ภาพเหมือนตนเอง “ฟรีดา คาห์โล” ถูกประมูล 54.7 ล้าน ขึ้นแท่นผลงานศิลปินหญิงราคาสูงสุดในประวัติศาสตร์

ภาพเหมือนตนเอง "ฟรีดา คาห์โล" ถูกประมูล 54.7 ล้าน ขึ้นแท่นผลงานศิลปินหญิงราคาสูงสุดในประวัติศาสตร์

21 พ.ย. 2568 11:11 น.

ภาพเหมือนตนเอง “ฟรีดา คาห์โล” ถูกประมูล 54.7 ล้าน ขึ้นแท่นผลงานศิลปินหญิงราคาสูงสุดในประวัติศาสตร์

สำนักประมูลซัทเธอบีส์ เปิดเผยว่า ภาพวาดสีน้ำมันภาพเหมือนตนเองชื่อ “El sueño (La cama)” (ความฝัน/เตียงนอน) ปี 1940 ของ ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินชาวเม็กซิกัน ถูกประมูลขายในราคา 54.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,773 ล้านบาท) ณ นครนิวยอร์ก ทำลายสถิติราคางานศิลปะที่สูงที่สุดในโลกของศิลปินหญิง

ภาพวาด “El sueño (La cama)” ซึ่งเป็นภาพวาดของคาห์โลที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ได้ทำลายสถิติเดิมของศิลปินหญิงที่เคยถูกครอบครองโดยภาพ “Jimson Weed/White Flower No. 1” ของ จอร์เจีย โอ’คีฟ (Georgia O’Keeffe) ซึ่งถูกประมูลไปในราคา 44.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2014

โดยสถิติราคาประมูลสูงสุดเดิมสำหรับผลงานของ ฟรีดา คาห์โล คือ 34.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2021 จากภาพ “Diego and I” ซึ่งเป็นภาพของเธอและสามี คือ ดิเอโก ริเวรา (Diego Rivera) อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ภาพวาดอื่น ๆ ของเธอเคยถูกขายเป็นการส่วนตัวในราคาสูงกว่านี้

ภาพเหมือนตนเองชิ้นนี้เป็นหนึ่งในผลงานจำนวนน้อยของคาห์โลที่ยังคงอยู่ในมือของนักสะสมส่วนตัวนอกประเทศเม็กซิโก เนื่องจากผลงานของคาห์โลเกือบทั้งหมดในเม็กซิโก ทั้งในคอลเลกชันสาธารณะและส่วนตัว ได้รับการประกาศให้เป็น “อนุสรณ์สถานทางศิลปะ” ทำให้ไม่สามารถขายหรือทำลายได้นอกประเทศ และภาพวาดนี้มาจากคอลเลกชันส่วนตัวที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อเจ้าของ และมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะทำการขายในระดับนานาชาติได้

นักประวัติศาสตร์ศิลปะบางส่วนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การขายครั้งนี้ด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรม ขณะที่บางส่วนแสดงความกังวลว่า ภาพที่เคยจัดแสดงครั้งสุดท้ายต่อสาธารณะในช่วงปลายทศวรรษ 1990 อาจจะหายไปจากสายตาของคนทั่วไปอีกครั้งหลังการประมูล อย่างไรก็ดี ภาพนี้ได้มีคำขอให้จัดแสดงในนิทรรศการที่กำลังจะมาถึงในหลายเมือง เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน และบรัสเซลส์

ภาพวาดนี้แสดงให้เห็นคาห์โลนอนหลับอยู่บนเตียงไม้สไตล์โคโลเนียลที่ลอยอยู่บนก้อนเมฆ เธอถูกคลุมด้วยผ้าห่มสีทอง และถูกพันด้วยเถาวัลย์และใบไม้เลื้อย ด้านบนเตียงมีโครงกระดูกพันด้วยระเบิดไดนาไมต์

คาห์โลเริ่มวาดภาพในขณะที่เธอต้องนอนติดเตียงหลังประสบอุบัติเหตุทางรถประจำทางเมื่ออายุ 18 ปี ซึ่งทำให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดที่กระดูกสันหลังและเชิงกรานอย่างเจ็บปวดหลายครั้ง และต้องใส่เฝือกจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1954 ขณะอายุ 47 ปี ในช่วงหลายปีที่เธอต้องนอนอยู่บนเตียง เธอได้มองว่าเตียงนอนเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างโลก ในขณะที่เธอกำลังสำรวจความเป็นความตายของตนเอง

แม้ภาพนี้จะถูกนำไปจัดแสดงร่วมกับการประมูลผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสต์ กว่า 100 ชิ้น แต่คาห์โลเองเคยต่อต้านการถูกจัดให้เป็นศิลปินเซอร์เรียลลิสต์ โดยเธอกล่าวว่า “ฉันไม่เคยวาดความฝัน ฉันวาดความเป็นจริงของฉันเอง”

ในหมายเหตุของแคตตาล็อกของซัทเธอบีส์ ระบุว่า ภาพนี้ “นำเสนอการทำสมาธิในมิติวิญญาณเกี่ยวกับขอบเขตที่เลือนลางระหว่างการนอนหลับและความตาย” และกล่าวเสริมว่า โครงกระดูกที่แขวนอยู่มักถูกตีความว่าเป็นภาพสะท้อนความวิตกกังวลของเธอเกี่ยวกับการเสียชีวิตขณะหลับ ซึ่งเป็นความกลัวที่เข้าใจได้สำหรับศิลปินที่มีชีวิตประจำวันอยู่กับความเจ็บปวดเรื้อรังและบาดแผลทางใจในอดีต.

ที่มา AP

เผยผลสอบเครื่องบินขนส่ง UPS คร่า 14 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องยนต์มีรอยแตกและหลุดออก

เผยผลสอบเครื่องบินขนส่ง UPS คร่า 14 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องยนต์มีรอยแตกและหลุดออก

21 พ.ย. 2568 09:59 น.

เผยผลสอบเครื่องบินขนส่ง UPS คร่า 14 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องยนต์มีรอยแตกและหลุดออก

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ เผยผลสอบเหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินขนส่งสินค้า “UPS” ที่ประสบเหตุตกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในรัฐเคนทักกี้ พบเครื่องยนต์มีรอยแตกและหลุดออก ก่อนเกิดระเบิดไฟลุกไหม้

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐ เปิดเผยรายงานเบื้องต้นการสอบสวนสาเหตุโศกนาฏกรรม เครื่องบินขนส่งสินค้า “UPS” เที่ยวบิน “MD-11” ที่ประสบเหตุตกเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ใกล้สนามบินนานาชาติมูฮัมหมัด อาลี  ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้คร่าชีวิต นักบิน 3 คน และผู้ที่อยู่บนพื้นใกล้จุดตกอีก 11 คน

ผลสอบจำแนกภาพชุด 6 เฟรม ที่แสดงให้เห็นช่วงท้ายเครื่องยนต์เริ่มแยกตัว ก่อนกระเด็นพุ่งขึ้นเหนือปีก ขณะที่เปลวเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว เฟรมถัดมาปีกซ้ายถูกไฟโหมไหม้เต็มพื้นที่ ส่วนภาพสุดท้ายชี้ว่าเครื่องพยายามยกตัวขึ้น แต่สุดท้ายทำได้เพียง 30 ฟุต หรือ ราว 9.1 เมตร ก่อนร่วงตกกระแทกพื้น 

รายงานเบื้องต้นระบุว่า พบรอยร้าวในแท่นยึดเครื่องยนต์ด้านซ้าย ซึ่งเป็นจุดสำคัญต่อโครงสร้างปีก โดยเครื่องบินลำนี้ยังไม่ถึงกำหนดตรวจสอบเชิงลึกรอบใหญ่ ต้องทำการขึ้น–ลงอีกเกือบ 7,000 ครั้ง จึงจะถึงรอบตรวจ โดยครั้งสุดท้ายที่เข้าตรวจคือใน ตุลาคม 2564.

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนที่อับปางนาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาทกับบ.กู้เรือของสหรัฐฯ

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนที่อับปางนาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาทกับบ.กู้เรือของสหรัฐฯ

21 พ.ย. 2568 09:44 น.

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนที่อับปางนาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาทกับบ.กู้เรือของสหรัฐฯ

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์มหาสมบัติ จากเรือซานโฮเซ ที่อับปางนอกชายฝั่งโคลอมเบียมานาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาททางกฎหมายกับบริษัทกู้เรือของสหรัฐฯ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

รัฐบาลโคลอมเบียประกาศความคืบหน้าเชิงประวัติศาสตร์ หลังสามารถกู้ เหรียญทอง–สำริด ถ้วยพอร์ซเลน และปืนใหญ่โบราณ จากซากเรือรบสเปน “ซาน โฮเซ” (San José) ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “จอกศักดิ์สิทธิ์ของเรืออับปาง” (Holy Grail of Shipwrecks) เนื่องจากเชื่อว่าบรรทุกสมบัติมูลค่ามหาศาลจมลงใต้ทะเลมากว่า 300 ปี

ซาน โฮเซเป็นเรือใบของสเปนที่ถูกกองทัพเรืออังกฤษจมลงในทะเลแคริบเบียนช่วง สงครามชิงบัลลังก์สเปน ราวปี 1708 โดยบรรทุกทองคำ เงิน และมรกตจำนวนมากที่เก็บจากอาณานิคมในละตินอเมริกาเพื่อส่งกลับไปยังพระมหากษัตริย์สเปน โดยประเมินกันว่า ขุมทรัพย์ทั้งหมดมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ในมูลค่าเงินปัจจุบัน และเป็นประเด็น ข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างรัฐบาลโคลอมเบียและบริษัทกู้เรือของสหรัฐฯ Sea Search-Armada (SSA) มานานหลายทศวรรษ ทำให้ใช้เวลายาวนานกว่าจะเริ่มสำรวจซากเรือได้ โดยมีการอนุมัติใช้งบประมาณราว 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปฏิบัติการสำรวจและเก็บกู้

โดยรัฐบาลโคลอมเบียสามารถระบุพิกัดซากเรือซาน โฮเซ่ ได้ในช่วงปี 2558 โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ขณะที่ SSA อ้างว่าพบซากเรือตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ภายใต้ชื่อเดิม Glocca Morra และยื่นฟ้องต่อ ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร เพื่อเรียกร้องส่วนแบ่งมูลค่าขุมทรัพย์ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราวครึ่งหนึ่งของสมบัติทั้งหมด 

ด้านรัฐบาลโคลอมเบียระบุว่า การกู้วัตถุครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เพื่อศึกษาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 พร้อมย้ำว่าเรือใบลำนี้เป็น สัญลักษณ์สำคัญของประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์โคลอมเบีย

นาย กาดามานี ฟอนโรโดนา รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของโคลอมเบีย กล่าวว่าการกู้สมบัติครั้งนี้ถือเป็น เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนศักยภาพของประเทศในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ

ด้านอัลเฮนา ไกเซโด เฟร์นานเดซ ผู้อำนวยการสถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ของโคลอมเบีย ระบุว่า วัตถุโบราณเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชน เข้าถึงประวัติศาสตร์ของเรือซาน โฮเซผ่านหลักฐานทางวัตถุที่จับต้องได้

ทั้งนี้ ทางการเผยว่า โบราณวัตถุทั้งหมดถูกกู้ขึ้นมาโดยใช้ หุ่นยนต์ใต้น้ำ และจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์ที่ห้องปฏิบัติการเป็นเวลานาน เพื่อเตรียมนำมาใช้ในการวิจัยโบราณคดีเชิงลึก

โดยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ซาน โฮเซเป็นหนึ่งในเรือของขบวนเรือ “Flota de Tierra Firme” ซึ่งออกจากเปรูในปี 1707 เพื่อขนส่งสินค้าหลวงจำนวนมหาศาลกลับสเปน แต่เรือซาน โฮเซไม่เคยเดินทางถึงจุดหมาย หลังถูกอังกฤษโจมตีนอกชายฝั่งโคลอมเบียในปีถัดมาและอับปางลงพร้อมสมบัติทั้งหมด.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กู้เรือ

เวียดนามอ่วม น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลาง ยอดตายพุ่ง 41 ศพ สูญหาย 9 ราย

เวียดนามอ่วม น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลาง ยอดตายพุ่ง 41 ศพ สูญหาย 9 ราย

21 พ.ย. 2568 09:14 น.

เวียดนามอ่วม น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลาง ยอดตายพุ่ง 41 ศพ สูญหาย 9 ราย

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ทางภาคกลางของเวียดนามยังรุนแรง หลังฝนตกหนักแบบไม่หยุดตลอดหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเป็นวงกว้าง คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 41 ศพ และยังคงมีผู้สูญหาย 9  ราย 

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กรมบริหารจัดการคันดินและป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติของเวียดนาม แถลงความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ทางภาคกลางของประเทศ หลังฝนตกหนักแบบไม่หยุดตลอดหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเป็นวงกว้าง คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 41 ศพ และยังคงมีผู้ สูญหาย 9  ราย 

โดยระบุว่า พื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่เมืองดั๊กลัก และแกงฮวา มีน้ำท่วมสูงหลายพื้นที่ สะพานแขวนถูกพัดหาย ถนนพังดินสไลด์กว่า 140 จุด บ้านเรือนของประชาชนกว่า 50,000 หลังจมอยู่ใต้น้ำ นอกจากนี้ยังมีกระแสไฟฟ้าดับนับล้านครัวเรือน ในขณะที่ประชาชนกว่า 62,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน ในส่วนของสัตว์เลี้ยงและพืชผลทางการเกษตรเสียหายนับหมื่นไร่

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันนายถูกระดมเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่บนหลังคาบ้าน ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า อาจเกิดน้ำท่วมซ้ำและดินถล่มเพิ่มเติมเนื่องจากฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดในช่วงสุดสัปดาห์นี้.

ผลสืบสวนชี้ UK ลงมือทำน้อย-ช้าเกินไป จนโควิดคร่าชีวิตเพิ่มนับหมื่น

ผลสืบสวนชี้ UK ลงมือทำน้อย-ช้าเกินไป จนโควิดคร่าชีวิตเพิ่มนับหมื่น

21 พ.ย. 2568 06:13 น.

ผลสืบสวนชี้ UK ลงมือทำน้อย-ช้าเกินไป จนโควิดคร่าชีวิตเพิ่มนับหมื่น

คณะกรรมการสืบสวนชี้ว่า รัฐบาล UK ลงมือทำน้อยและช้าเกินไป จนส่งผลให้ไวรัสโควิด-19 คร่าชีวิตคนเพิ่มขึ้นจากที่ควรจะเป็นอีกหลายหมื่นศพ ในช่วงการระบาดระลอกแรก

รายงานการสืบสวนเกี่ยวกับการตัดสินใจของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ในการรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 พ.ย. 2568 ระบุว่า การตอบสนองต่อโควิดของสหราชอาณาจักรนั้น “น้อยเกินไปและช้าเกินไป” นำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้นอีกหลายพันคนในช่วงระลอกแรกของการระบาด

รายงานระบุด้วยว่า รัฐบาลอาจสามารถหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการล็อกดาวน์ได้ หากมาตรการอาสาอย่างเช่น การเว้นระยะห่างในสังคม และการแยกเดี่ยวผู้มีอาการป่วยร่วมกับสมาชิกในครัวเรือน ถูกนำมาใช้ก่อนหน้าวันที่ 16 มี.ค. 2563

แต่เมื่อถึงตอนที่เหล่ารัฐมนตรีเริ่มเคลื่อนไหวมันก็สายเกินไปแล้ว และมาตรการล็อกดาวน์ก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป การใช้มาตรการที่ล่าช้าไป 1 สัปดาห์ นำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนในอังกฤษมากกว่าที่ควรจะเป็นอีก 23,000 ศพในการระบาดระลอกแรก

รายงานฉบับนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลของทั้งอังกฤษ, เวลส์, สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ รวมถึงวัฒนธรรมที่วุ่นวายในรัฐบาลสหราชอาณาจักรด้วย

บารอนเนส ฮัลเลตต์ ประธานคณะกรรมการสืบสวนกล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลจะเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากภายใต้ความกดดันอย่างยิ่งยวด แต่รัฐบาลทั้งสี่แห่ง ล้มเหลวในการตระหนักถึงขอบเขตของภัยคุกคาม หรือความเร่งด่วนของการตอบสนองที่จำเป็นในช่วงต้นปี 2563 รัฐมนตรีหลายคนเชื่อในการรับประกันผิดๆ ว่า สหราชอาณาจักรเตรียมพร้อมแล้ว

เลดี้ ฮัลเลตต์ กล่าวเสริมว่า นักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลประเมินการแพร่ระบาดของไวรัสต่ำเกินไป และในช่วงแรกได้แนะนำว่าไม่ควรนำมาตรการจำกัดต่าง ๆ มาใช้ จนกว่าการแพร่กระจายของไวรัสจะใกล้ถึงจุดสูงสุด เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity)

รายงานซึ่งมีความยาวเกือบ 800 หน้าฉบับนี้ ซึ่งเป็นรายงานฉบับที่ 2 จากทั้งหมด 10 ฉบับ ที่คณะกรรมการสืบสวนวางแผนจะจัดทำ ยังได้ระบุถึงความล้มเหลวอื่น ๆ อีกหลายประการรวมถึง

ในช่วงเริ่มต้นของระบาดระลอกที่ 2 ช่วงฤดูใบไม้ร่วง รัฐบาลทำความผิดพลาดแบบเดียวกันกับการระบาดระลอกแรกในฤดูใบไม้ผลิปี 2563 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถให้อภัยได้ และนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็เปลี่ยนใจเรื่องการใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมายความว่ามาตรการล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 ถูกประกาศใช้หลังสถานการณ์อยู่เหนือการควบคุมไปแล้วในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน

นอกจากนั้นยังมีการทำผิดกฎระเบียบของนักการเมืองและที่ปรึกษาของพวกเขา เช่น นายโดมินิก คัมมิงส์ ที่เดินทางไปเมืองเดอแรมและบาร์นาร์ด คาสเซิล ในเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งทั้งทำลายความเชื่อมั่นที่สาธารณชนมีต่อการตัดสินใจของรัฐ และเพิ่มความเสี่ยงอย่างมากที่ผู้คนจะไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่เข้มงวด

รายงานยังอธิบายถึงวัฒนธรรมที่ “เป็นพิษและวุ่นวาย” ในรัฐบาลกลางของสหราชอาณาจักรระหว่างการตอบสนองต่อการระบาดครั้งใหญ่ ซึ่งรายงานระบุว่าส่งผลกระทบต่อคุณภาพของคำแนะนำและการตัดสินใจ และรัฐบาลของทั้งสี่ประเทศถูกวิจารณ์เรื่องการวางแผนและการตัดสินใจ ซึ่งถูกขัดขวางโดยความไม่ไว้วางใจกันระหว่างนายจอห์นสัน กับผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกสหราชอาณาจักรอื่นๆ

โครงการ Eat Out to Help Out (ทานอาหารนอกบ้านช่วยชาติ) ซึ่งเสนอโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ริชี ซูนัค และได้รับการอนุมัติโดย จอห์นสัน เพื่อสนับสนุนธุรกิจร้านอาหารในช่วงเดือนสิงหาคม 2563 นั้น “ถูกออกแบบขึ้นโดยไม่มีคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ” และ “บ่อนทำลายการสื่อสารข้อมูลด้านสาธารณสุข”

รัฐบาลยังไม่ได้พิจารณาผลกระทบของการระบาดที่มีต่อกลุ่มเปราะบางซึ่งได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และ กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยบางกลุ่ม อย่างดีพอ ในการตัดสินใจว่าจะตอบสนองต่อไวรัสอย่างไร แม้ว่าอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาจะเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้

ไม่เพียงเท่านั้น รายงานยังระบุว่า เด็ก ๆ ไม่ได้รับการให้ความสำคัญเพียงพอ โดยรัฐมนตรีล้มเหลวในการพิจารณาถึงผลที่ตามมาของการปิดโรงเรียนอย่างเหมาะสม

รายงานระบุว่า การล็อกดาวน์แม้จะช่วยชีวิตผู้คนได้ แต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็นที่คงอยู่ยาวนานต่อสังคม โดยทำให้ชีวิตในวัยเด็กตามปกติหยุดชะงัก ชะลอการรักษาอาการป่วยที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และทำให้ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมแย่ลง

แบบจำลองสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากถึง 23,000 คน หากมีการล็อกดาวน์เร็วขึ้นหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันที่ 23 มี.ค. 2563 ซึ่งเท่ากับลดจำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงการระบาดระลอกแรกซึ่งนับจนถึง 1 ก.ค. 2563 ลงถึง 48%

แต่รายงานไม่ได้บ่งชี้ว่า ยอดรวมผู้เสียชีวิตตลอดการระบาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ที่ 227,000 ศพ ณ เวลาที่ประกาศว่าการระบาดสิ้นสุดในปี 2023 จะลดลงมากน้อยเพียงใด เนื่องจากเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งอาจลดหรือเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงการระบาดได้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสืบสวนชื่นชมรัฐบาลสำหรับการดำเนินโครงการฉีดวัคซีนที่ “น่าทึ่ง” และการที่พวกเขายกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงต้นปี 2564 ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับวัคซีน ซึ่งคณะกรรมการฯ มองว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนของสหราชอาณาจักร

รายงานได้เสนอแนะข้อเสนอแนะที่แตกต่างกันหลายประการ ซึ่งรวมถึง รัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่การตัดสินใจอาจมีต่อ กลุ่มเสี่ยงที่สุด อย่างรอบด้านมากขึ้น ทั้งจากตัวโรคเองและจากมาตรการที่นำมาใช้เพื่อตอบสนองต่อโรค

ควรขยายการมีส่วนร่วมในกลุ่มที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่ากลุ่ม “Sage” ซึ่งรวมถึงผู้แทนจากรัฐบาลท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม

คณะกรรมการฯ ยังแนะนำให้รัฐบาลปฏิรูปและชี้แจงโครงสร้างการตัดสินใจในช่วงภาวะฉุกเฉินของแต่ละประเทศภายในสหราชอาณาจักร และปรับปรุงการสื่อสารระหว่างสี่ประเทศในช่วงภาวะฉุกเฉินให้ดียิ่งขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

21 พ.ย. 2568 05:24 น.

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

เซเลนสกียืนยัน เตรียมคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องแผนสันติภาพฉบับใหม่ที่ลือกันว่า สหรัฐฯ ร่างกับรัสเซีย ย้ำพร้อมสนับสนุนหากข้อตกลงนำมาซึ่งการยุติสงครามอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 พ.ย. 2568 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวหลังจากหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพบกสหรัฐฯ ว่า เขาจะพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังจากที่ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เสนอร่างแผนสันติภาพเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย ให้ฝ่ายยูเครนดูแล้ว

คำพูดของเซเลนสกีมีขึ้นหลังจาก สื่อต่างๆ รายงานว่า แผนการดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ กับนายคิริลล์ ดีมิทริเยฟ ทูตของรัสเซีย โดยไม่มีการมีส่วนร่วมของยูเครน

ตามการเปิดเผยของสำนักงานประธานาธิบดียูเครน นายเซเลนสกีกล่าวว่า สหรัฐฯ เชื่อว่าร่างแผนนี้สามารถช่วยฟื้นฟูทางการทูตได้ ซึ่งยูเครนตกลงที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติของแผนในลักษณะที่จะนำมาซึ่งการยุติสงครามอย่างเป็นธรรม

“ยูเครนสนับสนุนข้อเสนอที่เป็นสาระสำคัญทั้งหมดที่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงได้” นายเซเลนสกีกล่าว และเสริมว่า ยูเครนต้องการ “สันติภาพที่คุ้มค่า” และ “ศักดิ์ศรีของชาวยูเครน” จะต้องได้รับการเคารพ

ยูเครนไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ ว่าข้อเสนอดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอะไร แม้ว่าตามแหล่งข่าวที่อ้างโดย Axios, Financial Times และ Reuters ระบุว่า แผนนี้รวมถึงการให้เคียฟยอมสละพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนที่ยังคงควบคุมอยู่, ลดขนาดกองทัพลงและสละอาวุธจำนวนมาก

หากเรื่องดังกล่าวได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง ข้อเรียกร้องเหล่านี้จะเอนเอียงไปทางผลประโยชน์ของรัสเซียอย่างมาก และเป็นสิ่งที่ยูเครนคัดค้านมาตลอด

ชาติยุโรปออกมาแสดงการต่อต้านแผนการดังกล่าว เนื่องจากทั้งยูเครนและพันธมิตรในยุโรปไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนใหม่นี้ โดยนางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวว่า “เพื่อให้แผนใด ๆ สามารถใช้งานได้ จำเป็นต้องมียูเครนและยุโรปเข้าร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขานุการฝ่ายสื่อของสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่า แผนสันติภาพใหม่เรียกร้องให้ยูเครนต้องยอมถอยครั้งใหญ่ โดยยืนยันว่า นายวิตคอฟฟ์ กับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ติดต่อกับฝ่ายรัสเซียและยูเครนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อทำความเข้าใจว่าประเทศเหล่านี้จะให้คำมั่นในเรื่องใดบ้าง

“มันเป็นแผนที่ดีสำหรับทั้งรัสเซียและยูเครน” น.ส.ลีวิตต์กล่าวในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว “เราเชื่อว่ามันควรเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย และเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้บรรลุผล”

ด้านรัสเซียออกมาลดทอนความสำคัญของแผนดังกล่าว ซึ่งข่าวลือระบุว่า มีทั้งหมด 28 ข้อ โดยนายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐมนตรีเครมลินกล่าวว่า แม้ว่าจะมีการ “ติดต่อ” กับสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีกระบวนการใดที่สามารถเรียกว่า “การปรึกษาหารือ” ได้

นายเปสคอฟเตือนด้วยว่า ข้อตกลงสันติภาพใด ๆ จะต้องจัดการกับ “รากเหง้าของความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นวลีที่มอสโกใช้เป็นคำย่อสำหรับข้อเรียกร้องที่พวกเขาต้องการมากที่สุดหลายข้อ ซึ่งสำหรับฝ่ายยูเครนแล้ว มันเท่ากับเป็นการยอมจำนน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก ไฟไหม้ที่ประชุม COP30 ต้องอพยพผู้คน การเจรจาหยุดชะงัก

ระทึก ไฟไหม้ที่ประชุม COP30 ต้องอพยพผู้คน การเจรจาหยุดชะงัก

21 พ.ย. 2568 02:04 น.

ระทึก ไฟไหม้ที่ประชุม COP30 ต้องอพยพผู้คน การเจรจาหยุดชะงัก

เกิดเหตุไฟไหม้ภายในสถานที่จัดการประชุมสุดยอดสภาพอากาศ COP ครั้งที่ 30 ที่บราซิล ทำให้การประชุมหยุดชะงัก และผู้คนต้องอพยพออกไปยังที่ปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 20 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ต้องอพยพผู้คนออกจากสถานที่จัดการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ในเมืองเบเลม ประเทศบราซิล หลังเกิดไฟไหม้อย่างรุนแรงภายในสถานที่จัดงาน

เปลวเพลิงสีส้มได้เผาจนทะลุแผ่นผ้าที่คลุมสถานที่จัดงาน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ของอดีตสนามบินแห่งหนึ่ง โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็น ชายคนหนึ่งกำลังฉีดเครื่องดับเพลิงเข้าใส่เปลวไฟก่อนจะตัดสินใจวิ่งหนี

ผู้สื่อข่าวของ BBC ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยกล่าวว่า เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควันในบริเวณสถานที่จัดแสดง ก่อนที่พวกเขาจะถูกเร่งให้ออกไปด้านนอก เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่อยู่ภายใน และเห็นรถดับเพลิงและรถพยาบาลแล่นมายังทางเข้าสถานที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งบอกกับ BBC ว่า เขาเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

สมาชิกคณะผู้แทนสหราชอาณาจักรรายหนึ่งบอกกับ BBC ว่า เหตุเพลิงไหม้ทำให้การเจรจาในการประชุม COP ครั้งที่ 30 นี้ต้องหยุดชะงักลง และคณะผู้แทนของหลายประเทศถูกบีบให้ไปหลบอยู่ด้านนอกใต้หลังคาของปั๊มน้ำมัน

ทั้งนี้ COP มีความสำคัญในฐานะการประชุมของประเทศภาคีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เพื่อหารือและตกลงในข้อตกลงด้านการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นเวทีสำคัญที่ทั่วโลกมาร่วมมือกัน ประเมินผลความคืบหน้า, กำหนดเป้าหมายใหม่ และทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ปราบผู้อพยพผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ จับกุม 250 คน

สหรัฐฯ ปราบผู้อพยพผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ จับกุม 250 คน

21 พ.ย. 2568 01:35 น.

สหรัฐฯ ปราบผู้อพยพผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ จับกุม 250 คน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยมีผู้ถูกจับกุมไปแล้วกว่า 250 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 พ.ย. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ดำเนินการปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ภายใต้ชื่อว่า “ปฏิบัติการใยแมงมุมชาร์ลอตต์” (Operation Charlotte’s Web) ท่ามกลางเสียงประณามจากฝ่ายเดโมแครต

เมืองชาร์ลอตต์กลายเป็นเมืองล่าสุดที่ตกเป็นเป้าหมายของการปราบปรามผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตามหลังเมืองใหญ่อย่าง ชิคาโก และ ลอสแอนเจลิส เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) บอกกับสำนักข่าว BBC ว่า ผู้ถูกจับกุมเป็นอาชญากรและสมาชิกแก๊ง

แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติและชาวบ้านท้องถิ่นต่างออกมาประท้วงปฏิบัติการนี้ ขณะที่ผู้ว่าการรัฐนอร์ทแคโรไลนา ผู้เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตอ้างว่า ผู้ที่ถูกจับกุมตกเป็นเป้าหมายเพราะเชื้อชาติของพวกเขา

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 พ.ย.) โฆษกของ DHS ระบุว่า ปฏิบัติการนี้นำไปสู่การจับกุม “กลุ่มอาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายที่อันตรายที่สุดบางส่วน ซึ่งรวมถึงสมาชิกแก๊ง ส่วนผู้ที่ถูกจับกุมคนอื่นๆ ก็เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดอาญาในหลายประเภท รวมถึงการทำร้ายตำรวจ, เมาแล้วขับ, โจรกรรม และปลอมแปลงเอกสารของรัฐ”

ด้านนาย จอช สไตน์ ผู้ว่าการรัฐนอร์ทแคโรไลนาจากพรรคเดโมแครต ประณามปฏิบัติการล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ และกล่าวหาเจ้าหน้าที่ว่า เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองชาร์ลอตต์

“เราเห็นเจ้าหน้าที่สวมหน้ากาก ติดอาวุธหนัก สวมชุดเครื่องแบบกึ่งทหาร ขับรถที่ไม่ติดเครื่องหมาย มุ่งเป้าหมายไปที่พลเมืองอเมริกันตามสีผิวของพวกเขา เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและจับกุมผู้คนแบบสุ่มในลานจอดรถ นี่ไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยขึ้นเลย” นายสไตน์กล่าว

ส่วนนาง วี ไลล์ส นายกเทศมนตรีเมืองชาร์ลอตต์ ซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครตเช่นกัน ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางปฏิบัติการด้วยความเคารพต่อค่านิยมของเมือง พร้อมชื่นชมผู้คนที่ออกมาประท้วงการกระทำของรัฐบาลทรัมป์ในเมืองอย่างล้นหลามเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

“ฉันมีความกังวลอย่างยิ่งกับวิดีโอมากมายที่ฉันได้เห็น” นายกเทศมนตรีไลล์สกล่าว “ถึงทุกคนในชาร์ลอตต์ที่รู้สึกกระวนกระวายใจหรือหวาดกลัว: คุณไม่ได้อยู่คนเดียว เมืองของคุณยืนหยัดเคียงข้างคุณ”

ทั้งนี้ DHS ไม่ได้ระบุว่า ปฏิบัติการจับกุมจะดำเนินต่อไปนานเพียงใด โดยการปราบปรามที่ชิคาโกเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนและจนถึงตอนนี้ก็ยังดำเนินอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 33 ศพ หวั่นสถานการณ์บานปลาย

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 33 ศพ หวั่นสถานการณ์บานปลาย

20 พ.ย. 2568 23:52 น.

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 33 ศพ หวั่นสถานการณ์บานปลาย

กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาระลอกใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 33 ศพ ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์จะบานปลาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่การแพทย์ในฉนวนกาซา ว่า กองทัพอิสราเอลดำเนินการโจมตีทางอากาศรอบใหม่ในวันที่ 20 พ.ย. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 33 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก นับเป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคม

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล นาสเซอร์ ในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา กล่าวว่า พวกเขาได้รับร่างผู้เสียชีวิต 17 ศพ ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 5 ศพ และเด็กอีก 5 ศพ หลังจากเครื่องบินรบของอิสราเอลโจมตีเต็นท์ที่พักพิงผู้พลัดถิ่นถึง 4 ครั้ง ส่วนที่เมืองกาซา ซิตี้ อิสราเอลโจมตีทางอากาศ 2 ครั้ง คร่าชีวิตผู้คนไป 16 ศพ เป็นเด็กถึง 7 ศพ

อิสราเอลระบุว่า พวกเขาเปิดฉากโจมตีหลังจากที่ทหารของพวกเขาในเมืองข่านยูนิส ถูกยิงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ตาม ส่วนกลุ่มฮามาสประณามการโจมตีของอิสราเอลว่าเป็น “การสังหารหมู่ที่น่าตกใจ” และปฏิเสธเรื่องการโจมตีกองทัพอิสราเอล

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 10 ต.ค. อิสราเอลยังคงโจมตีเป้าหมายในฉนวนกาซาหลายครั้ง และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 300 ศพ ขณะที่ชาวบ้านท้องถิ่นระบุว่า พวกเขายังได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นทุกวัน

กาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยคนสำคัญตลอดช่วงสงคราม 2 ปีที่ผ่านมา ประณามการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลว่า เป็นความเคลื่อนไหวอันตรายที่อาจบ่อนทำลายข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ให้การรับรองแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้ง กองกำลังสร้างเสถียรภาพระหว่างประเทศ และแนวทางที่เป็นไปได้สู่การสร้างรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคขัดขวางแผนการดังกล่าวอยู่ เช่น ยังไม่ชัดเจนว่า จะทำให้กลุ่มฮามาสยอมวางอาวุธได้อย่างไร, ใครจะเป็นผู้จัดหากำลังทหารสำหรับกองกำลังรักษาสันติภาพชุดใหม่ และความช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบจะเข้าถึงฉนวนกาซาได้อย่างไร หากอิสราเอลไม่ยกเลิกการปิดกั้น

นอกจากนั้น ในปัจจุบัน กลุ่มฮามาสยังคงครอบครองร่างของตัวประกัน 3 รายเอาไว้ ส่วนทหารของอิสราเอลก็ยังคงยึดครองพื้นที่มากกว่า 50% ของกาซา แม้จะถอนกำลังออกจากบางพื้นที่หลังการหยุดยิงเริ่มขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ทรัมป์ลงนามกฎหมาย สั่งกระทรวงยุติธรรม เปิดเอกสารคดีเอปสตีนแล้ว

ทรัมป์ลงนามกฎหมาย สั่งกระทรวงยุติธรรม เปิดเอกสารคดีเอปสตีนแล้ว

20 พ.ย. 2568 22:24 น.

ทรัมป์ลงนามกฎหมาย สั่งกระทรวงยุติธรรม เปิดเอกสารคดีเอปสตีนแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามอนุมัติกฎหมาย ซึ่งสั่งให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ออกมาแล้ว หลังยืดเยื้อมานานหลายเดือน

เมื่อ 20 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้อนุมัติร่างกฎหมายที่สั่งให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยแฟ้มข้อมูลของรัฐบาลเกี่ยวกับคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตผู้ต้องโทษคดีอาชญากรรมทางเพศผู้ล่วงลับแล้ว โดยนี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการต่อสู้เพื่อให้เปิดเผยเอกสารดังกล่าว ซึ่งกินเวลานานหลายเดือน

หลังจากนี้ กระทรวงยุติธรรมจะมีเวลา 30 วันในการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจากการสอบสวนของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับคดีของนายเอปสตีนต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถระงับการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนที่ยังดำเนินอยู่ หรือข้อมูลที่พิจารณาแล้วว่าละเมิดความเป็นส่วนตัวได้

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายทรัมป์ปฏิเสธความจำเป็นในการเปิดเผยเอกสารคดีของเอปสตีนมาตลอด โดยบอกว่าข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีของเอปสตีนเป็นเรื่องลวงโลกฝีมือพรรคเดโมแครต เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากผลงานของพรรคของเขา

แต่นายทรัมป์ยุติการคัดค้านเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากถูกดันจากเหยื่อของเอปสตีนและสมาชิกพรรครีพับลิกันของเขาเอง ส่งผลให้ร่างกฎหมายเปิดเผยข้อมูล ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วท้นจากทั้งสภาล่างและสภาสูง

นายทรัมป์ระบุหลังจากลงนามบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวว่า “บางทีความจริงเกี่ยวกับพรรคเดโมแครตเหล่านี้ และความเกี่ยวข้องของพวกเขากับเจฟฟรีย์ เอปสตีน จะถูกเปิดเผยในไม่ช้า เพราะผมได้ลงนามในร่างกฎหมายเพื่อเปิดเผยแฟ้มข้อมูลของเอปสตีนแล้ว!”

ทั้งนี้ แฟ้มข้อมูลที่จะถูกเปิดเผยนั้น จะมาจากการสืบสวนคดีอาญาเกี่ยวกับนายเอปสตีน ซึ่งรวมถึงบันทึกการสัมภาษณ์เหยื่อและพยาน และสิ่งของที่ถูกยึดจากการบุกตรวจค้นอสังหาริมทรัพย์ของเขา, การสื่อสารภายในกระทรวงยุติธรรม, บันทึกการบิน ข้อมูลบุคคลและองค์กรที่เชื่อมโยงกับอดีตนักการเงินผู้ล่วงลับรายนี้

แต่ก็มีข้อยกเว้น กฎหมายนี้อนุญาตให้กระทรวงยุติธรรมสามารถระงับเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีอาญาที่ยังดำเนินอยู่ได้ และสามารถระงับข้อมูลที่อาจระบุตัวตนของเหยื่อได้ ซึ่งทำให้หลายคนคาดเดาว่าส่วนหนึ่งของแฟ้มข้อมูลจะถูก “ปิดบัง” แม้ว่ายังไม่ชัดเจนว่าการปิดบังข้อมูลจะเข้มข้นเพียงใดก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc