ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

22 ธ.ค. 2568 05:38 น.

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยืนยัน เตรียมสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่แทนที่ ชาร์ล เดอ โกล ที่ใช้มานานกว่า 20 ปี คาดใช้งบประมาณราว 1 หมื่นล้านยูโร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2568 นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศว่า ประเทศของเขาจะสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและทันสมัยกว่าเดิม เพื่อทดแทนเรือชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ที่เก่าลง ถือเป็นการยืนยันแผนงานที่วางไว้มาอย่างยาวนานเพื่อเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของประเทศ

โครงการนี้มีชื่อว่า Porte-Avions Nouvelle Génération (PANG) หรือเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1.025 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.77 แสนล้านบาท) โดยรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่าเรือลำดังกล่าวจะเข้าประจำการในปี 2038 (พ.ศ. 2581) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เรือชาร์ล เดอ โกล มีกำหนดจะปลดประจำการ

เจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสนายหนึ่งเปิดเผยว่า งานด้านส่วนประกอบระบบขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ในขณะที่คำสั่งซื้อสำหรับการก่อสร้างขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการบรรจุลงในงบประมาณปี 2568 และเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เรือลำนี้จะกลายเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเท่าที่เคยมีการสร้างมา

มาครงยืนยันการตัดสินใจดังกล่าวในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อกองทัพฝรั่งเศสที่ประจำการ ณ ฐานทัพทหารในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

“การตัดสินใจเริ่มโครงการอันยิ่งใหญ่นี้มีขึ้นในสัปดาห์นี้” มาครงกล่าว พร้อมเสริมว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมฐานอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตด้านการป้องกันประเทศ

ด้านนาง แคเทอรีน โวแตร็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ ได้โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้จะมาแทนที่เรือชาร์ล เดอ โกล ซึ่งเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 2544 หลังจากผ่านกระบวนการวางแผนและก่อสร้างยาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษ

ทั้งนี้ โครงการ PANG ถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การป้องปรามทางนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส และการผลักดันของยุโรปเพื่อให้มีอิสระในการป้องกันประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางบริบทของสงครามรัสเซียกับยูเครน และความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจลดความมุ่งมั่นที่มีต่อความมั่นคงของยุโรปลง

ฝรั่งเศสในฐานะรัฐเดียวในสหภาพยุโรปที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศยุโรปเพียงไม่กี่ประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการ ร่วมกับอังกฤษ อิตาลี และสเปน ถึงกระนั้น ขีดความสามารถด้านเรือบรรทุกเครื่องบินของยุโรปยังคงจำกัดเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินถึง 11 ลำ และจีนที่มี 3 ลำ

พลเอก ฟาเบียน มางดง (Fabien Mandon) เสนาธิการทหารกล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาก่อนหน้านี้ว่า ฝรั่งเศสจะจัดซื้อระบบดีดตัวเครื่องบินแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Catapult) จากสหรัฐฯ สำหรับใช้ในเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้ โดยอ้างถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและระยะเวลาที่ทำให้ไม่สามารถผลิตเองภายในประเทศได้

แม้สมาชิกรัฐสภาบางส่วนจากฝ่ายสายกลางและฝ่ายกลางซ้ายจะรบเร้าให้รัฐบาลพิจารณาชะลอโครงการนี้ออกไปก่อน เนื่องจากแรงกดดันด้านการคลังสาธารณะ แต่ถ้อยแถลงของมาครงเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลอนุมัติ สร้างนิคมชาวยิวอีก 19 แห่ง ในเขตเวสต์แบงก์

อิสราเอลอนุมัติ สร้างนิคมชาวยิวอีก 19 แห่ง ในเขตเวสต์แบงก์

22 ธ.ค. 2568 05:04 น.

อิสราเอลอนุมัติ สร้างนิคมชาวยิวอีก 19 แห่ง ในเขตเวสต์แบงก์

อิสราเอลอนุมัติการสร้างนิคมชาวยิวแห่งใหม่ในเขตเวสต์แบงก์เพิ่มอีก 19 แห่ง อ้างขัดขวางการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ ขณะที่ชาติอาหรับ-สหประชาชาติร่วมตำหนิ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2568 คณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอลได้อนุมัติการสร้างนิคมชาวยิวแห่งใหม่จำนวน 19 แห่งในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกพวกเขายึดครองแล้ว ในขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดันการขยายตัวของนิคมอย่างต่อเนื่อง

นายเบซาเลล สมอทริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายขวาจัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ตั้งถิ่นฐานและเป็นผู้เสนอความเคลื่อนไหวนี้ร่วมกับนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อขัดขวางการสถาปนารัฐปาเลสไตน์

ทั้งนี้ นิคมของอิสราเอลในพื้นที่ยึดครองเวสต์แบงก์ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ทางด้านซาอุดีอาระเบียได้ออกมาประณามการดำเนินการในครั้งนี้ ขณะที่นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า การขยายตัวของนิคมอิสราเอลที่เกิดขึ้นอย่าง “ไม่หยุดยั้ง” เป็นการซ้ำเติมความตึงเครียด จำกัดการเข้าถึงที่ดินของชาวปาเลสไตน์ และสั่นคลอนความเป็นไปได้ในการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตยของตนเอง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดยังเกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงที่พุ่งสูงขึ้นในเขตเวสต์แบงก์ นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566 ยิ่งซ้ำเติมความกังวลว่าการขยายตัวของนิคมชาวยิวอาจทำให้การยึดครองของอิสราเอลฝังรากลึกยิ่งขึ้น และทำลายโอกาสของการแก้ปัญหาทางการเมืองแบบสองรัฐ (Two-state solution)

“การแก้ปัญหาแบบสองรัฐ” หมายถึงการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ในพื้นที่เวสต์แบงก์และฉนวนกาซา โดยมีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง ซึ่งเป็นไปตามแนวเขตพื้นที่ที่มีอยู่ก่อนสงครามอาหรับ-อิสราเอลในปี 1967 (พ.ศ. 2510)

อนึ่ง นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2565 รัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบันได้เพิ่มการอนุมัตินิคมแห่งใหม่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มกระบวนการทำให้ด่านหน้า (Outposts) ที่ไม่ได้รับอนุญาตกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย โดยรับรองสถานที่เหล่านั้นในฐานะ “ย่านที่พักอาศัย” ของนิคมที่มีอยู่เดิม

นายสมอทริชระบุว่า การตัดสินใจครั้งล่าสุดนี้ทำให้จำนวนนิคมที่ได้รับการอนุมัติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 69 แห่งแล้ว

การอนุมัติดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่สหประชาชาติระบุว่า การขยายตัวของนิคมชาวยิวพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2560 โดยปัจจุบัน มีผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวราว 700,000 คน อาศัยอยู่ในนิคมราว 160 แห่งทั่วพื้นที่เวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวคือดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์มุ่งหวังจะใช้ในการสถาปนารัฐเอกราชในอนาคต

นอกจากนี้ การอนุมัติล่าสุดยังรวมถึงการรื้อฟื้นนิคมเก่าขึ้นมาใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ กานิม (Ganim) และ คาดิม (Kadim) ซึ่งเคยถูกรื้อถอนไปเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เผย กำลังไล่ตาม เรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ เผย กำลังไล่ตาม เรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

22 ธ.ค. 2568 01:44 น.

สหรัฐฯ เผย กำลังไล่ตาม เรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผย หน่วยยามฝั่งกำลังไล่ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในน่านน้ำสากลใกล้กับเวเนซุเอลา โดยนี่นับเป็นเรือลำที่ 3 ในรอบ 2 สัปดาห์ที่สหรัฐฯ เข้าสกัด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ กำลังไล่ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งในน่านน้ำสากลใกล้กับประเทศเวเนซุเอลาเมื่อวันอาทิตย์ (21 ธ.ค.) นับเป็นการสกัดกั้นเรือที่ถูกคว่ำบาตรเป็นครั้งที่ 3 ในรอบไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อเวเนซุเอลามากขึ้นเรื่อย ๆ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งระบุว่า หน่วยยามฝั่งอยู่ระหว่างการไล่ติดตาม เรือบรรทุกน้ำมันที่มีความเชื่อมโยงกับการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของเวเนซุเอลา โดยเรือลำนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “กองเรือมืด” (Dark Fleet) และถูกกล่าวหาว่าชักธงปลอมเพื่อตบตาคำสั่งยึดทรัพย์

เจ้าหน้าที่อีกรายระบุว่ายังไม่มีการบุกขึ้นไปบนเรือ โดยตั้งข้อสังเกตว่าการสกัดกั้นอาจรวมถึงการติดตามอยู่ห่างๆ หรือการเฝ้าสังเกตการณ์ทางอากาศ มากกว่าการบุกเข้ายึดในทันที

เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนไม่ได้ระบุชื่อของเรือบรรทุกน้ำมันหรือเปิดเผยตำแหน่งที่แน่ชัด ส่วนทางทำเนียบขาวเองก็ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ในทันที

การไล่ติดตามครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “ปิดล้อม” เรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทุกลำที่เข้าหรือออกจากเวเนซุเอลาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กดดันประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งรวมถึงการเพิ่มกำลังทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาค และการโจมตีเรือต่างๆ ในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก

ทั้งนี้ นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า เรือบรรทุกน้ำมันสองลำแรกที่ถูกยึดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานั้นดำเนินการอยู่ในตลาดมืดและส่งน้ำมันให้กับประเทศที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร

นายแฮสเซตต์ยังพยายามลดกระแสความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ด้วย โดยระบุว่าการบุกยึดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรือจำนวนเพียงไม่กี่ลำเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า การดำเนินการล่าสุดนี้อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อตลาดเอเชียเปิดทำการในวันจันทร์ เนื่องจากเหล่านักเทรดกำลังประเมินความเสี่ยงที่การส่งออกของเวเนซุเอลาอาจถูกขัดขวางมากขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์รายอื่นมองว่า การยึดเรืออาจเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

นักวิเคราะห์ระบุเพิ่มเติมว่า แม้การคุมเข้มด้านโลจิสติกส์อาจบีบให้น้ำมันดิบที่ถูกคว่ำบาตรต้องขายในราคาที่ลดกระหน่ำยิ่งกว่าเดิม แต่การเผชิญหน้าครั้งนี้ก็ตอกย้ำถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในตลาดน้ำมันโลก ในขณะที่วอชิงตันเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของตนเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไอรา “ไอค์” ชาบ ผู้รอดชีวิตจาก เพิร์ลฮาร์เบอร์ เสียชีวิตแล้วในวัย 105 ปี

ไอรา “ไอค์” ชาบ ผู้รอดชีวิตจาก เพิร์ลฮาร์เบอร์ เสียชีวิตแล้วในวัย 105 ปี

22 ธ.ค. 2568 01:13 น.

ไอรา “ไอค์” ชาบ ผู้รอดชีวิตจาก เพิร์ลฮาร์เบอร์ เสียชีวิตแล้วในวัย 105 ปี

ไอรา “ไอค์” ชาบ หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนที่เหลืออยู่จากเหตุโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุได้ 105 ปี หลังจากวันครบรอบเหตุการณ์ไม่กี่สัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ธ.ค. 2568 ว่า นาย ไอรา “ไอค์” ชาบ อดีตทหารผ่านศึกกองทัพเรือสหรัฐฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และหนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนที่เหลืออยู่จากเหตุการณ์ญี่ปุ่นทิ้งระเบิดถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อปี 1941 (พ.ศ. 2484) เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 105 ปี

คิมเบอร์ลี ไฮนริคส์ ลูกสาวของเขา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Associated Press ว่า ชาบเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านเมื่อช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ (20 ธ.ค.) โดยมีเธอและสามีอยู่เคียงข้าง

การจากไปของเขาทำให้ขณะนี้เหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีฉับพลันในครั้งนั้นเพียงประมาณ 12 คนเท่านั้น ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีทหารเสียชีวิตกว่า 2,400 นาย และเป็นชนวนเหตุที่ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามอย่างเป็นทางการ

ในตอนเกิดเหตุ ชาบมีอายุเพียง 21 ปีและปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารเรือ โดยหลายทศวรรษที่ผ่านมาชาบเก็บตัวเงียบและแทบไม่เคยพูดถึงประสบการณ์ในครั้งนั้นเลย

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อตระหนักว่ากลุ่มผู้รอดชีวิตจากเหตุโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ลดน้อยลงเรื่อย ๆ ชาบในวัยหลักร้อยจึงตั้งใจที่จะเดินทางจากบ้านในเมืองบีเวอร์ตัน รัฐออริกอน ไปยังฐานทัพทหารในฮาวายเพื่อร่วมพิธีรำลึกประจำปี โดยเขาให้เหตุผลไว้ในปี 2566 ว่า “เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เพื่อนพ้องที่ไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมา”

สำหรับพิธีรำลึกในปี 2567 ชาบใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการฟื้นฟูเรี่ยวแรงเพื่อให้สามารถยืนขึ้นและทำความเคารพได้ แต่ในปีนี้ เขารู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะไปร่วมงาน และหลังจากนั้นไม่ถึงสามสัปดาห์ เขาก็ได้จากไปอย่างสงบ

ทั้งนี้ ชาบเกิดเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ปี พ.ศ. 2463 ซึ่งตรงกับวันชาติของสหรัฐฯ ที่เมืองชิคาโก โดยเขาเป็นบุตรชายคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน และเข้าร่วมกองทัพเรือเมื่ออายุ 18 ปี ตามรอยเท้าของผู้เป็นพ่อ

ชาบเคยให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่เกิดการโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อ 7 ธ.ค. 2484 เป็นวันที่เริ่มต้นขึ้นอย่างสงบ เขาทำหน้าที่เป็นนักเป่าทูบาในวงดนตรีประจำเรือ “ยูเอสเอส ด็อบบิน” และกำลังรอคอยการมาเยือนของน้องชาย ซึ่งเป็นทหารประจำการอยู่ที่สถานีวิทยุของกองทัพเรือในบริเวณใกล้เคียง

ในตอนนั้นชาบเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จและสวมชุดเครื่องแบบชุดใหม่ ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงสัญญาณเรียกหน่วยดับเพลิง เขาจึงขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือและได้เห็นเรืออีกลำคือ “ยูเอสเอส ยูทาห์” กำลังพลิกคว่ำ ในขณะที่เครื่องบินของญี่ปุ่นส่งเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า

“พวกเราตกใจกันมาก ทั้งตกใจและกลัวตายสุดขีด” ชาบกล่าวในปี 2566 “เราไม่รู้เลยว่าต้องเจอกับอะไร และเรารู้ดีว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา ทุกอย่างก็คงจบสิ้นลงตรงนั้น”

ชาบรีบวิ่งกลับลงไปใต้ดาดฟ้าเรือเพื่อคว้ากล่องกระสุน และเข้าร่วมในแถวส่งกระสุนแบบต่อมือ (Daisy chain) กับเหล่าทหารเรือคนอื่นๆ เพื่อส่งลูกปืนใหญ่ขึ้นไปยังปืนต่อสู้อากาศยานที่อยู่ด้านบน

ตามบันทึกของกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า เรือของเขาต้องสูญเสียทหารเรือไป 3 นาย โดยหนึ่งนายเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ และอีกสองนายเสียชีวิตในเวลาต่อมาจากบาดแผลที่ถูกสะเก็ดระเบิดซึ่งตกลงมาใส่ท้ายเรือ ซึ่งทั้งหมดกำลังประจำการอยู่ที่ปืนต่อสู้อากาศยาน

ชาบใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมกับกองทัพเรือในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเดินทางไปยังหมู่เกาะนิวเฮบริดีส หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ “วานูอาตู” จากนั้นจึงไปยังหมู่เกาะมาเรียนาและโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น

หลังสิ้นสุดสงคราม เขาได้ศึกษาวิศวกรรมการบินและอวกาศ และทำงานในโครงการยานอวกาศอะพอลโล ในตำแหน่งวิศวกรไฟฟ้าให้กับบริษัท General Dynamics โดยมีส่วนช่วยในการส่งนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ปีเดียว 347 ราย

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ปีเดียว 347 ราย

21 ธ.ค. 2568 23:41 น.

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ปีเดียว 347 ราย

กลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาประณามซาอุดีอาระเบีย หลังประหารชีวิตนักโทษมากทุบสถิติ 2 ปีซ้อน โดยในปีนี้มีผู้ถูกประหารไปแล้วถึง 347 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ธ.ค. 2568 ว่า องค์กร Reprieve กลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งมีฐานอยู่ในสหราชอาณาจักร ออกมาประณามซาอุดีอาระเบีย ที่ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษมากจนทำลายสถิติถึง 2 ปีติดต่อกัน

Reprieve ซึ่งติดตามประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบียมาตลอด ระบุว่า ในปีนี้มีผู้ถูกประหารชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 347 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 345 รายในปี 2567 และเป็นสถิติการประหารชีวิตในปีเดียวในซาอุดีอาระเบียที่สูงที่สุดนับตั้งแต่พวกเขาเริ่มเก็บข้อมูล

นักโทษรายล่าสุดที่ถูกประหารชีวิต คือชาวปากีสถาน 2 ราย ซึ่งถูกตัดสินความผิดในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนผู้ถูกประหารชีวิตรายอื่นๆ รวมถึงนักข่าวรายหนึ่ง และชายหนุ่มอีกสองคนที่ยังเป็นเยาวชนในขณะที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Reprieve ระบุว่า ผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ หรือประมาณ 2 ใน 3 เป็นผู้มีความผิดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดที่ไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิต เช่น 96 ราย เกี่ยวข้องกับคดีกัญชาเพียงอย่างเดียว ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า “ขัดต่อบรรทัดฐานและมาตรฐานสากล”

มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ถูกประหารชีวิตเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “สงครามยาเสพติด” ภายในซาอุดีอาระเบีย

“ขณะนี้ซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการโดยปราศจากการรับผิดชอบใดๆ” น.ส. จีด บาสยูนิ หัวหน้าฝ่ายโทษประหารชีวิตประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Reprieve กล่าว “มันแทบจะกลายเป็นการเยาะเย้ยระบบสิทธิมนุษยชนไปแล้ว”

เธอกล่าวหาด้วยว่า การทรมานและการบังคับให้สารภาพเป็นสิ่งที่ “แพร่ระบาด” อยู่ภายในระบบยุติธรรมของซาอุดีอาระเบีย โดยเธอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการ “กวาดล้างที่โหดร้ายและตามอำเภอใจ” ซึ่งทำให้ผู้บริสุทธิ์และผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคมต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สนว่าใครคือผู้ที่ถูกประหารชีวิต ตราบใดที่พวกเขาสามารถส่งสารไปถึงสังคมได้ว่า จะไม่มีการผ่อนปรนโดยเด็ดขาด (Zero-tolerance) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที่พวกเขากำลังพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นการประท้วง เสรีภาพในการแสดงออก หรือยาเสพติด” น.ส.บาสยูนิกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อันวาร์จี้ไทย-กัมพูชา หาทางออกอย่างสันติ ในการประชุมอาเซียน 22 ธ.ค.นี้

อันวาร์จี้ไทย-กัมพูชา หาทางออกอย่างสันติ ในการประชุมอาเซียน 22 ธ.ค.นี้

21 ธ.ค. 2568 21:45 น.

อันวาร์จี้ไทย-กัมพูชา หาทางออกอย่างสันติ ในการประชุมอาเซียน 22 ธ.ค.นี้

อันวาร์ อิบราฮิม เรียกร้องให้ ไทยกับกัมพูชาหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันจันทร์นี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โพสต์ข้อความระบุว่า ไทยและกัมพูชาต้อง ยึดมั่นในเจตนารมณ์แห่งการเจรจา ปัญญา และความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาความมั่นคงรวมถึงสันติภาพในภูมิภาค

คำพูดของนายอันวาร์เกิดขึ้นก่อนที่รัฐมนตรีต่างประเทศของชาติสมาชิกอาเซียน จะจัดการประชุมสมัยวิสามัญในวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค.นี้ เพื่อหาทางแก้ไขความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างไทยกับกัมพูชา

อันวาร์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเขาว่า เขาได้เน้นย้ำเรื่องนี้ต่อทั้งสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ในระหว่างที่เขาได้ร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางที่ดีที่สุดในการจัดการกับข้อพิพาทชายแดน

นอกจากนี้ อันวาร์ยังเสริมว่าการประชุมในวันจันทร์จะเป็นโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาโดยตรงและแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ “การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันพรุ่งนี้ จะเป็นเวทีที่เหมาะสมและสร้างสรรค์สำหรับทั้งสองประเทศในการเปิดเจรจา แก้ไขข้อขัดแย้งด้วยสันติวิธี และร่วมกันหาทางออกที่ยุติธรรมและยั่งยืน”

ทั้งนี้ การประชุมสมัยวิสามัญในวันจันทร์นี้ ซึ่งมีนายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเป็นประธาน จะเป็นการติดตามผลของข้อตกลงก่อนหน้านี้ที่นายอันวาร์ได้ทำไว้ร่วมกับผู้นำของไทยและกัมพูชาเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.

“การประชุมนี้จะเป็นเวทีให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันระหว่างกัมพูชาและไทย” แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ระบุ

แถลงการณ์ระบุอีกว่า การประชุมสมัยพิเศษนี้จะ “พิจารณาขั้นตอนที่เป็นไปได้” ซึ่งสมาชิกอาเซียน “อาจดำเนินการเพื่อสนับสนุนความพยายามที่กำลังดำเนินอยู่ ในการลดความรุนแรงและยุติการสู้รบ เพื่อประโยชน์ต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคโดยรวม”

“มาเลเซียยังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในการส่งเสริมการเจรจาที่สร้างสรรค์ตามเจตนารมณ์ของอาเซียน” แถลงการณ์กล่าวเสริม

“และในแง่นั้น มาเลเซียจะช่วยสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์อันดีในฐานะเพื่อนบ้าน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ตลอดจนความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อมุ่งสู่การแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ยุติธรรม และยั่งยืน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ด่วน! ทภ.1 แจ้งเตือนประชาชน 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว งดเข้าที่พัก-อพยพไปยังศูนย์ฯ

ด่วน! ทภ.1 แจ้งเตือนประชาชน 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว งดเข้าที่พัก-อพยพไปยังศูนย์ฯ

21 ธ.ค. 2568 16:01 น.

ด่วน! ทภ.1 แจ้งเตือนประชาชน 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว งดเข้าที่พัก-อพยพไปยังศูนย์ฯ

ทภ.1 แจ้งเตือนประชาชน 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว งดเข้าที่พักอาศัย – ขอให้อพยพไปยังศูนย์ฯ ที่ทางราชการจัดให้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

วันที่ 21 ธ.ค 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 แจ้งว่า เนื่องจากปัจจุบัน กกล.บูรพา มีการปฏิบัติการทางทหารต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม อ.ตาพระยา อ.โคกสูง อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน 4 อำเภอชายแดน จ.สระแก้ว “งดเข้าพื้นที่พักอาศัยของตน และให้อพยพไปยังศูนย์ฯ ตามที่ทางราชการจัดให้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”

ทั้งนี้ ขอให้รับฟังข่าวสารและติดตามการแจ้งประกาศจากส่วนราชการในพื้นที่ อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยเป็นสำคัญ.

โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

21 ธ.ค. 2568 13:11 น.

โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

“พงศกร ขวัญเมือง” ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังนิด้าโพล เผย คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า ขอโอกาสอีกครั้งให้กลับมารับใช้ดูแล

วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ต่อผลการสำรวจ “กระแสการเมืองกรุงเทพมหานคร” ล่าสุดของนิด้าโพล ที่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนนิยมขยับสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณของความไว้วางใจ และการเปิดใจของคนกรุงเทพฯ ที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณพี่น้องคน กทม.อย่างจริงใจ ที่เปิดใจ และมอบความไว้วางใจให้พรรคถือเป็นกำลังใจสำคัญของพวกเราทุกคน ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความหวังของประชาชน เพราะตระหนักดีว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ และยังมองหาพรรคการเมืองที่สามารถเป็นความหวังใหม่ของกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง พรรคประชาธิปัตย์พร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน จึงขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง ให้เราได้กลับมารับใช้ ดูแล และทำงานเพื่อตอบโจทย์คน กทม. และเมืองนี้ ด้วยการเมืองสุจริต การทำงานแบบมืออาชีพ และความจริงใจต่อประชาชนทุกคน

กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

21 ธ.ค. 2568 12:30 น.

กราดยิงแอฟริกาใต้ มือปืนบุกถล่มบาร์ใกล้โจฮันเนสเบิร์ก ดับ 9 เจ็บ 10 ราย

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 2 ของเดือนในแอฟริกาใต้ เมื่อมือปืนไม่ทราบฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฝูงชนในย่านที่พักอาศัยใกล้เหมืองทองคำ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ และบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่ตำรวจเร่งระดมทีมสืบสวนระดับชาติลงพื้นที่ล่าตัวคนร้าย

เหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้นที่ผับ “ความาโซโล” ในเขตแทมโบ ของเมืองเบกเกอร์สดาล ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร รายงานระบุว่า กลุ่มมือปืนไม่ทราบฝ่ายได้เปิดฉากยิงแบบไม่เลือกหน้าใส่กลุ่มลูกค้าที่กำลังใช้บริการ รวมถึงผู้คนที่อยู่บริเวณด้านนอกร้าน

สำนักงานตำรวจได้เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 9 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว

นายเฟรด เคคานา รักษาการผู้บัญชาการตำรวจประจำรัฐเกาเตง เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยงาน ทั้งทีมจัดการที่เกิดเหตุระดับชาติและระดับรัฐ รวมถึงหน่วยข่าวกรองอาชญากรรมและทีมสืบสวนคดีร้ายแรง ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานและสอบปากคำพยานอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจที่แน่ชัดของการก่อเหตุ

เมืองเบกเกอร์สดาลที่เกิดเหตุ เป็นพื้นที่ยากจนที่ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองทองคำขนาดใหญ่หลายแห่งของแอฟริกาใต้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่าปัจจัยทางสภาพแวดล้อมหรือความขัดแย้งในพื้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้หรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการกราดยิงสังหารหมู่ครั้งที่ 2 ของแอฟริกาใต้ในเดือนธันวาคมนี้ โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ (6 ธันวาคม) เพิ่งเกิดเหตุกลุ่มมือปืนบุกถล่มหอพักใกล้กรุงพริทอเรีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 12 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กหญิงวัยเพียง 3 ขวบ

ปัจจุบันแอฟริกาใต้ซึ่งมีประชากรกว่า 63 ล้านคน กำลังเผชิญกับวิกฤตอัตราอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราการเกิดคดีฆาตกรรมที่ติดอันดับสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง.

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา 2 สัปดาห์ ดันผู้อพยพในกัมพูชาทะลุ 5 แสนคน

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา 2 สัปดาห์ ดันผู้อพยพในกัมพูชาทะลุ 5 แสนคน

21 ธ.ค. 2568 11:57 น.

เหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา 2 สัปดาห์ ดันผู้อพยพในกัมพูชาทะลุ 5 แสนคน

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาแถลงวันนี้ (21 ธ.ค.) ว่า เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ชาวกัมพูชากว่า 5 แสนคน ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนและโรงเรียนเพื่อหลบหนีการโจมตีด้วยปืนใหญ่ จรวด และการทิ้งระเบิด

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า “ปัจจุบัน ประชาชนชาวกัมพูชามากกว่าครึ่งล้านคน รวมทั้งสตรีและเด็ก กำลังประสบกับความยากลำบากอย่างสาหัส เนื่องจากการถูกบังคับให้พลัดถิ่นจากบ้านและโรงเรียน เพื่อหนีการโจมตีด้วยปืนใหญ่ จรวด และการทิ้งระเบิดทางอากาศจากเครื่องบินรบ F-16 ของไทย” โดยระบุจำนวนผู้ถูกอพยพทั้งหมด 518,611 คน

ขณะที่ฝั่งประเทศไทย รายงานระบุว่ามีประชาชนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นแล้วประมาณ 400,000 คน โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมจากการสู้รบในเดือนนี้อยู่ที่อย่างน้อย 22 รายในไทย และ 19 รายในกัมพูชา

ความขัดแย้งครั้งนี้หยั่งรากลึกมาจากปัญหาเขตแดนยาว 800 กิโลเมตรที่ลากเส้นตามยุคอาณานิคม และพื้นที่ทับซ้อนบริเวณซากปราสาทโบราณ โดยสถานการณ์กลับมาปะทุรุนแรงตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อกรกฎาคม ได้เกิดการปะทะครั้งแรก มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย ก่อนที่สหรัฐฯ จีน และมาเลเซียจะช่วยเจรจาหยุดยิง ต่อมาในเดือนตุลาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนคำแถลงร่วมไทย-กัมพูชาเพื่อขยายเวลาหยุดยิงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ส่วนเดือนพฤศจิกายน ไทยประกาศระงับข้อตกลงหยุดยิง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวน โดยไทยกล่าวหากัมพูชาว่าวางทุ่นระเบิดใหม่ แต่กัมพูชาปฏิเสธ และในเดือนธันวาคม เกิดการปะทะด้วยรถถัง โดรน และปืนใหญ่รายวัน โดยเฉพาะบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร

แม้โดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยอ้างว่าเขาสามารถคลี่คลายสงครามนี้ได้แล้ว แต่รัฐบาลไทยปฏิเสธว่ายังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงใหม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม นานาชาติต่างเร่งเข้าแทรกแซงเพื่อยุติความรุนแรง นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ภายในวันที่ 22 หรือ 23 ธ.ค. นี้

ด้านจีนส่งทูตพิเศษ “เติ้ง สีจวิน” เข้าพบ นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต เพื่อเร่งรัดให้เกิดการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนมีกำหนดนัดหารือเร่งด่วนในวันจันทร์นี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหาทางออกทางการทูต

สถานการณ์ล่าสุด กัมพูชาระบุว่ากองกำลังไทยยังคงเปิดฉากโจมตีตั้งแต่รุ่งเช้าของวันนี้ (21 ธ.ค.) บริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเคยเป็นจุดปะทะรุนแรงในปี 2008 แม้ศาลโลกจะมีคำตัดสินไปเมื่อปี 2013 แต่ความขัดแย้งระลอกใหม่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้ หลังทหารกัมพูชาเสียชีวิตในการปะทะ.

ที่มา AFP