สลด เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนตุรกีซ้ำ 2 วัน ดับ 9 ศพ นักเรียน-ครูเสียชีวิต

สลด เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนตุรกีซ้ำ 2 วัน ดับ 9 ศพ นักเรียน-ครูเสียชีวิต

15 เม.ย. 2569 22:54 น.

สลด เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนตุรกีซ้ำ 2 วัน ดับ 9 ศพ นักเรียน-ครูเสียชีวิต

เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนทางภาคใต้ของตุรกี เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย หลังก่อนหน้าเพียง 1 วันเพิ่งเกิดเหตุยิงในโรงเรียนอีกแห่ง

วันที่ 16 เมษายน 2569 นายมุสตาฟา ชิฟต์ชี รัฐมนตรีมหาดไทยตุรกี เปิดเผยว่า เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมอายเซอร์ ชาลิก ในพื้นที่คาห์รามันมารัส ทางภาคใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ บาดเจ็บอีก 13 ราย ในจำนวนนี้ 6 รายอาการสาหัส ขณะที่ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 

สื่อท้องถิ่นของตุรกี รายงานว่า คนร้ายซึ่งเชื่อว่าเป็นวัยรุ่น บุกเข้าไปในห้องเรียน 2 ห้อง พร้อมอาวุธปืนถึง 5 กระบอก และกระสุนอีก 7 แม็กกาซีน โดยอาวุธที่ใช้อาจเป็นของบิดาซึ่งเป็นอดีตตำรวจ

ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์เอ็นทีวีของตุรกีรายงานว่า ได้ยินเสียงปืนดังต่อเนื่องอย่างหนัก และเกิดความโกลาหลบริเวณหน้าโรงเรียน ขณะที่ภาพจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นผู้คนจำนวนมากมุงดู บางส่วนถ่ายคลิปด้วยโทรศัพท์มือถือ และมีรถพยาบาลเร่งนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังมีเหตุยิงในโรงเรียนมัธยมอีกแห่งในภาคใต้ของตุรกี ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นอดีตนักเรียนจะยิงตัวเองเสียชีวิต

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนแรงจูงใจของเหตุกราดยิงครั้งล่าสุด โดยยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด.

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ ยกเลิกปิดล้อมท่าเรือ

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ ยกเลิกปิดล้อมท่าเรือ

15 เม.ย. 2569 22:30 น.

อิหร่านขู่ปิดเส้นทางเดินเรือทะเลแดง กดดันสหรัฐฯ ยกเลิกปิดล้อมท่าเรือ

อิหร่านยกระดับท่าทีแข็งกร้าว เตือนอาจปิดเส้นทางการค้าทางทะเลในหลายพื้นที่ รวมถึงทะเลแดง หากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรือ ขณะที่ความพยายามในการเจรจาระหว่างสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป

วันที่ 16 เมษายน 2569 กองทัพอิหร่านระบุว่า หากสหรัฐฯ ไม่ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน อาจนำไปสู่การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงระยะ 2 สัปดาห์ และกระทบเสถียรภาพในภูมิภาค หลังกองกำลังสหรัฐฯ ได้ สกัดการค้าทางทะเลเข้า-ออกอิหร่านโดยสมบูรณ์ ผ่านมาตรการปิดล้อม

โดยนายอาลี อับดุลเลาะห์  ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการทหารกลางของอิหร่าน ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อิหร่าน จะไม่อนุญาตให้มีการส่งออกหรือนำเข้าสินค้าทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย ทะเลโอมาน และทะเลแดง

รายงานข่าวระบุว่า แม้อิหร่านจะไม่มีพรมแดนติดทะเลแดงโดยตรง แต่มีอิทธิพลในพื้นที่ผ่านพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มฮูติในเยเมน ซึ่งเคยเปิดฉากโจมตีเรือเดินทะเลในเส้นทางนี้มาแล้ว 

ขณะเดียวกัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า การเจรจาสันติภาพอาจกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ หลังการหารือรอบแรกไม่ประสบผลสำเร็จ ด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำการเจรจา เปิดเผยว่า สหรัฐฯ เสนอข้อตกลงครั้งใหญ่ เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ รวมถึงแก้ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน.

อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า “มังกรโคโมโด” ส่งขายไทย

อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า "มังกรโคโมโด" ส่งขายไทย

15 เม.ย. 2569 15:51 น.

อินโดนีเซียรวบ 6 ผู้ต้องหา ลักลอบค้า “มังกรโคโมโด” ส่งขายไทย

ตำรวจอินโดนีเซียทลายเครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย พร้อมของกลางมังกรโคโมโด สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ พบกว้านซื้อจากนักล่าในราคาถูก ก่อนปั่นราคาขายต่อสูงถึง 6 เท่า โดยมีเป้าหมายส่งออกให้ลูกค้าในประเทศไทย

ทางการอินโดนีเซียแถลงการจับกุมผู้ต้องหา 6 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบค้า “มังกรโคโมโด” สัตว์เลื้อยคลานท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะใกล้สูญพันธุ์ โดยพบว่าสัตว์ทั้งหมดถูกเตรียมจัดส่งไปยังประเทศไทย

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยตำรวจจับกุมผู้ต้องหา 2 รายแรกได้ที่เมืองสุราบายา ทางตะวันออกของเกาะชวา ขณะกำลังลำเลียงมังกรโคโมโดที่มีชีวิตจำนวน 3 ตัวลงจากเรือ ก่อนจะขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้เพิ่มอีก 4 รายในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาได้จัดหาสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้มาจากกลุ่มนักล่าในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติเพียงแห่งเดียวของพวกมัน โดยกลุ่มผู้ต้องหาซื้อมาในราคาตัวละประมาณ 5.5 ล้านรูเปียห์ (ราว 10,278 บาท) และนำไปเสนอขายต่อในราคาสูงถึง 6 เท่า เพื่อส่งออกไปยังลูกค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทย

ตำรวจประจำจังหวัดชวาตะวันออกเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว ขบวนการนี้ได้ลักลอบค้ามังกรโคโมโดไปแล้วอย่างน้อย 20 ตัว สร้างกำไรเข้ากระเป๋ากว่า 33,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.06 ล้านบาท) ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และโทษปรับตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า

ปัจจุบัน สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดให้มังกรโคโมโดอยู่ในสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์” โดยประเมินว่าเหลือประชากรในธรรมชาติเพียง 3,400 ตัวเท่านั้น เนื่องจากถูกคุกคามจากการบุกรุกของมนุษย์ สภาวะโลกร้อนที่ทำลายถิ่นที่อยู่ รวมถึงการถูกลักลอบจับไปเป็นสัตว์เลี้ยงแปลกหรือโชว์ในสวนสัตว์ส่วนตัว

นอกจากนั้น ตำรวจอินโดนีเซียยังได้แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาอีก 2 ราย ในคดีลักลอบขนส่ง “เกล็ดตัวนิ่ม” น้ำหนักกว่า 140 กิโลกรัม จากจังหวัดรีอูมายังเมืองสุราบายา โดยตัวนิ่มถือเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ถูกคุกคามมากที่สุดในโลก ซึ่งเกล็ดของมันเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดจีนและเวียดนาม เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณ แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันสรรพคุณทางยาก็ตาม.

ที่มา AFP

ยอดตายพุ่ง 19 ศพ เหตุหม้อไอน้ำโรงไฟฟ้าอินเดียระเบิด

ยอดตายพุ่ง 19 ศพ เหตุหม้อไอน้ำโรงไฟฟ้าอินเดียระเบิด

15 เม.ย. 2569 15:15 น.

ยอดตายพุ่ง 19 ศพ เหตุหม้อไอน้ำโรงไฟฟ้าอินเดียระเบิด

เหตุหม้อไอน้ำระเบิดภายในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัทเวดันตา ในรัฐฉัตตีสครห์ ทางตอนกลางของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 19 ราย และบาดเจ็บอีก 17 คน

ความคืบหน้าเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัท เวดันตา ในอำเภอศักติ รัฐฉัตตีสครห์ เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมา ล่าสุดในวันนี้นายประฟุล ทากูร์ ผู้บังคับการตำรวจท้องที่ยืนยันว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 19 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 17 รายยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหลายแห่ง บางรายมีอาการสาหัส

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14:35 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยคาดว่าเกิดจากท่อภายในหม้อไอน้ำ แตกออกอย่างรุนแรง ส่งผลให้ “ไอน้ำร้อนจัด” พวยพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนงานที่กำลังนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่ในบริเวณนั้น แรงระเบิดทำให้คนงานจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อนำตัวผู้เคราะห์ร้ายออกมา

ขณะที่บรรยากาศที่หน้าประตูโรงไฟฟ้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความโกลาหล ญาติพี่น้องของคนงานจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามรัฐต่างมารวมตัวกันเพื่อรอฟังข่าว หลายคนแสดงความไม่พอใจที่ทั้งฝ่ายบริหารโรงไฟฟ้าและทางการยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอย่างเป็นทางการ ทำให้ญาติหาคำตอบไม่ได้ว่าคนรักของตนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

นายรวินทรา ราม หนึ่งในญาติที่มาตามหาน้องชายให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า เพียง 4 วันก่อนเกิดเหตุ กลุ่มคนงานเคยแจ้งหัวหน้างานแล้วว่าเห็นฝุ่นและสิ่งผิดปกติพุ่งออกมาจากหม้อต้ม แต่กลับได้รับคำตอบว่า “มันเป็นเรื่องปกติของที่นี่” จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมในที่สุด

นายอนิล อะการ์วาล มหาเศรษฐีประธานบริษัท เวดันตา รีซอร์สเซส ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่ออุบัติเหตุครั้งนี้ และยืนยันว่าได้เริ่มการสอบสวนระดับสูงเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ขณะที่นายวิษณุ เดโอ ไซ มุขมนตรีรัฐฉัตตีสครห์ ประกาศกร้าวว่าจะลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดที่สุดหากพบว่าเป็นความบกพร่องของบุคคลหรือหน่วยงาน

ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานที่รอดชีวิตเริ่มแสดงความความหวาดกลัว โดยแรงงานหลายรายเริ่มทยอยเดินทางออกจากพื้นที่และตัดสินใจลาออก เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต แรงงานรายหนึ่งจากรัฐมัธยประเทศกล่าวว่า “อุบัติเหตุครั้งนี้ใหญ่เกินไป พวกเรากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีก”.

ที่มา AFP / NDTV

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

15 เม.ย. 2569 14:46 น.

IAEA เตือน เกาหลีเหนือกำลังเร่งเพิ่มศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

ผอ.ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุเกาหลีเหนือกำลังขยายขีดความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่าง “น่าสะพรึงกลัว” หลังพบการขยายตัวของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในเขตยองบยอน ขณะที่ดาวเทียมเผยภาพโรงงานต้องสงสัยสร้างเสร็จสมบูรณ์ พร้อมจับตาเกาหลีใต้เตรียมเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ ไอเออีเอ (IAEA) เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าอย่าง “น่าตกใจ” ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีหลักฐานชี้ชัดถึงการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมในนิคมนิวเคลียร์ยอง-บยอน รวมถึงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ที่คาดว่าเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

นายกรอสซีระบุระหว่างการแถลงข่าว ณ กรุงโซลว่า จากการตรวจสอบพบการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในส่วนของเตาปฏิกรณ์ขนาด 5 เมกะวัตต์, หน่วยแปรรูปเชื้อเพลิงใช้แล้ว และเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเบา (LWR) ซึ่งล้วนชี้ไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตวัสดุระดับที่นำไปสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ โดยปัจจุบันคาดการณ์ว่าเกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ในครอบครองแล้วหลายสิบหัว

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) ในสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน แสดงให้เห็นว่าโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่ ซึ่งสามารถผลิตวัสดุสำหรับทำหัวรบได้นั้นน่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ ไอเออีเอยังเฝ้าจับตาอาคารในยองบยอนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรงงานที่คังซอน ซึ่งเป็นแหล่งนิวเคลียร์สำคัญอีกแห่งใกล้กรุงเปียงยาง

อย่างไรก็ตาม นายกรอสซีระบุว่ายังไม่พบหลักฐานว่ารัสเซียได้มอบเทคโนโลยีนิวเคลียร์สำหรับการทหารให้แก่เกาหลีเหนือ ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าเป็นเพียงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการไอเออีเอได้เรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้ทำงานร่วมกับหน่วยงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หลังจากที่เกาหลีใต้มีแผนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการตรวจสอบเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ถูกใช้ในภารกิจทางทะเล

ทั้งนี้ ความพยายามในโครงการเรือดำน้ำของเกาหลีใต้มีความคืบหน้าอย่างมาก หลังจากประธานาธิบดีอี แจ-มยอง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันด้านความมั่นคงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐฯ ให้การอนุมัติแก่เกาหลีใต้ในการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพื่อคานอำนาจในภูมิภาค.

ที่มา Reuters

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

15 เม.ย. 2569 12:52 น.

เรือผู้อพยพโรฮิงญา-บังกลาเทศ ล่มกลางทะเลอันดามัน สูญหายกว่า 250 ชีวิต

ยูเอ็นเผยเรือผู้อพยพชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศกว่า 250 ชีวิต รวมทั้งเด็กและสตรี อับปางกลางทะเลอันดามันหลังมุ่งหน้าสู่มาเลเซีย เบื้องต้นช่วยชีวิตได้เพียง 9 ราย ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาผลักดันให้กลุ่มเปราะบางต้องเสี่ยงตายในทะเลเพิ่มสูงขึ้น

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยรายงานเหตุเรืออับปางในทะเลอันดามัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้สูญหายประมาณ 250 ราย โดยทั้งหมดเป็นชาวโรฮิงญาและชาวบังกลาเทศที่พยายามเดินทางอพยพจากบังกลาเทศมุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย

รายงานระบุว่า เรือประมงดัดแปลงลำดังกล่าวอับปางลงเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย ลมพัดแรง คลื่นสูง และบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด โดยหน่วยยามฝั่งของบังกลาเทศสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตมาได้เพียง 9 ราย เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาต้องลอยคอกลางทะเลอย่างโดดเดี่ยว

นายราฟิกุล อิสลาม วัย 40 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตเล่าว่า เขาต้องลอยคออยู่กลางทะเลนานถึง 36 ชั่วโมงก่อนจะได้รับความช่วยเหลือ และได้รับบาดเจ็บจากการถูกน้ำมันที่รั่วออกจากเรือลวกตามร่างกาย เขาตัดสินใจลงเรือลำนี้เพราะความหวังที่จะไปหางานทำในมาเลเซีย เพื่อหนีจากสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นในค่ายกักกัน

สถานการณ์ของชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นกลุ่มน้อยมุสลิมในเมียนมายังคงวิกฤต นับตั้งแต่เหตุปราบปรามรุนแรงในปี 2017 ทำให้มีผู้ลี้ภัยไหลเข้าสู่บังกลาเทศหลายแสนคน แต่ด้วยสิทธิพลเมืองที่ถูกปฏิเสธในเมียนมาประกอบกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในค่ายลี้ภัยที่ลดน้อยลง ทำให้หลายคนตัดสินใจเสี่ยงดวงบนเรือเล็กที่ไม่มีแม้แต่สุขอนามัยและน้ำดื่มสะอาด

UNHCR ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า “เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงผลกระทบอันเลวร้ายของการถูกทอดทิ้งมาอย่างยาวนาน และการขาดหนทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับชาวโรฮิงญา” ขณะที่ความรุนแรงในรัฐยะไข่ยังคงปะทุต่อเนื่อง ทำให้ความหวังที่จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยยิ่งคงเลือนลาง

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา มาเลเซียได้ปฏิเสธเรือผู้อพยพไปแล้ว 2 ลำ ที่มีผู้โดยสารรวมกว่า 300 คน โดยให้เพียงอาหารและน้ำก่อนผลักดันออกนอกน่านน้ำ เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

หน่วยงานของสหประชาชาติยังได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและชุมชนที่รับรองในบังกลาเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่เจ็บปวดว่า โลกจำเป็นต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในเมียนมา เพื่อให้ชาวโรฮิงญาสามารถกลับบ้านได้อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัยในอนาคต.

ที่มา BBC

ชายปารีสคว้าภาพวาด “ปิกัสโซ” มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

ชายปารีสคว้าภาพวาด "ปิกัสโซ" มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

15 เม.ย. 2569 12:08 น.

ชายปารีสคว้าภาพวาด “ปิกัสโซ” มูลค่า 32 ล้านบาท หลังซื้อสลากการกุศลใบละ 3,700 บาท

วิศวกรฝ่ายชาวฝรั่งเศสกลายเป็นผู้โชคดีคว้ารูปวาดฝีมือศิลปินก้องโลก “ปาโบล ปิกัสโซ” มูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์ (ราว 32 ล้านบาท) หลังซื้อสลากการกุศลเพียงใบละ 100 ยูโร (ราว 3,770 บาท)  โดยรายได้ทั้งหมดจากการชิงโชคครั้งนี้จะนำไปสมทบทุนวิจัยโรคอัลไซเมอร์

อารี โฮดารา ผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะวัย 58 ปี ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่เมื่อทราบข่าวว่าเขาคือผู้ชนะในการจับสลากรางวัลใหญ่ ณ สถาบันการประมูลคริสตี้ ในกรุงปารีส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 เม.ย.) โดยรางวัลที่เขาได้รับคือภาพวาดของ ปาโบล ปิกัสโซ มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32 ล้านบาท) จากการซื้อตั๋วชิงโชคราคาเพียง 100 ยูโร หรือประมาณ 3,770 บาทเท่านั้น

โฮดาราเปิดเผยความรู้สึกหลังทราบผลว่า “ผมจะเช็กได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่น?” เขายังเล่าต่อว่าตนเองเป็นเพียงคนรักศิลปะทั่วไป และตัดสินใจซื้อตั๋วใบนี้ระหว่างมื้อค่ำที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากทราบข่าวเรื่องการชิงโชคโดยบังเอิญ “สิ่งแรกที่ผมจะทำคือบอกข่าวนี้กับภรรยา และแน่นอนว่าผมตั้งใจจะเก็บภาพวาดนี้ไว้ชื่นชมเอง”

สำหรับผลงานที่นำมาชิงโชคในครั้งนี้มีชื่อว่า “Head of a Woman” เป็นภาพพอร์ตเทรตของ “ดอรา มาอาร์” (Dora Maar) ผู้เป็นมิวส์และคนรักของปิกัสโซ โดยเป็นภาพเขียนสีน้ำกวอช (Gouache) บนกระดาษที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1941

โครงการชิงโชคครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ “1 Picasso for 100 euros” นี้ สามารถจำหน่ายสลากได้ทั้งหมด 120,000 ใบจากทั่วโลก รวมมูลค่า 12 ล้านยูโร (ประมาณ 452 ล้านบาท) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะถูกมอบให้กับ Opera Gallery เจ้าของเดิมของภาพวาดในราคาพิเศษที่ 1 ล้านยูโร จากราคาประเมินปกติ 1.45 ล้านยูโร และกำไรส่วนที่เหลือทั้งหมดจะมอบให้กับมูลนิธิวิจัยโรคอัลไซเมอร์ ในปารีส เพื่อใช้ในการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์

กิจกรรมการกุศลลักษณะนี้เคยจัดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในปี 2013 ผู้โชคดีเป็นชายจากรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ ส่วนครั้งที่สองในปี 2020 ตกเป็นของนักบัญชีหญิงชาวอิตาลี ซึ่งในอดีตรายได้จากการชิงโชคได้ถูกนำไปสนับสนุนงานวัฒนธรรมในเลบานอน รวมถึงโครงการน้ำดื่มและสุขอนามัยในแอฟริกา

ด้านมูลนิธิวิจัยโรคอัลไซเมอร์ระบุว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2004 ทางมูลนิธิได้กลายเป็นองค์กรเอกชนรายใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศสที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์มาอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Associated Press

เกาหลีใต้สั่งจำคุกยูทูบเบอร์สหรัฐฯ 6 เดือน ปมลบหลู่อนุสรณ์ “หญิงบำเรอสงคราม”

เกาหลีใต้สั่งจำคุกยูทูบเบอร์สหรัฐฯ 6 เดือน ปมลบหลู่อนุสรณ์ "หญิงบำเรอสงคราม"

15 เม.ย. 2569 11:26 น.

เกาหลีใต้สั่งจำคุกยูทูบเบอร์สหรัฐฯ 6 เดือน ปมลบหลู่อนุสรณ์ “หญิงบำเรอสงคราม”

ศาลแขวงโซลตะวันตกสั่งจำคุกยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันจอมฉาว “จอห์นนี โซมาลี” เป็นเวลา 6 เดือน หลังก่อวีรกรรมลบหลู่รูปปั้นรำลึก “หญิงบำเรอ” (Comfort Women) ในช่วงสงครามโลก รวมถึงการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารที่สร้างจาก AI

ศาลแขวงโซลตะวันตกได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกนายแรมซีย์ คาลิด อิสมาเอล (Ramsey Khalid Ismael) หรือที่รู้จักกันในโลกออนไลน์ว่า “จอห์นนี โซมาลี” ยูทูบเบอร์ชาวอเมริกันวัย 25 ปี เป็นเวลา 6 เดือน ในข้อหาทำลายความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขัดขวางการทำงานของสถานประกอบการ และเผยแพร่เนื้อหาลามกอนาจารที่ใช้เทคโนโลยี AI

ยูทูบเบอร์รายนี้กลายเป็นที่โกรธแค้นอย่างรุนแรงของชาวเกาหลีใต้ หลังจากเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เขาได้อัปโหลดวิดีโอขณะตัวเองกำลังจูบและเต้นลบหลู่ข้างรูปปั้นรำลึก “หญิงบำเรอ” (Comfort Women) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานถึงผู้หญิงที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นบังคับเป็นทาสกามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ภายหลังเขาจะออกมาขอโทษโดยอ้างว่า “ไม่รู้ถึงความสำคัญของรูปปั้น” แต่กระแสสังคมยังคงโจมตีเขาอย่างหนัก จนถึงขั้นที่เขาเคยถูกพลเมืองที่โกรธแค้นตามไล่ล่าและทำร้ายร่างกายในพื้นที่สาธารณะ

นอกเหนือจากประเด็นรูปปั้น ศาลยังพบว่าเขามีความผิดจากการก่อความเดือดร้อนรำคาญซ้ำซากเพื่อเรียกยอดวิว เช่น การเปิดเพลงชาติเกาหลีเหนือเสียงดังลั่นในที่สาธารณะ และการเทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราดพื้นในร้านสะดวกซื้อ นอกจากนี้ การพิจารณาคดียังถูกเลื่อนออกมาจากกำหนดเดิมเนื่องจากอัยการได้เพิ่มข้อหาสำคัญ คือการเผยแพร่วิดีโอ Deepfake ในเชิงชู้สาวที่มีตัวเขาและยูทูบเบอร์หญิงท้องถิ่นปรากฏอยู่

ศาลมีคำตัดสินโทษจำคุก 6 เดือน และให้ควบคุมตัวทันทีหลังการตัดสิน โดยมีโทษกักขังเพิ่มเติม 20 วัน รวมถึงห้ามทำงานในสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและผู้พิการเป็นเวลา 5 ปีหลังพ้นโทษ

ศาลระบุในคำวินิจฉัยว่า “จำเลยกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อสาธารณชนโดยไม่เจาะจงตัวบุคคล เพียงเพื่อสร้างรายได้ผ่านยูทูบและเผยแพร่เนื้อหาโดยละเลยกฎหมายของเกาหลีใต้” แม้อัยการจะเรียกร้องให้ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่ศาลพิจารณาเห็นว่าความเสียหายต่อเหยื่อบางส่วนยังไม่ถึงขั้นรุนแรง จึงตัดสินลงโทษดังกล่าว

ก่อนการรับฟังคำพิพากษา นายอิสมาเอลได้กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนว่าเขารู้สึกเสียใจและต้องการขอโทษชาวเกาหลีใต้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ก่อนหน้าจะมาสร้างวีรกรรมในเกาหลีใต้ เขาเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในญี่ปุ่นมาแล้ว จากการล้อเลียนผู้โดยสารบนรถไฟเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่นางาซากิและฮิโรชิมา.

ที่มา Korea Herald / AFP

“ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ฉะยับนายกฯ อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

"ทรัมป์" จวก "จอร์เจีย เมโลนี" ฉะยับนายกฯ อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

15 เม.ย. 2569 10:46 น.

“ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ฉะยับนายกฯ อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

ความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และอิตาลีสั่นคลอนอย่างหนัก เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Corriere della Sera ของอิตาลี โดยโจมตีนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ว่าเป็นคนที่ “ไร้ความกล้าหาญ” และทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องผิดหวัง ซึ่งถือเป็นการตำหนิพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดในยุโรปอย่างตรงไปตรงมา

ชนวนเหตุสำคัญมาจากกรณีที่นางเมโลนีเริ่มตีตัวออกห่างจากทรัมป์ หลังสหรัฐฯ เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวมถึงการที่เธอออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างเผ็ดร้อนกรณีที่เขาใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตี “สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14” โดยเธอกล่าวว่าการกระทำของทรัมป์เป็นสิ่งที่ “รับไม่ได้”

ทรัมป์ตอบโต้ประเด็นนี้ว่า “ผมช็อกในตัวเธอมาก ผมเคยคิดว่าเธอมีความกล้า แต่ผมคิดผิด” พร้อมทั้งประณามอิตาลีที่ปฏิเสธจะส่งกำลังช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดล้อม โดยระบุว่าอิตาลีจ่ายค่าพลังงานแพงที่สุดในโลกแต่กลับไม่ยอมสู้เพื่อปกป้องเส้นทางพลังงาน และรอคอยเพียงให้เขายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเท่านั้น

ทางด้านทำเนียบขาวและสำนักนายกรัฐมนตรีอิตาลีปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานข่าวดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักการเมืองอิตาลีจากหลายพรรคต่างออกมาปกป้องนางเมโลนี รวมถึงนายอันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลี ที่ระบุว่า “ความเป็นเอกภาพของตะวันตกต้องสร้างขึ้นบนความภักดี ความเคารพ และความจริงใจต่อกัน” พร้อมสนับสนุนจุดยืนของผู้นำอิตาลีในการปกป้องสมเด็จพระสันตะปาปา

การตำหนิของทรัมป์ในครั้งนี้ถือเป็นความโชคร้ายที่ซ้ำเติมสถานการณ์ของนางเมโลนี ซึ่งตลอดเดือนที่ผ่านมาเธอต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งการแพ้ประชามติปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และการที่พันธมิตรคนสำคัญอย่างนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บัน แพ้การเลือกตั้งในฮังการี

นอกจากนี้ สงครามในอ่าวเปอร์เซียระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิตาลีอย่างรุนแรงจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้นางเมโลนีพยายามรักษาระยะห่างจากความขัดแย้ง โดยล่าสุดเธอไม่อนุญาตให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในเกาะซิซิลีเพื่อปฏิบัติการในอิหร่าน และเพิ่งสั่งระงับข้อตกลงความร่วมมือทางทหารกับอิสราเอลไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันของทรัมป์ เนื่องจากนางเมโลนีเป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่ไปร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของเขาในปี 2025 และเพิ่งจะได้รับคำชมจากทรัมป์ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง.

ที่มา Reuters

หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่

 หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่

15 เม.ย. 2569 10:09 น.

หุ้นเอเชียพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ รับข่าวสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจาใหม่

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแรง หลังความหวังการฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านช่วยคลายความกังวลสงคราม ดันราคาน้ำมันลดลง ขณะที่นักลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ เมื่อวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน อาจกลับมาเจรจาสันติภาพอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกลดลง และช่วยคลายความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า การเจรจากับอิหร่านอาจกลับมาเริ่มต้นใหม่ในปากีสถานภายในไม่กี่วันข้างหน้า หลังการเจรจาช่วงสุดสัปดาห์ล้มเหลวและนำไปสู่มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ

สัญญาณบวกด้านการทูตช่วยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 0.7% อยู่ที่ 94.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากร่วงลงเกือบ 5% ในวันก่อนหน้า

ขณะที่ดัชนีหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกของ MSCI ปรับตัวขึ้น 1.5% แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ส่วนดัชนีนิเคอิ ของญี่ปุ่นพุ่ง 1.2% ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ฝั่งจีน ดัชนีหุ้นบลูชิพปรับขึ้น 0.5% ส่วนดัชนีฮั่งเส็ง ของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 1.2%

นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดกำลังมองข้ามผลกระทบระยะสั้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเชื่อว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายในไม่ช้า

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยดัชนี Nasdaq พุ่ง 2% ทำสถิติปรับขึ้นต่อเนื่อง 10 วัน ส่วน S&P 500 ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มทรงตัว หลังอ่อนค่าต่อเนื่อง 7 วันติดต่อกัน ขณะที่ยูโรเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์

ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ฟื้นตัวเล็กน้อย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี และ 10 ปี ปรับลดลง หลังนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากสงคราม

ราคาทองคำปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% แตะระดับ 4,846 ดอลลาร์ต่อออนซ์.

ที่มา : channelnewsasia