สื่อโซเชียลหลักขานรับ เตรียมปิดบัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย ตามกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียมีผล 10 ธ.ค.นี้

สื่อโซเชียลหลักขานรับ เตรียมปิดบัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย ตามกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียมีผล 10 ธ.ค.นี้

20 พ.ย. 2568 10:08 น.

สื่อโซเชียลหลักขานรับ เตรียมปิดบัญชีวัยรุ่นออสเตรเลีย ตามกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียมีผล 10 ธ.ค.นี้

บริษัท Meta เตรียมปิดบัญชีผู้ใช้วัยรุ่นล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2025 เป็นต้นไป ขานรับกฎหมายคุมโซเชียลมีเดียของออสเตรเลียที่ประกาศแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่ให้ใช้โซเชียล

ออสเตรเลียเริ่มเดินหน้าบังคับใช้มาตรการควบคุมโซเชียลมีเดียครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลประกาศแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่ให้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั่วประเทศ ส่งผลให้ Instagram, Facebook และ Threads เตรียมปิดบัญชีผู้ใช้วัยรุ่นล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2025 เป็นต้นไป

โดยบริษัท Meta เจ้าของ Instagram, Facebook และ Threads เปิดเผยว่าได้เริ่มส่ง ข้อความ แจ้งเตือนทางอีเมล และข้อความในแอป ให้ผู้ใช้ที่บริษัทเชื่อว่าอายุ 13–15 ปี ได้ทราบแล้วว่าบัญชีของพวกเขาจะเริ่มถูกปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคมนี้

กฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปีของออสเตรเลียจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 10 ธันวาคม ครอบคลุมแพลตฟอร์มสำคัญ เช่น TikTok, YouTube, X (Twitter), Reddit และแพลตฟอร์มอื่นๆ

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี ระบุว่ากฎหมายนี้เป็นมาตรการระดับโลก ที่มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเป็นเด็ก และปกป้องพวกเขาจากความเสี่ยงบนโลกออนไลน์

โดยตั้งแต่ 4 ธันวาคมเป็นต้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีจะ ไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่บนแพลตฟอร์มของ Meta ได้บริษัทแนะนำให้วัยรุ่นที่ได้รับผลกระทบ ดาวน์โหลดรูป วิดีโอ และข้อความทั้งหมด ก่อนที่บัญชีจะถูกปิดใช้งานถาวร แต่หากผู้ใช้งานเชื่อว่าตนมีอายุถึงเกณฑ์ สามารถอุทธรณ์ได้โดยส่ง วิดีโอเซลฟี เพื่อให้ระบบตรวจสอบอายุด้วยการสแกนใบหน้า และใช้ใบอนุญาตขับขี่ หรือบัตรประชาชนที่ทางการออกให้

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายใหม่ แพลตฟอร์มโซเชียลที่ไม่ดำเนินการคัดกรองอายุผู้ใช้อย่างเหมาะสม อาจถูกปรับสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1.2 พันล้านบาท

Julie Inman Grant กรรมการ e-Safety ของออสเตรเลีย ระบุว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องวัยรุ่นจากความกดดันบนโลกโซเชียล ความเสี่ยงจากเนื้อหาอันตราย การติดต่อกับบุคคลแปลกหน้า และปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากออนไลน์มากเกินไป

ความเข้มงวดนี้ทำให้แพลตฟอร์มเกมชื่อดัง Roblox รีบปรับนโยบาย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจัดอยู่ในกลุ่มแพลตฟอร์มต้องแบน โดยประกาศว่าผู้ใช้ต่ำกว่า 16 ปีจะไม่สามารถแชตกับผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักได้ พร้อมทดลองระบบตรวจสอบอายุในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเนเธอร์แลนด์ก่อนในเดือนธันวาคม

สำหรับแพลตฟอร์มที่ถูกแบนสำหรับผู้ใช้ต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย ได้แก่ Facebook, Instagram, Threads, TikTok, Snapchat, Reddit, Kick, X (Twitter), YouTube

ส่วนแพลตฟอร์มที่ไม่ถูกแบน ได้แก่ Discord, GitHub, Google Classroom, LEGO Play, Messenger, Roblox, Steam / Steam Chat, WhatsApp, YouTube Kids

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แบนโซเชียล

เจ้าหญิงไอโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ของลาว

เจ้าหญิงไอโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ของลาว

20 พ.ย. 2568 10:04 น.

เจ้าหญิงไอโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง ของลาว

เจ้าหญิงไอโกะ แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองหลวงพระบาง ของลาว เพื่อเยี่ยมชมวัด พิพิธภัณฑ์ รพ.เด็กที่ก่อตั้งโดยองค์กรญี่ปุ่น พร้อมสะท้อนความตระหนักถึงปัญหาระเบิดตกค้างในลาว 

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า เจ้าหญิงไอโกะ พระชนม์ 23 พรรษา พระธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ จักรพรรดิ์องค์ปัจจุบัน และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ได้เสด็จเยือนประเทศลาวอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

โดยเจ้าหญิงได้เสด็จเยี่ยมโรงเรียนที่กรุงเวียงจันทน์ โดยชมครูญี่ปุ่นที่ประจำการสอนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้กับนักเรียนลาว และยังเสด็จไปยังศูนย์จัดแสดงเกี่ยวกับวัตถุระเบิดตกค้างจากยุคสงครามเวียดนามในปี 1960-70 รวมถึงชมศูนย์สอนศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น

ผู้ช่วยเสด็จพระราชดำเนินเล่าว่า เจ้าหญิงรู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อได้รับภาพวาดพระองค์เองจากตัวแทนโรงเรียน ขณะเดียวกัน เมื่อเสด็จไปยังศูนย์จัดแสดงวัตถุระเบิดตกค้าง ทรงทราบข้อมูลว่า ราว 1 ใน 3 ของพื้นที่ลาวยังคงมีระเบิดตกค้าง เจ้าหญิงจึงตระหนักถึงความรุนแรงและผลกระทบของปัญหานี้ต่อประชาชน

สำหรับในหลวงพระบาง เจ้าหญิงไอโกะมีกำหนดเสด็จเยือน วัดเชียงทอง และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง เพื่อทรงรำลึกถึงร่องรอยประวัติศาสตร์ โดยเส้นทางการเสด็จของเจ้าหญิงจะคล้ายกับพระบิดา สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เมื่อครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารในระหว่างเสด็จเยือนไลฟ์อย่างเป็นทางการในปี 2555

นอกจากนี้ เจ้าหญิงจะเสด็จไปเยือน โรงพยาบาลเด็ก ที่ก่อตั้งโดยองค์กรไม่แสวงผลกำไรจากญี่ปุ่น เพื่อทรงให้กำลังใจเด็กผู้ป่วยและทีมแพทย์ พร้อมสะท้อนความสัมพันธ์ด้านมนุษยธรรมระหว่างญี่ปุ่นและลาว.

ที่มา NHK

ไฟไหม้ศาลเจ้าเหวินชาง วัดศักดิ์สิทธิ์ในจีน คาดสาเหตุมาจากนักท่องเที่ยวขึ้นไปจุดธูปเทียนไหว้พระ

ไฟไหม้ศาลเจ้าเหวินชาง วัดศักดิ์สิทธิ์ในจีน คาดสาเหตุมาจากนักท่องเที่ยวขึ้นไปจุดธูปเทียนไหว้พระ

20 พ.ย. 2568 09:45 น.

ไฟไหม้ศาลเจ้าเหวินชาง วัดศักดิ์สิทธิ์ในจีน คาดสาเหตุมาจากนักท่องเที่ยวขึ้นไปจุดธูปเทียนไหว้พระ

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรง เผาวอดศาลาเหวินชาง วัดศักดิ์สิทธิ์บนเขาเฟิ่งหวง ในมณฑลเจียงซู หลังนักท่องเที่ยวทำธูปเทียนล้มใส่จุดติดโครงสร้างศาลา 

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาเหวินชาง ภายในวัดบนภูเขาเฟิ่งหวง เมืองจางเจียกัง มณฑลเจียงซู ของจีน โดยเพลิงลุกไหม้รุนแรงเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังมีรายงานว่านักท่องเที่ยวได้จุดธูปเทียนไหว้พระแล้วเกิดธูปเทียนล้มใส่โครงสร้าง จากนั้นได้เกิดไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เห็นไฟไหม้ลามบนอาคารสูงสามชั้นจากบริเวณยอดลงมาถึงฐาน ควันดำลอยสูงขึ้นฟ้า พร้อมชิ้นส่วนหลังคาร่วงลงมากลางเสียงแตกกระจาย ทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนต้องรีบอพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไฟไม่ได้ลามเข้าเขตป่าใกล้เคียง ขณะเดียวกันทีมสอบสวนเบื้องต้นระบุชัดว่า ต้นเหตุเกิดจากการใช้ธูปเทียนอย่างไม่เหมาะสม ของนักท่องเที่ยวรายหนึ่งที่ขึ้นมาทำบุญบนยอดเขา

ข้อมูลจากทางการระบุว่า ศาลาเหวินชางสร้างเมื่อปี 2552 (ค.ศ. 2009) ด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และไม่ได้เก็บรักษาโบราณวัตถุใดๆ ภายใน เนื่องจากอาคารทั้งหมดในวัดเป็นการก่อสร้างขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบัน แม้ประวัติวัดยงชิงที่อยู่ใกล้เคียงจะสืบย้อนไปหลายศตวรรษก็ตาม

ศาลาหลังนี้ได้รับการว่าจ้างก่อสร้างตั้งแต่ปี  2551 ก่อนเสร็จสมบูรณ์ในปีถัดมา และอยู่ในการดูแลของวัดยงชิงเรื่อยมา ทางเจ้าหน้าที่เผยว่า ขณะนี้ยังคงสอบสวนต่อเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด พร้อมประกาศเข้มมาตรการป้องกันไฟไหม้ในเขตเทือกเขาเฟิ่งหวง เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอยในอนาคต.

ประเดิมสำรวจ เขตแดน หลัก 42 สระแก้ว “โดรน” ถ่ายภาพมุมสูงพิสูจน์จากระบบไลด้า

ประเดิมสำรวจ เขตแดน หลัก 42 สระแก้ว “โดรน” ถ่ายภาพมุมสูงพิสูจน์จากระบบไลด้า

ประเดิมสำรวจ เขตแดน หลัก 42 สระแก้ว “โดรน” ถ่ายภาพมุมสูงพิสูจน์จากระบบไลด้า

20 พ.ย. 2568 08:41 น.

กองทัพบกนำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ติดตามสถานการณ์ ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาและตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมสำรวจสภาพความเสียหายจากการยิงยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา ด้าน

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

20 พ.ย. 2568 06:13 น.

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ เดินทางถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ไว้แล้ว

เมื่อ 19 พ.ย. 2568 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) เดินทางถึงประเทศยูเครนแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับความพยายามในการยุติสงครามกับรัสเซีย โดยทีมงานซึ่งนำโดยนาย แดน ดริสโคลล์ เลขาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ จะพบกับ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนในวันพฤหัสบดีนี้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สื่อต่างๆ เริ่มรายงานว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ทั้งหมด 28 ข้อ ซึ่งมีข้อตกลงที่ยูเครนจะต้องยอมผ่อนปรนครั้งใหญ่ รวมถึงสละดินแดนและอาวุธบางส่วน แต่ทั้งวอชิงตันและมอสโกยังไม่ได้ยืนยันแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในเมืองเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครน และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 70 ราย

พันเอกเดวิด บัตเลอร์ โฆษกกองทัพบกสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เลขาธิการดริสโคลล์และคณะ เดินทางถึงกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อเช้าวันพุธ (19 พ.ย.) เพื่อปฏิบัติภารกิจในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ของยูเครน และจะมีการหารือเรื่องการยุติสงคราม

นายดริสโคลล์เดินทางมาพร้อมกับพลเอกแรนดี จอร์จ เสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ, พลเอกคริส โดนาฮิว ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ในยุโรป โดยนายดริสโคลล์และพลเอกจอร์จ เป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ได้เดินทางเยือนกรุงเคียฟของยูเครน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยูเครนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว ซีบีเอส ว่า การเจรจาในการเดินทางครั้งนี้จะเน้นไปที่สถานการณ์ทางทหารภาคพื้นดิน รวมถึงแผนการหยุดยิงที่เป็นไปได้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ขอออกนามรายหนึ่งกล่าวว่า “ประธานาธิบดีเซเลนสกีและทรัมป์ได้ตกลงที่จะหยุดความขัดแย้งตามแนวปะทะที่มีอยู่แล้ว และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ อินโดฯ เตือนภัยขั้นสูงสุด อพยพคน 3 หมู่บ้าน (คลิป)

20 พ.ย. 2568 06:02 น.

ภูเขาไฟเซเมรูปะทุ อินโดฯ เตือนภัยขั้นสูงสุด อพยพคน 3 หมู่บ้าน (คลิป)

ภูเขาไฟเซเมรูของอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านขึ้นฟ้า และทำให้ลาวาทะลักไหลไกลหลายกิโลเมตร ทางการต้องอพยพผู้คนจากหมู่บ้านความเสี่ยงสูง 3 แห่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟเซเมรู และเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เกิดปะทุในวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 ทำให้หลายหมู่บ้านถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่านที่ตกลงมา จนประชาชนต้องอพยพ ขณะที่ทางการยกระดับการเตือนภัยขึ้นสู่ระดับสูงสุด

สำนักงานธรณีวิทยาของอินโดนีเซียระบุในแถลงการณ์ว่า ภูเขาไฟเซเมรูในจังหวัดชวาตะวันออกพ่นกลุ่มควัน, เถ้าถ่านร้อนจัด ขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 2 กม. ในขณะที่ส่วนผสมของหิน ลาวา และก๊าซ เคลื่อนตัวลงมาตามความลาดชันของภูเขาเป็นระยะทางกว่า 7 กม. ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงช่วงค่ำ

สำนักงานธรณีวิทยาระบุว่า การปะทุที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ทำให้ทางการต้องยกระดับการเตือนภัยของภูเขาไฟถึงสองครั้ง แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นายอับดุล มูฮารี โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้อยู่อาศัยกว่า 300 คนใน 3 หมู่บ้านที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในเขตลูมาจัง (Lumajang) ถูกอพยพไปยังที่พักพิงของรัฐบาล

นายมูฮารีกล่าวอีกว่า ความเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นของภูเขาไฟในช่วงบ่ายวันพุธ ทำให้ทางการต้องขยายพื้นที่อันตรายออกไปเป็น 8 กิโลเมตรจากปล่องภูเขาไฟ ประชาชนได้รับคำแนะนำให้อยู่ห่างจากพื้นที่ตามแนวแม่น้ำ เบซุก โคโบกัน (Besuk Kobokan) ซึ่งเป็นเส้นทางการไหลของลาวา

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งช่วยเหลือผู้คนประมาณ 178 คน ซึ่งติดอยู่ที่จุดเฝ้าระวัง รานู คุมโบโล บริเวณทางลาดด้านเหนือของภูเขาเซเมรู ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,676 เมตร โดยกลุ่มคนดังกล่าวประกอบด้วยนักปีนเขา 137 คน ลูกหาบ 15 คน มัคคุเทศก์ 7 คน และเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยว 6 คน

ทั้งนี้ ภูเขาไฟเซเมรู หรือที่รู้จักกันในชื่อ มาฮาเมรู เกิดการปะทุมาแล้วหลายครั้งในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ 129 แห่งในอินโดนีเซีย ผู้คนนับหมื่นยังคงอาศัยอยู่บนเนินเขาที่อุดมสมบูรณ์ของภูเขาไฟแห่งนี้

การปะทุครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดของภูเขาไฟเซเมรูเกิดขึ้นในเดือน ธันวาคม 2564 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 51 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟไหม้หลายร้อยคน หมู่บ้านต่างๆ ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นโคลน ทำให้ต้องอพยพผู้คนกว่า 10,000 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

สหรัฐฯ คอนเฟิร์ม ขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน

สหรัฐฯ คอนเฟิร์ม ขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน

20 พ.ย. 2568 04:05 น.

สหรัฐฯ คอนเฟิร์ม ขายระบบป้องกันทางอากาศ NASAMS ให้ไต้หวัน

ทางการสหรัฐฯ ยืนยัน จะขายระบบมิสไซล์ป้องกันทางอากาศรุ่นใหม่ NASAMS มูลค่า 700 ล้านดอลลาร์ให้แก่ไต้หวัน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้

เมื่อวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 ทางการสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า พวกเขาตกลงขายระบบขีปนาวุธป้องกันการโจมตีทางอากาศขั้นสูง มูลค่าเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ไต้หวัน นับเป็นการประกาศแพ็กเกจการขายอาวุธชุดที่ 2 ในรอบ 1 สัปดาห์ และเป็นการยืนยันการสนับสนุนของสหรัฐฯ ที่มอบให้ดินแดนเกาะแห่งนี้

อาวุธล่าสุดที่สหรัฐฯ จะขายให้ไต้หวันคือ ระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศขั้นสูงแห่งชาติ (NASAMS) ซึ่งเป็นมิสไซล์ป้องกันพิสัยทำการระยะกลาง ผลิตโดยบริษัท RTX โดยในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีเพียงออสเตรเลียกับอินโดนีเซียเท่านั้นที่มีอาวุธชนิดนี้อยู่ในกองทัพ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัท RTX ได้รับสัญญาราคาซื้อคงที่ สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างระบบ NASAMS โดยคาดว่าการผลิตจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2574

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เพิ่งอนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ และชิ้นส่วนอากาศยานอื่นๆ ให้แก่ไต้หวัน ในราคา 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. โดยนี่นับเป็นข้อตกลงการซื้อขายอาวุธให้ไต้หวันครั้งแรกนับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งสร้างความยินดีให้ไต้หวัน และทำให้จีนไม่พอใจ

ข่าวการขายอาวุธนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตทางการทูตระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น หลังจากนาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเมื่อ 7 พ.ย. ว่า ญี่ปุ่นอาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร หากจีนโจมตีไต้หวันแล้วทำให้การดำรงอยู่ของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซีอีโอฮุนไดอ้าง สหรัฐฯ ขอโทษ กรณีบุกตรวจค้นโรงงานที่รัฐจอร์เจีย

ซีอีโอฮุนไดอ้าง สหรัฐฯ ขอโทษ กรณีบุกตรวจค้นโรงงานที่รัฐจอร์เจีย

20 พ.ย. 2568 02:18 น.

ซีอีโอฮุนไดอ้าง สหรัฐฯ ขอโทษ กรณีบุกตรวจค้นโรงงานที่รัฐจอร์เจีย

ซีอีโอของบริษัท ฮุนได เปิดเผยว่า ทำเนียบขาวสหรัฐฯ กับผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย โทรศัพท์มาขอโทษเขา ต่อกรณีการบุกตรวจค้นโรงงานในรัฐจอร์เจียเมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งมีการจับกุมคนงานหลายร้อยราย

เมื่อวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 นายโฮเซ่ มูนญอซ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท ฮุนได เปิดเผยว่า ทำเนียบขาวสหรัฐฯ โทรศัพท์หาเขาเป็นการส่วนตัว เพื่อขอโทษต่อกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบุกตรวจค้นโรงงานของบริษัทฮุนไดในรัฐจอร์เจีย และจับกุมแรงงานไปเป็นจำนวนหลายร้อยคนเมื่อเดือนกันยายน

ในการประชุมผู้นำธุรกิจ “Bloomberg New Economy Forum” ที่สิงคโปร์ นายมูนญอซกล่าวว่า ผู้ว่าการรัฐจอร์เจียก็โทรมาหาเขาเช่นกัน และกล่าวว่า “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ไม่ใช่อำนาจของรัฐ”

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน มีการจับกุมคนงานชาวเกาหลีใต้มากกว่า 300 คน ในการบุกตรวจค้นโรงงานแบตเตอรี่ที่ดำเนินการโดยฮุนไดและบริษัทแอลจี (LG) ซึ่งเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลีใต้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับกรุงโซลตึงเครียดขึ้น

ภาพที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์และสื่อต่างๆ แสดงให้เห็นว่า ระหว่างการบุกตรวจค้น คนงานถูกบังคับให้นั่งกับพื้นโรงงานขณะที่เจ้าหน้าที่ใส่กุญแจที่ขาของพวกเขา ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างหนักในเกาหลีใต้

หลังจากนั้น คนงานถูกกักตัวไว้นานกว่า 1 สัปดาห์ ในขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้จัดการเจรจาเร่งด่วนกับสหรัฐฯ และทำให้คนงานถูกส่งตัวกลับประเทศในเวลาต่อมา

นายมูนญอซอ้างว่า มีคนโทรศัพท์ไปแจ้งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และทำให้ดูเหมือนว่ามีผู้อพยพผิดกฎหมายอยู่ที่โรงงานในรัฐจอร์เจีย ซึ่งไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน

เขากล่าวเสริมว่า การบุกตรวจค้นครั้งนั้น เป็นเรื่องน่าประหลาดใจในทางที่ไม่ดี แต่บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าในสหรัฐฯต่อไป

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาต่อต้านการบุกตรวจค้นดังกล่าวอย่างยิ่ง และว่าสหรัฐฯ มีความเข้าใจร่วมกับประชาคมโลก ถึงความจำเป็นในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเพื่อตั้งโรงงานเฉพาะทางและฝึกอบรมคนงานท้องถิ่น

อนึ่ง แม้ว่าการบุกตรวจค้นจะเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ แต่ทั้งสองประเทศก็ประกาศในเดือนตุลาคมว่า พวกเขาได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าในวงกว้างแล้ว โดยภายใต้ข้อตกลง ทั้งสองฝ่ายได้ลดภาษีตอบโต้กันจาก 25% เป็น 15% ขณะที่เกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลงทุน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

20 พ.ย. 2568 00:22 น.

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

รัสเซียระดมโจมตีเมืองในภาคตะวันตกของยูเครนอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และโจมตีภาคพลังงานจนทางการยูเครนต้องประกาศตัดไฟเพิ่มอีก

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 รัสเซียเปิดฉากโจมตีเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธครั้งใหญ่ที่สุด โดยการโจมตีถูกอาคารชุด 2 แห่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 73 ราย ซึ่ง 15 รายในนี้เป็นเด็ก

นี่ถือเป็นการโจมตีพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครนครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของรัสเซีย นับตั้งแต่ที่มอสโกเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบในปี 2565

แคว้นทางตะวันตกอีก 2 แห่ง คือแคว้น ลวิฟ (Lviv) และ อิวาโน-ฟรังคิฟสค์ (Ivano-Frankivsk) ก็ถูกโจมตีเช่นกัน นอกจากนั้น โดรนของรัสเซียยังมุ่งเป้าไปที่สามเขตของเมืองคาร์คิฟ (Kharkiv) ทางตอนเหนือ ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย ภาพถ่ายที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นอาคารและรถยนต์กำลังถูกไฟลุกไหม้

กองทัพอากาศยูเครนกล่าวว่า พวกเขายิงทำลายโดรนที่รัสเซียส่งเข้ามาได้ 442 ลำ จาก 476 ลำ และทำลายขีปนาวุธได้ 41 ลูก จาก 48 ลูกที่ถูกยิงเข้ามา

ทั้งนี้ เมืองเทอร์โนปิล ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับชายแดนโปแลนด์มากกว่ากรุงเคียฟ ถูกรัสเซียโจมตีไม่บ่อยนักนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นภาพอาคารชุดหนึ่งในสองแห่งได้ถล่มลงมาอย่างสิ้นเชิง ส่วนนายอีฮอร์ คลีเมนโก รัฐมนตรีมหาดไทยกล่าวว่าอาคารถูกทำลายระหว่างชั้นที่สามถึงชั้นที่เก้า

นายเซเลนสกีกล่าวว่า การโจมตีทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และมีรายงานว่ามีผู้ประสบเหตุจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ควันไฟพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่าง และมีกองไฟเล็ก ๆ ลุกไหม้อยู่นอกอาคารชุด

อีกด้านหนึ่ง รัสเซียยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยภาคพลังงานในแคว้นอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ (Ivano-Frankivsk) ถูกโจมตี ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 ราย

รัสเซียระดมโจมตีภาคพลังงานของยูเครนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา และยกระดับการโจมตีขึ้นอีกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ส่งผลให้ทางการยูเครนต้องตัดไฟบางพื้นที่เพื่อแบ่งสันปันส่วนการใช้ไฟฟ้า และหลังจากการโจมตีครั้งล่าสุด กระทรวงพลังงานก็ประกาศตัดกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือข้ามฟากเกาหลีใต้ เกยตื้นนอกชายฝั่ง อพยพผู้โดยสารยกลำ 246 คน

เรือข้ามฟากเกาหลีใต้ เกยตื้นนอกชายฝั่ง อพยพผู้โดยสารยกลำ 246 คน

19 พ.ย. 2568 23:07 น.

เรือข้ามฟากเกาหลีใต้ เกยตื้นนอกชายฝั่ง อพยพผู้โดยสารยกลำ 246 คน

เรือข้ามฟากขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้เกยตื้นใกล้ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ทำให้ต้องอพยพลูกเรือทั้งหมด โดยพบผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย 5 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือข้ามฟากของประเทศเกาหลีใต้ชื่อว่า “ควีน เจนูเวีย 2” (Queen Jenuvia 2) ประสบเหตุแล่นไปติดอยู่บนแนวปะการังและไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้ต้องอพยพผู้โดยสารบนเรือทั้งหมด 246 คน

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับเกาะจางซาน ในเขตซินัน เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น โดยเรือเกยตื้นบนโขดหินใกล้กับเกาะจ็อกโดซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ ซึ่งข่าวล่าสุดระบุว่า ผู้โดยสารทุกคนได้รับการอพยพอย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนตัวเรือยังไม่มีความเสี่ยงที่จะจมหรือพลิกคว่ำแต่อย่างใด

สื่อท้องถิ่นรายงานด้วยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 รายจากแรงกระแทกขณะเกิดการเกยตื้น ขณะที่ลูกเรือบางคนจากทั้งหมด 21 คนยังคงอยู่บนเรือ เพื่อคอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ยามฝั่ง

นาย คิม มิน-ซ็อก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ออกคำสั่งให้ระดมเรือที่ออกปฏิบัติการได้ทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือเรือเฟอร์รี่ลำดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่ง วางแผนที่จะลากเรือลำดังกล่าวเข้าฝั่งในช่วงน้ำขึ้น

ทั้งนี้ เรือ ควีน เจนูเวีย 2 ขนาด 26,000 ตันลำนี้ กำลังเดินทางไปยังเมืองท่ามกโพ (Mokpo) หลังออกเดินทางจากเกาะเจจู พร้อมกับผู้โดยสาร 246 คน และลูกเรือ 21 คน

จุดเกิดเหตุเกยตื้นอยู่ใกล้กับจุดที่เรือข้ามฟาก “เซวอน” ล่มในปี 2557 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษา และซากเรือเซวอนที่ถูกกู้ขึ้นมาในอีก 3 ปีให้หลัง ก็ถูกลากไปยังเมืองมกโพเช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc