รบ.ยูเครนฉาวหนัก รมว.พลังงาน-ยุติธรรม ลาออก เซ่นคดีคอร์รัปชัน

รบ.ยูเครนฉาวหนัก รมว.พลังงาน-ยุติธรรม ลาออก เซ่นคดีคอร์รัปชัน

13 พ.ย. 2568 04:25 น.

รบ.ยูเครนฉาวหนัก รมว.พลังงาน-ยุติธรรม ลาออก เซ่นคดีคอร์รัปชัน

(ภาพนาย เปโตร โคติน ประธานบริษัทนิวเคลียร์แห่งชาติ Enerhoatom, นายเฮอร์มัน ฮาลุชเชนโก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยูเครน และประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี)

รัฐมนตรีพลังงานและรัฐมนตรียุติธรรมของยูเครนลาออก หลังมีชื่อพัวพันในคดีคอร์รัปชันภาคพลังงานของประเทศ ท่ามกลางการโจมตีของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 น.ส.สวิตลานา ฮรินชุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเครน กับนาย เฮอร์มัน ฮาลุชเชนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากมีการสืบสวนคดีทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในภาคพลังงานของประเทศ

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เรียกร้องให้รัฐมนตรีทั้ง 2 คนลาออก หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หน่วยงานต่อต้านการคอร์รัปชันหลายหน่วยงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่หลายคน ว่าบงการแผนการยักยอกเงินมูลค่าประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในภาคพลังงาน รวมถึงการยักยอกภายในบริษัทนิวเคลียร์แห่งชาติ Enerhoatom ด้วย

ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องอื้อฉาวบางรายเป็น หรือเคยเป็น คนใกล้ชิดของประธานาธิบดีเซเลนสกี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฮอร์แมน ฮาลุชเชนโก กับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่สำคัญคนอื่น ๆ ถูกกล่าวหาว่า เรียกรับเงินสินบนจากผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งกำลังเสริมการป้องกันให้แก่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อต้านทานการโจมตีของรัสเซีย

ผู้ที่ถูกกล่าวหายังรวมถึง อดีตรองนายกรัฐมนตรี โอเลกซีย์ เชอร์นิชอฟ และ ตีมูร์ มินดิช ผู้เป็นนักธุรกิจและเจ้าของร่วมของสตูดิโอโทรทัศน์ Kvartal95 ซึ่งเป็นต้นสังกัดเก่าของเซเลนสกี โดยมีรายงานว่า นายมินดิชหลบหนีออกจากประเทศไปแล้ว

นายฮาลุชเชนโกกล่าวว่าจะปกป้องตนเองจากข้อกล่าวหาดังกล่าว ขณะที่ น.ส.ฮรินชุกโพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า “ฉันไม่ได้ละเมิดกฎหมายใด ๆ ภายในขอบเขตของกิจกรรมทางวิชาชีพของฉัน”

ทั้งนี้ สำนักงานต่อต้านการทุจริตแห่งชาติของยูเครน (Nabu) และสำนักงานอัยการพิเศษต่อต้านการทุจริต (Sap) ระบุว่า การสืบสวนซึ่งใช้เวลา 15 เดือนในการดำเนินการและรวมถึงการบันทึกเสียงกว่า 1,000 ชั่วโมง เปิดเผยถึงการมีส่วนร่วมในการคอร์รัปชันของสมาชิกหลายคนในรัฐบาลยูเครน

ตามข้อมูลของ Nabu ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เรียกเก็บเงินสินบนอย่างเป็นระบบจากผู้รับเหมาของ Enerhoatom คิดเป็นมูลค่าระหว่าง 10% ถึง 15% ของมูลค่าสัญญา และเงินจำนวนมหาศาลนี้ก็ถูกฟอกในแผนการดังกล่าว จากนั้นเงินจะถูกโอนออกนอกยูเครนไปยังประเทศต่าง ๆ รวมถึงรัสเซียด้วย

ด้านอัยการกล่าวหาว่า รายได้จากแผนการดังกล่าวถูกฟอกผ่านสำนักงานในกรุงเคียฟที่เชื่อมโยงกับครอบครัวของอันดรีย์ เดอร์คาช อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติยูเครนและปัจจุบันเป็นวุฒิสมาชิกของรัสเซีย

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา Nabu เผยแพร่ข้อความใหม่จากการสอบสวนและการดักฟังโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาพวกเขาก็ให้คำมั่นว่า จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม

เรื่องอื้อฉาวนี้กำลังเกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียทวีความรุนแรงในการโจมตีโรงงานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน รวมถึงสถานีไฟฟ้าย่อยที่จ่ายไฟฟ้าให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง และเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาการทุจริตในยูเครน ซึ่งยังคงมีการระบาดอย่างกว้างขวาง แม้ Nabu และ Sap จะพยายามจัดการตลอด 10 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

WHO เตือน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ

WHO เตือน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ

13 พ.ย. 2568 03:49 น.

WHO เตือน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การอนามัยโลกเตือนว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก็คือวิกฤตด้านสุขภาพ แนะนานาชาติใช้เรื่องสุขภาพเป็นเหตุผลในการรับมือกับภาวะโลกร้อนดีกว่าเรื่องธารน้ำแข็ง

เมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมากล่าวว่า ถึงเวลาแล้วสำหรับการเจรจาอย่างเป็นทางการด้านสุขภาพ ในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) เนื่องจาก วิกฤตสภาพภูมิอากาศก็คือวิกฤตด้านสุขภาพด้วยเช่นกัน

ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด COP ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยเขาเรียกร้องให้มีการให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นในการอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.เทดรอสกล่าวในการแถลงข่าวที่นครเจนีวาว่า “สุขภาพคือเหตุผลที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ แต่สุขภาพกลับเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ในการเจรจาเรื่องสภาพภูมิอากาศมานานเกินไปแล้ว”

“การโน้มน้าวผู้คนถึงความเร่งด่วนในการปกป้องสุขภาพของตนเองหรือของบุตรหลานนั้น ง่ายกว่าการปกป้องธารน้ำแข็งหรือระบบนิเวศมาก ทั้งสองสิ่งมีความสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งอยู่ใกล้ตัวกว่ามาก”

ดร.เทดรอสกล่าวอีกว่า วันพฤหัสบดีจะเป็นวันเพื่อสุขภาพของการประชุม COP30 เนื่องจากบราซิลในฐานะเจ้าภาพจะประกาศแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เน้นด้านสุขภาพ พร้อมด้วยมาตรการที่จะช่วยประเทศต่าง ๆ เตรียมความพร้อมของระบบสุขภาพและตอบสนองต่อผลกระทบด้านสุขภาพ

“วิกฤตสภาพภูมิอากาศคือวิกฤตด้านสุขภาพ” ดร.เทดรอสย้ำ

ด้านนาย รือดิเกอร์ เครช หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ WHO กล่าวเสริมว่า “แม้ว่าเราจะเห็นการอภิปรายด้านสุขภาพมากมายในการประชุม COP แต่เรายังไม่เห็นพื้นที่อย่างเป็นทางการสำหรับการเจรจาด้านสุขภาพเลย”

“ถึงเวลาแล้วที่สุขภาพจะกลายเป็นประเด็นสำหรับการเจรจาอย่างเป็นทางการ และเราหวังว่าจะได้เห็นสิ่งนี้ในการประชุม COP31 ในปีหน้า” นายเครชกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เหตุระเบิดนิวเดลี ดับเพิ่มเป็น 12 ศพ คาดโยงการจับกุมที่แคชเมียร์

เหตุระเบิดนิวเดลี ดับเพิ่มเป็น 12 ศพ คาดโยงการจับกุมที่แคชเมียร์

13 พ.ย. 2568 00:07 น.

เหตุระเบิดนิวเดลี ดับเพิ่มเป็น 12 ศพ คาดโยงการจับกุมที่แคชเมียร์

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดรถยนต์ใกล้ ป้อมแดง ในกรุงนิวเดลี เพิ่มขึ้นเป็น 12 ศพแล้ว โดยตำรวจกำลังสืบสวนว่าเหตุการณ์นี้ เชื่อมโยงกับการจับกุมผู้ต้องสงสัยในแคชเมียร์หรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายของอินเดีย กำลังเป็นผู้นำการสืบสวนเหตุระเบิดรถยนต์ในเมืองหลวงกรุงนิวเดลี ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ในวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 ในขณะที่บุคลากรของโรงพยาบาลท้องถิ่นเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นเป็น 12 ศพแล้ว

แหล่งข่าว 3 คนที่คุ้นเคยกับการสืบสวนบอกกับสื่อว่า ตำรวจกำลังสืบสวนว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างเหตุระเบิดกับการจับกุมกลุ่มชาย 7 คนพร้อมด้วยอาวุธและวัสดุทำระเบิด ในแคว้นแคชเมียร์เมื่อก่อนหน้านี้หรือไม่

โดยก่อนเกิดเหตุระเบิดในกรุงนิวเดลีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ตำรวจในแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาได้จับกุมชาย 7 คน ซึ่งรวมถึงแพทย์ 2 คน ในการสืบสวนต่อต้านการก่อการร้ายและปฏิบัติการตรวจค้นหลายจุดในแคชเมียร์ กับในรัฐหรยาณาและอุตตรประเทศที่อยู่ติดกับเดลี

แถลงการณ์ของตำรวจแคชเมียร์ระบุว่า ตำรวจพบปืนพก 2 กระบอก ปืนไรเฟิลจู่โจม 2 กระบอก และวัสดุสำหรับทำระเบิดหนัก 2,900 กิโลกรัมระหว่างการบุกเข้าตรวจค้น

“การสืบสวนเผยให้เห็นระบบนิเวศของผู้ก่อการร้ายปกคอขาว ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนทำงานวิชาชีพและนักศึกษาที่ถูกทำให้เป็นพวกหัวรุนแรง โดยติดต่อกับผู้บงการจากต่างชาติที่ดำเนินการจากปากีสถานและประเทศอื่น ๆ” ตำรวจแคชเมียร์กล่าว

ตำรวจเสริมด้วยว่า ชายกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธ จาอิช-อี-โมฮัมหมัด (Jaish-e-Mohammad) และ อันซาร์ กัซวัต-อุล-ฮินด์ (Ansar Ghazwat-ul-Hind) ในปากีสถาน ซึ่งอินเดียขึ้นบัญชีทั้งสองกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

12 พ.ย. 2568 22:50 น.

สส.สหรัฐฯ เผยอีเมลใหม่คดีเอปสตีน อ้าง ทรัมป์ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

สมาชิกสภาฝ่ายเดโมแครตเผยแพร่อีเมลใหม่ของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีทางเพศผู้ล่วงลับ โดยที่ในอีเมล เอปสตีนระบุอย่างชัดเจนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ รู้เรื่องเด็กผู้หญิง

เมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย. 2568 คณะกรรมการกำกับดูแลแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา (House Oversight Committee) เผยแพร่อีเมลส่วนตัวฉบับใหม่ของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องโทษคดีใคร่เด็ก โดยในนั้นเขาอ้างว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ “รู้เรื่องเด็กผู้หญิง”

ชื่อของนายทรัมป์ถูกกล่าวถึงในอีเมลส่วนตัว 3 ฉบับ ที่ส่งแลกเปลี่ยนกันระหว่างนายเอปสตีน, นางกิสเลน แม็กซ์เวลล์ ผู้สมรู้ร่วมคิดของเขา และนายไมเคิล วูล์ฟ ซึ่งเป็นนักเขียน ในช่วงปี 2554 ถึง 2562 โดยที่นายทรัมป์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนอีเมลครั้งนี้ หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดแต่อย่างใด

“สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการกำกับดูแลได้รับอีเมลใหม่จากกองมรดกของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามอย่างรุนแรงเกี่ยวกับโดนัลด์ ทรัมป์ และการรับรู้ของเขาเรื่องอาชญากรรมอันน่าสะพรึงกลัวของเอปสตีน” สมาชิกพรรคเดโมแครตโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธ

“อ่านด้วยตัวคุณเอง ถึงเวลาที่จะยุติการปิดบังนี้และเผยแพร่ไฟล์เหล่านั้นออกมา”

ในอีเมลฉบับหนึ่ง ที่ส่งถึงนายวูล์ฟเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2562 นายเอปสตีนเขียนอย่างชัดเจนว่า “ทรัมป์บอกว่าเขาขอให้ผมลาออก ไม่มีวันเป็นสมาชิก… แน่นอนว่าเขารู้เรื่องเด็กผู้หญิงเพราะเขาขอให้กิสเลนหยุด”

ในอีเมลอีกฉบับจากเดือนเมษายน 2554 เอปสตีนอ้างกับนางแม็กซ์เวลล์ว่า ทรัมป์เคย “ใช้เวลาหลายชั่วโมง” กับเหยื่อรายหนึ่ง ซึ่งมีการปิดบังชื่อไว้ “ฉันอยากให้เธอรู้ว่าคนที่ยังไม่เผยตัวคือทรัมป์… [เหยื่อ] ใช้เวลาหลายชั่วโมงที่บ้านของผมกับเขา… แต่ไม่เคยมีการกล่าวถึงเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

นายวูล์ฟส่งอีเมลอีกฉบับถึงนายเอปสตีนในวันที่ 15 ธ.ค. 2558 ซึ่งเป็นคืนที่มีการดีเบตเลือกตั้งประธานาธิบดีขั้นต้นของพรรครีพับลิกัน โดยวูล์ฟบอกกับเอปสตีนว่า “คืนนี้ CNN กำลังวางแผนจะถามทรัมป์เรื่องความสัมพันธ์ของเขากับคุณ ไม่ว่าจะออกอากาศสดหรือในการพูดคุยหลังเวทีก็ตาม”

เอปสตีนตอบว่า “ถ้าเราสามารถร่างคำตอบให้เขาได้ คุณคิดว่ามันควรเป็นอย่างไร?” ซึ่งวูล์ฟตอบกลับว่า “ฉันคิดว่าคุณควรปล่อยให้เขาผูกคอตัวเอง” “ถ้าเขาบอกว่าเขาไม่เคยอยู่บนเครื่องบิน (ของเอปสตีน) หรือไม่เคยมาบ้าน นั่นจะทำให้คุณมีแต้มต่อด้านการประชาสัมพันธ์และการเมืองที่ล้ำค่า”

“คุณสามารถแขวนเขาในทางที่อาจสร้างประโยชน์เชิงบวกให้กับคุณ หรือ หากดูเหมือนว่าเขามีโอกาสชนะจริงๆ คุณก็สามารถช่วยเขาได้ เพื่อสร้างบุญคุณเอาไว้” วูล์ฟระบุในอีเมลซึ่งมีต่อว่า “แน่นอนว่า เป็นไปได้เช่นกันที่เมื่อถูกถาม เขาจะตอบว่า เจฟฟรีย์เป็นคนดีเยี่ยม และถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และเป็นเหยื่อของความถูกต้องทางการเมือง ซึ่งจะถูกสั่งห้ามในยุคสมัยของทรัมป์”

อนึ่ง ตามบันทึกการประชุมจากการดีเบตดังกล่าว นายทรัมป์ไม่เคยได้รับคำถามเกี่ยวกับนายเอปสตีนเลย

นายทรัมป์เคยเปิดเผยต่อสาธารณะว่า เขาผิดใจกับเอปสตีน เพราะอดีตนักการเงินชื่อดังรายนี้ “ขโมย” หญิงสาวที่ทำงานในสปาของเขาที่มาร์-อา-ลาโก หลายครั้งเกินไป ซึ่งรวมถึง เวอร์จิเนีย จุฟเฟร ผู้ล่วงลับด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์เผชิญวิกฤตเกี่ยวกับเอกสารในคดีของนายเอปสตีนนานหลายเดือนในช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลังจากนายทรัมป์หาเสียงเอาไว้เมื่อปีก่อนว่า จะเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับคดีนี้ แต่กระทรวงยุติธรรมกับ FBI กลับประกาศในเดือนมิถุนายนว่า จะไม่มีการเปิดเผยเอกสารเพิ่มเติมอีก

เรื่องดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดกระแสความไม่พอใจและความโกลาหลแม้แต่ในกลุ่มนักเคลื่อนไหว MAGA ซึ่งเป็นฐานเสียงของนายทรัมป์เอง เนื่องจากพรรคเดโมแครตกับสมาชิกรีพับลิกันหัวขบถต่างพยายามผลักดันให้มีการเผยแพร่เอกสารในคดีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : independent

ฮุน มาเนต ประณามไทย อ้างยิงพลเรือนดับ 1 เจ็บ 3 วอนนานาชาติตรวจสอบ

ฮุน มาเนต ประณามไทย อ้างยิงพลเรือนดับ 1 เจ็บ 3 วอนนานาชาติตรวจสอบ

12 พ.ย. 2568 19:51 น.

ฮุน มาเนต ประณามไทย อ้างยิงพลเรือนดับ 1 เจ็บ 3 วอนนานาชาติตรวจสอบ

ฮุน มาเนต โพสต์ข้อความประณามไทย อ้างไทยใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนชาวกัมพูชา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติร่วมตรวจสอบ

เมื่อ 12 พ.ย. 2568 เกิดเหตุยิงปะทะกันรอบใหม่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 ของไทย โพสต์ข้อความระบุว่า ฝ่ายกัมพูชายิงปืนเล็ก AK-47 เข้ามาก่อนประมาณ 30 นัด ก่อนที่กกล.บูรพา ได้ยิงเตือนและดำเนินการโต้ตอบเหตุการณ์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลง ตรวจสอบฝ่ายไทยไม่ได้รับการสูญเสีย

ด้าน สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความประณามไทย อ้างใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนชาวกัมพูชา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย พร้อมเรียกร้องให้มีการสืบสวนอิสระเพื่อหาความจริง โดยขอให้ผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติเข้าร่วมด้วย

โพสต์ของ ฮุน มาเนต ระบุว่า “ผมขอประณามการใช้ความรุนแรงของฝ่ายไทยต่อพลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านเปรยจัน ในช่วงเย็นของวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน”

“การกระทำนี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดต่อเจตนารมณ์ด้านมนุษยธรรม รวมถึงข้อตกลงที่ผ่านมาในการแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกลงใช้กลไกของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในการวัดระยะและปักหลักเขตแดนชั่วคราว และให้คงสถานการณ์เดิมไว้จนกว่าการวัดจะเสร็จสิ้น และรอการตัดสินของ JBC”

“ผมขอเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติการใช้กำลังต่อพลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านเปรยจัน รวมถึงการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างสองประเทศโดยทันที”

“ผมขอเรียกร้องให้มีการเปิดการสอบสวนอย่างเป็นอิสระในกรณีนี้ และขอให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อค้นหาความจริง หาผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และมอบความเป็นธรรมให้กับพลเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการยิงครั้งนี้”

“ในขณะเดียวกัน ผมขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องพลเมืองของเราในทันที โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและชีวิตของพวกเขาเป็นอันดับแรก”

“กัมพูชายังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ตามเจตนารมณ์ของแถลงการณ์ร่วมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 เพื่อก้าวไปสู่การยุติความขัดแย้งและสร้างสันติภาพระหว่างสองประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

5 ข้อ กองทัพภาคที่ 1 โต้กัมพูชาเริ่มยิงก่อน

5 ข้อ กองทัพภาคที่ 1 โต้กัมพูชาเริ่มยิงก่อน

12 พ.ย. 2568 19:33 น.

5 ข้อ กองทัพภาคที่ 1 โต้กัมพูชาเริ่มยิงก่อน

5 ข้อ กองทัพภาคที่ 1 โต้กัมพูชาเริ่มยิงก่อน คาดใช้อาวุธปืนเล็ก AK-47 ยิงมาฝั่งบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ประมาณ 30 นัด ก่อนไทยยิงเตือนโต้กลับ

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง เหตุปะทะชายแดน จ.สระแก้ว ว่าได้รับรายงานจาก กกล.บูรพา เหตุการณ์ยิงปะทะกันในบริเวณ จต.ส.34-35 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัด สระแก้ว ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ เมื่อ เมื่อ 12 พ.ย. 2568 เวลา 16.10 น. ได้เกิดเหตุการใช้อาวุธปืนยิงมาจากฝั่งกัมพูชา คาดว่าเป็นอาวุธปืนเล็ก AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด

โดย กกล.บูรพาได้ทำการเตือน และตอบโต้ยึดตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัดเพื่อระงับเหตุ ซึ่งการใช้อาวุธตอบโต้เป็นทางเลือกสุดท้ายในสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อปกป้องชีวิตและอธิปไตยของชาติ โดยกำลังพลได้ยิงตอบโต้ด้วยอาวุธปืนเล็กยาวไปยังทิศทางยิงของฝ่ายตรงข้ามที่กระทำต่อกำลังพลฝ่ายเรา โดยใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ ไม่ให้ถูกเป้าหมายพลเรือน ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และได้ทำการหยุดตอบโต้ เมื่อภาวะคุกคามจากฝั่งตรงข้ามสิ้นสุดลงทันที

ด้าน นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงยืนยันข้อมูล ตามที่ได้รับแจ้งจากกองทัพบกว่า ทหารกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทยในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลังจากนั้น ฝ่ายไทยได้เข้าแนวกำบัง และได้ทำการยิงแจ้งเตือนไปยังจุดที่มีการยิงเข้ามา

ทั้งนี้สามารถสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดได้ดังนี้

– เวลา 16.10 น. วันที่ 12 พ.ย. 2568

– เกิดเหตุยิงปะทะกันบริเวณ จต.ส.34-35 บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว

– คาดเป็นอาวุธปืนเล็ก AK-47 จำนวน 30 นัด

– ไทยยิงเตือนตอบโต้ประมาณ 10 นาที

– ตรวจสอบฝ่ายไทยไม่ได้รับการสูญเสีย

ข้อมูลจาก กองทัพภาคที่ 1 วันที่ 12 พ.ย. 68

รู้จักแหล่งผลิต – อานุภาพปืนเล็กยาว AK-47 ทหารกัมพูชา ใช้ซุ่มโจมตีไทย

รู้จักแหล่งผลิต - อานุภาพปืนเล็กยาว AK-47 ทหารกัมพูชา ใช้ซุ่มโจมตีไทย

12 พ.ย. 2568 19:23 น.

รู้จักแหล่งผลิต – อานุภาพปืนเล็กยาว AK-47 ทหารกัมพูชา ใช้ซุ่มโจมตีไทย

รู้จักแหล่งผลิต ส่องอานุภาพปืนเล็กยาว AK-47 ทหารกัมพูชา ใช้ซุ่มโจมตีไทย พร้อมเทียบความแม่นยำ ทำไมทหารกัมพูชายังใช้ในการรบ

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง เหตุปะทะชายแดน จ.สระแก้ว ว่าได้รับรายงานจาก กกล.บูรพา เหตุการณ์ยิงปะทะกันในบริเวณ จต.ส.34-35 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัด สระแก้ว ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ เมื่อ เมื่อ 12 พ.ย. 2568 เวลา 16.10 น. ได้เกิดเหตุการใช้อาวุธปืนยิงมาจากฝั่งกัมพูชา คาดว่าเป็นอาวุธปืนเล็ก AK-47 จำนวนประมาณ 30 นัด

ปืนเล็กยาว AK-47 (Avtomat Kalashnikova 1947) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า “อาก้า” เป็นอาวุธปืนจู่โจมที่มีชื่อเสียงและถูกใช้อย่างแพร่หลายที่สุดในโลกกระบอกหนึ่ง มีรายละเอียดเกี่ยวกับอานุภาพ, แหล่งผลิต, ความรุนแรง และประสิทธิภาพ ดังนี้ครับ

แหล่งกำเนิด ปืนเล็กยาว AK-47

AK-47 ได้รับการออกแบบโดย มิคาอิล คาลาชนิคอฟ (Mikhail Kalashnikov) นายทหารชาวโซเวียต และได้รับการรับรองเข้าประจำการในกองทัพ สหภาพโซเวียต (Soviet Union) ในปี ค.ศ. 1949

  • ผู้ผลิตเริ่มต้น: โรงงานในสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือรัสเซีย) เช่น คาลาชนิคอฟคอนเซิร์น(Kalashnikov Concern)
  • การผลิตในปัจจุบัน: ปัจจุบันมีการผลิตปืนตระกูล AK (รวมถึงรุ่นที่พัฒนาต่อยอด) ในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในอดีตประเทศในกลุ่มสหภาพโซเวียตและประเทศอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตและผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาต (เช่น จีน, บัลแกเรีย, อียิปต์, เกาหลีเหนือ) คาดการณ์ว่ามีปืนตระกูล AK แพร่กระจายอยู่ทั่วโลกราว 100 ล้านกระบอก

อานุภาพและความรุนแรง

AK-47 ใช้กระสุนขนาด 7.62 × 39 มม. ซึ่งเป็นกระสุนขนาดกลาง ที่มีลักษณะเด่น:

  • ความรุนแรง: กระสุนขนาด 7.62 × 39 มม. มีอำนาจหยุดยั้ง ที่ดีในระยะใกล้ถึงปานกลาง
  • อำนาจทะลุทะลวง: มีอำนาจทะลุทะลวงสูงเมื่อเทียบกับกระสุนขนาดเล็กกว่า สามารถยิงทะลุสิ่งกำบังที่ทำจากไม้ ผนังเบา หรือตัวถังรถยนต์ได้ดีในระดับหนึ่ง
  • ความเร็วปากลำกล้อง: 2,350 ฟุตต่อวินาที
  • ผลกระทบต่อเป้าหมาย: แม้ว่ากระสุน M43 ดั้งเดิมจะไม่ค่อยแตกตัว เมื่อกระทบเป้าหมาย แต่จะทำให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์ในกรณีที่หัวกระสุนเกิดการตีลังกา ในเนื้อเยื่อ แต่ถ้าไม่ตีลังกาอาจทะลุผ่านไปโดยสร้างบาดแผลที่ค่อนข้างเล็กกว่า

ประสิทธิภาพและจุดเด่น

ประสิทธิภาพที่ทำให้ AK-47 เป็นตำนานมาจนถึงปัจจุบันคือ ความเรียบง่าย และความน่าเชื่อถือ 

  • ความน่าเชื่อถือสูง:
    • ระบบการทำงานด้วยแก๊สแบบลูกสูบชักยาว
    • ชิ้นส่วนภายในมีช่องว่าง มาก ทำให้ปืนทนทานต่อฝุ่น, โคลน, ทราย, และความสกปรกต่างๆ ได้ดีเยี่ยม และยังสามารถทำงานได้แม้ในสภาพอากาศที่เลวร้าย (หนาวจัดหรือร้อนจัด)
    • ถอดประกอบทำความสะอาดง่าย
    • ชิ้นส่วนสำคัญมีการชุบโครเมียมเพื่อเพิ่มความทนทานต่อการสึกหรอและการกัดกร่อน

ความแม่นยำ:

  • ข้อเสีย: โดยทั่วไป AK-47 มีความแม่นยำต่ำกว่าปืนจู่โจมที่ใช้กระสุนขนาดเล็กกว่า

ความแม่นยำที่ลดลงนี้เป็นผลมาจากการออกแบบให้ชิ้นส่วนหลวมเพื่อเพิ่มความเสถียรและความทนทาน

ต้นทุนการผลิต: มีราคาถูกและผลิตได้ง่ายด้วยวิธีการผลิตจำนวนมาก ทำให้แพร่กระจายไปยังกองทัพและกลุ่มติดอาวุธทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ทรัมป์ลั่น “มีภาระหน้าที่” ต้องฟ้อง BBC ปมตัดต่อสุนทรพจน์ ชี้บิดเบือนทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

ทรัมป์ลั่น "มีภาระหน้าที่" ต้องฟ้อง BBC ปมตัดต่อสุนทรพจน์ ชี้บิดเบือนทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

12 พ.ย. 2568 16:44 น.

ทรัมป์ลั่น “มีภาระหน้าที่” ต้องฟ้อง BBC ปมตัดต่อสุนทรพจน์ ชี้บิดเบือนทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่ามี “ภาระหน้าที่” ต้องฟ้องร้องสถานีโทรทัศน์บีบีซี มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32,470 ล้านบาท หลังกล่าวหาว่ารายการสารคดี Panorama ของบีบีซี ตัดต่อสุนทรพจน์ของเขาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 จนทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Ingraham Angle ของสถานีฟ็อกซ์นิวส์ว่า การตัดต่อดังกล่าว “เป็นการโกงผู้ชม” และ “บิดเบือนความจริง” โดยยืนยันว่าสุนทรพจน์ของเขาเป็นถ้อยคำที่ “สงบและสวยงาม” แต่ถูกทำให้ดูรุนแรงและชักจูงให้เกิดเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภา

นับเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์ออกมาพูดต่อสาธารณะในเรื่องนี้ หลังจากที่ทนายความของเขาได้ทำหนังสือถึง บีบีซี โดยระบุว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32,470 ล้านบาท) เว้นแต่บีบีซีจะยอมถอนเนื้อหา ขอโทษ และจ่ายค่าชดเชยให้แก่เขา

โฆษกของบีบีซีกล่าวว่า “เรากำลังพิจารณาจดหมายฉบับนี้ และจะตอบกลับโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม” ก่อนหน้านี้ นายซาเมียร์ ชาห์ ประธานคณะกรรมการบีบีซี ได้กล่าวขอโทษต่อ “ความผิดพลาดในการตัดสินใจ” เกี่ยวกับการตัดต่อดังกล่าวแล้ว

เมื่อถูกถามในรายการ The Ingraham Angle ว่าจะดำเนินการฟ้องร้องต่อไปหรือไม่ ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่าผมต้องทำนะ จะไม่ทำไมล่ะ เพราะพวกเขาฉ้อโกงสาธารณชน และพวกเขาก็ยอมรับแล้วด้วย”

ทรัมป์กล่าวต่อว่า “พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงสุนทรพจน์วันที่ 6 มกราคมของผม ซึ่งเป็นสุนทรพจน์ที่งดงาม เป็นสุนทรพจน์ที่สงบมาก ๆ แต่พวกเขาทำให้มันฟังดูรุนแรง และพวกเขาก็เปลี่ยนมันจริง ๆ สิ่งที่พวกเขาทำนั้นค่อนข้างเหลือเชื่อ” เมื่อถูกถามย้ำอีกครั้งว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ เขากล่าวว่า: “ผมคิดว่าผมมีพันธะที่จะต้องทำ เพราะคุณไม่สามารถยอมให้ผู้คนทำเช่นนั้นได้”

การสัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ถูกบันทึกไว้เมื่อวันจันทร์ (10 พ.ย.) แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบีบีซีถูกเผยแพร่ในช่วงค่ำวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ

บีบีซีได้รับจดหมายจากทนายความของทรัมป์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้มีการ “ถอนเนื้อหาอย่างเต็มรูปแบบและเป็นธรรม” ของสารคดีดังกล่าว การขอโทษ และการที่บีบีซี “ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเหมาะสม” พร้อมกำหนดเส้นตายในการตอบกลับภายในเย็นวันศุกร์นี้

การตัดต่อของบีบีซี ปรากฏในสารคดี Panorama ที่ออกอากาศก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เพียงไม่กี่วัน แต่กลายเป็นที่จับตาของสาธารณชนอย่างมีนัยสำคัญ หลังเอกสารภายในที่รั่วไหลของบีบีซี ถูกเผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์เดลี เทเลกราฟ  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เอกสารดังกล่าวระบุว่า อดีตที่ปรึกษาอิสระด้านมาตรฐานบรรณาธิการของบีบีซี ได้แสดงความกังวลว่า การตัดต่อส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ ทำให้นัยว่าประธานาธิบดีทรัมป์สนับสนุนให้เกิดการจลาจลในอาคารรัฐสภาเมื่อเดือนมกราคม 2021 อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ คำพูดจริงของทรัมป์คือ “เราจะเดินลงไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะไปให้กำลังใจวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้กล้าหาญของเรา” แต่ในการตัดต่อของ Panorama ได้นำคำพูดที่ห่างกันมากกว่า 50 นาทีมาเชื่อมต่อกัน โดยแสดงให้เห็นว่าเขากล่าวว่า “เราจะเดินลงไปที่อาคารรัฐสภา และผมจะไปที่นั่นกับพวกคุณ และเราจะสู้ เราจะสู้สุดชีวิต”

ผลกระทบของเรื่องนี้ทำให้นาย ทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ของบีบีซี และ เดบอราห์ เทิร์นเนสผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ต้องลาออกจากตำแหน่ง

นายทิม เดวี ได้กล่าวในการประชุมภายในเมื่อวันอังคารว่า “เราได้ทำผิดพลาดบางอย่างที่ทำให้เราต้องสูญเสีย แต่เราต้องต่อสู้” พร้อมย้ำว่าบีบีซีกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ผลงานที่ดีขององค์กรจะดังกว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์

ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนสำหรับบีบีซี เนื่องจากรอยัล ชาร์เตอร์ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่กำหนดการกำกับดูแลและการเงิน จะหมดอายุลงในปลายปี 2027

ลิซ่า แนนดี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอังกฤษ กล่าวต่อรัฐสภาว่า การเจรจาต่ออายุรอยัล ชาร์เตอร์ จะ “ฟื้นฟูพันธกิจขององค์กรให้เข้ากับยุคสมัยใหม่” และรับประกันว่าองค์กรจะ “รับผิดชอบอย่างแท้จริง”

คณะกรรมการด้านวัฒนธรรมเตรียมที่จะรับฟังหลักฐานจากบุคคลระดับสูงของบีบีซีในสัปดาห์หน้า รวมถึงนายซาเมียร์ ชาห์ และจะเชิญนายไมเคิล เพรสคอตต์ อดีตที่ปรึกษาด้านมาตรฐานบรรณาธิการ ซึ่งเป็นผู้เขียนบันทึกที่รั่วไหลดังกล่าว มาให้การด้วย.

ที่มา BBC

“อนุทิน” รับปากเร่งระบายน้ำ ชาวบ้านชมหล่อกว่าในทีวี อวยพรให้เป็นนายกฯ อีกสมัย

“อนุทิน” รับปากเร่งระบายน้ำ ชาวบ้านชมหล่อกว่าในทีวี อวยพรให้เป็นนายกฯ อีกสมัย

12 พ.ย. 2568 16:01 น.

“อนุทิน” รับปากเร่งระบายน้ำ ชาวบ้านชมหล่อกว่าในทีวี อวยพรให้เป็นนายกฯ อีกสมัย

“อนุทิน” ขอโทษประชาชนทำให้ลำบาก รับต้องแก้ไขปัญหา สั่งเร่งระบายน้ำออกทางตะวันออกของพื้นที่เพิ่มหวังช่วยลดความเดือดร้อน ด้านชาวอุยธยาชมหล่อกว่าในทีวี พร้อมอวยพรให้เป็นนายกฯ อีกสมัย

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานการลงพื้นที่ที่วัดบันไดช้าง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ดีใจที่ได้เจอทุกคน ถ้าตรงนี้เป็นแม่น้ำลำคลองหนองบึง แล้วได้เห็นพ่อแม่พี่น้องพายเรือมาเจอในวันนี้คงดี แต่ที่หัวเราะไม่ออกเพราะตรงนี้ไม่ใช่แม่น้ำ แต่เป็นถนน เรือกสวนไร่นา บ้านเรือน วันนี้โดนน้ำท่วมเยอะมาก ตนต้องไปวางแผนว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้น้ำเข้ามาหนักกว่านี้ ช่วงเวลาที่ยังอยู่อย่างน้อยจะช่วยในระยะสั้นให้มากที่สุดก่อน หลังจากนี้จะสั่ง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เร่งหาทางช่วยเหลือ พร้อมย้ำว่าจะสั่งการจ่ายเป็นเดือนๆ ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่พยายามทำตั้งแต่สมัยอยู่กระทรวงมหาดไทย คือพยายามเสนอวิธีการจัดการน้ำท่วมไม่ให้เดือดร้อนแบบนี้กันทุกๆ ปี และจะเจียดเงินไปทำทางน้ำเพื่อหาทางบริหารจัดการน้ำให้พ่อแม่พี่น้องมากที่สุดในอนาคต ทั้งนี้ปีหน้าพ่อแม่พี่น้องก็ไปเลือกตั้งแล้ว คงอยู่ได้อีกไม่เกิน 2 เดือน ซึ่งจะช่วยเหลือเยียวยาไปพลางก่อน สำหรับบ้านเรือนที่น้ำท่วม 3-4 เดือน จะให้นายภราดร ไปดูย้อนหลังให้ตั้งแต่วันน้ำท่วม

“วันนี้ต้องกราบขออภัยจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ยืนยันว่าจะไม่ทำให้เจตนารมณ์ของพ่อแม่พี่น้องสูญเปล่า มีเท่าไหร่ก็ต้องเอามาทำให้อย่างเต็มที่ พร้อมกับจัดการเร่งระบายน้ำให้”

นายอนุทิน เผยอีกว่า ตอนอยู่บนเฮลิคอปเตอร์มองลงมาเห็นพื้นที่ได้ชัดเจน เห็นว่าฝั่งตะวันออกยังมีพื้นที่ ก็จะสั่งการให้เร่งระบายน้ำออกไป เพื่อให้น้ำฝั่งตะวันตกได้ระบายออก ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็สนิทกันอยู่แล้ว จะเร่งรัดให้เสนอโครงการระบายน้ำทางอ่าวไทย เพื่อเป็นตัวช่วยระบายน้ำเจ้าพระยาออก จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนแบบนี้ พร้อมกับจะเร่งโครงการของกรมชลประทานหลายโครงการให้แล้วเสร็จ

“ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องกราบขออภัยพ่อแม่พี่น้องที่ทำให้ต้องประสบความลำบากยากเย็น ปกติปลายเดือนตุลาคมน้ำจะไปหมดแล้ว ปีนี้ฝนก็ไม่ได้มากขึ้น แต่คงต้องแก้ปัญหาเรื่องการตัดสินใจในการระบายน้ำออกไปตามช่องทางต่างๆ ซึ่งต้องไปแก้ไขในส่วนนี้ เพื่อไม่ให้มีความเดือดร้อนอย่างปีนี้อีก เรื่องนี้ขอให้เป็นธุระของพวกผม”

จากนั้นตัวแทนชาวบ้านได้เสนอแนะนายกรัฐมนตรีขอให้ชลประทานระบายน้ำเพิ่มเติม และขอให้บริหารจัดการน้ำให้เข้าสู่ภาวะปกติเพื่อใช้ชีวิตตามปกติได้ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รับปากจะทำให้และจะเพิ่มให้ด้วย คือให้นายภราดร นายสุรศักดิ์ เร่งให้ความช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด ให้เสร็จภายในวันอังคารนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย ชาวบ้านได้ชมนายกรัฐมนตรีว่าหล่อกว่าในทีวี พร้อมอวยพรให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกในสมัยหน้า

ผู้ประท้วงชนพื้นเมืองบุกงานประชุม COP30 ปะทะเจ้าหน้าที่ เรียกร้องปกป้องป่าและสิทธิในที่ดิน

ผู้ประท้วงชนพื้นเมืองบุกงานประชุม COP30 ปะทะเจ้าหน้าที่ เรียกร้องปกป้องป่าและสิทธิในที่ดิน

12 พ.ย. 2568 15:35 น.

ผู้ประท้วงชนพื้นเมืองบุกงานประชุม COP30 ปะทะเจ้าหน้าที่ เรียกร้องปกป้องป่าและสิทธิในที่ดิน

ผู้ประท้วงชนพื้นเมืองหลายสิบคนได้บุกเข้าไปในสถานที่จัดประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศ COP30 ที่เมืองเบเลม ประเทศบราซิล และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่บริเวณทางเข้า เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและปกป้องผืนป่าแอมะซอน บางคนถือป้ายที่มีข้อความว่า “แผ่นดินของเราไม่ขาย” และ “เรากินเงินไม่ได้”

ผู้ประท้วงจำนวนหลายสิบคนพยายามฝ่าด่านรักษาความปลอดภัยเข้าไปในพื้นที่จัดงาน ซึ่งมีผู้แทนจากทั่วโลกนับพันคนเข้าร่วมประชุม โดยตะโกนเรียกร้องให้มีการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและปกป้องผืนป่าแอมะซอน บางคนถือป้ายที่มีข้อความว่า “แผ่นดินของเราไม่ขาย” และ “เรากินเงินไม่ได้”

“นอโต” ผู้นำชนพื้นเมืองจากชุมชนทูปินัมบา กล่าวกับสื่อว่า “เราต้องการให้ที่ดินของเราปลอดจากธุรกิจเกษตรเชิงอุตสาหกรรม การขุดเจาะน้ำมัน การทำเหมืองและการตัดไม้ผิดกฎหมาย”

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามผลักผู้ประท้วงออกและนำโต๊ะมากั้นทางเข้า ระหว่างเหตุชุลมุนมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่ท้องและต้องถูกนำตัวออกไปด้วยรถเข็น อีกคนหนึ่งมีบาดแผลที่เหนือดวงตาหลังถูกไม้ตีกลองขนาดใหญ่ขว้างใส่ ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถยึดไม้ขนาดยาวหลายอันจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้

หลังเกิดเหตุไม่นาน ผู้ประท้วงได้สลายตัว โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ประท้วงกลุ่มใหญ่ที่เดินขบวนมุ่งหน้าสู่สถานที่จัดการประชุม เจ้าหน้าที่ได้กันพื้นที่และสั่งให้ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่ภายในอาคารจนกว่าจะปลอดภัย

โฆษกของสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์ว่า “ช่วงค่ำที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงได้ฝ่าด่านความปลอดภัยบริเวณทางเข้าหลักของการประชุม ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองรายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และมีความเสียหายต่อสถานที่เล็กน้อย” พร้อมยืนยันว่าทั้งเจ้าหน้าที่บราซิลและสหประชาชาติได้ดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และสถานที่จัดการประชุมปลอดภัยแล้ว โดยการเจรจายังคงดำเนินต่อไปตามกำหนด

ประตูทางเข้าหลักของสถานที่ถูกปิดเพื่อซ่อมแซมและจะเปิดใช้งานอีกครั้งในวันพุธ ตามข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ

ประธานาธิบดี ลูอิซ อีนาซีโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของชนพื้นเมืองในการเจรจาครั้งนี้ โดยก่อนหน้านี้ ผู้นำชนพื้นเมืองหลายสิบคนได้เดินทางโดยเรือมาร่วมการประชุม เพื่อเรียกร้องให้มีส่วนร่วมมากขึ้นในกระบวนการจัดการป่าไม้

ขณะเดียวกัน หัวหน้าชนพื้นเมืองชื่อดัง ราโอนี เมตูคไตรี  ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ชุมชนชนพื้นเมืองจำนวนมากรู้สึกไม่พอใจต่อโครงการอุตสาหกรรมและการพัฒนาที่ดำเนินอยู่ในป่าแอมะซอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลบราซิลให้อำนาจแก่ชนพื้นเมืองในการปกป้องผืนป่าที่พวกเขาอาศัยอยู่.

ที่มา Reuters