อาเซียนเรียกร้องไทย-กัมพูชาหยุดการสู้รบ กลับสู่โต๊ะเจรจา เตรียมประชุม GBC 24 ธ.ค.

อาเซียนเรียกร้องไทย-กัมพูชาหยุดการสู้รบ กลับสู่โต๊ะเจรจา เตรียมประชุม GBC 24 ธ.ค.

22 ธ.ค. 2568 17:21 น.

อาเซียนเรียกร้องไทย-กัมพูชาหยุดการสู้รบ กลับสู่โต๊ะเจรจา เตรียมประชุม GBC 24 ธ.ค.

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนออกแถลงการณ์ สรุปผลประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ว่าด้วยสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างกัมพูชาและไทย ย้ำบทบาทอาเซียนในการไกล่เกลี่ยอย่างสันติ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ ฟื้นความเชื่อมั่น และกลับสู่โต๊ะเจรจา พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความรุนแรงลุกลามในภูมิภาค

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ของประธานอาเซียน ซึ่งเป็นผลสรุปของการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ว่าด้วยสถานการณ์ระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยในปัจจุบัน ดังนี้: 

1. รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดการประชุมพิเศษเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันระหว่างกัมพูชาและไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ตามมติของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กัมพูชา และไทย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

2. มาเลเซียได้รายงานต่อที่ประชุมเกี่ยวกับความพยายามของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานอาเซียน ในการสนับสนุนให้ทั้งกัมพูชาและไทยยุติการสู้รบ ที่ประชุมยังได้รับฟังรายงานจากคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ตามอำนาจหน้าที่ของ AOT ด้วย โดยกัมพูชาและไทยได้ชี้แจงจุดยืนของตนเอง

3. ที่ประชุมชื่นชมบทบาทเชิงรุกและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ โดยมีประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนเข้าร่วมอย่างแข็งขัน ในการส่งเสริมการแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสันติ ที่ประชุมรู้สึกยินดีกับความเต็มใจและความพร้อมของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนจ และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ในการสานต่อความร่วมมือกับประธานอาเซียนเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันความเข้าใจผิดใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์บานปลายยิ่งขึ้น

4. ที่ประชุมได้ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นในความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของอาเซียน ตลอดจนบทบาทสำคัญของอาเซียนในการสร้างสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ตามที่ระบุไว้ในกฎบัตรอาเซียน

5. ที่ประชุมได้ย้อนถึงข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม มติของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ตลอดจนปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 และเรียกร้องให้ทั้งกัมพูชาและไทยดำเนินการตามข้อตกลงเหล่านั้นอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

6. ที่ประชุมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความตึงเครียดและการสู้รบที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนได้รับความเสียหาย และพลเรือนต้องพลัดถิ่นทั้งสองฝั่งของพรมแดน และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายรับประกันว่าพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจะสามารถกลับไปยังบ้านเรือนและประกอบอาชีพตามปกติได้โดยปราศจากอุปสรรค อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับก่อนเกิดการสู้รบ

7. ที่ประชุมได้ยืนยันอีกครั้งถึงพันธสัญญาที่ร่วมกันจะงดเว้นจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง การระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี และการเคารพพรมแดนระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกลักษณ์ของชาติ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และสนธิสัญญามิตรภาพเเละความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC)

8. ที่ประชุมเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุดและดำเนินการทันทีเพื่อยุติการสู้รบทุกรูปแบบ ที่ประชุมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศฟื้นฟูความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน และกลับสู่การเจรจา รวมถึงผ่านกลไกทวิภาคี ตลอดจนการใช้บทบาทของประธานอาเซียน ฟื้นฟูความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และดำเนินการลดความตึงเครียดทางทหารตามแนวชายแดนร่วมกันภายใต้การสังเกตการณ์ของสมัชชาอาเซียน และยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือพหุภาคีในการแสวงหาทางออกที่สันติและยั่งยืนต่อสถานการณ์

9. รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยินดีกับการหารือเกี่ยวกับการกลับมาเจรจาหยุดยิงและการยุติการสู้รบ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรบรอดเวย์ (GBC) จะประชุมในวันที่ 24 ธันวาคม 2025 เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการและการตรวจสอบการหยุดยิง รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนแสดงความหวังว่าการสู้รบจะลดระดับลงโดยเร็วที่สุด

10. รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนให้คำมั่นว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ระเบิดคาร์บอมบ์สังหาร “นายพลรัสเซีย” ดับคาที่กลางกรุงมอสโก

ระเบิดคาร์บอมบ์สังหาร "นายพลรัสเซีย" ดับคาที่กลางกรุงมอสโก

22 ธ.ค. 2568 15:11 น.

ระเบิดคาร์บอมบ์สังหาร “นายพลรัสเซีย” ดับคาที่กลางกรุงมอสโก

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงใจกลางกรุงมอสโกเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (22 ธ.ค.) ส่งผลให้ พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ นายทหารระดับสูงของรัสเซียเสียชีวิตทันทีคาซากรถยนต์ ด้านพนักงานสอบสวนพุ่งเป้าเป็นการลอบสังหารโดยหน่วยข่าวกรองยูเครน หลังเกิดเหตุโจมตีลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา

คณะกรรมการสอบสวนแห่งรัสเซียแถลงยืนยันว่า พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมการปฏิบัติการแห่งคณะเสนาธิการกองทัพรัสเซีย ได้เสียชีวิตลงแล้วจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นบริเวณลานจอดรถทางตอนใต้ของกรุงมอสโก เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

สเวตลานา เปเตรนโก โฆษกคณะกรรมการสอบสวนระบุว่า วัตถุระเบิดถูกติดตั้งไว้ใต้รถยนต์ของนายพลซาร์วารอฟ และเกิดจุดระเบิดขึ้นในขณะที่มีผู้ขับขี่อยู่ภายในรถบนถนนยาเซเนวา โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง แต่ประเด็นหลักที่ให้ความสำคัญคือ “การบงการโดยหน่วยข่าวกรองของยูเครน”

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายทหารระดับสูงของรัสเซียตกเป็นเป้าหมายกลางกรุงมอสโก โดยก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นหลายครั้ง เมื่อเดือนธันวาคม 2024 พลโท อิกอร์ คิริลลอฟ หัวหน้าหน่วยป้องกันนิวเคลียร์ ชีวภาพ และเคมี ถูกสังหารด้วยระเบิดที่ซ่อนอยู่ในสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหน้าอพาร์ตเมนต์ ซึ่งหน่วยรักษาความมั่นคงยูเครน (SBU) ยอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

ในเดือนเมษายน 2024 พลเอก ยารอสลาฟ มอสกาลิก รองเสนาธิการทหาร เสียชีวิตจากเหตุระเบิดรถยนต์ใกล้กรุงมอสโก ส่วนเมื่อเดือนเมษายน 2023 นายแม็กซิม โฟมิน บล็อกเกอร์สายทหารชื่อดัง เสียชีวิตจากระเบิดที่ซ่อนอยู่ในรูปปั้นภายในคาเฟ่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเมื่อเดือนสิงหาคม 2022: ดาเรีย ดูกินา ลูกสาวของนักคิดสายชาตินิยมสุดโต่ง อเล็กซานเดอร์ ดูกิน เสียชีวิตจากคาร์บอมบ์

ความตึงเครียดที่ลุกลามถึงกรุงมอสโกนับตั้งแต่รัสเซียส่งกองกำลังบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 รัฐบาลรัสเซียได้กล่าวโทษยูเครนมาโดยตลอดว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีบุคคลสำคัญและเจ้าหน้าที่ทหารทั้งในรัสเซียและในดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดครองอยู่ แม้ว่าในบางกรณีทางการยูเครนจะไม่ได้ออกมายอมรับโดยตรงก็ตาม

การสังหารพลโทซาร์วารอฟในครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียบุคลากรระดับมันสมองของกองทัพรัสเซียอีกครั้ง และเป็นการส่งสัญญาณว่าสงครามข่าวกรองและการลอบสังหารได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการสู้รบที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง.

ที่มา AP 

ญี่ปุ่นจ่อเดินเครื่อง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก” ในรอบ 15 ปี หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ

ญี่ปุ่นจ่อเดินเครื่อง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก" ในรอบ 15 ปี หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ

22 ธ.ค. 2568 14:05 น.

ญี่ปุ่นจ่อเดินเครื่อง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก” ในรอบ 15 ปี หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ

สภาจังหวัดนีงาตะลงมติครั้งสำคัญที่จะชี้ชะตาการกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ “คาชิวาซากิ-คาริวะ” ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ 220 กิโลเมตร โรงไฟฟ้าแห่งนี้ถูกระงับการใช้งานมาตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิถล่มโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ไดอิจิ เมื่อปี 2011 ซึ่งเป็นภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เชอร์โนบิล

ด้านกลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ได้รวมตัวกันหน้าอาคารสภาจังหวัดนีงาตะท่ามกลางอากาศหนาวจัดท่ามกลางอุณหภูมิเพียง 6 องศาเซลเซียส พร้อมชูป้ายข้อความ “ไม่เอานิวเคลียร์” และ “คัดค้านการเดินเครื่องคาชิวาซากิ-คาริวะ” พร้อมร่วมกันร้องเพลง “ฟูรูซาโตะ” ซึ่งเป็นเพลงที่สื่อถึงความรักในบ้านเกิด โดยหนึ่งในผู้ประท้วงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของบริษัท โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ เทปโก ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ว่ามีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ที่จะกลับมาดูแลโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

ในวันนี้ (22 ธ.ค.) สภาจังหวัดนีงาตะได้ลงมติไว้วางใจนายฮิเดโยะ ฮานาซูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะ  ซึ่งให้การสนับสนุนการเปิดโรงไฟฟ้าอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้โรงไฟฟ้าสามารถเริ่มดำเนินการได้อีกครั้ง แม้ว่าสมาชิกสภาจะลงมติสนับสนุนฮานาซูมิ แต่การประชุมสภาซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี ได้เผยให้เห็นความแตกแยกในชุมชนเกี่ยวกับการเปิดโรงไฟฟ้าอีกครั้ง แม้ว่าจะมีการสร้างงานใหม่และค่าไฟฟ้าที่อาจลดลงก็ตาม

ด้านนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ 2 เดือน แสดงท่าทีสนับสนุนการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์อย่างชัดเจน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว และถ่านหิน ซึ่งในปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นต้องสูญเงินไปกว่า 10.7 ล้านล้านเยน (ราว 2.12 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ทำให้รัฐบาลตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์ให้เป็น 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2040

แม้เทปโกจะพยายามซื้อใจชาวเมืองด้วยการอัดฉีดเงินงบประมาณกว่า 100,000 ล้านเยน (ราว 19,830 ล้านบาท) เข้าสู่จังหวัดในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ประชาชนชาวนีงาตะถึง 60% เห็นว่าสภาพแวดล้อมยังไม่พร้อมสำหรับการเดินเครื่องใหม่ และ 70% ยังคงกังวลต่อการบริหารงานของเทปโก

หากได้รับการอนุมัติ คาดว่าเทปโกจะเริ่มเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์เครื่องแรกจากทั้งหมด 7 เครื่องได้ในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้กรุงโตเกียวได้ทันทีถึง 2% โดยทางบริษัทให้คำมั่นว่าจะยึดถือความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งและจะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างแน่นอน.

ที่มา Reuters

เผยสองพ่อลูกมือกราดยิง “หาดบอนได” ฝึกใช้อาวุธเชิงยุทธวิธีในชนบทออสเตรเลียก่อนก่อเหตุ

เผยสองพ่อลูกมือกราดยิง "หาดบอนได" ฝึกใช้อาวุธเชิงยุทธวิธีในชนบทออสเตรเลียก่อนก่อเหตุ

22 ธ.ค. 2568 12:43 น.

เผยสองพ่อลูกมือกราดยิง “หาดบอนได” ฝึกใช้อาวุธเชิงยุทธวิธีในชนบทออสเตรเลียก่อนก่อเหตุ

ตำรวจออสเตรเลียเปิดหลักฐาน สองพ่อลูกผู้ก่อเหตุยิงกราดกลางงานฉลองของชาวยิวที่หาดบอนได แอบซุ่มฝึกยุทธวิธีและใช้อาวุธปืนในพื้นที่ชนบทของรัฐนิวเซาท์เวลส์ก่อนลงมือ ด้านนายกฯ “แอนโทนี อัลบาเนซี” เตรียมผลักดันกฎหมายจัดการกลุ่มยุยงปลุกปั่นความเกลียดชัง และมาตรการคุมเข้มอาวุธปืนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี

ความคืบหน้ากรณีเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่หาดบอนได ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย ล่าสุดตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้เปิดเผยเอกสารต่อศาล ระบุว่า นายซาจิด อัคราม ผู้พ่อซึ่งถูกวิสามัญในที่เกิดเหตุ และนายนาวีด ผู้เป็นลูกชาย ได้มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบก่อนก่อเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้

เปิดหลักฐานการฝึกยุทธวิธีเอกสารของตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาทั้งสองได้ทำการ “ฝึกซ้อมการใช้อาวุธปืน” ในพื้นที่ชนบทของรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยมีภาพหลักฐานแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่ใช้ปืนลูกซองและเคลื่อนที่ในลักษณะ “ยุทธวิธีทางทหาร” นอกจากนี้ยังพบวิดีโอที่บันทึกไว้เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งทั้งคู่กล่าวโจมตีกลุ่ม “ไซออนิสต์” โดยมีธงของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) เป็นฉากหลัง และได้ทำการ “ลาดตระเวน” พื้นที่หาดบอนไดในเวลากลางคืนเพียงไม่กี่วันก่อนลงมือ

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี แถลงด้วยความเสียใจต่อชุมชนชาวยิวและชาวออสเตรเลียทั่วประเทศ พร้อมประกาศว่าจะไม่ยอมให้ผู้ก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มไอเอสมาสร้างความแตกแยกในสังคม โดยเตรียมเสนอทางออกทางกฎหมายที่รุนแรงขึ้นเพื่อจัดการกับ “การเผยแพร่คำสอนที่สร้างความเกลียดชัง”และยืนยันจะปกป้องสิทธิของชาวออสเตรเลียเชื้อสายยิวให้สามารถใช้ชีวิตและปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างปลอดภัย

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมประกาศโครงการ “ซื้อคืนอาวุธปืน” ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1996 เพื่อนำอาวุธออกจากท้องถนนให้ได้มากที่สุด ขณะที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ได้เรียกประชุมสภาสมัยพิเศษเพื่อผ่านกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดในประเทศ โดยมีมาตรการสำคัญด เช่น จำกัดการถือครองปืนไม่เกิน 4 กระบอกต่อคน ยกเว้นเกษตรกรที่อาจถือครองได้ถึง 10 กระบอก การสั่งห้ามแสดง “สัญลักษณ์ก่อการร้าย” ทุกรูปแบบ รวมถึงธงกลุ่มไอเอสในที่สาธารณะ และให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งระงับการชุมนุมประท้วงได้นานถึง 3 เดือนหลังเกิดเหตุการณ์ก่อการร้าย

ความคืบหน้าด้านคดีสำหรับผู้ก่อเหตุ นายซาจิด อักราม วัย 50 ปี ชาวอินเดียที่เข้าออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1998 ได้เสียชีวิตจากการถูกตำรวจวิสามัญ ส่วนนายนาวิด ลูกชายวัย 24 ปี ซึ่งเกิดในออสเตรเลีย ได้ถูกย้ายจากโรงพยาบาลเข้าสู่เรือนจำเพื่อดำเนินคดีแล้ว

นอกจากนี้ ทางการรัฐนิวเซาท์เวลส์ยังเตรียมพิจารณาคำสั่งห้ามใช้ถ้อยคำที่สุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความรุนแรง เช่น วลีที่เกี่ยวข้องกับการรุกฮือทางการเมืองในบางบริบท เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของสังคมในระยะยาว.

ที่มา ABC News

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง “นาจิบ ราซัค” ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง "นาจิบ ราซัค" ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

22 ธ.ค. 2568 12:02 น.

ศาลมาเลเซียยกคำร้อง “นาจิบ ราซัค” ขอออกจากคุกไปกักตัวที่บ้าน

ศาลสูงกัวลาลัมเปอร์มีคำสั่งยกคำร้องของอดีตนายกรัฐมนตรี “นาจิบ ราซัค” ที่ขอเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักตัวในบ้านพัก โดยศาลระบุชัดแม้พระบรมราชโองการจะมีอยู่จริง แต่กระบวนการออกคำสั่งไม่ผ่านการหารือกับคณะกรรมการอภัยโทษ ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ

ศาลสูงมาเลเซียได้มีคำวินิจฉัยปฏิเสธคำร้องของ นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 71 ปี ที่พยายามขอใช้สิทธิ์รับโทษจำคุกส่วนที่เหลือด้วยการกักตัวภายในบ้านพักแทนการอยู่ในเรือนจำ โดยศาลระบุว่าเอกสารคำสั่งเพิ่มเติมที่อ้างถึงนั้นไม่มีผลทางกฎหมาย

นาจิบ ราซัค ซึ่งถูกจำคุกมาตั้งแต่ปี 2022 จากคดีทุจริตกองทุน 1MDB เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจำคุกจาก 12 ปี เหลือ 6 ปีไปเมื่อปีก่อน อย่างไรก็ตาม เขาพยายามต่อสู้คดีโดยอ้างว่า อดีตสมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีพระบรมราชโองการลับแนบท้ายที่อนุญาตให้เขาเปลี่ยนไปรับโทษกักตัวในบ้านพักได้ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลและคณะกรรมการอภัยโทษปฏิเสธการรับรู้มาโดยตลอด จนกระทั่งทนายแผ่นดินได้ออกมายืนยันว่ามีเอกสารดังกล่าวอยู่จริงในปีนี้

ศาลชี้อำนาจกษัตริย์มีขอบเขตตามรัฐธรรมนูญผู้พิพากษา อลิซ โลค ระบุในคำวินิจฉัยว่า แม้การมีอยู่ของเอกสารดังกล่าวจะไม่ใช่ข้อโต้แย้ง แต่คำสั่งนั้นไม่สามารถบังคับใช้ได้ เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาหรือปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการอภัยโทษ  ตามที่รัฐธรรมนูญมาเลเซียกำหนดไว้

“แม้กษัตริย์จะมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการอภัยโทษ แต่อำนาจนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีขีดจำกัด เมื่อคำสั่งเพิ่มเติมนี้ไม่ได้ถูกพิจารณาหรือตัดสินในที่ประชุมคณะกรรมการอภัยโทษ จึงถือว่าคำสั่งนี้ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย” ผู้พิพากษากล่าว

คำตัดสินของศาลในครั้งนี้มีขึ้นเพียง 4 วันก่อนที่จะถึงกำหนดวันตัดสินคดีครั้งสำคัญที่สุดของนาจิบ ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับกองทุน 1Malaysia Development Berhad (1MDB) โดยเฉพาะ โดยเขากำลังเผชิญหน้ากับข้อหาคอร์รัปชัน 4 กระทง และฟอกเงินอีก 21 กระทง เกี่ยวข้องกับการโอนเงินผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 2,200 ล้านริงกิต (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท)

ทั้งนี้ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดในคดีใหม่นี้ นาจิบอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปีในแต่ละกระทงความผิด รวมถึงโทษปรับอีก 5 เท่าของมูลค่าความเสียหาย ขณะที่เจ้าตัวยังคงยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้นในกองทุนดังกล่าวซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมทั่วโลกกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา Reuters

ไนจีเรียช่วย 130 นักเรียนคาทอลิกกลุ่มสุดท้าย หลังถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่นานนับเดือน

ไนจีเรียช่วย 130 นักเรียนคาทอลิกกลุ่มสุดท้าย หลังถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่นานนับเดือน

22 ธ.ค. 2568 11:11 น.

ไนจีเรียช่วย 130 นักเรียนคาทอลิกกลุ่มสุดท้าย หลังถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ครั้งใหญ่นานนับเดือน

ทางการไนจีเรียประกาศความสำเร็จในการช่วยเหลือนักเรียนและบุคลากรที่ถูกลักพาตัวจากโรงเรียนประจำคาทอลิกเซนต์แมรี ในหมู่บ้านปาปิรี รัฐไนเจอร์ ภาคกลางของประเทศ โดยสามารถปล่อยตัวผู้ที่เหลืออีก 130 คนได้ครบถ้วน ทำให้ไม่มีนักเรียนคนใดยังถูกควบคุมตัวอยู่

รัฐบาลกลางไนจีเรียแถลงยืนยันการได้รับอิสรภาพของนักเรียนและเจ้าหน้าที่โรงเรียนประจำคาทอลิก “เซนต์แมรี” จำนวน 130 คนสุดท้าย ซึ่งถูกลักพาตัวไปจากเมืองปาปิรี ในรัฐไนเจอร์ โดยระบุว่านี่คือ “ช่วงเวลาแห่งชัยชนะและความโล่งอก” หลังจากเกิดเหตุลักพาตัวหมู่ที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ

บายโอ โอนานูกา โฆษกประธานาธิบดี เปิดเผยภาพถ่ายของเด็กๆ ที่กำลังยิ้มและโบกมือด้วยความดีใจ พร้อมยืนยันว่าขณะนี้จำนวนนักเรียนที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งหมดรวมเป็น 230 คน ซึ่งคาดว่ากลุ่มนักเรียนที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจะเดินทางถึงเมืองมินนา เมืองหลวงของรัฐไนเจอร์ในวันนี้ (22 ธ.ค.)

เบื้องหลังการปล่อยตัวที่ยังคงเป็นปริศนาแม้จะมีการประกาศข่าวดี แต่ทางการยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่ารัฐบาลใช้วิธีใดในการเจรจาเพื่อให้มีการปล่อยตัว หรือมีการจ่ายค่าไถ่ให้กับกลุ่มลักพาตัวหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ อับดุลลาฮี สุเล ผู้ว่าการรัฐนาซาราวา ระบุเพียงว่าความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานเบื้องหลังของรัฐบาลกลางที่ไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

ย้อนรอยเหตุการณ์สะเทือนขวัญย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน มีเด็กและเจ้าหน้าที่กว่า 250 คนถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนเซนต์แมรี โดยสมาคมคริสเตียนแห่งไนจีเรียระบุว่ามีนักเรียนประมาณ 50 คนที่สามารถหลบหนีออกมาได้ในระหว่างเกิดเหตุ และก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม มีนักเรียนได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้วประมาณ 100 คน

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของระลอกการโจมตีโรงเรียนและศาสนสถานในพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของไนจีเรียที่เพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนเกิดเหตุที่โรงเรียนเซนต์แมรีเพียงไม่กี่วัน ได้เกิดเหตุลักพาตัวที่โบสถ์ในรัฐควารา และโรงเรียนมัธยมหญิงล้วนในรัฐเคบบิ ซึ่งตัวประกันในทั้งสองกรณีได้รับการปล่อยตัวหมดแล้วก่อนหน้านี้

ความมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อความปลอดภัยในโรงเรียนแม้จะยังไม่มีการระบุตัวตนกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแน่ชัด แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นฝีมือของแก๊งอาชญากรที่ต้องการเรียกค่าไถ่

ด้านประธานาธิบดี โบลา อาเหม็ด ตินูบู ได้ให้คำมั่นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานร่วมกับรัฐต่างๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก.

ที่มา BBC

ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

22 ธ.ค. 2568 11:08 น.

ผลสำรวจชี้ บริษัทญี่ปุ่น 34.8% เปิดทางพนง.ทำงานต่อถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มขยายบทบาทแรงงานสูงวัย

เผยผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 34.8 ของบริษัทญี่ปุ่นอนุญาตให้พนักงานทำงานต่อไปได้จนถึงอายุ 70 ปี สะท้อนแนวโน้มการขยายบทบาทแรงงานสูงวัย ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุและปัญหาขาดแคลน 

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำรวจพบว่า เมื่อปีที่แล้ว มีร้อยละ 34.8 ของบริษัทญี่ปุ่นอนุญาตให้พนักงานทำงานต่อไปได้จนถึงอายุ 70 ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 2.9  เปอร์เซ็นต์ อันเป็นการสะท้อนแนวโน้มการขยายบทบาทแรงงานสูงวัย ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุและปัญหาขาดแคลนแรงงาน

การสำรวจครั้งนี้จัดทำกับบริษัทประมาณ 237,700 แห่ง ที่มีพนักงานตั้งแต่ 21 คนขึ้นไป โดยสำรวจสถานการณ์การจ้างงานแรงงานสูงอายุ เดือนมิถุนายน 2568  

ผลสำรวจพบว่า  ในจำนวนนี้ ร้อยละ 28.3 ใช้วิธีเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานต่อหลังอายุเกษียณตามที่บริษัทกำหนด ขณะที่ร้อยละ 3.9 ยกเลิกการกำหนดอายุเกษียณโดยสิ้นเชิง และอีกร้อยละ 2.5 ปรับเพิ่มเพดานอายุการทำงาน

กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นระบุว่า บริษัทต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการจ้างงานแรงงานสูงวัยมากขึ้น เนื่องจากระบบและนโยบายเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศต่อไป

เมื่อแยกตามขนาดกิจการ พบว่า บริษัทรายใหญ่ที่มีพนักงานตั้งแต่ 301 คนขึ้นไป ร้อยละ 29.5 ได้จัดหาตำแหน่งงานให้แรงงานสูงวัย ส่วนบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีพนักงาน 21–300 คน มีสัดส่วนสูงกว่า อยู่ที่ร้อยละ 35.2

ทั้งนี้ กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้นายจ้างต้องจ้างงานพนักงานที่ประสงค์ทำงานต่อจนถึงอายุ 65 ปี และยังส่งเสริมให้ภาคธุรกิจจัดหาโอกาสการทำงานต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 70 ปี.

ที่มา NHK

สหรัฐฯ ลบ 13 ภาพ รวมภาพ “ทรัมป์” จากไฟล์คดี “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

สหรัฐฯ ลบ 13 ภาพ รวมภาพ "ทรัมป์" จากไฟล์คดี "เจฟฟรีย์ เอปสตีน"

22 ธ.ค. 2568 10:54 น.

สหรัฐฯ ลบ 13 ภาพ รวมภาพ “ทรัมป์” จากไฟล์คดี “เจฟฟรีย์ เอปสตีน”

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันลบภาพอย่างน้อย 13 ภาพ จากเอกสารคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังมีข้อกังวลจากกลุ่มเหยื่อ รวมถึงภาพที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนนำกลับขึ้นใหม่บางรายการ ท่ามกลางคำถามเรื่องความโปร่งใสจากฝ่ายนิติบัญญัติ

ทอดด์ แบลนช์ รองอัยการสูงสุดสหรัฐฯ ออกมาชี้แจงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กรณีที่มีการลบไฟล์ภาพอย่างน้อย 13 ไฟล์ ออกจากฐานข้อมูลคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้อื้อฉาวเรื่องเป็นธุระจัดหาการค้าประเวณีให้แก่คนมีชื่อเสียง ที่ถูกตัดสินความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็ก โดยยืนยันว่าการลบภาพที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏอยู่นั้น “ไม่เกี่ยวกับการเมือง” แต่ทำไปเพื่อปกป้องสิทธิของเหยื่อตามคำสั่งศาล

ไทม์ไลน์เหตุการณ์และความกังขาจากสังคมเอกสารจำนวนหลายพันฉบับถูกเผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อวันศุกร์ (19 ธ.ค.) ตามกฎหมายที่สภาคองเกรสกำหนด แต่ในวันเสาร์ กลับพบว่าไฟล์ภาพบางส่วนหายไปอย่างไร้คำอธิบาย หนึ่งในนั้นคือภาพถ่ายบนโต๊ะทำงานในบ้านของเอปสตีน ซึ่งปรากฏรูปภาพของโดนัลด์ ทรัมป์, เมลาเนีย ทรัมป์, เอปสตีน และ กิสเลน แมกซ์เวลล์ ผู้สมรู้ร่วมคิด รวมถึงภาพถ่ายห้องนวดที่มีภาพวาดและภาพถ่ายนู้ดจำนวนมากบนผนัง ซึ่งบางภาพไม่มีการเซ็นเซอร์ใบหน้าหญิงสาว

ทางด้านพรรคเดโมแครตในคณะกรรมการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคำถามถึง แพม บอนดี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม โดยระบุว่า “มีการพยายามปกปิดอะไรอีกหรือไม่?” พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสให้แก่ประชาชนชาวอเมริกัน

คำชี้แจงจากกระทรวงยุติธรรมทอดด์ แบลนช์ ระบุว่าข้อกล่าวหาที่ว่าลบภาพเพราะมีทรัมป์อยู่นั้นเป็นเรื่อง “น่าขัน” เนื่องจากมีภาพของทรัมป์คู่กับเอปสตีนถูกเผยแพร่ออกไปก่อนหน้านี้จำนวนมากอยู่แล้ว เหตุผลที่แท้จริงคือการตรวจสอบว่ามีบุคคลในภาพเป็นเหยื่อหรือไม่ ซึ่งหลังจากการตรวจสอบซ้ำ พบว่าไม่มีเหยื่อปรากฏในภาพดังกล่าว จึงได้นำภาพถ่ายของทรัมป์กลับมาโพสต์ใหม่โดยไม่มีการแก้ไขใดๆ เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์

แรงกดดันจาก โทมัส แมสซี สส. พรรครีพับลิกันจากรัฐเคนตักกี้ ซึ่งเป็นหัวหอกในการผลักดันให้เปิดเผยไฟล์นี้ แสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ โดยระบุว่ากระทรวงยุติธรรมกำลัง “ฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของกฎหมาย” และเขากำลังร่างข้อหาดูหมิ่นอำนาจรัฐสภาต่อรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม โดยยืนยันว่าจะไม่หยุดจนกว่าเหยื่อและผู้รอดชีวิตจะได้รับความยุติธรรม

ความล่าช้าและการเซ็นเซอร์ปัจจุบัน กระทรวงยุติธรรมยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถเปิดเผยไฟล์ทั้งหมดได้ทันตามกำหนดเส้นตายในวันศุกร์ อีกทั้งเอกสารที่ปล่อยออกมาส่วนใหญ่ยังถูก “ถมดำ” หรือปกปิดข้อมูลสำคัญไปจำนวนมาก โดยเฉพาะบันทึกภายในเกี่ยวกับการตัดสินใจสั่งฟ้อง ซึ่งทำให้สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความจริงเบื้องหลังคดีอื้อฉาวระดับโลกนี้ต่อไป.

ที่มา BBC

“คิม จองอึน” พาบุตรสาวตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งใหม่ 2 วันติดกัน หวังเร่งผลักดันแผนพัฒนาภูมิภาค

"คิม จองอึน" พาบุตรสาวตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งใหม่ 2 วันติดกัน หวังเร่งผลักดันแผนพัฒนาภูมิภาค

22 ธ.ค. 2568 10:39 น.

“คิม จองอึน” พาบุตรสาวตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งใหม่ 2 วันติดกัน หวังเร่งผลักดันแผนพัฒนาภูมิภาค

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือร่วมพิธีเปิดโรงงานในเมืองซินโพ ต่อเนื่องเป็นแห่งที่สอง พร้อมปรากฏตัวคู่บุตรสาว “คิม จูแอ” สื่อรัฐตอกย้ำนโยบายเร่งพัฒนาภูมิภาค ลดช่องว่างรายได้

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เข้าร่วมพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่เป็นแห่งที่สองติดต่อกัน โดยเดินทางตรวจเยี่ยมและร่วมพิธีเปิดโรงงานในเมืองซินโพ เมืองชายฝั่งทางตะวันออก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากเมื่อวันก่อนหน้าเพิ่งร่วมตัดริบบิ้นเปิดโรงงานแห่งหนึ่งในเขตจางยอน  ทางตะวันตกของประเทศ

โดยผู้นำเกาหลีเหนือ ปรากฎตัวพร้อมคิม จูแอ  บุตรสาวซึ่งถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นทายาททางการเมือง ซึ่งนับเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนร่วมกับบิดาอีกครั้ง หลังทั้งคู่เคยร่วมตรวจเยี่ยมโรงงานอีกแห่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า เมืองซินโพมีศักยภาพที่เชื่อถือได้และแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาอย่างพึ่งพาตนเอง  พร้อมย้ำความมุ่งมั่นของพรรคแรงงานเกาหลี ในการเดินหน้านโยบายพัฒนาภูมิภาคอย่างทะเยอทะยานยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้เยี่ยมชมฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลางทะเลของเมืองซินโพ และรับฟังรายงานเกี่ยวกับกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้เริ่มผลักดันนโยบายพัฒนาภูมิภาคตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างเมืองใหญ่กับพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ และกระจายการพัฒนาออกสู่ระดับท้องถิ่นมากขึ้น.

ที่มา Yonhap

ศาลโลกนัดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ในเมียนมา ม.ค. ปีหน้า

ศาลโลกนัดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ในเมียนมา ม.ค. ปีหน้า

22 ธ.ค. 2568 08:55 น.

ศาลโลกนัดไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ในเมียนมา ม.ค. ปีหน้า

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศประกาศจัดไต่สวนสาธารณะคดีเมียนมาถูกกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ช่วง 12–29 ม.ค. 2569 หลังแกมเบียยื่นฟ้องละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติ

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) ในกรุงเฮก ของ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นศาลสูงสุดขององค์การสหประชาชาติ ประกาศว่าจะจัดการไต่สวนสาธารณะรอบใหม่ในคดีที่กล่าวหาเมียนมาว่าก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญา ในช่วงระหว่างวันที่ 12–29 ม.ค. 2569 

โดยคดีนี้ถูกยื่นฟ้องโดยประเทศแกมเบีย ตั้งแต่ปี 2562 โดยกล่าวหาว่าทางการเมียนมาได้ละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของสหประชาชาติ ปี 2491 จากปฏิบัติการกวาดล้างอย่างรุนแรงของกองทัพเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธชาวพุทธ ต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ เมื่อปี 2560

ก่อนหน้านี้ ศาลโลกมีคำสั่งชั่วคราวในปี 2563 ให้เมียนมา  ดำเนินมาตรการทุกวิถีทางภายในอำนาจของตน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นอีก

แถลงการณ์ของศาลโลก ระบุว่า จะพิจารณาเนื้อหาสาระของคดี รวมถึงการรับฟังพยานและผู้เชี่ยวชาญที่คู่ความทั้งสองฝ่ายเรียกมาให้การ ขณะที่การไต่สวนพยานบางส่วนจะดำเนินการเป็นการลับ หลังจากแกมเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามในแอฟริกาตะวันตก ได้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า เมียนมาละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการชดใช้เยียวยาแก่เหยื่อ และรับประกันว่าจะไม่เกิดโศกนาฏกรรมลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

แม้คำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีผลผูกพันตามกฎหมายและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่ศาลไม่มีอำนาจโดยตรงในการบังคับใช้คำพิพากษา ทำให้การปฏิบัติตามคำตัดสินยังคงขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประเทศคู่กรณีและประชาคมระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวโรฮิงญามากกว่า 1 ล้านคน อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราวในประเทศบังกลาเทศ หลังหลบหนีความรุนแรงจากการปราบปรามในเมียนมาเมื่อปี 2560.

ที่มา Irrawaddy