ผลวิจัยชี้ เหมืองไร้การกำกับดูแล กำลังปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

ผลวิจัยชี้ เหมืองไร้การกำกับดูแล กำลังปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

26 พ.ย. 2568 04:30 น.

ผลวิจัยชี้ เหมืองไร้การกำกับดูแล กำลังปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

คณะวิจัยในสหรัฐฯ ชี้ว่า การทำเหมืองที่ไม่มีการควบคุมกำลังปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำสายหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน

รายงานการวิจัยของศูนย์วิจัย Stimson Center ในสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ระบุว่า ทั่วแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหมืองมากกว่า 2,400 แห่ง ที่อาจกำลังปล่อยสารเคมีอันตรายถึงชีวิต เช่น ไซยาไนด์ และปรอท ลงสู่แม่น้ำ โดยหลายแห่งเป็นเหมืองผิดกฎหมายและไม่มีการควบคุม

“สำหรับผม ขอบเขตของปัญหานั้นน่าตกใจมาก” นายไบรอัน ไอย์เลอร์ นักวิจัยอาวุโสของ Stimson กล่าว โดยชี้ไปที่ลำน้ำสาขาจำนวนมากของแม่น้ำสายหลักอย่าง แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำอิรวดี ที่น่าจะมีการปนเปื้อนในระดับสูง

รายงานของ Stimson ถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับเหมืองที่อาจก่อให้เกิดมลพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจหากิจกรรมการทำเหมืองแบบต่างๆ โดยพบแหล่งทำเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำ (alluvial mining) 366 แห่ง, เหมืองแบบกองชะละลาย (heap leach) 359 แห่ง และเหมืองแร่หายาก 77 แห่ง ที่มีการระบายน้ำลงสู่ลุ่มน้ำโขง

เหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำส่วนใหญ่เป็นเหมืองทองคำ แม้ว่าบางแห่งจะมีการสกัดดีบุกและเงินด้วยก็ตาม ส่วนแหล่งเหมืองแบบกองชะละลาย เป็นเหมืองสำหรับการสกัดทองคำ นิกเกิล ทองแดง และแมงกานีส

อนึ่ง แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของเอเชีย และเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนมากกว่า 70 ล้านคน ตลอดจนการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมงสู่ตลาดโลก ก่อนหน้านี้ นายไอย์เลอร์กล่าวว่า ระบบแม่น้ำโขงถูกมองว่าเป็นระบบแม่น้ำที่สะอาด

“เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำโขงโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้ถูกกำกับดูแลด้วยกฎหมายระดับชาติและกฎระเบียบที่สมเหตุสมผล จึงน่าเสียดายที่ลุ่มน้ำแห่งนี้ตกอยู่ในสภาพที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่ไม่มีการควบคุมแบบนี้ในระดับสูงและในขนาดที่ใหญ่โตตามที่ข้อมูลของเราเปิดเผย” นายไอย์เลอร์กล่าว

นักวิจัยของ Stimson ระบุว่า สารเคมีเป็นพิษที่ปล่อยออกมาจากการทำเหมืองแร่หายากที่ไม่มีการควบคุม ได้แก่ แอมโมเนียมซัลเฟต และโซเดียมไซยาไนด์ กับ ปรอท

สถานการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ผู้คนหลายล้านที่อาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริโภคในที่อื่น ๆ ด้วย “ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสหรัฐอเมริการายใด ที่ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์จากลุ่มน้ำโขงเลย ทั้งกุ้ง ข้าว และปลา” นายไอย์เลอร์กล่าว

การเปิดเหมืองแร่หายากแห่งใหม่ในภาคตะวันออกของเมียนมาโดยได้รับการสนับสนุนจากจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนติดภูเขากับประเทศไทย ทำให้นักวิจัยกังวลเรื่องอันตรายของมลพิษในพื้นที่ปลายน้ำตามแนวแม่น้ำกก รวมถึง ตำบลท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกไหลจากเมียนมาเข้ามายังประเทศไทย

นายธนพนธ์ เพ็ญรัตน์ จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลไทย กล่าวว่า รูปแบบการปนเปื้อนในตัวอย่างจากแม่น้ำกกแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของสารหนู ซึ่งเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่หายากและทองคำ ควบคู่ไปกับแร่หายากชนิดหนัก เช่น ดิสโพรเซียม (dysprosium) และ เทอร์เบียม (terbium)

นายธนพนธ์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาของ Stimson เตือนด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2 ปีหลังการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมาเพิ่มขึ้น และระดับการปนเปื้อนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่มีการหยุดยั้งการทำเหมือง

นายไอย์เลอร์ระบุว่า เหมืองทั่วเมียนมาและลาวใช้วิธีการชะละลายในแหล่งแร่ (In-situ leach) ในการสกัดแร่หายาก ซึ่งเป็นวิธีที่พัฒนาขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน

ทั้งนี้ การทำเหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ผลิตของเสียและน้ำเสียปริมาณมากต่อแร่หายากหนึ่งตัน ขณะที่เหมืองแบบกองชะละลายมีความเสี่ยงจากการรั่วไหลของ ไซยาไนด์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ส่วนเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำมักใช้ ปรอท ซึ่งเป็นสารพิษในการแยกแร่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า พวกเขาไม่ทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว “ฝ่ายจีนเรียกร้องให้องค์กรของจีนในต่างประเทศดำเนินการผลิตและประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ และให้ใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม”

ก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะทำงานใหม่ 3 ชุด เพื่อประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศ ติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจากเหมือง และหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับชุมชนตามแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวินแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชายอิตาลี ปลอมเป็นแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อหลอกรับเงินบำนาญ

ชายอิตาลี ปลอมเป็นแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อหลอกรับเงินบำนาญ

26 พ.ย. 2568 02:57 น.

ชายอิตาลี ปลอมเป็นแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อหลอกรับเงินบำนาญ

ชายอิตาลีถูกตำรวจจับกุม หลังถูกจับได้ว่า ปลอมตัวเป็นแม่ของตัวเองที่เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน เพื่อรับเงินบำนาญของเธอต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายชาวอิตาลีวัย 57 ปีในเมืองทางเหนือของประเทศ ถูกตำรวจจับกุมตัวหลังจากถูกจับได้ว่า เขาปลอมตัวเป็นแม่ของตัวเองที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน เพื่อหลอกรับเงินบำนาญของเธอเรื่อยมา ก่อนจะความแตกเพราะเขาต้องเดินทางไปต่ออายุบัตรประชาชนของผู้เป็นแม่

โฆษกสถานีตำรวจเมืองมันโตวา บอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น เมื่อวันอังคารที่ 25 พ.ย. 2568 ว่า ชายคนดังกล่าวซึ่งทางการไม่ได้เปิดเผยชื่อ เป็นบุตรชายของนาง กราซิเอลลา ดอลลอโญ (Graziella Dall’Oglio) ซึ่งเสียชีวิตในปี 2565 ขณะมีอายุ 82 ปี ที่เมืองบอร์โก เวอร์จิลิโอ ใกล้กับเมืองมันโตวา

ตำรวจระบุว่า ชายคนนี้ซึ่งเป็นอดีตพยาบาลและปัจจุบันว่างงาน ไม่ได้แจ้งการเสียชีวิตของมารดาต่อทางการเพื่อหลอกรับเงินบำนาญของผู้เป็นแม่เรื่อยมา แต่เมื่อบัตรประชาชนของเธอหมดอายุ ชายคนนี้จึงตัดสินใจแต่งหน้า สวมวิก และใส่เสื้อผ้าของมารดาไปต่ออายุบัตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยตนเองตามกฎหมายของอิตาลี

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการรับคำร้องสงสัยว่ามีความผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งตำรวจและเรียกตัวผู้ที่อ้างว่าเป็นนางดอลลอโญกลับมายังสำนักงานเทศบาลอีกครั้ง

ตามการเปิดเผยของโฆษกตำรวจ ภาพจากกล้องวงจรปิดในลานจอดรถแสดงให้เห็นว่า ชายคนดังกล่าวขับรถมาที่สำนักงานในสภาพปลอมตัวเป็นมารดา ทั้งที่ความจริงแล้วแม่ของเขาไม่มีใบขับขี่ โดยตำรวจจะไปพบเขาที่นั่น ก่อนจะเดินทางไปบ้านของชายคนนี้และพบศพแม่ของเขาในสภาพกลายเป็นมัมมี ถูกห่อด้วยถุงนอนและซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้า

โฆษกกล่าวว่า ชายคนดังกล่าวถูกตั้งข้อหาซ่อนเร้นอำพรางศพ ฉ้อโกงรัฐ ปลอมตัว และปลอมแปลงเอกสารสาธารณะ

ชายคนนี้ถูกกล่าวหาด้วยว่า ดูดของเหลวออกจากร่างกายของมารดาด้วยเข็มฉีดยาเพื่อป้องกันการเน่าเปื่อย ซึ่งทางการกำลังดำเนินการชันสูตรศพ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของหญิงชรารายนี้ โดยที่ชายผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวในเรือนจำท้องถิ่น ระหว่างรอผลการชันสูตร

ทั้งนี้ คดีการฉ้อโกงเงินบำนาญกลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในอิตาลี โดยสถิติจากสำนักงานตำรวจปราบอาชญากรรมทางการเงิน หรือ “Guardia di Finanza” ชี้ว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ถูกจับกุมจากการปลอมตัวเป็นผู้เสียชีวิตเพื่อหลอกรับเงินบำนาญจากรัฐจำนวนหลายสิบคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

จาการ์ตาสั่งห้ามกินเนื้อสุนัข-แมว ลดพิษสุนัขบ้าระบาด

จาการ์ตาสั่งห้ามกินเนื้อสุนัข-แมว ลดพิษสุนัขบ้าระบาด

26 พ.ย. 2568 01:57 น.

จาการ์ตาสั่งห้ามกินเนื้อสุนัข-แมว ลดพิษสุนัขบ้าระบาด

ทางการกรุงจาการ์ตาสั่งห้ามขายและบริโภคเนื้อแมวกับเนื้อสุนัขแล้ว เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งคร่าชีวิตคนในอินโดนีเซียไปแล้วหลายสิบศพในปีนี้

เมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ย. 2568 นายปราโมโน อานุง ผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย ออกมากล่าวว่า ทางการได้สั่งห้ามการขายและการบริโภคเนื้อสุนัข, แมว และค้างคาวแล้ว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า

ผู้ว่าฯ อานุงลงนามคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากให้คำมั่นเมื่อเดือนตุลาคม โดยคำสั่งนี้มีข้อกำหนดว่า ห้ามขายสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อพิษสุนัขบ้าเพื่อเป็นอาหาร โดยจะมีผลกับทั้งสัตว์ที่มีชีวิต, เนื้อสัตว์ และมีระยะเวลาผ่อนผันให้ 6 เดือน ก่อนที่คำสั่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้

การแบนนี้ส่งผลทั้งสัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ดิบหรือแปรรูปทั้งหมด และห้ามดำเนินการใดๆ กับสัตว์สายพันธุ์เหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านอาหาร ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งอาจต้องรับโทษตั้งแต่ การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังคงอนุญาตให้มีการขายเนื้อสุนัขและแมว แม้ว่าจะมีแรงต่อต้านเพิ่มขึ้นและหลายเมืองเริ่มออกคำสั่งห้ามในระดับท้องถิ่นแล้ว

กลุ่มต่อต้านการบริโภคเนื้อสุนัข Dog Meat Free Indonesia ออกมาแสดงความยินดีกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลจาการ์ตา โดยระบุว่านโยบายนี้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในการปกป้องชาวอินโดนีเซียทุกคน และการเป็นชาติที่ยุติธรรมและมีอารยธรรม

ก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกระบุว่า แต่ละปีจะมีชาวอินโดนีเซียเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าหลายสิบคน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซียเผยว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม ปี 2025 มีผู้เสียชีวิตจากพิษสุนัขบ้าในประเทศแล้ว 25 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เทียบมวลน้ำท่วม “หาดใหญ่” ปี 68 แก้มลิงเกินรับไหว

เทียบมวลน้ำท่วม “หาดใหญ่” ปี 68 แก้มลิงเกินรับไหว

26 พ.ย. 2568 00:05 น.

เทียบมวลน้ำท่วม “หาดใหญ่” ปี 68 แก้มลิงเกินรับไหว

เปิดสถิติเพียง 3 วัน มีน้ำไหลบ่าเข้าเมืองหาดใหญ่กว่า 500 ล้าน ลบ.ม. พบแผนรับมือน้ำท่วม เทศบาลฯ ปี 2568 จุดรับน้ำแก้มลิง 9 แห่ง ไม่สามารถรับน้ำไหว บวกกับฝนที่ตกแช่นานทำให้เกิดน้ำท่วมหนักสุดในรอบ 30 ปี อย่างที่ใครไม่อาจคาดคิด ขณะที่ประชาชนในพื้นที่อีกหลายชีวิตยังรอคอยความช่วยเหลือ

นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยว่า เมืองหาดใหญ่ สถิติที่ผ่านมา ฝนมักจะตกกระจายบริเวณตอนบนของลุ่มน้ำ ทำให้น้ำสามารถไหลออกได้รวดเร็ว แต่ครั้งนี้กลับมีฝนตกหนักตรงบริเวณตัวเมืองหาดใหญ่โดยตรง ทำให้เกิดน้ำป่าจากภูเขาที่ล้อมรอบเมืองไหลหลากลงมาพร้อมกัน รวมตัวเข้าสู่พื้นที่เมือง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 30 ปี

เมื่อเทียบกับปี 2553 มีปริมาณน้ำไหลผ่านเมืองหาดใหญ่ อยู่ที่ 1,600 ลบ.ม./วินาที แต่ปีนี้มีปริมาณสูงถึงประมาณ 3,000 ลบ.ม./วินาที ถือว่าสูงเป็นสองเท่าของสถิติเดิม และเป็นสถานการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงที่สุด เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาในพื้นที่อื่น ๆ ของปี 2568

โดย 3 วัน (22-24 พ.ย.68) มีมวลน้ำไหลบ่า 500 ล้าน ลบ.ม.

จุดเสี่ยงแก้มลิง จำนวน 9 จุด

1. สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ รับน้ำได้ 94,000ลบ.ม.

2.สนามกอล์ฟ ค่ายเสนาณรงค์ รับน้ำได้ 74,000ลบ.ม.

3. โรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์ รับน้ำได้ 15,000ลบ.ม.

4.อ่างน้ำ ม.สงขลานครินทร์ รับน้ำได้ 377,500ลบ.ม.

5.เรือนเพาะชำสาธารณะ รับน้ำได้ 85,000ลบ.ม.

6. สวนจราจรสวนสาธารณะ รับน้ำได้ 7,000ลบ.ม.

7. มณฑลทหารบก 42รับน้ำได้ 70,000ลบ.ม.

8. ศูนย์วิจัยการยาง รับน้ำได้ 50,000ลบ.ม.

9.แก้มลิงคลองเรียน ต.คอหงส์ รับน้ำได้ 530,000ลบ.ม.

รวมทั้งหมด 1,302,500 ลบ.ม.

เทศบาลฯ มีประชากร 139,450 คน

70,917 ครัวเรือน

ข้อมูล วันที่ 25 พ.ย.68 ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ , เทศบาลนครหาดใหญ่ฯ

อินเดียจับแล้ว 9 คน โจรอ้างเป็น จนท.แบงก์ชาติ ปล้นรถขนเงิน 25 ล้านบาท

อินเดียจับแล้ว 9 คน โจรอ้างเป็น จนท.แบงก์ชาติ ปล้นรถขนเงิน 25 ล้านบาท

25 พ.ย. 2568 23:38 น.

อินเดียจับแล้ว 9 คน โจรอ้างเป็น จนท.แบงก์ชาติ ปล้นรถขนเงิน 25 ล้านบาท

อินเดียจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุปล้นรถขนเงินสดเมื่อสัปดาห์ก่อนได้แล้ว 9 คน โดยรวมถึงพนักงานและอดีตพนักงานของบริษัทขนส่งเงิน และตำรวจท้องถิ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอินเดียจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 9 คน หลังเกิดเหตุกลุ่มคนร้ายปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกลาง ใช้อาวุธปล้นรถขนเงินของบริษัท CMS ซึ่งกำลังนำเงินสด 70 ล้านรูปี (ราว 25 ล้านบาท) ไปใส่ตู้เอทีเอ็มตามจุดต่างๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อวันจันทร์ (24 พ.ย.) นาย โลเกช จักกลาสาร์ รองผู้บังคับการตำรวจเมืองเบงกาลูรู ทางตอนใต้ของอินเดียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยได้เพิ่มอีก 2 คน เพิ่มเติมจาก 7 คนก่อนหน้านี้ และเก็บกู้เงินที่ถูกขโมยไปกลับมาได้ 68.5 ล้านรูปี และอาจมีการจับกุมเพิ่มอีกเนื่องจากการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป

การปล้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ย. โดยกลุ่มโจร 6 คนเดินทางมากับรถ SUV และเข้าหยุดรถขนเงินในเมืองเบงกาลูรู โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารกลางอินเดีย และว่าต้องตรวจสอบเอกสารสำหรับการขนย้ายเงินจำนวนมากเช่นนี้

จากนั้นคนร้ายสั่งให้ผู้ดูแลเงินสดประจำรถและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 2 คน ขึ้นไปบนรถ SUV ในขณะที่สมาชิกแก๊งคนหนึ่งเข้าควบคุมรถขนเงินและเดินทางไปด้วยกันกับรถ SUV เป็นระยะทาง 2-3 กม. ก่อนที่กลุ่มโจรจะบังคับให้คนขับลงจากรถตู้ สั่งให้ผู้ดูแลเงินสดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลงจากรถ SUV แล้วใช้อาวุธปืนจี้บังคับขนย้ายเงินสดแล้วหลบหนีไป

ตำรวจระบุว่า แก๊งคนร้ายได้เปลี่ยนรถ ใช้ป้ายทะเบียนปลอม และเลือกสถานที่ที่มีกล้องวงจรปิดน้อยที่สุดเพื่อขนถ่ายกล่องเงินสด

หลังเกิดเหตุดังกล่าว ตำรวจได้ออกปฏิบัติการครั้งใหญ่ โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย ทั่วรัฐกรณาฏกะและรัฐใกล้เคียง ได้แก่ รัฐเกรละ, รัฐทมิฬนาฑู, รัฐเตลังคานา, รัฐอานธรประเทศ และรัฐโกอา ในการตามล่าหาคนร้าย

หนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมตัวก่อนหน้านี้คือนาย โกปาล ปราสาท ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทขนส่งเงินสด CMS นาย เจ.ซาเวียร์ อดีตพนักงาน CMS และนาย อันนัปปา นาอิก ตำรวจท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนบริษัท CMS ว่ามีการละเมิดแนวทางปฏิบัติสำหรับการขนส่งเงินสดหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อี ซุน-แจ นักแสดงอาวุโสผู้เป็นที่รักของชาวเกาหลีใต้ เสียชีวิตในวัย 91 ปี

อี ซุน-แจ นักแสดงอาวุโสผู้เป็นที่รักของชาวเกาหลีใต้ เสียชีวิตในวัย 91 ปี

25 พ.ย. 2568 22:18 น.

อี ซุน-แจ นักแสดงอาวุโสผู้เป็นที่รักของชาวเกาหลีใต้ เสียชีวิตในวัย 91 ปี

อี ซุน-แจ หนึ่งในนักแสดงผู้เป็นที่รักที่สุดของชาวเกาหลีใต้ ถึงแก่กรรมอย่างสงบแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 25 พ.ย. 2568 ขณะมีอายุ 91 ปี

อี ซุน-แจ โลดแล่นในวงการบันเทิงของเกาหลีใต้มานานกว่า 70 ปี มีผลงานทั้งภาพยนตร์, โทรทัศน์ และละครเวที ชาวเกาหลีใต้ตั้งฉายาให้เขามากมาย ทั้ง คุณพ่อแห่งชาติ, คุณปู่แห่งชาติ หรือ คุณลุงผู้แสนดี จากการที่เขามักรับบทบาทเป็นชายสูงวัยที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา

ผลงานซึ่งเป็นที่รู้จักดีที่สุดของ อี ซุน-แจ 2 เรื่องคือ บทบาทพ่อผู้เข้มงวดในละครเรื่อง What on Earth is Love ในปี 2534 และบทบาทคุณปู่ที่ดูงี่เง่าแต่น่ารักในซิทคอมยอดนิยมเรื่อง High Kick! (ไฮคิค ชุลมุนครอบครัวอลเวง) ซึ่งออกอากาศตั้งแต่ปี 2549-2555

ข่าวการเสียชีวิตของ อี ซุน-แจ ทำให้ผู้คนมากมายรวมถึงบุคคลในวงการบันเทิง นักแสดงรุ่นเยาว์ นักร้องเคป๊อป หรือแม้แต่ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ก็ออกมาร่วมแสดงความอาลัย

“ตั้งแต่ละครเวทีไปจนถึงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ เขาได้นำเสียงหัวเราะ, อารมณ์ความรู้สึก, ความสบายใจ และความกล้าหาญ มามอบให้แก่พวกเรา” นายอีระบุในข้อความที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก

อี ซุน-แจ ทำงานการแสดงจนถึงเมื่อปี 2567 โดยเขาได้รับรางวัลแดซัง (Grand Prize) ในงานประกาศผลรางวัลละคร KBS Drama Awards จากบทบาทนำในซีรีส์ตลกเรื่อง Dog Knows Everything ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงชายชาวเกาหลีใต้ที่อายุมากที่สุดที่เคยได้รับเกียรตินี้

“คุณจะกลายเป็นคนแก่ก็ต่อเมื่อคุณนั่งลงและคาดหวังให้คนอื่นมาปรนนิบัติ” เขาเคยกล่าวกับเพื่อนนักแสดงอาวุโสในรายการท่องเที่ยว Grandpas over Flowers เมื่อปี 2553

ด้าน ยู ยอน-ซ็อก นักแสดงที่เคยเรียนกับ อี ซุน-แจ กล่าวว่าเขาเป็นแบบอย่างของการแสดง ขณะที่ จอง โบ-ซ็อก นักแสดงที่เคยร่วมงานในเรื่อง High Kick! กล่าวว่า อี ซุน-แจ ไม่เพียงเป็นอาจารย์ของเขาในวงการเท่านั้น แต่ยังเป็นครูตัวจริงในชีวิตของเขาด้วย

จอง โบ-ซ็อก โพสต์บนอินสตาแกรมว่า “อาจารย์ครับ ขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่ง ผมได้เรียนรู้และได้รับอะไรมากมายจากอาจารย์ ไม่เพียงเรื่องการแสดงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องชีวิตและทัศนคติของการเป็นนักแสดงด้วย”

ทั้งนี้ อี ซุน-แจ เกิดในปี 2477 ที่เมืองฮเวยอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเกาหลีเหนือ และมีอายุเพียงสี่ขวบเมื่อครอบครัวของเขาย้ายลงใต้มายังกรุงโซล โดยเขากำลังทำงานอยู่ที่ร้านของคุณปู่คุณย่าในตลาดนัมแดมุนของกรุงโซล ในวันที่เกาหลีใต้ได้รับการปลดปล่อยจากการปกครองของญี่ปุ่นในปี 2488

นายอี ศึกษาวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล แต่ต่อมาเขาหันไปสนใจงานด้านละครเวที และในที่สุดก็เข้าสู่วงการโทรทัศน์และภาพยนตร์ โดยเขาเล่าว่าแรงบันดาลใจในการแสดงมาจากตอนที่เขาได้ชม เซอร์ ลอเรนซ์ โอลิวิเยร์ แสดงเป็นตัวเอกในเรื่อง Hamlet

นายอี ปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ราว 140 รายการตลอดอาชีพการงานของเขา และแสดงละครเวทีจนถึงเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งเขาต้องถอนตัวกลางคันจากการแสดงละครเรื่อง Waiting for Godot เนื่องจากอาการป่วย ก่อนจะกลับมาปรากฏตัวต่อสาธารณะในงานประกาศรางวัลในเดือนธันวาคม

เขายังเคยเข้าสู่แวดวงการเมืองในช่วงสั้นๆ ด้วย โดยในปี 2535 นายอีได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กับพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (DLP) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยม แต่เมื่อครบวาระสี่ปี เขาก็ไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้งอีก

การอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน หมายความว่า อี ซุน-แจ เป็นที่รู้จักของทุกครัวเรือนในเกาหลีมานานหลายทศวรรษ เป็นที่คุ้นเคยแม้กระทั่งกับผู้ชมที่อายุน้อยกว่า ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมบันเทิงเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกษตรฯ ตั้ง “ศูนย์ประสานข้อมูลภัยพิบัติ” สั่งทุกกรมเร่งส่งข้อมูล เพื่อเข้าพื้นที่ทันท่วงที

เกษตรฯ ตั้ง "ศูนย์ประสานข้อมูลภัยพิบัติ" สั่งทุกกรมเร่งส่งข้อมูล เพื่อเข้าพื้นที่ทันท่วงที

25 พ.ย. 2568 19:21 น.

เกษตรฯ ตั้ง “ศูนย์ประสานข้อมูลภัยพิบัติ” สั่งทุกกรมเร่งส่งข้อมูล เพื่อเข้าพื้นที่ทันท่วงที

เกษตรฯ ตั้งศูนย์ประสานข้อมูลภัยพิบัติ สั่งทุกกรมเร่งส่งข้อมูลเครื่องมือ การช่วยเหลือ เพื่อสนับสนุนการสั่งการในพื้นที่อย่างทันท่วงที

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 4/2568 โดยมี นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี พัทลุง ยะลา สตูล และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าร่วม และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ (Zoom Meeting) ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (123)

รองปลัดเกษตรฯ กล่าวว่า ตามที่ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพนั้น ปัจจุบันสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมีความฉุกเฉินและรุนแรง จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยระดมความพร้อมสูงสุด ทั้งด้านกำลังคน เครื่องมือ และข้อมูลสนับสนุน

รองปลัดเกษตรฯ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นเหตุฉุกเฉินกว่าที่ผ่านมา จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมสูงสุด และจัดเตรียมข้อมูลสนับสนุนให้พร้อมส่งศูนย์กลางตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยขอให้ทุกกรมรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้บัญชาการในพื้นที่ และเพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่วนหน้าสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ครบถ้วนทันสถานการณ์

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์สนับสนุนชั่วคราว รวบรวมและจัดระบบข้อมูลจากทุกหน่วยใน 3 ระดับ ได้แก่ 1. ข้อมูลเครื่องมือและอุปกรณ์ ที่พร้อมสนับสนุนในพื้นที่ของแต่ละกรม ระบุจำนวน สถานที่ตั้ง และความพร้อมในการเคลื่อนย้าย 2. ข้อมูลการช่วยเหลือฉุกเฉิน เช่น โรงครัว เสบียง น้ำดื่ม อาหาร ยา เวชภัณฑ์ อาหารสัตว์ รวมถึงสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ที่ต้องจัดส่งเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย และ 3. มาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูหลังน้ำลด หลังสถานการณ์คลี่คลาย ทุกหน่วยจะต้องเร่งเข้าไปเยียวยา ฟื้นฟู และดำเนินมาตรการช่วยเหลือตามขั้นตอนที่กำหนด รวมทั้งมอบหมายให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และรายงานเส้นทางที่สามารถใช้ได้เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง เพื่อให้สามารถสนับสนุนการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร เครื่องมือ และสิ่งของจำเป็นในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

รองปลัดเกษตรฯ ยังได้เน้นย้ำให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานหลักในภูมิภาค พร้อมรวบรวมคำร้องขอความช่วยเหลือของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ให้รายงานสถานการณ์และการดำเนินงานช่วยเหลือแบบรายวัน เพื่อให้ส่วนกลางสามารถสั่งการและเติมกำลังสนับสนุนในจุดที่ยังขาดได้อย่างทันท่วงที

“สำนักแผนงานฯ สป.กษ. จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานข้อมูลร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อกำหนดภาพรวมสถานการณ์พื้นที่สีแดง เหลือง และเขียว ว่าทรัพยากรใดอยู่ในจุดใด และสามารถเคลื่อนเข้าสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนรายงานผู้บริหารเพื่อสั่งการต่อไป” รองปลัดเกษตรฯ กล่าว

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์พื้นที่การเกษตรที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ปี 2568 ช่วงภัยตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 จนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568) ภาคใต้ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่มีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้หลายจังหวัดเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายใน 10 จังหวัด รวมกว่า 138,534 ไร่ กระทบเกษตรกร 206,744 ราย ครอบคลุมทั้งพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้น ขณะที่ด้านประมงพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 15,364 ไร่ และด้านปศุสัตว์ได้รับผลกระทบกว่า 6.5 ล้านตัว รวมถึงแปลงหญ้าอาหารสัตว์ 7,213 ไร่ และอยู่ระหว่างสำรวจเพื่อประเมินความเสียหายเพิ่มเติม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย บัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” เลขบัญชี 006-0-26374-1

พาณิชย์ตั้ง War Room ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ “ศุภจี” เร่งส่งสินค้าจำเป็น-ถุงยังชีพถึงมือประชาชน

พาณิชย์ตั้ง War Room ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ "ศุภจี" เร่งส่งสินค้าจำเป็น-ถุงยังชีพถึงมือประชาชน

25 พ.ย. 2568 19:03 น.

พาณิชย์ตั้ง War Room ลุยช่วยน้ำท่วมใต้ “ศุภจี” เร่งส่งสินค้าจำเป็น-ถุงยังชีพถึงมือประชาชน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ซึ่งยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตัวประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงผู้ประกอบการและนิติบุคคลจำนวนมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการชัดเจนให้ทุกกระทรวงเร่งจัดทำมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนในทุกมิติ ทั้งด้านการเข้าถึงสินค้าอุปโภค–บริโภค การลดผลกระทบต่อธุรกิจ การฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจ และการสนับสนุนหน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่ให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์จึงโดยกรมการค้าภายในจัดตั้ง War Room เป็นศูนย์ประสานกลางเพื่อติดตามสถานการณ์แบบรายชั่วโมง เชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรวบรวมข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือถูกส่งต่อได้อย่างแม่นยำและเร็วที่สุด โดย War Room ได้ประชุมประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งเส้นทางการขนส่ง การเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง การสำรองสินค้า และระดับความต้องการเฉพาะในแต่ละอำเภอ พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือให้ตรงจุด โดยเร็วที่สุด

นางศุภจี ระบุว่า สิ่งสำคัญคือการให้ความช่วยเหลือประชาชน และให้การสนับสนุนหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ดำเนินงานช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ กรมการค้าภายในจึงได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วน 4 แนวทาง ได้แก่ 

1) ประสานศูนย์พักพิงเพื่อจัดส่งวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นสำหรับการประกอบอาหารให้เพียงพอต่อจำนวนผู้พักพิง 

2) ประสานผู้ประกอบการ ห้างโมเดิร์นเทรด และสมาคมไข่ไก่ เพื่อเติมสินค้าอุปโภค–บริโภคจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่มีความต้องการและพื้นที่ที่การขนส่งเข้าถึงยาก 

3) เตรียมจัดถุงยังชีพในพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลง เพื่อสนับสนุนทั้งประชาชน ครัวเรือนรายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและทำธุรกิจได้เร็วที่สุด 

และ 4) เตรียมจัดงานธงฟ้าหลังน้ำลด โดยเน้นสินค้าจำเป็นในการทำความสะอาดบ้านเรือนและสถานประกอบการ รวมถึงสินค้าอุปโภค–บริโภคราคาประหยัด เพื่อลดภาระค่าครองชีพในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นฟู

และยังได้ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้บริการจดทะเบียน และให้หนังสือรับรองออนไลน์ และให้เจ้าหน้าที่รับจดส่วนกลางให้บริการกับผู้ขอรับบริการจากพื้นที่ประสบอุทกภัยเป็นการเร่งด่วน ทันที โดยไม่ต้องรอคิว

“ขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน ครั้งนี้เป็นครั้งที่รุนแรงมากในรอบหลายปี ไม่เคยเห็นปริมาณน้ำฝนที่หนักมากขนาดนี้ เห็นใจมากและส่งกำลังใจไปให้ ทางกระทรวงพาณิชย์และข้าราชการทุกคนเราจะทำหน้าที่เต็มที่ในการส่งความช่วยเหลือในส่วนที่เราสามารถทำได้ ขอส่งกำลังใจ เราคนไทยด้วยกันขอจับมือช่วยกันไปในช่วงที่มีความยากลำบากแบบนี้” นางศุภจี กล่าว

รมว.พาณิชย์ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง และพร้อมนำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีไปสู่การปฏิบัติอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือถูกส่งไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการโดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่ากรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์วันต่อวัน และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

อัพเดทน้ำท่วม 3 จังหวัดชายแดนใต้ 5 ลุ่มน้ำจุดเสี่ยง ปัตตานี-ยะลา

อัพเดทน้ำท่วม 3 จังหวัดชายแดนใต้ 5 ลุ่มน้ำจุดเสี่ยง ปัตตานี-ยะลา

25 พ.ย. 2568 18:28 น.

อัพเดทน้ำท่วม 3 จังหวัดชายแดนใต้ 5 ลุ่มน้ำจุดเสี่ยง ปัตตานี-ยะลา

สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ตอนนี้มวลน้ำกำลังไหลบ่าเข้าสู่พื้นที่เมือง ซึ่งอัปเดตล่าสุดพบ 5 ลุ่มน้ำเริ่มล้นตลิ่ง

นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์น้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเริ่มเคลื่อนตัวไปยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากน้ำบางส่วนจากจังหวัดปัตตานีได้หลากลงมา ส่งผลให้ภายในตัวเมืองปัตตานี ปริมาณน้ำเริ่มล้นตลิ่งแล้ว และน้ำทะเลหนุนยิ่งทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น

อีกพื้นที่หนึ่งคืออำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี และอำเภอรามัน จังหวัดยะลา ขณะนี้มีฝนตกเช่นเดียวกัน ส่งผลให้เกิดน้ำขังสูง 5–7 เมตร ปริมาณน้ำในพื้นที่นี้จะไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรีในจังหวัดปัตตานี ทำให้ระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งประมาณ 1.5 เมตร

นอกจากนี้ คลองตันหยงมะ จังหวัดนราธิวาส ระดับน้ำเพิ่มสูงจนล้นตลิ่งแล้ว ประมาณ 1.7 เมตร ขณะที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำ ฝนยังตกไม่มาก แต่มีโอกาสที่ได้รับน้ำหลากจากประเทศมาเลเซีย ทำให้พื้นที่ตอนล่างมีความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง คาดว่าจะเริ่มมีผลกระทบภายในวันพรุ่งนี้

ลุ่มน้ำที่อยู่ในภาวะวิกฤตในขณะนี้ ได้แก่

* คลองอู่ตะเภา

* แม่น้ำปัตตานี

* แม่น้ำสายบุรี

* คลองตันหยงมะ

* แม่น้ำสุไหงโกลก

ปริมาณน้ำที่หลากจะสูงสุดประมาณวันนี้ ก่อนเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ในวันพรุ่งนี้ โดยคาดว่าใช้เวลาประมาณ3 วันหลังน้ำสูงสุดถึงจะเข้าสู่การระบายน้ำตามปกติ

แต่ยังมีฝนตกต่อเนื่องในวันนี้และวันพรุ่งนี้ ก่อนจะลดลงในวันที่ 27 พ.ย. 68 ดังนั้น ช่วงที่วิกฤตที่สุดคือสองวันนี้ เนื่องจากมีฝนมาเติม และปริมาณน้ำที่ล้นตลิ่งและไหลหลากลงมาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่เสี่ยงจะเริ่มรุนแรงขึ้น การเตรียมความพร้อมในการรับมือจึงเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงนี้

ทุบทุกสถิติปี 68 น้ำท่วมหาดใหญ่ ไหลเข้าเมืองกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทุบทุกสถิติปี 68 น้ำท่วมหาดใหญ่ ไหลเข้าเมืองกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร

25 พ.ย. 2568 18:23 น.

ทุบทุกสถิติปี 68 น้ำท่วมหาดใหญ่ ไหลเข้าเมืองกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร

น้ำท่วมหาดใหญ่ จ.สงขลา ทุบทุกสถิติปี 2568 พบไหลเข้าเมืองแล้วกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ฝนสะสม 7 วันสูงถึง 900 มิลลิเมตร คาดพรุ่งนี้น้ำเพิ่มสูงสุด 3 เมตร

สถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ จ.สงขลา ยังไม่คลี่คลาย ขณะที่ประชาชนยังตกค้างอยู่ในบ้านเรือนจำนวนมาก ขณะที่อาหารที่กักตุนไว้ก็ลดลงเรื่อย สิ่งนี้ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงการทำงานของรัฐบาลภายใต้การจัดการวิกฤตน้ำท่วม

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐ ออนไลน์ สอบถามไปยัง นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีฝนตกต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ (24 พ.ย. 68) ส่งผลให้ปริมาณน้ำหลากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะสูงสุดในวันนี้ (25 พ.ย. 68)

สถานการณ์เมื่อวานที่ผ่านมา มีฝนตกหนักและต่อเนื่อง ทำให้จังหวัดปัตตานี มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 600มิลลิเมตรภายในวันเดียว ขณะที่จังหวัดสงขลามีฝนสะสม 538 มิลลิเมตร และยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในอำเภอหาดใหญ่เพิ่มสูงกว่า 2 เมตร และคาดว่าในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ย. 68) ระดับน้ำอาจสูงสุดถึง 3 เมตร ขณะนี้อ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำล้นเต็มแล้ว

นายฐนโรจน์ ระบุว่า ขณะนี้กำลังเร่งวางแนวทางการระบายน้ำ โดยได้ประสานงานกับทีมในพื้นที่ ซึ่งพบว่ามีถนนสายหลักหลายสายที่ขวางทางน้ำ จึงอยู่ระหว่างสำรวจเส้นทาง เพื่อวางมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

จากอ้างอิงของสถิติปี 2553 หากไม่มีฝนตกเพิ่ม จะใช้เวลาระบายน้ำประมาณ 5–7 วัน รวมถึงการสูบน้ำเพื่อลดระดับน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ระยะเวลาการฟื้นตัวจะไม่เกิน 2สัปดาห์ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่พยายามดำเนินการให้สามารถกู้คืนพื้นที่ได้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังระดับน้ำสูงสุดผ่านพ้นไป

กลุ่มฝนที่ตกหนักครั้งนี้กระจุกตัวอยู่บริเวณตอนล่างของลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวเมืองอำเภอหาดใหญ่ โดยมีทางระบายน้ำหลักคือ คลองอู่ตะเภาและคลองภูมินาถดำริ (คลอง ร.1) จากการประเมินพบว่า มวลน้ำที่ไหลเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ในช่วง 3 วัน อยู่ที่ประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณฝนสะสม 3 วันอยู่ที่600 มิลลิเมตร และฝนสะสม 7 วันสูงถึง 900 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าสูงมากเป็นพิเศษ

สถิติที่ผ่านมา ฝนมักจะตกกระจายบริเวณตอนบนของลุ่มน้ำ ทำให้น้ำสามารถไหลออกได้รวดเร็ว แต่ครั้งนี้กลับมีฝนตกหนักตรงบริเวณตัวเมืองหาดใหญ่โดยตรง ทำให้เกิดน้ำป่าจากภูเขาที่ล้อมรอบเมืองไหลหลากลงมาพร้อมกัน รวมตัวเข้าสู่พื้นที่เมือง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 30 ปี

นายฐนโรจน์ ระบุว่า ในปี 2553 ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ราว 1,600 ลบ.ม./วินาที แต่ปีนี้มีปริมาณสูงถึงประมาณ 3,000 ลบ.ม./วินาที ถือว่าสูงเป็นสองเท่าของสถิติเดิม และเป็นสถานการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงที่สุด เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาในพื้นที่อื่น ๆ ของปี 2568