ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

19 พ.ย. 2568 16:40 น.

ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะเตรียมประกาศอนุมัติการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ–คาริวา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อย่างเร็วสุดภายในสัปดาห์นี้ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายต่อความพยายามของบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ (เทปโก) ในการนำโรงไฟฟ้าที่ปิดมาตั้งแต่หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะเมื่อกว่า 10 ปีก่อน กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง

รายงานของสำนักข่าวเกียวโดระบุว่า ผู้ว่าฯ ฮิเดโยะ ฮานาซูมิ จะประกาศเห็นชอบให้เดินเครื่องบางส่วนเร็วที่สุดในวันศุกร์นี้ (21 พ.ย.) โดยเขาจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาจังหวัดในสมัยประชุมที่เริ่มวันที่ 2 ธันวาคม หากสภาให้การรับรอง ผู้ว่าฯ จะตอบรับคำร้องจากรัฐบาลกลางเพื่ออนุมัติการเดินเครื่อง

เทปโกมีแผนเดินเครื่องหน่วยผลิตไฟฟ้าหมายเลข 6 และ 7 ซึ่งเป็นหน่วยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโรงไฟฟ้า รวมกำลังผลิต 2,710 เมกะวัตต์ และอาจพิจารณาปลดระวางอีก 5 หน่วยที่เหลือ โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ–คาริวามีกำลังผลิตรวม 8,212 เมกะวัตต์ โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เทปโกเพิ่งเสร็จสิ้นการตรวจสอบระบบของเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 6 หลังการบรรจุเชื้อเพลิง และยืนยันว่าระบบหลักพร้อมสำหรับการเดินเครื่อง

บริษัทได้ให้คำมั่นสนับสนุนเงิน 100,000 ล้านเยนแก่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างการยอมรับสำหรับการเดินเครื่องใหม่ หลังเผชิญเสียงคัดค้านในพื้นที่มาอย่างยาวนาน การอนุมัติครั้งนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งสนับสนุนการรีสตาร์ตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

การฟื้นฟูการเดินเครื่องบางส่วนของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำเข้าอันดับสองของโลกหลังจีน และเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลต้องการเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ

ตั้งแต่มีการใช้กฎความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นหลังเหตุฟูกุชิมะ ญี่ปุ่นได้กลับมาเดินเครื่องเครื่องปฏิกรณ์แล้ว 14 เครื่อง โดยปัจจุบันมี 11 เครื่องเดินเครื่องอยู่ รวมกำลังผลิต 10,647 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยมีเครื่องปฏิกรณ์ในระบบ 54 เครื่องก่อนเกิดภัยพิบัติ

นักวิเคราะห์ของ Kpler ระบุว่าหากเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 6 เดินเครื่องได้ภายในต้นปีหน้า ความต้องการ LNG ของญี่ปุ่นในปี 2025 อาจลดลงถึง 1 ล้านตัน และอาจทำให้ประมาณการความต้องการปี 2026 ลดลงจาก 63 ล้านตันเหลือราว 62 ล้านตัน

เทปโกซึ่งต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมากจากเหตุหลอมละลายของเครื่องปฏิกรณ์ในปี 2011 ระบุว่า การเดินเครื่องปฏิกรณ์หนึ่งเครื่องที่โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ–คาริวา จะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิประจำปีของบริษัทได้ราว 100,000 ล้านเยน.

ที่มา Reuters

จีนเตรียมระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนแรงเรื่องไต้หวัน

จีนเตรียมระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนแรงเรื่องไต้หวัน

19 พ.ย. 2568 13:17 น.

จีนเตรียมระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนแรงเรื่องไต้หวัน

สื่อในญี่ปุ่นรายงานว่า รัฐบาลจีนเตรียมประกาศระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน โดยคาดว่าข้อพิพาทดังกล่าวจะยืดเยื้อออกไป

รายงานข่าวดังกล่าวของสื่อญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงเอ็นเอชเค หรือบรรษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งญี่ปุ่น อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ

การประกาศระงับครั้งนี้ถือเป็นการกลับไปใช้มาตรการเดิมที่เคยบังคับใช้เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 สืบเนื่องจากการที่ญี่ปุ่นปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ โดยก่อนหน้านี้ทั้งญี่ปุ่นและจีนได้ตกลงที่จะผ่อนคลายมาตรการเหล่านี้ และญี่ปุ่นเพิ่งยืนยันการส่งออกอาหารทะเลชุดแรกไปยังจีนเมื่อไม่ถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความตึงเครียดครั้งล่าสุดปะทุขึ้นจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ระบุว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหารภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เช่น หากจีนปิดล้อมทางทะเลรอบเกาะไต้หวัน ซึ่งคำกล่าวนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่จีน และได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนคำพูดดังกล่าว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายมิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ย้ำว่าญี่ปุ่น “ยังคงเปิดรับรูปแบบการมีส่วนร่วมที่หลากหลาย” กับจีน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดทางเลือกที่เฉพาะเจาะจง

การประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่ นาย หลิว จินซง อธิบดีกรมกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า เขา “ไม่พอใจ” กับผลการประชุมกับ นายมาซาอากิ คานาอิ อธิบดีกรมกิจการเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น

จากการเปิดเผยของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น การประชุมดังกล่าวเป็นการย้ำจุดยืนเดิม โดยฝ่ายจีนยังคงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทาคาอิชิถอนคำพูด และให้คำมั่นว่าจะคงมาตรการตอบโต้ที่ดำเนินการไว้ ซึ่งรวมถึงการเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น และนักเรียนไม่ให้ไปศึกษาต่อในประเทศ

ความขัดแย้งนี้ยังได้ลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ เช่น บริษัทบันเทิงชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง โยชิโมโตะ โคเกียว (Yoshimoto Kogyo) ได้ออกแถลงการณ์ยกเลิกการแสดงในเทศกาลเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชันแนล คอมเมดี้ เนื่องจาก “สถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

จีนยืนกรานในจุดยืนของตน โดยสื่อของรัฐบาลจีนได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า ความพยายามทางการทูตหรือคำอธิบายใด ๆ จากญี่ปุ่นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เว้นแต่ นางทาคาอิจิจะถอนคำพูดของเธอ พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ความได้เปรียบทางด้านห่วงโซ่อุปทานที่จีนครองอยู่ เช่น แร่หายาก หากความตึงเครียดบานปลาย

จีนถือว่าไต้หวันเป็น “แก่นของประเด็นหลักทั้งหมด” และได้ให้คำมั่นว่าจะนำเกาะที่มีประชากร 23 ล้านคนนี้มาอยู่ภายใต้การควบคุม ไม่ว่าจะด้วยกำลังหรือไม่ก็ตาม

ด้านนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซึ่งเป็นสายเหยี่ยวต่อจีน ได้ลดโทนคำพูดอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่าเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะขัดแย้งกับจุดยืนของรัฐบาลชุดก่อน ๆ และให้คำมั่นว่าจะไม่นำประเด็นนี้มากล่าวซ้ำในรัฐสภาอีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การถอนคำพูดดังกล่าวอาจสร้างแบบอย่างที่ไม่พึงประสงค์ให้กับญี่ปุ่น และอาจจำกัดทางเลือกในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันได้

นอกจากมาตรการห้ามนำเข้าอาหารทะเลแล้ว จีนยังพยายามควบคุมทิศทางของข้อพิพาท โดยมีการเผยแพร่เนื้อหาอย่างเต็มที่ผ่านสื่อของรัฐที่พยายามวาดภาพว่าญี่ปุ่นเป็นฝ่ายสร้างปัญหา และจงใจที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงลัทธิทหารของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกับการกระทำในปัจจุบัน

ในความพยายามควบคุมเนื้อหา ล่าสุดสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนได้เผยแพร่ภาพนายคานาอิ และ นายหลิว หลังการประชุมทันที โดยแสดงภาพนายหลิวที่ดูเคร่งขรึมและเอามือล้วงกระเป๋า ทำท่าทางเหมือนกำลังสั่งสอนนายคานาอิ ซึ่งก้มหน้าลงฟังล่ามที่ยืนอยู่ระหว่างพวกเขา

เมื่อถูกถามว่าเหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ “แคมเปญโฆษณาชวนเชื่อ” ของรัฐบาลจีนหรือไม่ นายคิฮาระกล่าวในการแถลงข่าวว่า ญี่ปุ่นได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นพูดคุยกับจีนแล้ว โดยระบุว่า การจัดการสื่อเกิดขึ้นโดย “ไม่มีการประสานงานที่เหมาะสมกับฝ่ายญี่ปุ่น” เนื่องจากตามปกติแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจีนมักไม่อนุญาตให้มีการถ่ายทำเจ้าหน้าที่ภายในอาคารทันทีหลังจากการเจรจาเสร็จสิ้น.

ที่มา JAPAN TIMES

ดาราฟิลิปปินส์โดนวิจารณ์หนัก หลังถ่ายพรีเวดดิ้ง “นั่งบนตู้กดอัตโนมัติ” ในญี่ปุ่น

ดาราฟิลิปปินส์โดนวิจารณ์หนัก หลังถ่ายพรีเวดดิ้ง "นั่งบนตู้กดอัตโนมัติ" ในญี่ปุ่น

19 พ.ย. 2568 12:41 น.

ดาราฟิลิปปินส์โดนวิจารณ์หนัก หลังถ่ายพรีเวดดิ้ง “นั่งบนตู้กดอัตโนมัติ” ในญี่ปุ่น

นักแสดงตลกชาวฟิลิปปินส์ คิราย เซลิส (Kiray Celis) กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์จากชาวฟิลิปปินส์ที่อาศัยในญี่ปุ่น หลังโพสต์ภาพพรีเวดดิ้งที่ถ่ายในย่านโดทงโบริ นครโอซากา ซึ่งหนึ่งในภาพที่ถูกลบไปแล้วปรากฏว่าเธอนั่งอยู่บนตู้กดน้ำอัตโนมัติ ทำให้บางคนมองว่าเป็นการไม่เคารพกฎระเบียบและทรัพย์สินสาธารณะของญี่ปุ่น

ภาพดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเซตภาพพรีเวดดิ้งกับคู่หมั้น สเตฟาน เอสโทเปีย (Stephan Estopia) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน และถ่ายโดยทีม Metrophoto หลังเผยแพร่ได้ไม่นาน ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก โดยเฉพาะชาวฟิลิปปินส์ในญี่ปุ่น ออกมาแสดงความไม่พอใจ

ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในญี่ปุ่นรายหนึ่งแสดงความเห็นอย่างดุดันว่า “ไม่ใช่ว่าคุณเป็นดารา เป็นคนรวย แล้วคุณจะมีสิทธิ์ที่จะดูถูกสถานที่ที่คุณไปเยือน คุณเป็นเพียงผู้มาเยือน สิ่งสำคัญที่สุดที่นี่คือการเคารพวัฒนธรรมและชาวญี่ปุ่น”

ชาวฟิลิปปินส์รายเดิมเสริมว่า “นี่คือเหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไม่พอใจชาวต่างชาติ (ไกจิน) และทำให้พวกเราที่ทำงานอย่างสงบเรียบร้อยในญี่ปุ่นต้องเดือดร้อนไปด้วย คุณนำพฤติกรรมแบบนี้มาถึงญี่ปุ่น มันน่าละอายมาก”

ชาวฟิลิปปินส์อีกรายที่อาศัยและทำงานในญี่ปุ่นมาหลายปีระบุว่า “ปัญหาเกี่ยวกับการต่อต้านชาวต่างชาติจำนวนมากสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพียงแค่ทุกคนแสดงความเคารพต่อกฎระเบียบ วัฒนธรรม และค่านิยมของญี่ปุ่น เมื่อเราแสดงความมีวินัย ความถ่อมตน และความกตัญญู เราจะไม่เพียงได้รับความเคารพเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความชื่นชมอีกด้วย ดังนั้นจงมุ่งมั่นที่จะเป็นแขกที่น่าเคารพ เพื่อนบ้านที่ดี และเป็นตัวแทนที่มีเกียรติของประเทศเรา”

หลังดราม่าขยายวง เซลิสออกมาชี้แจงว่าเธอและคู่หมั้นได้รับอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่นในญี่ปุ่นสำหรับการถ่ายทำพรีเวดดิ้งทั้งหมด รวมถึงภาพที่เป็นประเด็นด้วย เธอกล่าวระหว่างการออกงานเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนว่า “เราได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ไม่มีใครเดือดร้อน และตอนถ่ายทำก็ไม่มีใครโกรธหรือว่าเราเลย ขออภัยชาวฟิลิปปินส์ และชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในญี่ปุ่นทุกคน แต่ไม่ต้องโกรธกันแล้ว”

นักแสดงรายนี้ยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ และหากย้อนทำใหม่ได้ เธอจะคิดให้รอบคอบกว่านี้ “ฉันคิดมาตลอดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับตัวเองและเพื่อน ๆ แต่สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ขออภัยอย่างมาก และสัญญาว่าจะไม่ทำให้ใครรู้สึกไม่สบายใจอีก เพราะนี่เป็นเรื่องของความรัก และฉันรักทุกคน”

ดราม่าดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงในหมู่ชาวฟิลิปปินส์ในญี่ปุ่น โดยหลายคนมองว่าเป็นกรณีที่สะท้อนความอ่อนไหวด้านวัฒนธรรมและการเป็นผู้มาเยือนที่ต้องรักษากฎระเบียบในต่างประเทศ.

ที่มา INQUIRER.net / Interaksyon

ชายจีนที่แช่แข็งร่างภรรยาที่เสียชีวิต เปิดเผยว่ามีแฟนใหม่ ทำชาวเน็ตเถียงเดือด

ชายจีนที่แช่แข็งร่างภรรยาที่เสียชีวิต เปิดเผยว่ามีแฟนใหม่ ทำชาวเน็ตเถียงเดือด

19 พ.ย. 2568 12:06 น.

ชายจีนที่แช่แข็งร่างภรรยาที่เสียชีวิต เปิดเผยว่ามีแฟนใหม่ ทำชาวเน็ตเถียงเดือด

นายกุ้ย จุนหมิน ชายชาวจีนที่ตัดสินใจแช่แข็งร่างภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยวิธีไครออนิกส์ (Cryonics) ได้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงด้านศีลธรรมบนโลกออนไลน์ของจีน หลังสื่อจีนเปิดเผยว่า เขากำลังคบหาแฟนคนใหม่ในขณะที่ร่างของภรรยาเก่ายังคงถูกเก็บรักษาไว้ในไนโตรเจนเหลว

ด้วยความรักและความทุ่มเท นายกุ้ย จุนหมิน ได้ตัดสินใจแช่แข็งร่างของนางจ้าน เหวินเหลียน ภรรยาของเขา หลังจากที่เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่อปี 2017 ขณะอายุ 49 ปี ทำให้เธอเป็น บุคคลแรกของจีนที่ถูกเก็บรักษาด้วยวิธีการไครออนิกส์

แต่การให้สัมภาษณ์ในเดือนพฤศจิกายนที่เปิดเผยว่า เขาเริ่มคบหากับคนรักคนใหม่ตั้งแต่ปี 2020 ได้ทำให้สังคมออนไลน์ของจีนแตกออกเป็นสองฝ่ายเกี่ยวกับสถานการณ์ของนายกุ้ย

หลังจากแพทย์แจ้งว่า นางจ้าน เหวินเหลียน มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน นายกุ้ย จุนหมิน ได้ตัดสินใจใช้วิธีไครออนิกส์ ซึ่งเป็นวิธีที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อรักษาร่างของเธอไว้หลังจากเสียชีวิต

หลังการเสียชีวิต เขาได้ลงนามในข้อตกลงระยะเวลา 30 ปี เพื่อเก็บรักษาร่างภรรยาที่ถูกแช่แข็งไว้กับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพซานตง หยินเฟิง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ร่างของนางจ้านได้ถูกเก็บไว้ในถังบรรจุไนโตรเจนเหลวความจุ 2,000 ลิตร ที่อุณหภูมิ -190 องศาเซลเซียส

หนังสือพิมพ์ Southern Weekly ของจีน เปิดเผยว่า แม้ว่านายกุ้ยจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเป็นเวลาสองปีหลังจากการแช่แข็งร่างภรรยา แต่ในปี 2020 เขาก็เริ่มออกเดทอีกครั้ง แม้ว่าภรรยาของเขายังคงอยู่ในภาวะไครโอพรีเซอร์เวชั่น

เขาเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ว่า เหตุการณ์ที่เขาป่วยหนักด้วยโรคเกาต์จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้นานถึงสองวัน เป็นจุดที่ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับประโยชน์ของการอยู่คนเดียว หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เริ่มคบหากับ หวัง ชุนเซี่ย แฟนคนปัจจุบัน ถึงกระนั้น นายกุ้ยก็กล่าวกับสื่อว่าความรักครั้งนี้เป็นเพียงความสัมพันธ์แบบ “เชิงประโยชน์” เท่านั้น และเธอยังไม่ได้ “เข้ามา” ในหัวใจของเขาอย่างแท้จริง

การเปิดเผยดังกล่าวได้นำมาซึ่งปฏิกิริยาที่หลากหลายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีนอย่างเว่ยป๋อ  โดยฝ่ายที่เห็นใจ แสดงความเข้าใจต่อสถานการณ์ของนายกุ้ย โดยกล่าวว่าเวลาผ่านไปนานแล้วนับตั้งแต่ภรรยาของเขาถูกนำไปแช่แข็ง และถึงเวลาแล้วที่เขาควรเดินหน้าต่อไป

ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์ ชี้ว่าการกระทำของเขานั้นดูเห็นแก่ตัว เพื่อ “ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของตนเองเท่านั้น” โดยมีผู้ตั้งคำถามว่า “จ้านจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่? มันยุติธรรมสำหรับหวังหรือเปล่า?”

ทั้งนี้ ไครออนิกส์คือกระบวนการที่นำร่างทั้งร่างมาลดอุณหภูมิลงสู่จุดเยือกแข็ง โดยมีการฉีดสารป้องกันการแข็งตัว (Cryoprotectants) ที่คล้ายกับสารป้องกันการแข็งตัว (antifreeze) เพื่อป้องกันการก่อตัวของผลึกน้ำแข็ง จากนั้นจึงเก็บรักษาไว้ในไนโตรเจนเหลว

ความหวังคือ ร่างกายจะสามารถฟื้นคืนชีพได้ในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีในอนาคตก้าวหน้าพอที่จะทำได้ วิธีการนี้ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ในระดับย่อย เช่น การแช่แข็งเซลล์ที่มีชีวิตอย่างเซลล์เม็ดเลือด อสุจิ และตัวอ่อนเพื่อเก็บรักษา

คาดว่ามีผู้คนกว่า 500 คน ทั่วโลกที่ถูกเก็บรักษาด้วยวิธีไครออนิกส์ โดยส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผู้ใดที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นคืนชีพ และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการเก็บรักษาและฟื้นคืนชีพร่างกายมนุษย์ทั้งร่างยังคงเป็นความเป็นไปได้ที่ห่างไกลในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

เวียดนามอ่วมอีกระลอก ดินถล่ม–น้ำท่วมดับแล้ว 8 ราย “ฮอยอัน” เมืองมรดกโลกเสี่ยงจมอีกรอบ

เวียดนามอ่วมอีกระลอก ดินถล่ม–น้ำท่วมดับแล้ว 8 ราย “ฮอยอัน” เมืองมรดกโลกเสี่ยงจมอีกรอบ

19 พ.ย. 2568 11:37 น.

เวียดนามอ่วมอีกระลอก ดินถล่ม–น้ำท่วมดับแล้ว 8 ราย “ฮอยอัน” เมืองมรดกโลกเสี่ยงจมอีกรอบ

เวียดนามเผชิญ น้ำท่วมและดินถล่มรอบใหม่ จากฝนถล่มหนักช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย สูญหายอีกหลายคน กระทบฤดูกาลเก็บเกี่ยวกาแฟ ขณะที่เมืองมรดกโลกฮอยอันเสี่ยงจมน้ำอีก

ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในภาคกลางของเวียดนามมีปริมาณน้ำฝนสะสม ทะลุ 1,100 มิลลิเมตร ทำให้ภูมิภาคที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลชื่อดังและพื้นที่ผลิตกาแฟหลักของประเทศ ต้องเผชิญความเสียหายรุนแรงซ้ำซากจากพายุและน้ำหลาก

รายงานของรัฐบาลระบุว่า ผู้เสียชีวิต 6 รายเป็นผู้โดยสารรถบัสที่ถูกดินถล่มทับในคืนวันอาทิตย์ ระหว่างเดินทางจากดาลัดไปญาจาง ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 7 คน รวมถึง 3 รายที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินถล่มในเมืองดานัง

พ่อค้ากาแฟรายหนึ่งในจังหวัดดักลัก เผยว่า ไร่กาแฟในพื้นที่ลุ่มต่ำจมน้ำทั้งแปลง ขณะที่ฝนยังคงตกหนัก ทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้า โดยขณะนี้เกษตรกรเก็บเมล็ดกาแฟได้เพียง 10–15% และจำเป็นต้องใช้แสงแดดในการตากเมล็ด ซึ่งแทบไม่มีในช่วงสัปดาห์นี้

ด้านสื่อของรัฐบาลเวียดนามเผยภาพชวนสะเทือนใจ บ้านหลายสิบหลังในหมู่บ้านต่าง ๆ จมอยู่ใต้น้ำจนถึงหลังคา ชาวบ้านติดค้างอยู่ภายในต้องร้องขอความช่วยเหลือ ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชน หลายร้อยครอบครัว ออกจากพื้นที่กลางดึก ส่วนจังหวัดใกล้เคียงอย่างเจียลาย โรงเรียนกว่า 26,000 นักเรียนต้องปิดทำการเพราะสภาพน้ำท่วมเข้าขั้นวิกฤต

ล่าสุดมีรายงานว่าเมืองโบราณ ฮอยอัน แหล่งท่องเที่ยวขึ้นทะเบียนมรดกโลกยูเนสโกซึ่งเพิ่งฟื้นจากน้ำท่วมเมื่อสองสัปดาห์ก่อน สถานการณ์เริ่มกลับมาเลวร้ายอีกครั้ง หลังน้ำในแม่น้ำเพิ่มระดับไม่หยุด ไหลบ่าท่วมย่านประวัติศาสตร์โดยนักท่องเที่ยวและชาวบ้าน ต้องล่องเรือแทนการเดินเท้า ผ่านคาเฟ่น้ำท่วมและบ้านไม้โบราณที่มีอายุกว่า 100 ปี

ทั้งนี้ สำนักงานพยากรณ์อากาศเวียดนามออกคำเตือนว่า ภาคกลางของประเทศยังต้องเผชิญ ฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่มเพิ่ม ตลอดวันพุธ โดยสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจสร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

อ่านข่าวเกี่ยวกับ เวียดนาม

Baby Shark: จากคลิปเพลงเด็ก 90 วินาทีสู่ธุรกิจมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ของ Pinkfong

Baby Shark: จากคลิปเพลงเด็ก 90 วินาทีสู่ธุรกิจมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ของ Pinkfong

19 พ.ย. 2568 11:27 น.

Baby Shark: จากคลิปเพลงเด็ก 90 วินาทีสู่ธุรกิจมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ของ Pinkfong

คลิปวิดีโอเพลงเด็กความยาวเพียง 90 วินาที ที่มีชื่อว่า “Baby Shark” ได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก ด้วยยอดรับชมทะลุ 16,000 ล้านครั้ง กลายเป็นวิดีโอที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดตลอดกาลบน YouTube และได้วางรากฐานให้บริษัทผู้สร้างอย่าง Pinkfong กลายเป็นธุรกิจสื่อที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์

เมื่อเดือนมิถุนายน 2016 นาย คิม มิน-ซอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Pinkfong ในขณะนั้นยังไม่ทราบเลยว่า คลิปที่เขาตัดสินใจให้เผยแพร่นั้นจะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ดึงดูดเด็กเล็กทั่วโลกและอาจสร้างความ “รำคาญ” ให้กับผู้ใหญ่ได้มากมายขนาดนี้

“เราไม่คาดหวังว่าเพลงนี้จะโดดเด่นออกมาจากเนื้อหาอื่น ๆ ของเราเลย” นายคิมกล่าวจากสำนักงานใหญ่ในกรุงโซล “แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปูทางสำหรับการเดินทางระดับโลกของเรา”

การเดินทางของ Pinkfong ได้ก้าวไปอีกขั้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 พ.ย.) ด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ โดยหุ้นของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 9% ในการซื้อขายวันแรก ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง กว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,966 ล้านบาท)

บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2010 ในชื่อ SmartStudy โดยมีเป้าหมายผลิตเนื้อหาดิจิทัลสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี เริ่มต้นจากพนักงานเพียง 3 คน รวมถึงนายคิมและนาย ดงวู ซน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี

นายคิมเล่าว่าสำนักงานในช่วงแรกนั้นเล็กมาก จนถึงขนาดที่พวกเขา “ไม่คาดหวังแม้กระทั่งเงินเดือน” ต่อมาบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายครั้ง รวมถึงการเปลี่ยนไปเน้นเนื้อหาสำหรับเด็กวัยหัดเดิน และเน้นเกมและเนื้อหาที่เรียบง่ายและเน้นการเรียนรู้ “และนั่นคือช่วงที่ Baby Shark ถือกำเนิดขึ้น” 

บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Pinkfong ในปี 2022 ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสุนัขจิ้งจอกที่ร่าเริงและอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นตัวละครในการ์ตูนยุคแรก ปัจจุบัน Pinkfong มีพนักงานประมาณ 340 คน พร้อมสำนักงานในกรุงโตเกียว เซี่ยงไฮ้ และลอสแอนเจลิส

นักวิเคราะห์สื่อระบุว่า เพลง “Baby Shark” ที่เชื่อว่ามีต้นกำเนิดในสหรัฐฯ ยุคปี 1970 นั้น มีความน่าดึงดูดในรูปแบบของเพลงพื้นบ้าน  นายคิม มิน-ซอก เห็นว่าเพลงนี้มีความ “เสพติด” และมีจังหวะที่รวดเร็วคล้ายเพลงเค-ป๊อป และการร้องแบบ “การท่องคำหรือวลีซ้ำๆ อย่างเป็นจังหวะ” ซึ่งทำให้เด็ก ๆ จดจำได้ง่าย

เพลงนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วและยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อมีการนำท่าเต้นไปใช้ในงานกิจกรรมเด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้วิดีโอการเต้นของเด็กและผู้ใหญ่แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์

ในเดือนพฤศจิกายน 2020 คลิป Baby Shark ได้ครองตำแหน่งวิดีโอที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดของยูทูบ เพลงนี้สร้างรายได้เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมของบริษัทในช่วงปีแรก ๆ หลังการเผยแพร่ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเนื้อหาและสินค้าใหม่ ๆ

ในปี 2019 Pinkfong เผชิญกับการฟ้องร้องข้อหาลอกเลียนแบบผลงานของนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน แต่ศาลสูงสุดของเกาหลีใต้ได้ยกฟ้องคดีนี้ โดยบริษัทให้เหตุผลว่าเพลงเวอร์ชันของตนมีที่มาจากเพลงพื้นบ้านที่เป็นสาธารณสมบัติ

แม้ว่า “Baby Shark” จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่นายคิม มิน-ซอก ยืนยันว่าธุรกิจของเขาสามารถเติบโตไปได้ไกลกว่าเพลงดังกล่าว ซึ่งปัจจุบัน Baby Shark สร้างรายได้คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของรายได้ Pinkfong

ปัจจุบัน แฟรนไชส์อื่น ๆ ของ Pinkfong เช่น Bebefinn ได้ก้าวนำหน้า โดยสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้บริษัท ขณะที่ Sealook ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน

Pinkfong ระดมทุนได้เกือบ 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเปิดตัวในตลาดหุ้น และมีแผนที่จะใช้เงินดังกล่าวเพื่อขยายการสร้างภาพยนตร์และตัวละครใหม่ ๆ รวมถึงตั้งเป้าที่จะเป็นผู้สร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วย “เทคโนโลยี” โดยใช้รูปแบบการรับชมและข้อมูลอื่น ๆ เพื่อกำหนดทิศทางของโครงการใหม่ ๆ ในอนาคต

นายคิมกล่าวว่า Pinkfong ได้บรรลุเป้าหมายที่ “ผู้สร้างเนื้อหาส่วนใหญ่มักใฝ่ฝัน” ไปแล้ว.

ที่มา BBC

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

19 พ.ย. 2568 11:13 น.

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่เผาผลาญบ้านเรือนประชาชนในย่านชุมชนเมืองโออิตะ ของญี่ปุ่น ทางการเร่งอพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง มีผู้สูญหาย 1 ราย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า ช่วงเย็นวานนี้ (18 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เผาวอดย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของท่าเรือประมงซากาโนะเซกิ เมืองโออิตะ ชาวบ้านกว่า 170 คนต้องอพยพหนีตาย เจ้าหน้าที่ยืนยันยังมีผู้สูญหาย 1 ราย เป็นชายวัยประมาณ 70 ปี

โดยมีรายงานบ้านเรือนถูกไฟลุกท่วมแล้วอย่างน้อย 20 หลัง และไฟยังลามเข้าสู่พื้นที่ป่าใกล้เคียง ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า ช่วงบ่ายวานนี้มีการประกาศเตือนลมแรงบริเวณเขตทะเลใกล้พื้นที่ไฟไหม้ ซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงเร่งควบคุมเพลิงและค้นหาผู้สูญหาย ขณะสาเหตุของไฟไหม้ยังอยู่ในระหว่างสอบสวน.

ที่มา Kyodo

ประมูลภาพเขียน “กุสตาฟ คลิมท์” ทุบสถิติโลก ราคาพุ่งกว่า 7,660 ล้านบาท

ประมูลภาพเขียน "กุสตาฟ คลิมท์" ทุบสถิติโลก ราคาพุ่งกว่า 7,660 ล้านบาท

19 พ.ย. 2568 10:59 น.

ประมูลภาพเขียน “กุสตาฟ คลิมท์” ทุบสถิติโลก ราคาพุ่งกว่า 7,660 ล้านบาท

ภาพวาดบุคคลชิ้นเอกของศิลปินชาวออสเตรียผู้ล่วงลับ กุสตาฟ คลิมท์  ที่มีชื่อว่า “Portrait of Elisabeth Lederer” ถูกประมูลขายไปในราคาทำลายสถิติที่ 236.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7,660 ล้านบาท ในการประมูลของสถาบันซัทเธอบีส์ ที่นครนิวยอร์ก ส่งผลให้ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นงานศิลปะที่มีราคาสูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลกที่เคยขายในการประมูล และเป็นงานศิลปะสมัยใหม่ที่มีราคาสูงที่สุดที่ขายในการประมูล

การประมูลดำเนินไปอย่างดุเดือดนานถึง 20 นาที โดยมีผู้เสนอราคาเข้าร่วมถึง 6 ราย อย่างไรก็ตาม ทางซัทเธอบีส์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อของผู้ซื้อที่ชนะการประมูล

ภาพ “Portrait of Elisabeth Lederer” มีประวัติที่น่าทึ่ง เนื่องจากเคยถูกกองทัพนาซีปล้นไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเกือบจะถูกทำลายในกองเพลิง แต่ในปี 1948 ภาพได้ถูกส่งคืนให้กับ อีริช เลเดอเรอร์ น้องชายของเอลิซาเบธ ซึ่งเป็นผู้สะสมงานศิลปะตัวยง

ภาพวาดนี้ยังคงอยู่ในความครอบครองของอีริชเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่เขาจะขายมันไปในปี 1983 และต่อมาในปี 1985 ภาพวาดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสะสมส่วนตัวของ ลีโอนาร์ด เอ. ลอเดอร์ ทายาทบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องสำอางเอสเต้ ลอเดอร์ ผู้ล่วงลับในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาด้วยวัย 92 ปี

เอมิลี บราวน์ นักประวัติศาสตร์ศิลป์และที่ปรึกษาด้านศิลปะของลอเดอร์มาเกือบสี่ทศวรรษ เปิดเผยว่าภาพนี้คือ “เพชรยอดมงกุฎ” ในคอลเลกชันของเขา โดยลอเดอร์มักจะรับประทานอาหารกลางวันบนโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับภาพวาดนี้เสมอเมื่อเขาอยู่ที่บ้านพักบนนถนนฟิฟท์ อเวนิว ในนครนิวยอร์ก ภาพนี้เป็นหนึ่งในสองภาพวาดบุคคลแบบเต็มตัวของคลิมท์ที่ยังคงอยู่ในมือของนักสะสมส่วนตัว

ราคาประมูล 236.4 ล้านดอลลาร์นี้ ได้ทำลายสถิติเดิมของภาพวาดคลิมท์ที่ขายในการประมูล ซึ่งก่อนหน้านี้คือภาพ “Lady with a Fan” ที่เคยทำราคาได้ 108 ล้าน เมื่อปี 2023

ภาพวาดนี้เพียงชิ้นเดียวมีมูลค่ามากกว่า 40% ของมูลค่ารวมของคอลเลกชันทั้งหมดของลอเดอร์ ซึ่งถูกประมูลไปรวมทั้งสิ้น 575.5 ล้านดอลลาร์

งานศิลปะที่ทำสถิติราคาสูงที่สุดตลอดกาลที่ขายในการประมูลคือภาพ “Salvator Mundi” ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่งขายไปในราคา 450.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2017

นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบกับภาพเขียนชื่อดังอีกชิ้นของคลิมท์คือ “Portrait of Adele Bloch-Bauer 1” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Woman in Gold” ซึ่งโรนัลด์ ลอเดอร์ น้องชายของลีโอนาร์ด ได้ซื้อมันในการขายส่วนตัวนอกการประมูลด้วยราคา 135 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2006.

ที่มา The Guardian 

ปธน.มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ โต้เดือด หลังถูกพี่สาวกล่าวหาใช้ยาเสพติดเรื้อรัง ตั้งแต่หนุ่มจนปัจจุบัน

ปธน.มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ โต้เดือด หลังถูกพี่สาวกล่าวหาใช้ยาเสพติดเรื้อรัง ตั้งแต่หนุ่มจนปัจจุบัน

19 พ.ย. 2568 10:55 น.

ปธน.มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ โต้เดือด หลังถูกพี่สาวกล่าวหาใช้ยาเสพติดเรื้อรัง ตั้งแต่หนุ่มจนปัจจุบัน

ผู้นำฟิลิปปินส์ โต้เดือด หลังถูกพี่สาวกล่าวหาใช้ยาเสพติดเรื้อรังจนกระทบการบริหารประเทศ ชี้เป็นคำกล่าวลอยๆ ขณะฟิลิปปินส์เผชิญวิกฤตคอร์รัปชันโครงการป้องกันน้ำท่วมและการชุมนุมใหญ่กดดันรัฐบาล

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ กล่าวปฏิเสธอย่างหนักแน่น หลังถูกนางไอมี มาร์กอส วุฒิสมาชิกซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของเขากล่าวหาว่าเขาเป็น ผู้ใช้ยาเสพติดเรื้อรังมาตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้เป็นบิดา ซึ่งเคยปกครองประเทศระหว่างปีค.ศ. 1965–1986

ก่อนหน้านี้ นางไอมีขึ้นเวทีปราศรัยต่อฝูงชนจำนวนมากในสวนสาธารณะกรุงมะนิลา ระหว่างการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มศาสนาอิเกลเซีย นีคริสโต โดยอ้างว่า นิสัยติดโคเคนทำให้ผู้นำประเทศตัดสินใจผิดพลาด ไร้วิสัยทัศน์ และเป็นที่มาของดารคอร์รัปชั่นโครงการน้ำท่วม พร้อมทั้งกล่าวหาว่าภรรยาและลูกของประธานาธิบดีมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วย โดยไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆ

ทางด้านนางแคลร์ คาสโตร รองปลัดกระทรวงสื่อสาร ซึ่งทำหน้าที่โฆษกประธานาธิบดี ออกมาตอบโต้ทันควัน ย้ำว่าข้อกล่าวหาของนางไอมีเป็น เรื่องเก่าที่ไม่มีมูลความจริง พร้อมเผยว่านายมาร์กอสเคยตรวจสารเสพติดช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2564 ทั้งจากโรงพยาบาลเอกชนและห้องแล็บตำรวจแห่งชาติ ผลเป็นลบทั้งโคเคนและเมทแอมเฟตามีน

 โดยคำกล่าวหาจากพี่สาวประธานาธิบดีเกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลของนายมาร์กอสกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากคดีโกงโครงการป้องกันน้ำท่วมทั่วประเทศมูลค่าหลายแสนล้านเปโซ โดยมีการตรวจพบว่าหลายโครงการเป็น โครงการผี ก่อสร้างโดยใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เคยก่อสร้างจริง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินว่าเศรษฐกิจสูญเสียไปกว่า 118.5 พันล้านเปโซ หรือประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่รัฐมนตรีวางแผนเศรษฐกิจระบุว่าอาจมีการรั่วไหลของงบสูงถึง 70% ตั้งแต่เรื่องอื้อฉาวเริ่มเปิดโปง

นอกจากนี้ วิกฤตที่เกิดขึ้นยิ่งทวีความรุนแรง หลังฟิลิปปินส์เผชิญพายุเกิน 20 ลูกในปีเดียว โดยไต้ฝุ่นคัลมาเอกิคร่าชีวิตกว่า 269 ศพ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ตามด้วยไต้ฝุ่นฟงหว่อง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 28 ศพ และต้องอพยพประชาชนกว่า 1.4 ล้านคน

ทางด้านด้านโพลของ Social Weather Stations ระบุว่า คนกรุงมะนิลามากกว่า 80% เชื่อว่าคอร์รัปชันเลวร้ายลงในยุคมาร์กอส จูเนียร์.

นักวิทย์เผย “จูบแรก” เกิดขึ้นตั้งแต่ 20 ล้านปีก่อน โดยบรรพบุรุษตระกูลไพรเมต

นักวิทย์เผย "จูบแรก" เกิดขึ้นตั้งแต่ 20 ล้านปีก่อน โดยบรรพบุรุษตระกูลไพรเมต

19 พ.ย. 2568 10:36 น.

นักวิทย์เผย “จูบแรก” เกิดขึ้นตั้งแต่ 20 ล้านปีก่อน โดยบรรพบุรุษตระกูลไพรเมต

ทีมนักวิจัยเผยผลการศึกษาชิ้นใหม่ พบว่าการจูบไม่ได้เริ่มต้นจากคู่รักมนุษย์ แต่ย้อนไปไกลถึงบรรพบุรุษของไพรเมตเมื่อราว 20 ล้านปีก่อน 

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและสถาบันเทคโนโลยีฟลอริดา ค้นพบคำตอบ หลังตั้งคำถามว่าพฤติกรรมการจูบ เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด เพราะในมุมมองเชิงวิวัฒนาการ การจูบ ไม่ได้ให้ประโยชน์ด้านการเอาตัวรอดอย่างชัดเจน และยังอาจเป็นพาหะของโรค หลังพบว่า มนุษย์ ชิมแปนซี โบโนโบ อุรังอุตัง และกอริลลา ล้วนมีพฤติกรรมการจูบ ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน

โดยทีมนักวิจัยผสานข้อมูลการสังเกตพฤติกรรมไพรเมต หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับวานร  กับข้อมูลสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ เพื่อย้อนเวลาและคำนวณช่วงเวลาที่การจูบเกิดขึ้นครั้งแรก

ดร.มาทิลดา บรินเดิล ผู้เขียนนำจากภาคชีววิทยา มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อธิบายว่า พวกเขาใช้โมเดลจำลองสถานการณ์เชิงวิวัฒนาการหลายรูปแบบ เพื่อคาดการณ์ช่วงเวลาที่พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นครั้งแรก ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการตามโมเดลนับล้านครั้ง ผลลัพธ์ชี้ว่าจูบแรก น่าจะเกิดขึ้นราว 21.5–16.9 ล้านปีก่อน โดยงานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Evolution and Human Behaviour

อย่างไรก็ตาม คำว่า “จูบ” ในงานวิจัยนี้ไม่ได้หมายถึงความโรแมนติก แต่หมายถึง “การสัมผัสปากต่อปากแบบไม่ก้าวร้าวและไม่เกี่ยวกับการป้อนอาหาร” ซึ่งรวมถึงทั้งการจูบเชิงชู้สาว และการจูบแบบเพื่อนหรือคนในครอบครัว

สาเหตุว่าทำไมการจูบถึงเกิดขึ้นและยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียง แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าการจูบเชิงชู้สาวอาจใช้ ประเมินคุณภาพคู่ครอง หรือเพิ่มโอกาสปฏิสนธิด้วยการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ส่วนการจูบแบบเพื่อนหรือในครอบครัวอาจช่วย สร้างสายสัมพันธ์ และจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมที่ซับซ้อน

งานวิจัยยังชี้ว่า มนุษย์สมัยใหม่และมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล น่าจะจูบกันด้วย เนื่องจากมีหลักฐานว่าทั้งสองสายพันธุ์มีการผสมข้ามเผ่าพันธุ์ และยังมีจุลชีพในช่องปากร่วมกัน ซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขาเคยแลกน้ำลายกัน หลังจากที่สายพันธุ์ทั้งสองแยกจากกันเมื่อราว 450,000–750,000 ปีก่อน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จูบแรก