นายกฯ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัด ยันไทยไม่มีรบแพ้

นายกฯ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัด ยันไทยไม่มีรบแพ้

20 พ.ย. 2568 19:22 น.

นายกฯ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัด ยันไทยไม่มีรบแพ้

“อนุทิน” ยัน ไทยไม่มีเสียเปรียบ รบแพ้ไม่มีแน่นอน ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัดระหว่าง AOT ลงพื้นที่จ.ตราด ชัดแล้วใครกันแน่ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 20 พ.ย. 2568 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมงานสัมมนา “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย โดยนายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Change for the Future” มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วันนี้ไปงานอะไรผู้นำแต่ละประเทศต่างมีบทพูดคล้าย ๆ กัน มีศัพท์ใหม่ ๆ เหมือน ๆ กันทำให้เห็นว่าโลกทั้งโลกยอมรับว่าถ้าจะอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขต้องอยู่ใต้กติกาเดียวกัน และประเทศไทยก็ไม่ได้ตกขบวนเหล่านี้ ส่วนที่กลัวว่าภูมิรัฐศาสตร์ของโลกจะวุ่นวาย ตนเห็นว่าไม่มีใครอยากเดินถอยหลังไปสู่การใช้อาวุธสู้รบ ประเทศเพื่อนบ้านเลี่ยงได้ก็เลี่ยงใช้วิธีเจรจาทางการทูต แต่ทำให้เขาเห็นว่าถ้าข้ามเส้นมาก็รอดูแล้วกัน ตนถึงใช้คำว่าแม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ ขอให้สบายใจประเทศจะไม่สูญเสียอธิปไตยหรือเสียเปรียบเขา รบแพ้ ไม่มีแน่นอน พี่ๆในกองทัพทุกคนมั่นใจ แต่บอกว่าอย่าให้ไปถึงจุดนั้น แต่ถ้าจำเป็นก็พร้อม เมื่อได้ยินคำนี้มาก็รู้จะไปต่ออย่างไรในการไปคุยกับประเทศคู่กรณี รวมถึงประเทศที่อาสามาเป็นคนกลาง สุดท้ายทุกอย่างต้องเป็นไปได้ตามที่เราต้องการ มีออกนอกกรอบนิดนึงแต่เราก็ปรับเปลี่ยนแล้วไปต่อ วันนี้ประเทศไทยพร้อมแล้ว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บอกว่าอยากให้ลดภาษีมากกว่านี้ ก็โชว์ว่าไปกอบกู้ทุ่นระเบิด แต่ต้องมีความปลอดภัย เรากู้ได้ให้เขาเห็น ฉะนั้นถ้าเราจบกับเขาได้โดยที่เราไม่เสียประโยชน์อะไรก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำการที่จะรักษาความสมดุลได้นั้น ความยืดหยุ่นต้องมีความสำคัญมาก เราต้องพร้อมที่จะปรับแผนตลอดเวลาและดำเนินต่อไป

บอก เฮลท์ แคร์ ไทยเป็นที่หนึ่งในโลก

นายอนุทิน กล่าวว่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่เราพูดแล้วสะกดทุกคนได้คือ เฮลท์ แคร์ เรื่องการรักษาโรคเพราะสิ่งที่เรามีมากกว่าประเทศอื่นคือความใส่ใจ เวลาไปฉีดวัคซีนเมืองนอกเขาไม่บรรจง แต่ประเทศไทย พยาบาลของเราก็จะฉีดดูแลอย่างดี ทำฉีดเสร็จแล้วยังไม่รู้ นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยมีโม้ได้ ภาพเหล่านี้เขาไม่มีทางหาได้ในประเทศของเขา สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยขายได้แล้วก็ไม่มีใครมาเถียง เราเป็นหนึ่งเดียวของโลกใบนี้

ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบกัมพูชาจุดประทัดระหว่าง AOT ลงพื้นที่จ.ตราด

จากนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชามีการจุดประทัดระหว่างที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ลงพื้นที่ที่บ้านชำราก จังหวัดตราด ว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีคนรับผิดชอบ ก่อนย้อนถามกลับว่า แล้วแบบนี้ใครเป็นคนละเมิด Joint declaration แน่นอนว่าไม่ใช่ไทย เพราะวันนี้คณะ AOT พร้อมที่จะออกมายืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นผู้ละเมิดข้อตกลง

ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงต้องมีการส่งเรื่องดังกล่าวให้กับผู้ที่รับผิดชอบรับทราบ เพราะหากไม่มีความปลอดภัย จะพาเขามาเสี่ยงกับเราไม่ได้ แต่ถ้าเสี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีคนไปบอกคู่กรณีของเราว่าจะดำเนินการรับรองความปลอดภัยอย่างไร เราถึงจะกู้ทุ่นระเบิดได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังย้ำด้วยว่า เรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่า ต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างมีมนุษยธรรม ดังนั้นหากเป็นการกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์แล้ว ไม่ว่าเป็นทุ่นระเบิดของใครก็ต้องเก็บกู้ เพราะถือเป็นกติกาของโลก ขณะเดียวกันใน Joint declaration ก็กำหนดไว้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม

นายกฯ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัด ยันไทยไม่มีรบแพ้

นายกฯ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัด ยันไทยไม่มีรบแพ้

20 พ.ย. 2568 19:22 น.

นายกฯ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัด ยันไทยไม่มีรบแพ้

“อนุทิน” ยัน ไทยไม่มีเสียเปรียบ รบแพ้ไม่มีแน่นอน ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบทหารกัมพูชาจุดประทัดระหว่าง AOT ลงพื้นที่จ.ตราด ชัดแล้วใครกันแน่ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 20 พ.ย. 2568 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมงานสัมมนา “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย โดยนายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Change for the Future” มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วันนี้ไปงานอะไรผู้นำแต่ละประเทศต่างมีบทพูดคล้าย ๆ กัน มีศัพท์ใหม่ ๆ เหมือน ๆ กันทำให้เห็นว่าโลกทั้งโลกยอมรับว่าถ้าจะอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขต้องอยู่ใต้กติกาเดียวกัน และประเทศไทยก็ไม่ได้ตกขบวนเหล่านี้ ส่วนที่กลัวว่าภูมิรัฐศาสตร์ของโลกจะวุ่นวาย ตนเห็นว่าไม่มีใครอยากเดินถอยหลังไปสู่การใช้อาวุธสู้รบ ประเทศเพื่อนบ้านเลี่ยงได้ก็เลี่ยงใช้วิธีเจรจาทางการทูต แต่ทำให้เขาเห็นว่าถ้าข้ามเส้นมาก็รอดูแล้วกัน ตนถึงใช้คำว่าแม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ ขอให้สบายใจประเทศจะไม่สูญเสียอธิปไตยหรือเสียเปรียบเขา รบแพ้ ไม่มีแน่นอน พี่ๆในกองทัพทุกคนมั่นใจ แต่บอกว่าอย่าให้ไปถึงจุดนั้น แต่ถ้าจำเป็นก็พร้อม เมื่อได้ยินคำนี้มาก็รู้จะไปต่ออย่างไรในการไปคุยกับประเทศคู่กรณี รวมถึงประเทศที่อาสามาเป็นคนกลาง สุดท้ายทุกอย่างต้องเป็นไปได้ตามที่เราต้องการ มีออกนอกกรอบนิดนึงแต่เราก็ปรับเปลี่ยนแล้วไปต่อ วันนี้ประเทศไทยพร้อมแล้ว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บอกว่าอยากให้ลดภาษีมากกว่านี้ ก็โชว์ว่าไปกอบกู้ทุ่นระเบิด แต่ต้องมีความปลอดภัย เรากู้ได้ให้เขาเห็น ฉะนั้นถ้าเราจบกับเขาได้โดยที่เราไม่เสียประโยชน์อะไรก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำการที่จะรักษาความสมดุลได้นั้น ความยืดหยุ่นต้องมีความสำคัญมาก เราต้องพร้อมที่จะปรับแผนตลอดเวลาและดำเนินต่อไป

บอก เฮลท์ แคร์ ไทยเป็นที่หนึ่งในโลก

นายอนุทิน กล่าวว่าเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่เราพูดแล้วสะกดทุกคนได้คือ เฮลท์ แคร์ เรื่องการรักษาโรคเพราะสิ่งที่เรามีมากกว่าประเทศอื่นคือความใส่ใจ เวลาไปฉีดวัคซีนเมืองนอกเขาไม่บรรจง แต่ประเทศไทย พยาบาลของเราก็จะฉีดดูแลอย่างดี ทำฉีดเสร็จแล้วยังไม่รู้ นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยมีโม้ได้ ภาพเหล่านี้เขาไม่มีทางหาได้ในประเทศของเขา สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยขายได้แล้วก็ไม่มีใครมาเถียง เราเป็นหนึ่งเดียวของโลกใบนี้

ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบกัมพูชาจุดประทัดระหว่าง AOT ลงพื้นที่จ.ตราด

จากนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชามีการจุดประทัดระหว่างที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ลงพื้นที่ที่บ้านชำราก จังหวัดตราด ว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีคนรับผิดชอบ ก่อนย้อนถามกลับว่า แล้วแบบนี้ใครเป็นคนละเมิด Joint declaration แน่นอนว่าไม่ใช่ไทย เพราะวันนี้คณะ AOT พร้อมที่จะออกมายืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นผู้ละเมิดข้อตกลง

ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงต้องมีการส่งเรื่องดังกล่าวให้กับผู้ที่รับผิดชอบรับทราบ เพราะหากไม่มีความปลอดภัย จะพาเขามาเสี่ยงกับเราไม่ได้ แต่ถ้าเสี่ยงไม่ได้ ก็ต้องมีคนไปบอกคู่กรณีของเราว่าจะดำเนินการรับรองความปลอดภัยอย่างไร เราถึงจะกู้ทุ่นระเบิดได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังย้ำด้วยว่า เรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่า ต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างมีมนุษยธรรม ดังนั้นหากเป็นการกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์แล้ว ไม่ว่าเป็นทุ่นระเบิดของใครก็ต้องเก็บกู้ เพราะถือเป็นกติกาของโลก ขณะเดียวกันใน Joint declaration ก็กำหนดไว้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม

เวียดนามตัดสินจำคุก 2 ปี “ควีนเทียน” มิสแกรนด์อินเตอร์ฯ 2021 ฐานหลอกลวงผู้บริโภค

เวียดนามตัดสินจำคุก 2 ปี "ควีนเทียน" มิสแกรนด์อินเตอร์ฯ 2021 ฐานหลอกลวงผู้บริโภค

20 พ.ย. 2568 17:18 น.

เวียดนามตัดสินจำคุก 2 ปี “ควีนเทียน” มิสแกรนด์อินเตอร์ฯ 2021 ฐานหลอกลวงผู้บริโภค

ศาลประชาชนนครโฮจิมินห์มีคำตัดสินจำคุก “เหงียน ตุ๊ก ตุย เตียน” “เหงียน ถิ ท้าย หั่ง” และ “ฝ่าม กวาง ลิญ” คนละ 2 ปี ในข้อหา “หลอกลวงลูกค้า” ฐานหลอกลวงผู้บริโภคจากการโฆษณาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัมมีผัก “เครา” (Kera) ขณะที่ผู้บริหารบริษัทถูกลงโทษสูงกว่า ด้านทางการเวียดนามส่งสัญญาณเดินหน้าปราบปรามสินค้าลอกเลียนแบบและโฆษณาเท็จอย่างจริงจัง

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 19 พฤศจิกายน ศาลประชาชนนครโฮจิมินห์ได้มีคำพิพากษาในคดี “หลอกลวงลูกค้า” ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทร่วมทุน Chị Em Rọt Group (CER) และ Asian Life โดยมีบทลงโทษจำเลยกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ได้แก่ “เหงียน ตุ๊ก ตุย เตียน” หรือ “ควีนเทียน” มิสแกรนด์อินเตอร์ฯ 2021 “เหงียน ถิ ท้าย หั่ง” “ฝ่าม กวาง ลิญ” ที่ถูกตัดสินจำคุกคนละ 2 ปี

ส่วนจำเลยกลุ่มผู้บริหาร นายเล ต๊วน ลิญ ผู้อำนวยการและตัวแทนทางกฎหมายของบริษัท Chị Em Rọt) ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี 3 เดือน นายเล ถั่ญ คง กรรมการบริหาร ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี

นอกจากนั้น ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทุกคนต้องชำระค่าปรับเพิ่มเติมคนละ 50 ล้านดอง (ประมาณ 73,000 บาท)

อัยการประชาชนนครโฮจิมินห์ระบุในคำฟ้องว่า บริษัท Chị Em Rọt ได้ทำสัญญาจ้างบริษัท Asian Life ผลิตอาหารเสริม SuperGreens Gummies (ลูกอม Kera) แต่จำเลยทั้งหมด ไม่ได้มีการตรวจสอบหรือควบคุมคุณภาพสินค้า แม้จะทราบว่าปริมาณใยอาหารในลูกอมต่ำมากและ ไม่เป็นความจริงตามคำโฆษณาที่ว่า “ลูกอมหนึ่งเม็ดเท่ากับผักหนึ่งจาน” แต่ยังคงประกาศผลิตภัณฑ์ว่ามีส่วนผสมของผักและผลไม้ 10 ชนิดในสัดส่วน 28.13% และยังคงโฆษณาเกินจริงอย่างต่อเนื่อง

จำเลยได้ร่วมกันสร้างบทเพื่อถ่ายทำวิดีโอและไลฟ์สดขายสินค้า รวม 6 ครั้ง ระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2024 ถึง 16 มกราคม 2025 ทั้งสามคนร่วมกันขายลูกอมได้รวม 129,617 กล่อง ให้แก่ลูกค้า 56,385 ราย สร้างรายได้รวมกว่า 17,500 ล้านดอง และมีผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบกว่า 12,400 ล้านดองตามคำฟ้องของอัยการ

อัยการเห็นว่า “เหงียน ตุ๊ก ตุย เตียน” “เหงียน ถิ ท้าย หั่ง” และ “ฝ่าม กวาง ลิญ” ได้รับการพิจารณาให้มีปัจจัยลดโทษหลายประการ เช่น การให้การอย่างตรงไปตรงมา สำนึกผิด มีประวัติดี เคยได้รับประกาศเกียรติคุณ และเข้าร่วมกิจกรรมการกุศล โดยทั้งสามคนได้มีการระดมเงินจากครอบครัวเพื่อชดเชยความเสียหาย โดยรวมแล้วมีการคืนเงินให้ลูกค้ากว่า 1,300 ล้านดอง

ก่อนถูกจับ “เหงียน ตุ๊ก ตุย เตียน” เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโดดเด่นอย่างมากหลังคว้ามงกุฎมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนล 2021 ส่วน “ฝ่าม กวาง ลิญ” สร้างชื่อเสียงจากวิดีโอช่วยเหลือเกษตรกรในแองโกลา กลายเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการกลางของแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม ขณะที่ หั่ง ดู หมุก ถูกขนานนามว่าเป็น “เทพีไลฟ์สด” ด้วยยอดขายมหาศาล

การพิจารณาคดีครั้งนี้ ถือเป็นการพิจารณาคดีครั้งแรกที่มีคนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ ถูกนำตัวขึ้นศาลในปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ทางการเวียดนามได้ประกาศ “ทำสงคราม” กับสินค้าปลอมแปลงและโฆษณาเท็จ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา.

ที่มา BBC News Vietnamese

ปธน. ไล่ ชิง-เต๋อ ผู้นำไต้หวัน โชว์กินซูชิ เปิดตัวสนับสนุนญี่ปุ่น

ปธน. ไล่ ชิง-เต๋อ ผู้นำไต้หวัน โชว์กินซูชิ เปิดตัวสนับสนุนญี่ปุ่น

20 พ.ย. 2568 16:29 น.

ปธน. ไล่ ชิง-เต๋อ ผู้นำไต้หวัน โชว์กินซูชิ เปิดตัวสนับสนุนญี่ปุ่น

นายไล่ ชิง-เต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ได้แสดงการสนับสนุนประเทศญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย ด้วยการรับประทานอาหารกลางวันเป็นซูชิที่นำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ภายหลังจากที่จีนส่งสัญญาณว่าจะ สั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลทั้งหมดจากญี่ปุ่น ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในประเด็นไต้หวัน

ความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นปะทุขึ้นหลังจากที่นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ได้กล่าวเมื่อเดือนนี้ว่า การโจมตีไต้หวันของจีนที่อาจคุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น อาจกระตุ้นให้ญี่ปุ่นต้องตอบโต้ด้วยกำลังทหาร

นายไล่ ชิง-เต๋อ ได้โพสต์ภาพขณะรับประทานซูชิมื้อกลางวันลงในบัญชีโซเชียลมีเดียของตน โดยเป็นซูชิปลาหางเหลือง  จากจังหวัดคาโกชิมะ และหอยเชลล์จากเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น
นายไล่ โพสต์ข้อความเดียวกันทั้งในบัญชี Facebook, Instagram และยังโพสต์ข้อความเดียวกันเป็นภาษาญี่ปุ่นในบัญชี X ของตนว่า “อาหารกลางวันวันนี้คือซูชิและซุปมิโซะ”

รัฐบาลไต้หวันซึ่งปฏิเสธข้ออ้างอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลจีน เคยเผชิญกับการถูกจีนสั่งห้ามนำเข้าสินค้าส่งออกด้านอาหารในลักษณะเดียวกันนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น สับปะรดและปลาของไต้หวัน ซึ่งไต้หวันระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันของจีน

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน นาย หลิน เจีย-หลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวที่รัฐสภาว่า การที่จีนใช้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจและการข่มขู่ทางทหารเพื่อ “รังแกชาติอื่นนั้นมีมากมายเกินกว่าจะกล่าวถึงได้ทีละรายการ”

“ณ จุดวิกฤตนี้ เราต้องสนับสนุนญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์และยับยั้งพฤติกรรมอันธพาลของคอมมิวนิสต์จีนอย่างมีประสิทธิภาพ” รัฐมนตรีหลินกล่าว และยังแนะนำสมาชิกสภานิติบัญญัติว่า ชาวไต้หวันควรเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นให้มากขึ้น และซื้อสินค้าญี่ปุ่นให้มากขึ้นเพื่อแสดงความเป็นมิตรกับประเทศดังกล่าว

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า ไต้หวันเป็นส่วนที่แยกออกจากดินแดนจีนไม่ได้ “ไม่ว่าทางการของไล่ ชิง-เต๋อ จะจัดการแสดงอะไรขึ้นมา มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงที่หนักแน่นนี้ได้”

ทั้งนี้ จีนมองว่าไต้หวันที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นดินแดนของตน และไม่ตัดทางเลือกการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมเกาะนี้ ขณะที่รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธข้ออ้างของจีน โดยยืนยันว่ามีเพียงประชาชนบนเกาะเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนได้

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นและไต้หวันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแม้จะไม่เป็นทางการ และมีความผูกพันทางวัฒนธรรมและธุรกิจที่ลึกซึ้ง ญี่ปุ่นเคยปกครองไต้หวัน ซึ่งอยู่ห่างจากดินแดนญี่ปุ่นเพียง 110 กิโลเมตร ณ จุดที่ใกล้ที่สุด ตั้งแต่ปี 2438 จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488.

ที่มา AFP

เกาหลีใต้รวบตัว “นายท้ายเรือ-ต้นเรือ” ทำเรือเฟอร์รีเกยหิน สารภาพมัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ

เกาหลีใต้รวบตัว "นายท้ายเรือ-ต้นเรือ" ทำเรือเฟอร์รีเกยหิน สารภาพมัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ

20 พ.ย. 2568 16:01 น.

เกาหลีใต้รวบตัว “นายท้ายเรือ-ต้นเรือ” ทำเรือเฟอร์รีเกยหิน สารภาพมัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ

ผู้โดยสารกว่า 260 ชีวิตรอดหวุดหวิด หลังเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่เกยหินนอกชายฝั่งเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่จับกุมลูกเรือ 2 รายข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หลังเจ้าหน้าที่ควบคุมเรือยอมรับไม่ได้เปลี่ยนเส้นทางตามกำหนดเพราะมัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ

หน่วยยามฝั่งเกาหลีใต้ประกาศจับกุมลูกเรือ 2 คน และอยู่ระหว่างการสอบสวนกัปตันเรือ หลังเกิดเหตุเรือเฟอร์รี่ชื่อ “ควีน เจนูเวีย 2” ของบริษัทซีเวิลด์ เกยหินนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 พ.ย.)

ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 267 คนบนเรือ ได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย หลังจากเรือติดอยู่ใกล้เกาะจ็อกโด ซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัย นอกชายฝั่งเกาะจังซาน ในเขตซินัน อย่างไรก็ตาม มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงกระแทกของการเกยหินจำนวน 27 คน 

ทั้งนี้ เรือลำดังกล่าวมีน้ำหนัก 26,546 ตัน สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 1,010 คน และมีหลายชั้นสำหรับบรรทุกสินค้าและยานพาหนะของผู้โดยสาร

ยามฝั่งแจ้งว่า ได้จับกุมนายท้ายเรือและต้นเรือ ในข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ ในตอนแรกนายท้ายเรือได้อ้างว่าเกิดความผิดพลาดของระบบพวงมาลัยเรือ แต่ต่อมาเขาได้ยอมรับว่า เขามัวแต่ใช้โทรศัพท์มือถือ และพลาดจุดที่ต้องทำการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือตามกำหนด

ต้นเรือวัย 40 ปีเศษ และนายท้ายเรือชาวอินโดนีเซียวัย 40 ปีเศษ ถูกจับกุมในข้อหาทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หลังจากพบว่าทั้งคู่ละเลยหน้าที่ก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่บางคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากกล่าวว่ามีอาการปวดเล็กน้อยหรือมีอาการเครียด

เรือเฟอร์รี่ลำนี้เดินทางมาจากเกาะเจจู มุ่งหน้าไปยังเมืองมกโพ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้เรือได้เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือใกล้เคียงแล้ว และทางการยังคงดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้

ผู้โดยสารบางคนได้บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์บนโซเชียลมีเดีย โดยสำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้ รายงานคำกล่าวของผู้โดยสารรายหนึ่งว่า “มีเสียงดังมาก จากนั้นเรือก็เอียงลง มีประกาศให้ทุกคนสวมเสื้อชูชีพ เราจึงสวมและรออยู่บนดาดฟ้าด้านบน”

คิม นัมฮยอน ครูสอนดำน้ำบนเกาะเจจู ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสาร บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ผมคิดว่าตัวเองอาจจะตาย เสียงมันดังมาก แต่เมื่อได้เห็นกรณีเรือเซวอลล่มมาก่อน ผมรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ คุณต้องสงบสติอารมณ์ เคลื่อนที่ออกไปด้านนอก สวมเสื้อชูชีพ และรอความช่วยเหลือ”

ทั้งนี้ จุดที่เกิดอุบัติเหตุนี้อยู่ใกล้กับพื้นที่ที่เรือเฟอร์รี่ เซวอล  ได้จมลงในปี 2557 ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษา โดยซากเรือเซวอลที่กู้ขึ้นมาได้ถูกนำมายังเมืองมกโพในอีกเกือบสามปีต่อมา.

ที่มา BBC  Yonhap

มาเลเซียสั่งพักเหมืองแร่ 2 แห่ง หลังแม่น้ำเปรักเปลี่ยนเป็นสีฟ้า

มาเลเซียสั่งพักเหมืองแร่ 2 แห่ง หลังแม่น้ำเปรักเปลี่ยนเป็นสีฟ้า

20 พ.ย. 2568 13:36 น.

มาเลเซียสั่งพักเหมืองแร่ 2 แห่ง หลังแม่น้ำเปรักเปลี่ยนเป็นสีฟ้า

คณะรัฐมนตรีมาเลเซียได้มีมติอนุมัติให้สั่งพักการดำเนินการของบริษัทเหมืองแร่ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แม่น้ำเปรักตอนบน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่น้ำในแม่น้ำเปรัก มีการเปลี่ยนสีเป็นสีฟ้าในช่วงที่ผ่านมา

บริษัททั้งสองแห่งที่ถูกสั่งพักการดำเนินการได้แก่ บริษัท MCRE Resources ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่หายาก และบริษัท Rahman Hydraulic Tin บริษัทที่ดำเนินการเหมืองดีบุกแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเกลียนอินตัน รัฐเปรัก

ดาโต๊ะซรี โจฮารี บิน อับดุล กาห์นิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยเรื่องนี้ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (19 พ.ย.) และได้ชี้แจงผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า จากการตรวจสอบตัวอย่างน้ำทิ้งจากพื้นที่ของบริษัท MCRE Resources พบว่าน้ำทิ้งมีโทนสีน้ำเงินใกล้เคียงกับสีที่ตรวจพบในแม่น้ำเปรัก

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า ตัวอย่างของเสียจากกระบวนการชะล้างแร่ ณ แหล่งขุดเจาะของบริษัทดังกล่าว มีการตรวจวัดค่ากัมมันตภาพรังสีได้สูงถึง 13 เบ็กเคอเรล ซึ่งเป็นค่าที่สูงกว่าขีดจำกัดที่ได้รับอนุญาตในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมถึง 1 เบ็กเคอเรล

รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรกล่าวว่า “ดังนั้น การสอบสวนในขณะนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ประเภทของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการชะล้าง และว่าสารเคมีนั้นสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้รายงานต่อเจ้าหน้าที่หรือไม่”

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวเบอร์นามา รายงานว่า น้ำในแม่น้ำเปรักได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่บริเวณสะพานกัมปุง ซูไง ปาปัน ซึ่งอยู่ห่างจาก Kampung Air Ganda ประมาณ 5 กิโลเมตร

โมฮัมหมัด เอซานนี มัต ซัลเลห์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมรัฐเปรัก กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการทำเหมืองแร่ แต่กำลังดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนสีของน้ำในแม่น้ำต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซีย คาดว่า มาเลเซียมีแหล่งแร่หายากประมาณ 16.1 ล้านตัน แต่ยังขาดแคลนเทคโนโลยีในการขุดและแปรรูป โดยมีรายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียอยู่ระหว่างหารือกับจีนเรื่องแปรรูปแร่หายาก ส่วนเมื่อเดือนตุลาคมผู้นำมาเลเซียได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เรื่องความร่วมมือด้านแร่หายาก.


ที่มา Malay Mail 

ฟิลิปปินส์ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “อลิซ กัว” อดีตนายกเทศมนตรีหญิง ค้ามนุษย์-เปิดศูนย์สแกมเมอร์

ฟิลิปปินส์ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต "อลิซ กัว" อดีตนายกเทศมนตรีหญิง ค้ามนุษย์-เปิดศูนย์สแกมเมอร์

20 พ.ย. 2568 12:41 น.

ฟิลิปปินส์ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “อลิซ กัว” อดีตนายกเทศมนตรีหญิง ค้ามนุษย์-เปิดศูนย์สแกมเมอร์

ศาลฟิลิปปินส์ได้มีคำตัดสินให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต “อลิซ กัว” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบัมบัน ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้กับจีน และพวกรวม 4 คน เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารศูนย์สแกมเมอร์ และพาเหยื่อเข้าสู่เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่

อลิซ กัว และผู้ต้องหาอีก 3 คน ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้ามนุษย์ เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ ที่ถูกทางการเข้าทลายในเขตเทศบาลเมืองบัมบัน โดยศาลได้สั่งปรับเธอและพวกเป็นเงิน 2 ล้านเปโซ (ประมาณ 1.1 ล้านบาท) ด้วย

คดีของ อลิซ กัว ได้รับความสนใจจากสาธารณชนในฟิลิปปินส์มานานหลายปี หลังจากที่ทางการได้เข้าทลายศูนย์สแกมเมอร์ในเมืองบัมบัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ในการบุกตรวจค้นครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ได้ให้ความช่วยเหลือชาวฟิลิปปินส์และชาวต่างชาติประมาณ 800 คน ออกจากศูนย์ดังกล่าว โดยเหยื่อหลายคนให้การว่าพวกเขาถูกบังคับให้ดำเนินการหลอกลวงออนไลน์ที่รู้จักกันในชื่อ “Pig Butchering” (การหลอกลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป)

อดีตนายกเทศมนตรีหญิงวัย 35 ปีรายนี้ ถูกจับกุมเมื่อปีที่แล้วหลังจากหลบหนีคดีนานหลายสัปดาห์ แม้ว่าเธอจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเธอจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินนี้หรือไม่ นอกจากคดีค้ามนุษย์นี้แล้ว เธอยังมีคดีความที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีอีก 5 คดี ซึ่งรวมถึงข้อหาฟอกเงิน

อลิซ กัว ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองบัมบันในปี 2565 โดยก่อนหน้านี้เธอเคยถูกมองว่าเป็นผู้นำที่ใส่ใจและเข้าถึงประชาชน แต่ในปี 2024 เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ก็ถูกจับตามองจากทั่วประเทศ เมื่อทางการเปิดโปงศูนย์หลอกลวงขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อธุรกิจคาสิโนออนไลน์ (Philippine Online Gaming Operations – Pogo) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ให้บริการลูกค้าในจีนแผ่นดินใหญ่ที่การพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

แม้ในตอนแรก กัว จะปฏิเสธว่าไม่มีความรู้เรื่องอาคารสถานที่ดังกล่าว แต่การสอบสวนของวุฒิสภาพบว่าเธอไม่สามารถตรวจพบศูนย์ขนาดประมาณ 50 ไร่ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสำนักงานของเธอได้อย่างไร

ต่อมามีการเปิดเผยว่า ศูนย์ดังกล่าวซึ่งประกอบด้วยอาคาร 36 หลัง ถูกสร้างขึ้นบนที่ดินที่กัว เคยเป็นเจ้าของมาก่อน นอกจากนี้ การสอบสวนยังพบความไม่สอดคล้องในประวัติส่วนตัวของเธอ โดยพบว่าเธอไม่ได้เกิดในฟิลิปปินส์ตามที่กล่าวอ้าง แต่ได้อพยพมาจากจีนพร้อมครอบครัวเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น และจากการตรวจสอบลายนิ้วมือ พบว่าตรงกับหญิงชาวจีนชื่อ กัว ฮวา ผิง 

หลังจากรายละเอียดต่าง ๆ ถูกเปิดเผยมากขึ้น ทำให้เธอถูกถอดถอนจากตำแหน่ง และหายตัวไปในเดือนกรกฎาคม 2024 ส่งผลให้เกิดปฏิบัติการตามล่าข้ามชาติใน 4 ประเทศ จนกระทั่งเดือนกันยายนปีเดียวกัน เธอถูกจับกุมที่ประเทศอินโดนีเซียและถูกส่งตัวกลับมายังฟิลิปปินส์ โดยหนังสือเดินทางของฟิลิปปินส์ของเธอก็ถูกยกเลิกด้วย

คดีของ อลิซ กัว เกิดขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์และจีนยังคงตึงเครียดเรื่องแนวปะการังในทะเลจีนใต้ โดยในขณะที่คดีนี้เป็นข่าวใหญ่ระดับชาติในฟิลิปปินส์ แต่รัฐบาลจีนยังคงสงวนท่าทีและไม่ได้ออกแถลงการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นกับเธอ.

ที่มา BBC

อินเดียรวบ “ตัวการใหญ่” เครือข่ายค้าทาสไซเบอร์ข้ามชาติ หลอกเยาวชนไปทำงานในพม่า-กัมพูชา

อินเดียรวบ "ตัวการใหญ่" เครือข่ายค้าทาสไซเบอร์ข้ามชาติ หลอกเยาวชนไปทำงานในพม่า-กัมพูชา

20 พ.ย. 2568 12:13 น.

อินเดียรวบ “ตัวการใหญ่” เครือข่ายค้าทาสไซเบอร์ข้ามชาติ หลอกเยาวชนไปทำงานในพม่า-กัมพูชา

ตำรวจรัฐคุชราตของอินเดียเปิดเผยว่า ได้จับกุมผู้ต้องหาที่เป็นตัวการสำคัญของเครือข่ายค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ที่ถูกเรียกว่า “ค้าทาสไซเบอร์” ซึ่งล่อลวงเยาวชนอินเดียให้เดินทางไปพม่าและกัมพูชา ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทาง กักขัง และบังคับทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ของขบวนการไซเบอร์มาเฟียจีน

ผู้ต้องหารายนี้คือ นิลิช หรือ นีล ปุโรหิต ผู้ถูกระบุว่าเป็น “ตัวการ–เอเยนต์หลัก” ที่จัดหาแรงงานให้ศูนย์สแกมเมอร์ในพม่าบริเวณ “เคเคปาร์ก” และในกัมพูชา โดยถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีไปมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ระบุว่าทีมสืบสวนของศูนย์ความเป็นเลิศด้านอาชญากรรมไซเบอร์ (CCoE) ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามตัว นอกจากนี้ยังจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีกสี่ราย รวมถึงซับเอเยนต์ ฮิเตช โสมายา และโซนัล ฟาลดู

ตำรวจได้แจ้งข้อหาค้ามนุษย์และสมคบคิดก่ออาชญากรรมต่อผู้ต้องหาทั้งสี่ราย โดยศาลท้องถิ่นอนุญาตให้ควบคุมตัวนายปุโรฮิตเพื่อสอบสวนเป็นเวลา 14 วัน

แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า ปุโรฮิตบริหารเครือข่ายไซเบอร์สเลฟระดับนานาชาติที่มีความเป็นระบบสูง ควบคุมซับเอเยนต์กว่า 126 ราย และติดต่อกับเอเยนต์จากปากีสถานมากกว่า 30 ราย รวมถึงเชื่อมโยงกับฝ่ายบุคคลของบริษัทจีนและต่างชาติร้อยกว่าราย ซึ่งทำหน้าที่จัดส่งผู้คนให้แคมป์หลอกลวงไซเบอร์เหล่านี้

การสอบสวนพบว่าเขาทำข้อตกลงส่งคนออกนอกประเทศมากกว่า 1,000 ราย เพื่อทำงานในขบวนการค้าทาสไซเบอร์ เพียงหนึ่งวันก่อนถูกจับ เขายังเพิ่งส่งชายชาวรัฐปัญจาบไปกัมพูชา นอกจากนี้มีบันทึกว่าเขาเดินทางไปดูไบ ลาว ไทย พม่า และอิหร่านเป็นประจำ

นายปุโรฮิตถูกกล่าวหาว่าจองตั๋วและจัดส่งผู้คนมากกว่า 500 รายจากหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน บังกลาเทศ เนปาล ไนจีเรีย อียิปต์ แคเมอรูน เบนิน และตูนิเซีย ไปยังพม่า กัมพูชา เวียดนาม และไทย ทั้งโดยตรงหรือผ่านดูไบ พร้อมบริหารเส้นทางลำเลียง การเงิน และเครือข่ายข้ามพรมแดนทั้งหมด

รูปแบบการล่อลวงคือเสนอ “งานรายได้ด”” ด้านกรอกข้อมูลบนแพลตฟอร์มอย่าง เทเลแกรม, อินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก เมื่อเหยื่อเดินทางถึงจุดหมาย หนังสือเดินทางจะถูกยึด ถูกกักขัง และลักลอบพาข้ามพรมแดนทางแม่น้ำเมยเข้าสู่ศูนย์บัญชาการของมาเฟียจีน เช่น เคเคปาร์ก ในเมืองเมียวดี จากนั้นถูกบังคับให้ทำอาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งการฟิชชิง หลอกลงทุนคริปโต แชร์ลูกโซ่ และหลอกลวงผ่านแอปหาคู่ ผู้ที่ขัดขืนมักถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ

รัฐบาลอินเดียระบุว่า นายปุโรฮิตรับค่านายหน้าราว 2,000–4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน และแบ่งให้ซับเอเยนต์ 30–40% เครือข่ายนี้มีเงินหมุนเวียนมูลค่ามหาศาลผ่านบัญชีม้าหลายบัญชีและกระเป๋าคริปโตอย่างน้อยห้าใบ

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา อินเดียร่วมมือกับรัฐบาลไทยและพม่า พร้อมการสนับสนุนจากกองทัพ ช่วยเหลือพลเมืองอินเดียกลับประเทศแล้วประมาณ 4,000 ราย โดยเหยื่อส่วนใหญ่ให้การระบุตัวปุโรฮิตว่าเป็นเอเยนต์สำคัญของเครือข่ายนี้.

ที่มา The Indian Express

ทูตกัมพูชา ย่องฟ้อง ผอ.ยูเอ็นเจนีวา อ้างทหารไทยรุกล้ำ–ละเมิดสิทธิพลเรือน

ทูตกัมพูชา ย่องฟ้อง ผอ.ยูเอ็นเจนีวา อ้างทหารไทยรุกล้ำ–ละเมิดสิทธิพลเรือน

20 พ.ย. 2568 11:35 น.

ทูตกัมพูชา ย่องฟ้อง ผอ.ยูเอ็นเจนีวา อ้างทหารไทยรุกล้ำ–ละเมิดสิทธิพลเรือน

ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ เข้าพบทาเทียน่า วาโลวายา ผู้อำนวยการใหญ่สหประชาชาติ เจนีวา กล่าวหาสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เกิดจากทหารไทยรุกล้ำ-ละเมิดสิทธิพลเรือน

สำนักข่าวขแมร์ไทสม์กระบอกเสียงของรัฐบาลกัมพูชา เปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตดารา อิน ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติในเจนีวา ได้เข้าพบ นางทาเทียนา วาโลวายา ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานสหประชาชาติประจำกรุงเจนีวา (UNOG) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน เพื่อรายงานสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยทูตดารา อิน ระบุว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงเปราะบางอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวอ้างว่ามีการรุกล้ำของทหารไทย, การใช้กำลังข่มขู่พลเรือน, และการปิดล้อมหมู่บ้านบางแห่ง

เขายังระบุว่าไทย ไม่ยอมส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายกลับประเทศ ตามที่เคยให้คำมั่นไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชายังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องเหตุระเบิดจากกับระเบิดใหม่ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน โดยยืนยันว่าเป็น กับระเบิดตกค้างจากยุคสงคราม ไม่ใช่การวางกับระเบิดใหม่

ทูตกัมพูชากล่าวว่า ประเทศมีผลงานด้านการกู้ทุ่นระเบิดที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ จึงไม่มีเหตุผลหรือผลประโยชน์ใดที่กัมพูชาจะวางทุ่นระเบิดใหม่ พร้อมระบุว่าข้อกล่าวหานี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการระงับข้อตกลงสันติภาพ และเพิ่มความตึงเครียด ไม่เพียงเท่านั้นทูตกัมพูชายังรายงานเหตุร้ายสองกรณีที่เกิดในพื้นที่พิพาท ได้แก่ เหตุยิงเมื่อ 12 พ.ย. โดยอ้างว่าทหารไทยยิงชาวกัมพูชาหนึ่งคนเสียชีวิต และทำให้บาดเจ็บอีกสามคน และเหตุล่วงละเมิดทางเพศเมื่อ 15 พ.ย. โดยกล่าวหาว่าทหารไทย 7 นายข่มขืนแรงงานกัมพูชาข้ามแดน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

ท้ายที่สุด ทูตกัมพูชาขอให้สหประชาชาติ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนความพยายามแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี.

ที่มา :Khmertimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

กองทัพเมียนมา บุกทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ รวบผู้ต้องสงสัย 350 คน บริเวณใกล้ชายแดนไทย

กองทัพเมียนมา บุกทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ รวบผู้ต้องสงสัย 350 คน บริเวณใกล้ชายแดนไทย

20 พ.ย. 2568 10:31 น.

กองทัพเมียนมา บุกทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ รวบผู้ต้องสงสัย 350 คน บริเวณใกล้ชายแดนไทย

กองทัพเมียนมาบุกศูนย์สแกมออนไลน์ริมฝั่งแม่น้ำเมย ตรงข้ามแม่สอด จับผู้ต้องสงสัย 350 ราย หลังยึดพื้นที่จากฝ่ายต่อต้าน พร้อมโยงกลุ่มทุนนักธุรกิจสัญชาติจีน-กัมพูชา ผู้ต้องหาคดีพนันฉ้อโกงออนไลน์

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า กองทัพเมียนมาเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ โดยได้บุกเข้าตรวจค้นชุมชนชเวก๊กโกพื้นที่คาสิโนและศูนย์สแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ริมชายแดนติดประเทศไทย 

โดยรายงานข่าวที่อ้างอิงจาก The Global New Light of Myanmar ระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติได้รวม 346 คน และยึดโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ได้เกือบ 10,000 เครื่อง ขณะที่กองทัพกล่าวโทษกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านว่าเป็นผู้เปิดพื้นที่ให้ศูนย์สแกมเมอร์ดำเนินกิจการภายใต้การคุ้มครอง แต่ยืนยันว่าการบุกครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสามารถยึดพื้นที่คืนมาได้สำเร็จ

รายงานยังระบุว่า พื้นที่ชเวก๊กโก เชื่อมโยงกับนักธุรกิจเชื้อสายจีน-กัมพูชา ซึ่งถูกจับในไทยเมื่อปี 2565 ก่อนถูกส่งตัวกลับจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อต่อสู้คดีพนันออนไลน์และฉ้อโกงข้ามชาติ โดยทั้งตัวเขาและบริษัทเคยถูกสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตรมาก่อน

นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 พื้นที่ชายแดนที่เชื่อมไทย เมียนมา ลาว และกัมพูชา กลายเป็นแหล่งรวมอุตสาหกรรมสแกมออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานของสหประชาชาติชี้ว่า อุตสาหกรรมใต้ดินเหล่านี้ทำรายได้เป็น มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ จากการบังคับใช้แรงงานนับแสนคนในศูนย์สแกมเมอร์ 

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดกำลังอยู่ระหว่างสอบสวน และจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ขณะที่การบุกค้นครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทหารเมียนมาในการแสดงบทบาทต่อประชาคมโลก ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค.

ที่มา Aljazeera

ภาพ แฟ้มภาพ