนักพระราชวังแถลงพระอาการด้านพระหทัยอยู่ในภาวะคงที่   

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 สำนักพระราชวังญี่ปุ่นแถลงว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ  พระจักรพรรดิพระองค์ก่อนของญี่ปุ่น ทรงเจริญพระชนมายุ 92 พรรษา ในวันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม ท่ามกลางการถวายพระพรจากราชวงศ์และเหล่าพสกนิกร

แถลงการณ์ระบุว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งทรงมีพระอาการประชวรเกี่ยวกับพระหทัย ได้เสด็จเข้ารับการถวายการรักษาพระอาการในโรงพยาบาลกรุงโตเกียว ครั้งละ 5 วัน เมื่อเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังแพทย์วินิจฉัยว่าทรงมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยไม่แสดงอาการ และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากห้องบน (supraventricular arrhythmia)  ขณะนี้ทรงรับการถวายยาดูแลพระอาการ และพระอาการโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างทรงตัว

ขณะที่ปัจจุบัน สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะยังทรงศึกษาวิจัยด้านปลาบู่ ซึ่งเป็นงานทางวิชาการที่ทรงสนพระราชหฤทัยมาอย่างยาวนาน โดยทรงปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการภายในพระราชวังและสถานที่อื่น ๆ

ทั้งนี้ จะมีการจัดงานถวายพระพรเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ บริเวณที่ประทับในวันเดียวกัน โดยสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ มกุฎราชกุมารอากิชิโนะ และพระบรมวงศานุวงศ์อื่น ๆ จะเสด็จเข้าร่วมงาน.

ที่มา NHK

ฝูงชนแตกตื่น รถพุ่งชนป้ายรถเมล์ในเยอรมนี บาดเจ็บ 3 ราย อาการสาหัส 1 คน

ฝูงชนแตกตื่น รถพุ่งชนป้ายรถเมล์ในเยอรมนี บาดเจ็บ 3 ราย อาการสาหัส 1 คน

23 ธ.ค. 2568 08:58 น.

ฝูงชนแตกตื่น รถพุ่งชนป้ายรถเมล์ในเยอรมนี บาดเจ็บ 3 ราย อาการสาหัส 1 คน

เกิดเหตุระทึก รถยนต์พุ่งชนป้ายรถเมล์ทางตอนเหนือของเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 คน ในจำนวนนี้ 1 คนอาการสาหัส

คนขับรถซึ่งเป็นชายวัย 32 ปี สัญชาติอาเซอร์ไบจาน ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้เพื่อสอบสวน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองกีสเซิน (Giessen) ห่างจากแฟรงก์เฟิร์ตไปทางเหนือราว 53 กิโลเมตร เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากตลาดคริสต์มาสของเมืองเพียงไม่กี่ร้อยเมตร สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ตำรวจระบุในแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ และอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียด”

จากข้อมูลเบื้องต้น คนขับรถซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองกีสเซิน ได้ขับรถพุ่งชนรถยนต์อีก 2 คันที่วิ่งอยู่ในทิศทางเดียวกัน ก่อนจะเสียหลักพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนที่ยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ หลังจากเกิดเหตุ คนขับยังคงขับรถยนต์ยี่ห้อออดี้ต่อไป ก่อนจะหยุดรถและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมในเวลาต่อมา

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงจูงใจหรืออาการของผู้บาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อการสอบสวนมีความคืบหน้า.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เยอรมนี

ไต้หวันเผย มือมีดไทเป วางแผนโจมตีตั้งแต่ปีก่อน พบระเบิดอีกอื้อ

ไต้หวันเผย มือมีดไทเป วางแผนโจมตีตั้งแต่ปีก่อน พบระเบิดอีกอื้อ

23 ธ.ค. 2568 06:23 น.

ไต้หวันเผย มือมีดไทเป วางแผนโจมตีตั้งแต่ปีก่อน พบระเบิดอีกอื้อ

คนร้ายผู้ก่อเหตุใช้มีดไล่แทงผู้คนและปาระเบิดควันกับระเบิดขวดที่สถานีรถไฟใต้ดินในกรุงไทเปของไต้หวัน จนมีผู้เสียชีวิต 3 ศพเมื่อสัปดาห์ก่อน วางแผนโจมตีมานานกว่า 1 ปีแล้ว

ตำรวจไทเปเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค. 2568) ว่า ผู้ต้องสงสัยที่อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีรุนแรงที่สถานีรถไฟหลักไทเป (Taipei Main Station) และสถานีจงซาน เมื่อค่ำวันศุกร์ (19 ธ.ค.) อาจวางแผนก่อเหตุมาตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนปี 2567 แล้ว

เหตุการณ์โจมตีด้วยระเบิดควันและอาวุธมีดในครั้งนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และบาดเจ็บอีก 11 ราย ส่วนผู้ต้องสงสัยซึ่งระบุตัวตนได้คือนาย ฉาง เหวิน อายุ 27 ปี เสียชีวิตในเวลาต่อมาหลังกระโดดลงจากอาคาร โดยเบื้องต้นตำรวจตัดประเด็นเรื่องการก่อการร้ายออกไป และเชื่อว่านายฉางลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง

นายลู่ ชุนหง หัวหน้าฝ่ายสืบสวนอาชญากรรมของกรมตำรวจไทเปแถลงว่า พนักงานสอบสวนเชื่อว่านายฉางเริ่มซื้ออุปกรณ์สำหรับก่อเหตุตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยเป็นสิ่งของสำหรับใช้ในการโจมตีและป้องกันตัวหลายรายการ เช่น ถุงมือยุทธวิธี หน้ากากกันก๊าซพิษ โล่ป้องกัน และแอลกอฮอล์อุตสาหกรรม โดยซื้อผ่าน Shopee

รายงานจากสื่อไต้หวันระบุว่า ในเดือนมกราคมปีนี้ นายฉางได้ซื้อระเบิดควันที่ผลิตในจีนจำนวน 24 ลูก เป็นเงิน 48,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ประมาณ 52,000 บาท) จาก “Ruten” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอีกแห่งหนึ่ง โดยเขาอ้างว่าซื้อระเบิดดังกล่าวมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมบีบีกัน

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน นายฉางซื้ออุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติม ได้แก่ ถังน้ำมัน, แก๊สกระป๋อง, ไฟแช็กแบบหัวพ่น และเมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งตำรวจไทเปกล่าวว่า อุปกรณ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อประกอบเป็น “ระเบิดขวด”

นายลู่ยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อวันศุกร์ นายฉางใช้ระเบิดควันที่ซื้อมาจนหมด โดย 17 ลูกถูกใช้ภายในสถานีรถไฟหลักไทเป ขณะที่อีก 4 ลูกถูกเผาทำลายอยู่ภายในกระเป๋าที่นายฉางสะพายติดตัวไว้ขณะอยู่ในสถานี

นอกจากนี้ มีระเบิดควัน 2 ลูกถูกโยนบริเวณถนนหนานจิงตะวันตก หน้าห้างสรรพสินค้า “เอสไลท์” (Eslite) ใกล้กับสถานีจงซาน ส่วนระเบิดอีกลูกที่เหลือถูกโยนไว้ที่บริเวณทางเข้าห้างแต่ไม่เกิดการระเบิด

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวท้องถิ่น “Mirror Media” อ้างข้อมูลจากตำรวจว่า พบอุปกรณ์หลายรายการถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ รวมถึงระเบิดขวด, กระป๋องควัน, หน้ากากกันก๊าซพิษ และอาวุธมีด ตำรวจยังพบระเบิดขวดอีก 15 ลูก บนชั้นดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้าเอสไลท์ ซึ่งเป็นจุดที่นายฉางกระโดดลงมาเสียชีวิต

Mirror Media บอกอีกว่า มีการตรวจพบระเบิดขวดอีก 23 ลูกภายในโรงแรมที่นายฉางเข้าพัก และพบถังน้ำมันอีก 5 ถังในอพาร์ตเมนต์ที่เขาเช่าไว้ในเขตจงเจิ้ง

ตำรวจระบุว่า ระยะเวลาการสั่งซื้อของที่ยาวนานของนายฉาง รวมถึงการใช้ชื่อนามแฝงว่า “ฉาง เฟิงเหยียน” ในการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าการโจมตีในครั้งนี้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า

สำหรับประเด็นอื่น ๆ ของเหตุการณ์นี้ รวมถึงแหล่งที่มาของมีดยาวและเงินที่นายฉางใช้, เนื้อหาภายในโน้ตบุ๊กที่ถูกเผาทำลาย ตลอดจนภาพจากกล้องวงจรปิด ยังคงอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล โดยตำรวจมีแผนที่จะติดต่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายฉางด้วยเช่นกัน

จากการตรวจสอบพบว่านายฉางเคยรับราชการในกองทัพอากาศของไต้หวัน แต่ถูกปลดออกจากราชการเนื่องจากคดีเมาแล้วขับ ปัจจุบันอยู่ในสถานะว่างงานและมีประวัติอาชญากรรม โดยมีหมายจับที่ยังติดตัวอยู่ ซึ่งผลการสืบสวนเบื้องต้นพบว่าเขาลงมือก่อเหตุเพียงลำพังและไม่มีผู้ร่วมขบวนการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ระงับโครงการพลังงานลมในทะเล 5 แห่ง อ้างเหตุความมั่นคง

สหรัฐฯ ระงับโครงการพลังงานลมในทะเล 5 แห่ง อ้างเหตุความมั่นคง

23 ธ.ค. 2568 05:43 น.

สหรัฐฯ ระงับโครงการพลังงานลมในทะเล 5 แห่ง อ้างเหตุความมั่นคง

รัฐบาลทรัมป์ สั่งระงับการก่อสร้างโครงการพลังงานลมในทะเล 5 แห่ง อ้างว่าอาจรบกวนประสิทธิภาพการทำงานของกองทัพในการรักษาความมั่นคงของชาติ

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค. 2568 สหรัฐฯ ประกาศระงับสัญญาเช่าโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าในทะเล (Offshore Wind) ขนาดใหญ่ 5 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบริเวณชายฝั่งตะวันออกชั่วคราว โดยอ้างถึงความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทผู้พัฒนารายใหญ่ร่วงลงอย่างหนัก

การตัดสินใจของรัฐบาลภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นอุปสรรคครั้งล่าสุดที่ถาโถมเข้าใส่อุตสาหกรรมนี้ ซึ่งต้องเผชิญกับการหยุดชะงักครั้งแล้วครั้งเล่า ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีผู้หาเสียงด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะยุติการพัฒนาพลังงานลมในทะเล โดยเขาให้เหตุผลว่ากังหันลมเหล่านี้มีราคาแพง ไร้ประสิทธิภาพ และทำลายทัศนียภาพ

หุ้นของบริษัท Orsted กลุ่มพลังงานยักษ์ใหญ่จากเดนมาร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการที่ได้รับผลกระทบ 2 แห่ง ร่วงลงมากกว่า 12% ในช่วงการซื้อขายภาคเช้า ขณะที่ผู้พัฒนารายอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเหล่านี้ เช่น Dominion Energy และ Equinor ต่างก็มีราคาหุ้นซื้อขายลดลงเช่นกัน

กระทรวงมหาดไทยของสหรัฐฯ ระบุว่า กระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ได้แสดงความกังวลว่าการเคลื่อนที่ของใบพัดกังหันลมขนาดใหญ่ รวมถึงตัวเสาที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสงสูงซึ่งใช้รองรับกังหันลม อาจรบกวนระบบเรดาร์ของกองทัพ ทำให้การตรวจจับและติดตามภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

“หน้าที่หลักของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการปกป้องประชาชนชาวอเมริกัน” นายดัก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในแถลงการณ์ประกาศระงับโครงการ

ทางกระทรวงฯ เสริมว่า การสั่งระงับชั่วคราวครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางมีเวลาทำงานร่วมกับผู้ถือสัญญาเช่าและหน่วยงานในระดับรัฐ เพื่อประเมินว่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติที่เกิดจากโครงการเหล่านี้จะสามารถบรรเทาลงได้หรือไม่

สำหรับโครงการที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการ Revolution Wind และ Sunrise Wind ของบริษัท Orsted, โครงการ Vineyard Wind 1 ของบริษัท Avangrid และ Copenhagen Infrastructure Partners, โครงการ Coastal Virginia Offshore Wind ของบริษัท Dominion Energy และโครงการ Empire Wind 1 ของบริษัท Equinor

ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกการระงับโครงการโดยเร็ว โดยให้เหตุผลว่าโครงการเหล่านี้ได้ผ่านการตรวจสอบด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาแล้ว และเตือนว่าการระงับโครงการจะกระทบความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในหลายภาคส่วนของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์มุ่งเป้าโจมตีโครงการพลังงานลมในทะเลมาตลอด โดยในเดือนสิงหาคม รัฐบาลได้สั่งให้บริษัท Orsted ยุติการก่อสร้างโครงการ Revolution Wind บริเวณนอกชายฝั่งรัฐโรดไอแลนด์ แม้ว่าในเวลาต่อมาผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางจะมีคำสั่งยกเลิกการสั่งห้ามดังกล่าวก็ตาม

นอกจากนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คำสั่งระงับงานในโครงการ Empire Wind ของบริษัท Equinor ก็เพิ่งจะได้รับการผ่อนปรน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงประนีประนอมกับรัฐนิวยอร์กที่เชื่อมโยงกับโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ทรัมป์ให้การสนับสนุน

ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อกลุ่มผู้พัฒนาโครงการ ก่อนหน้านี้บริษัท Orsted ต้องระดมทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินให้แก่โครงการต่าง ๆ ในสหรัฐฯ หลังจากที่เหล่าพันธมิตรที่อาจร่วมลงทุนต่างพากันถอนตัว เนื่องจากความผันผวนด้านนโยบายและท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ของรัฐบาลต่อพลังงานลม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อังกฤษจับกุม สามีกับชายอีก 5 คน ล่วงละเมิดอดีตภรรยา นาน 13 ปี

อังกฤษจับกุม สามีกับชายอีก 5 คน ล่วงละเมิดอดีตภรรยา นาน 13 ปี

23 ธ.ค. 2568 02:57 น.

อังกฤษจับกุม สามีกับชายอีก 5 คน ล่วงละเมิดอดีตภรรยา นาน 13 ปี

ตำรวจอังกฤษ จับกุมอดีตสามีกับพวกอีก 5 คน ข้อหาให้ยาเพื่อล่วงละเมิดทางเพศอดีตภรรยาของชายคนแรกมาตลอด 13 ปีที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ธ.ค. 2568 ว่า นายฟิลิป ยัง ซึ่งเคยอยู่ในเมืองสวินดอนแต่ปัจจุบันพำนักอยู่ในย่านเอนฟิลด์ กับพวกอีก 5 คน ถูกจับกุมตัวและตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศอดีตภรรยาของนายยัง ตลอดระยะเวลานานถึง 13 ปีที่ผ่านมา

นายยังวัย 49 ปี ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศรวม 56 กระทง รวมถึงข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา และการใช้สารบางอย่างโดยมีเจตนาเพื่อให้เหยื่อมึนงงหรือหมดสติเพื่อเอื้อต่อการทำกิจกรรมทางเพศ นอกจากนั้น เขายังถูกตั้งข้อหาแอบถ่าย, ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก และครอบครองสื่อลามกที่มีลักษณะรุนแรงเกินขอบเขต

ขณะที่ผู้ต้องหาคนอื่นอีก 5 คน ก็ถูกตั้งข้อหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดนางโจแอน ยัง วัย 48 ปี ซึ่งตัดสินใจสละสิทธิ์ในการปกปิดตัวตน เพื่อเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อสาธารณะ

ชายทั้ง 6 คนมีกำหนดเดินทางมาปรากฏตัวที่ศาลแขวงสวินดอน (Swindon Magistrates’ Court) ในวันอังคาร (23 ธ.ค.)

ทั้งนี้ ตำรวจอังกฤษระบุว่า นายยังเป็นชาวอังกฤษผิวขาว ถูกควบคุมตัวเพื่อรอกระบวนการทางศาล ส่วนอีก 5 คนที่เหลือได้แก่

นายนอร์แมน แมคโซนี อายุ 47 ปี จากวูด เอนด์ โคลส เมืองชาร์นบรูก ตำรวจระบุว่าเป็นชาวอังกฤษผิวดำ ถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา 1 กระทง และครอบครองสื่อลามกที่มีลักษณะรุนแรง

นายดีน แฮมิลตัน อายุ 47 ปี ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ตำรวจระบุว่าเป็นชาวอังกฤษผิวขาว ถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา 1 กระทง ล่วงละเมิดทางเพศโดยการล่วงล้ำ 1 กระทง และกระทำการอนาจารโดยการสัมผัส 2 กระทง

นายคอนเนอร์ แซนเดอร์สัน ดอยล์ อายุ 31 ปี จากถนนครอฟตัน เมืองสวินดอน ตำรวจระบุว่าเป็นชาวอังกฤษผิวขาว ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศโดยการล่วงล้ำ และกระทำการอนาจารโดยการสัมผัส

นายริชาร์ด วิลกินส์ อายุ 61 ปี จากย่านแทตเตอร์แชลล์ เมืองสวินดอน ตำรวจระบุว่าเป็นชาวอังกฤษผิวขาว ถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา 1 กระทง และกระทำการอนาจารโดยการสัมผัส

นายโมฮัมเหม็ด ฮัสซัน อายุ 37 ปี จากโทรุน เวย์ เมืองสวินดอน ตำรวจระบุว่าเป็นชายชาวอังกฤษเชื้อสายเอเชีย ถูกตั้งข้อหากระทำการอนาจารโดยการสัมผัส

ด้านนายจอฟฟ์ สมิธ ผู้กำกับการสืบสวน จากสำนักงานตำรวจเทศมณฑล วิลต์เชอร์ ระบุว่าการตั้งข้อหาในครั้งนี้ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญในคดีที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมบริเวณกว้าง โดยตอนนี้ น.ส.ยัง อยู่ในความดูแลและได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ ลั่นจะนำดินแดนมาเป็นของสหรัฐฯ

ทรัมป์ตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ ลั่นจะนำดินแดนมาเป็นของสหรัฐฯ

23 ธ.ค. 2568 01:29 น.

ทรัมป์ตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ ลั่นจะนำดินแดนมาเป็นของสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหม่กับเดนมาร์ก หลังจากเขาแต่งตั้งทูตพิเศษประจำเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่นายทรัมป์เคยพูดว่าอยากผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค. 2568) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า นายเจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาจากพรรครีพับลิกัน จะดำรงตำแหน่งทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก

ผู้ว่าการแลนด์รีระบุในโพสต์บน X ว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ใน “ตำแหน่งอาสาสมัครเพื่อทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ”

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลเดนมาร์ก ซึ่งระบุว่าจะเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบเพื่อ “ขอคำชี้แจง” ขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์กล่าวว่า ชาวกรีนแลนด์จะต้องเป็นผู้ “กำหนดอนาคตของตนเอง” และ “บูรณภาพแห่งดินแดนจะต้องได้รับการเคารพ”

นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับคืนสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม เขาก็กลับแสดงต้องการเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่เขาเปรยว่าอยากได้ตั้งแต่ตอนเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกอีกครั้ง โดยอ้างถึงตำแหน่งทางยุทธศาสตร์และทรัพยากรแร่ธาตุที่มั่งคั่ง

นายทรัมป์ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้กำลังเข้าควบคุมเกาะแห่งนี้ เป็นจุดยืนที่สร้างความตกตะลึงให้กับเดนมาร์ก ในฐานะพันธมิตรนาโต และมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยตลอด

ทั้งนี้ กรีนแลนด์เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรประมาณ 57,000 คน และได้รับอำนาจการปกครองตนเองอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2522 แต่นโยบายด้านการป้องกันประเทศและการต่างประเทศยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก

ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชจากเดนมาร์กในอนาคต แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่า ประชากรส่วนใหญ่คัดค้านการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ อย่างท่วมท้น

นายลาร์ส เลิกเกอ ราสมุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TV2 ของเดนมาร์กว่า การแต่งตั้งแลนด์รีเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และเตือนให้วอชิงตันเคารพอธิปไตยของเดนมาร์ก

“ตราบใดที่เรายังมีราชอาณาจักรที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก หมู่เกาะแฟโร และกรีนแลนด์ เราไม่สามารถยอมรับการกระทำใดๆ ที่บ่อนทำลายบูรณภาพแห่งดินแดนของเราได้” นายราสมุสเซนกล่าว

ทางด้านนายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวว่าดินแดนแห่งนี้พร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันเท่านั้น

เขากล่าวว่า “การแต่งตั้งทูตพิเศษไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรสำหรับเรา เราเป็นผู้กำหนดอนาคตของตัวเอง กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์ และบูรณภาพแห่งดินแดนจะต้องได้รับการเคารพ”

อนึ่ง นักวิเคราะห์มองว่า การแต่งตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความทะเยอทะยานของทรัมป์ ที่จะควบคุมกรีนแลนด์นั้นยังไม่เสื่อมคลายลงเลย

เช่นเดียวกับการใช้กำลังทหารและวาทกรรมก้าวร้าวต่อเวเนซุเอลา สิ่งนี้บ่งชี้ว่าทรัมป์มุ่งมั่นที่จะเข้ามาควบคุมสิ่งที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับล่าสุดของเขาเรียกว่า “ซีกโลกตะวันตก” ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลที่เขาหวังว่าจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของทวีปอเมริกา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รถบัสอินโดนีเซีย พุ่งชนแผงกั้นทางหลวง ดับอย่างน้อย 16 ศพ

รถบัสอินโดนีเซีย พุ่งชนแผงกั้นทางหลวง ดับอย่างน้อย 16 ศพ

22 ธ.ค. 2568 23:12 น.

รถบัสอินโดนีเซีย พุ่งชนแผงกั้นทางหลวง ดับอย่างน้อย 16 ศพ

(ภาพจาก AFP PHOTO /INDONESIA’S NATIONAL SEARCH AND RESCUE AGENCY (BASARNAS))

เกิดเหตุรถบัสโดยสารในอินโดนีเซีย พุ่งชนแผงกั้นทางหลวง จนทำให้รถพลิกคว่ำ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบคน

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถบัสโดยสารพุ่งชนแผงกั้นบนทางหลวง ขณะเดินทางจากกรุงจาการ์ตามุ่งหน้าไปยังเมืองยอกยาการ์ตา เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ทำให้รถพลิกคว่ำและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ศพ

นายบูดีโอโน หัวหน้าสำนักงานค้นหาและกู้ภัยท้องถิ่น ระบุในแถลงการณ์ว่า รถบัสคันดังกล่าววิ่งด้วยความเร็ว “ค่อนข้างสูง” ตอนมาถึงทางโค้งบริเวณจุดทางต่างระดับของถนนหลวง ทำให้รถพุ่งชนแผงกั้นและพลิกคว่ำ

“เรา… ได้ทำการอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้ 34 คน” นายบูดีโอโนกล่าว และเสริมว่า มีผู้เคราะห์ร้ายถูกประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 15 ราย ส่วนอีก 1 รายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ขณะที่ผู้บาดเจ็บหลายรายถูกส่งไปรักษาที่เมืองเซมารัง

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเผชิญอุบัติเหตุบนท้องถนนบ่อยครั้ง เนื่องจากยานพาหนะมักมีสภาพเก่าและขาดการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับมีการละเลยกฎจราจร โดยเมื่อปี 2567 เคยเกิดเหตุรถยนต์พุ่งชนกับรถบัสและรถยนต์อีกคันบนทางหลวงที่มีการจราจรคับคั่งช่วงเทศกาลอีดิลฟิฏร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ

ก่อนหน้านั้นในปี 2562 เกิดเหตุรถบัสพุ่งตกเหวบนเกาะสุมาตราทางภาคตะวันตก ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนลั่นหนุนอาเซียน วอนไทย-กัมพูชายุติสู้รบ คิดถึงประโยชน์ของประชาชน

จีนลั่นหนุนอาเซียน วอนไทย-กัมพูชายุติสู้รบ คิดถึงประโยชน์ของประชาชน

22 ธ.ค. 2568 21:57 น.

จีนลั่นหนุนอาเซียน วอนไทย-กัมพูชายุติสู้รบ คิดถึงประโยชน์ของประชาชน

โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนยืนยันสนับสนุนความพยายามของอาเซียน ในการเรียกร้องให้ไทยกับกัมพูชายุติการต่อสู้ ชี้ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ในการแถลงข่าวประจำของกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 มีผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศพิเศษอาเซียนกำลังจัดขึ้นในวันนี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย การประชุมมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาปัจจุบัน แต่ไทยและกัมพูชายังไม่บรรลุข้อตกลงหยุดยิง จีนมีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ จีนสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยของนายเติ้ง ซีจุน ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศ ในไทยและกัมพูชาได้ไหม

นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า “ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน จีนชื่นชมและสนับสนุนความพยายามของอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซีย ในการเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบและฟื้นฟูสันติภาพ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์พื้นฐานในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดน และเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ”

“นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จีนได้เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการปรองดองในแบบของตนเองอย่างแข็งขัน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศได้ติดต่อสื่อสารกับไทย กัมพูชา และประเทศสมาชิกอาเซียนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง”

“นายเติ้ง ซีจุน ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียกำลังเดินทางไปมาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย เราจะเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยของทูตพิเศษเติ้ง ซีจุน ในโอกาสอันเหมาะสม จีนจะยังคงส่งเสริมการเจรจาสันติภาพและมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการลดความตึงเครียดต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook