Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง หั่นเพิ่มอีกปีหน้า ดึง AI แทน

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง หั่นเพิ่มอีกปีหน้า ดึง AI แทน

28 ต.ค. 2568 22:42 น.

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง หั่นเพิ่มอีกปีหน้า ดึง AI แทน

Amazon เตรียมลดพนักงาน 14,000 ตำแหน่ง ในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาใช้งานมากขึ้น และมีแผนจะลดพนักงานอีกในปีหน้าด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท Amazon (อเมซอน) เปิดเผยในวันอังคารที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาจะลดจำนวนพนักงานฝ่ายองค์กรลงประมาณ 14,000 ตำแหน่ง ในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีการลดจำนวนพนักงานลงอีกในปีหน้าด้วย

ข้อมูลในบันทึกที่ส่งถึงพนักงานเมื่อช่วงเช้าและเผยแพร่บนเว็บไซต์ของบริษัท ระบุว่า การลดพนักงานครั้งนี้จะช่วยบริษัทในการ “ลดขั้นตอนระบบราชการลงอีก, ขจัดลำดับชั้นที่ซ้ำซ้อนออกไป และโยกย้ายทรัพยากรเพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังลงทุนในเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันจันทร์ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า Amazon วางแผนที่จะลดตำแหน่งงานฝ่ายองค์กรมากถึง 30,000 ตำแหน่ง โดยจะเริ่มในวันอังคาร เนื่องจากบริษัทกำลังชดเชยการจ้างงานที่มากเกินไป ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งปริมาณความต้องการพุ่งขึ้นถึงขีดสุด

ทั้งนี้ ตามข้อมูล ณ ช่วงสิ้นปี 2567 Amazon มีพนักงานเต็มเวลาและนอกเวลาประมาณ 1.56 ล้านคน และมีพนักงานฝ่ายองค์กรอยู่ประมาณ 350,000 คน

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัท Amazon ได้ดำเนินการลดตำแหน่งงานแบบแยกส่วนในแผนกต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงธุรกิจหนังสือ, อุปกรณ์ และธุรกิจพอดแคสต์ Wondery

น.ส.เบธ กาเลตติ รองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีและประสบการณ์บุคลากร ระบุในบันทึกว่า การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้ทีมงานทำงานได้เร็วขึ้นแล้ว และบริษัทจะยังคงบริหารจัดการการจ้างงานต่อไปโดย “การลดในบางส่วนและจ้างในส่วนอื่น ๆ” เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026

บริษัทยังจะเสนอให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มีเวลา 90 วันในการมองหาตำแหน่งใหม่ภายในองค์กร และกล่าวว่าทีมจัดหางานของพวกเขาจะให้ความสำคัญกับผู้สมัครเหล่านั้น

บันทึกดังกล่าวยังย้ำถึงความพยายามของ แอนดี แจสซี ซีอีโอ ในการลดลำดับชั้นการจัดการ และพึ่งพาเทคโนโลยี AI มากขึ้น โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาเคยกล่าวไว้ว่า การนำเครื่องมือ Generative AI มาใช้เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้จำนวนพนักงานฝ่ายองค์กรทั้งหมดของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซแห่งนี้ลดลงในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

Amazon คาดด้วยว่าจะต้องใช้จ่ายเงินลงทุนประมาณ 1.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการสร้าง AI และโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับคลาวด์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

28 ต.ค. 2568 20:39 น.

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

“อันวาร์ อิบราฮิม” ผู้นำมาเลเซีย ตอบนักข่าวคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ ก่อนเหน็บผู้นำบางคนคุยแบบส่วนตัว ไม่ควรปล่อยคลิปการสนทนาหลุด เหมือนที่เคยเกิดในอดีต มิเช่นนั้นจะไม่มีใครอยากสนทนาด้วย

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงปิดท้ายพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่ Plenary Hall ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ (KLCC) โดยช่วงที่เปิดให้สื่อมวลชนถาม มีนักข่าวผู้หญิงถามว่าอยากให้ช่วยบอกผู้สื่อข่าวหน่อยว่าท่านนายกฯ อันวาร์ กับประธานาธิบดีทรัมป์ พูดคุยระหว่างเดินทางจากสนามบินถึง KLCC ว่าคุยอะไรกันบ้างที่นอกจากเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ และเรื่องภาษา

หลังจบคำถาม นายกฯ อันวาร์ ตอบว่า ผมรู้ว่าทุกคนอยากจะรู้ตอนที่อยู่ข้างในรถ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ชวนไปนั่งรถด้วยกัน ซึ่งที่จริงแล้ว ในทางพิธีการทูตไม่สามารถทำได้ เมื่อเข้าไปข้างในรถ เราพบกัน ผมพยายามใช้ความสามารถในการที่จะปฏิสัมพันธ์กับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ท่านเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟัง อธิบาย และแลกเปลี่ยนกันในประเด็นต่างๆ เรื่องประเทศของเราทั้งสอง เพื่อนบ้าน เรื่องจีน เรื่องบราซิล เรื่องแอฟริกาใต้  

เรื่องภาษี ผมก็ได้พูดคุยกับท่านประธานาธิบดี ในเรื่องภาษี 0% ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งออกของเซมิคอนดัคเตอร์ประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ผมก็ขอขอบคุณท่านประธานาธิบดี ที่ให้มาเลเซียตรงนั้น 

นายกฯ มาเลเซีย กล่าวอีกว่า บางครั้งก็หารือกันเรื่องประเทศ ซึ่งในข่าวที่รายงานว่าผมได้พบกับผู้นำฮามาสที่โดฮา ผมรู้จัก 2 คนที่นั่น ผมได้บอกผู้นำฮามาสว่า ผมสนับสนุนการริเริ่มสันติภาพ ของกลุ่มประเทศอาหรับ OIC ที่ก่อให้เกิดสันติภาพในอิสราเอล ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ โดยคำตอบของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ก็คือ มันเป็นแค่เฟสแรก ยังต้องทำงานกันต่อ และจะพยายามทำอย่างจริงจัง 

ผมคิดว่า ผมอยู่ในจุดที่โชคดี ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสสนทนาอย่างเป็นส่วนตัว และเป็นความลับ และผมต้องสารภาพว่าท่านก็รับฟังความเห็น ผมคิดว่าผมพยายามทำดีที่สุด ที่จะนำเสนอในช่วงระยะเวลาการสนทนา และท่านก็รับฟัง ซึ่งมันก็เป็นเหมือนการประชุมทางการอื่นๆในการเจรจาทวิภาคีระหว่างมาเลเซีย-สหรัฐ และวงอาเซียน นั่นมันเป็นวิธีการทางทูตที่เหมือนกัน ผมได้ทำดีที่สุด ในการร้องขอเรื่องการริเริ่มสันติภาพ ต้องครอบคลุม ยั่งยืน เป็นกลาง และแน่นอนมีอีกหลายอย่างที่คุยกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งผมยินดีที่ได้ฟัง  

แต่การสนทนาส่วนตัวระหว่างผู้นำ คุณต้องให้ความเคารพ ซึ่งถ้ามีการปล่อยหลุดออกไปเหมือนในอดีต หรือมีการปล่อยเสียงสนทนาทางโทรศัพท์หลุดออกไป คงไม่มีใครที่อยากจะคุยกับคุณ หรือว่าเผยแพร่บทสนทนาส่วนตัว ซึ่งเราจะไม่ทำอย่างนั้น ผมจึงบอกเล่าเฉพาะหัวข้อที่คิดว่าบอกเล่าได้.

อ่านข่าวเกี่ยวกับ อันวาร์ อิบราฮิม

เผยรายละเอียด สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ “กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน” ไทยยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 99%

เผยรายละเอียด สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ "กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน" ไทยยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 99%

28 ต.ค. 2568 16:17 น.

เผยรายละเอียด สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ “กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน” ไทยยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 99%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศบรรลุกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) กับประเทศไทย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรของสหรัฐฯ เข้าถึงตลาดไทยได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยไทยจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 99% ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มุ่งลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐฯ พร้อมกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยืนยันมูลค่าการค้าที่จะเกิดขึ้นรวมกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศข้อตกลงการค้ากับราชอาณาจักรไทย โดยเน้นย้ำถึงการมอบสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงตลาดในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับชาวอเมริกัน ข้อตกลงนี้จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี และสนับสนุนความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

สาระสำคัญของข้อตกลง:

  • ภาษีศุลกากร: ไทยจะยกเลิกภาษีนำเข้าใน 99% ของสินค้าทั้งหมด ครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรม เกษตรและอาหารจากสหรัฐฯ ส่วนสหรัฐฯ จะคงอัตราภาษีตอบแทน 19% สำหรับสินค้านำเข้าจากไทย และจะพิจารณาปรับเป็น 0% สำหรับสินค้าบางรายการที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายคำสั่งฝ่ายบริหารเลขที่ 14346
  • ลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม: ไทยตกลงรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์ตามกฎหมายสหรัฐฯ, ยอมรับใบรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) สำหรับเครื่องมือแพทย์และยา, อนุญาตนำเข้าเอทานอลเป็นเชื้อเพลิง, ปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเพื่อลดการให้รางวัลจากค่าปรับ และดำเนินการตามแนวทางกำกับดูแลที่โปร่งใส
  • เปิดตลาดสินค้าเกษตรสหรัฐฯ: ไทยจะเร่งอนุมัติการนำเข้าเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกจากโรงงานที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานความปลอดภัยอาหารของสหรัฐฯ (FSIS), แก้ไขเงื่อนไขกีดกันทางเทคนิคสำหรับสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดอบแห้ง และยอมรับใบรับรองสินค้าจากหน่วยงานสหรัฐฯ
  • ยกเลิกอุปสรรคด้านการค้าและบริการดิจิทัล: ไทยจะไม่จัดเก็บภาษีบริการดิจิทัลหรือมาตรการเลือกปฏิบัติต่อแพลตฟอร์มสหรัฐฯ, อนุญาตให้มีการโอนข้อมูลข้ามพรมแดนอย่างเสรี, สนับสนุนการงดเก็บภาษีศุลกากรจากการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO), ยกเลิกข้อบังคับประมวลผลธุรกรรมบัตรเดบิตภายในประเทศ และผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นต่างชาติในธุรกิจโทรคมนาคม
  • ทรัพย์สินทางปัญญา: ไทยให้คำมั่นแก้ไขปัญหาการละเมิดเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และการละเมิดสิทธิบัตร รวมถึงจัดการกับองค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์เถื่อน และความล่าช้าในการจดสิทธิบัตร พร้อมร่วมกำหนดกรอบการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
  • ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ: ทั้งสองประเทศจะร่วมมือสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และร่วมดำเนินมาตรการควบคุมการส่งออกและการลงทุนในสาขายุทธศาสตร์
  • สิทธิแรงงานและสิ่งแวดล้อม: ไทยจะปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ส่งเสริมสิทธิการรวมตัวและการเจรจาต่อรองของแรงงาน รวมทั้งเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงต่อแรงงานบังคับและแรงงานเด็ก พร้อมรักษามาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ดีลการค้าขนาดใหญ่: สหรัฐฯ และไทยเตรียมลงนามข้อตกลงทางพาณิชย์ระหว่างบริษัทเอกชนในภาคเกษตร พลังงาน และการบิน มูลค่ารวมกว่า 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • สินค้าเกษตร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และธัญพืชแห้ง) มูลค่าราว 2.6 พันล้านดอลลาร์/ปี
    • พลังงาน (ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ และอีเทน) มูลค่าราว 5.4 พันล้านดอลลาร์/ปี
    • จัดซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 18.8 พันล้านดอลลาร์

แนวทางข้างหน้า: สหรัฐฯ และไทยจะเร่งเจรจาเพื่อสรุปและลงนามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯ ลดการขาดดุลการค้ากับไทย และขยายโอกาสให้เกษตรกร ผู้ผลิต และธุรกิจขนาดกลาง–ขนาดย่อมของอเมริกา

ข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “America First” ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าไม่เป็นธรรม และฟื้นฟูสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศพันธมิตร โดยไทยถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักที่สหรัฐฯ ต้องการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ามากเป็นอันดับที่ 11 ซึ่งมีมูลค่ารวม 45 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024.

ที่มา The Office of the United States Trade Representative

มือปืนรับสารภาพสังหาร “ชินโซ อาเบะ” อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น

มือปืนรับสารภาพสังหาร "ชินโซ อาเบะ" อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น

28 ต.ค. 2568 14:38 น.

มือปืนรับสารภาพสังหาร “ชินโซ อาเบะ” อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น

มือปืนผู้ก่อเหตุลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ได้ให้การรับสารภาพต่อศาล หรือ 3 ปีหลังเหตุการณ์สังหารกลางวันแสก ๆ ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก การสังหารครั้งนี้ทำให้ญี่ปุ่น ซึ่งแทบไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงจากอาวุธปืน ต้องทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และจุดประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองอนุรักษนิยมกับลัทธิ “โบสถ์แห่งความสามัคคี”

นายเท็ตสึยะ ยามากามิ ผู้ต้องหาวัย 45 ปี ได้รับสารภาพในศาลที่เมืองนารา โดยกล่าวว่า “ทุกอย่างเป็นความจริง” ในข้อหาฆาตกรรมผู้นำที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคม 2022

นายยามากามิ ซึ่งสวมเสื้อยืดสีดำและรวบผมยาวด้านหลัง ได้รับการควบคุมตัวเข้ามาในห้องพิจารณาคดีโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 4 นาย แม้เขาจะตอบคำถามของผู้พิพากษาด้วยเสียงที่เบามาก แต่ทนายความของเขาแถลงว่าจะมีการโต้แย้งในบางข้อหา รวมถึงการละเมิดกฎหมายควบคุมอาวุธปืน จากการถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง

ประเด็นสำคัญในคดีนี้คือ การพิจารณาว่าจะมีเหตุบรรเทาโทษหรือไม่ เนื่องจากมีรายงานจากสื่อท้องถิ่นว่านายยามากามิมีความคับแค้นใจจาก “การทารุณกรรมทางศาสนา” ในวัยเด็ก อันเนื่องมาจากการอุทิศตนอย่างสุดโต่งของมารดาต่อโบสถ์แห่งความสามัคคี

มีรายงานว่า นายยามากามิมีความแค้นเคืองต่ออดีตนายกฯ อาเบะ จากการที่เขามีความเชื่อมโยงกับโบสถ์ดังกล่าว ซึ่งก่อตั้งในเกาหลีใต้เมื่อปี 1954 โดยโบสถ์นี้ถูกกล่าวหาว่าทำให้เกิดการละเลยเด็กและการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินจากสมาชิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางโบสถ์ปฏิเสธ

นายยามากามิ ระบุว่า ตนมีความแค้นต่อโบสถ์แห่งความสามัคคีอย่างรุนแรง เนื่องจากมารดาของเขาได้บริจาคเงินให้โบสถ์ไปกว่า 100 ล้านเยน (ประมาณ 25 ล้านบาทในขณะนั้น) จนทำให้ครอบครัวล้มละลาย

หลังเหตุการณ์สังหารนายอาเบะ การสอบสวนได้นำไปสู่การเปิดเผยความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างโบสถ์แห่งความสามัคคีกับนักการเมืองอนุรักษนิยมหลายคนในพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล จนนำไปสู่การลาออกของรัฐมนตรีถึง 4 คน และศาลแขวงโตเกียวได้มีคำสั่งยุบสาขาในญี่ปุ่นของโบสถ์นี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าได้สร้าง “ความเสียหายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ต่อสังคม

เหตุลอบสังหารยังเป็นสัญญาณเตือนสำหรับญี่ปุ่น ซึ่งมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รายงานของตำรวจระบุว่าเหตุการณ์ความรุนแรงจากปืนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในที่เกิดเหตุไม่สามารถแยกแยะเสียงปืนนัดแรกได้ทันที และเข้าช่วยเหลือนายอาเบะช้าเกินไป

ส่งผลให้ในปี 2024 สมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมอาวุธ เพื่อป้องกันการทำปืนประดิษฐ์ โดยกำหนดให้การอัปโหลดวิดีโอสอนทำอาวุธปืนและการเผยแพร่ข้อมูลการขายปืนในโซเชียลมีเดียอาจมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี.

ที่มา AFP

Amazon เตรียมปลดพนักงานองค์กรกว่า 30,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน-ปรับโครงสร้างรับยุค AI

Amazon เตรียมปลดพนักงานองค์กรกว่า 30,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน-ปรับโครงสร้างรับยุค AI

28 ต.ค. 2568 12:44 น.

Amazon เตรียมปลดพนักงานองค์กรกว่า 30,000 ตำแหน่ง ลดต้นทุน-ปรับโครงสร้างรับยุค AI

Amazon เตรียมลดตำแหน่งงานในส่วนองค์กร สูงสุดถึง 30,000 ตำแหน่ง เริ่มตั้งแต่วันอังคารนี้ ตามรายงานจากแหล่งข่าว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับลดค่าใช้จ่ายและการแก้ไขปัญหาการจ้างงานเกินความจำเป็นในช่วงที่ความต้องการพุ่งสูงในช่วงโควิด-19 การปรับลดครั้งนี้คิดเป็นเกือบ 10% ของพนักงานในส่วนองค์กรทั้งหมด และถือเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022 ขณะบริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรและเพิ่มการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการทำงาน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 3 รายว่า บริษัทแอมะซอน (Amazon) ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซและเทคโนโลยี มีแผนที่จะปรับลดจำนวนพนักงานในส่วนงานองค์กรลงมากถึง 30,000 ตำแหน่ง โดยการแจ้งเตือนพนักงานที่ได้รับผลกระทบจะเริ่มขึ้นในเช้าวันอังคาร ตามข้อมูลจากบุคคลที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้

การปรับลดครั้งนี้ถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนพนักงานทั้งหมดของ Amazon ที่มีอยู่ 1.55 ล้านคน แต่คิดเป็นเกือบ 10% ของพนักงานองค์กรประมาณ 350,000 คน และเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่การลดพนักงาน 27,000 ตำแหน่งเมื่อปลายปี 2565

การปรับลดพนักงานครั้งใหม่นี้คาดว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายแผนก รวมถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือที่เรียกว่า People Experience and Technology (PXT), ฝ่ายปฏิบัติการ, ฝ่ายอุปกรณ์และบริการ, Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจคลาวด์คอมพิวติงที่ทำกำไรสูงสุดของบริษัท โดยผู้จัดการทีมที่ได้รับผลกระทบ ได้เข้ารับการฝึกอบรมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสื่อสารกับพนักงานที่จะได้รับแจ้งผ่านอีเมล

นายแอนดี้ แจสซีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon กำลังดำเนินการตามแผนลดความซ้ำซ้อนและระบบการบริหารที่มากเกินไป โดยรวมถึงการลดจำนวนผู้จัดการ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้เปิดเผยว่า การใช้เครื่องมือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่การลดตำแหน่งงานเพิ่มเติม โดยเฉพาะงานที่ทำซ้ำและเป็นกิจวัตร

สกาย คานาเวส นักวิเคราะห์จาก eMarketer กล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้ส่งสัญญาณว่า Amazon อาจเริ่มตระหนักถึงการเพิ่มผลผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ภายในทีมงานองค์กร จนสามารถลดพนักงานลงได้อย่างมาก

แม้ว่า Amazon จะประกาศรับสมัครพนักงานตามฤดูกาล จำนวน 250,000 ตำแหน่ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเทศกาลขายที่คาดว่าจะคึกคัก แต่ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายในหน่วยธุรกิจ AWS ซึ่งเป็นศูนย์กลางกำไรหลัก

รายงานยอดขายไตรมาสที่สองของ AWS อยู่ที่ 30.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.5% ซึ่งยังคงต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง Microsoft Azure (39%) และ Google Cloud (32%) นอกจากนี้ AWS ยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระบบอินเทอร์เน็ตล่มเป็นเวลาประมาณ 15 ชั่วโมงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้มีการปลดพนักงานจำนวนมากคือ โครงการเรียกพนักงานกลับเข้าสำนักงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งมีความเข้มงวดที่สุดในบรรดาบริษัทเทคโนโลยี ล้มเหลวในการกระตุ้นให้พนักงานลาออกตามเป้าหมายที่บริษัทต้องการ โดยมีรายงานว่า พนักงานบางคนที่ไม่ได้เข้าสำนักงานตามกำหนด อาจถูกแจ้งว่าได้ลาออกโดยสมัครใจและจะไม่ได้รับค่าชดเชย เพื่อช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่าย.

ที่มา Reuters

แหล่งข่าวเผย อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

แหล่งข่าวเผย อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

28 ต.ค. 2568 12:32 น.

แหล่งข่าวเผย อาเซียนจะไม่ส่งผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเมียนมา

นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เรียกร้องเมียนมาหยุดยิงทันที หลังที่ประชุมอาเซียนแสดงความกังวลต่อสถานการณ์เมียนมา ขณะที่ประเทศสมาชิกไม่เห็นพ้องส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเดือนธ.ค.นี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 แหล่งข่าวทางการทูตในเมียนมาเปิดเผยว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งในเมียนมา ที่รัฐบาลทหารเตรียมจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ โดยระบุว่า เป็นสัญญาณสะท้อนการไม่ยอมรับความพยายามสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย

ในขณะที่ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาได้ประกาศจัดการเลือกตั้งเริ่มวันที่ 28 ธันวาคม โดยอ้างว่าเป็น ก้าวสำคัญสู่ความปรองดอง ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้ออกมาเรียกร้องให้เกิดการหยุดยิงทันที  พร้อมเปิดเผยว่า ผู้นำอาเซียนทั้ง 11 ประเทศที่ร่วมประชุมในมาเลเซียได้แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้ง ต่อสถานการณ์ความรุนแรง และเตือนถึงความล้มเหลวในการสร้างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในกระบวนการสันติภาพ

แถลงการณ์ของอาเซียนระบุว่า การยุติความรุนแรงและการเจรจาทางการเมืองแบบครอบคลุม ต้องเกิดขึ้นก่อนการจัดการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าแม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะเชิญประเทศสมาชิกส่งผู้สังเกตการณ์ แต่อาเซียนโดยรวมจะไม่ส่งคณะอย่างเป็นทางการ

แหล่งข่าวนักการทูตรายหนึ่งเผยว่า อาเซียนจะไม่มีผู้สังเกตการณ์ในนามองค์กร แต่ประเทศสมาชิกสามารถส่งผู้แทนได้ในฐานะทวิภาคี ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายยืนยันว่า ไม่มีฉันทามติให้จัดส่งคณะผู้สังเกตการณ์ในนามอาเซียน.

ญี่ปุ่นคุมเข้ม “วีซ่าผู้บริหารธุรกิจ” ปรับเพิ่มเงินลงทุนขั้นต่ำ สกัดลักลอบเข้าทำงานผิดกม.

ญี่ปุ่นคุมเข้ม “วีซ่าผู้บริหารธุรกิจ” ปรับเพิ่มเงินลงทุนขั้นต่ำ สกัดลักลอบเข้าทำงานผิดกม.

28 ต.ค. 2568 12:27 น.

ญี่ปุ่นคุมเข้ม “วีซ่าผู้บริหารธุรกิจ” ปรับเพิ่มเงินลงทุนขั้นต่ำ สกัดลักลอบเข้าทำงานผิดกม.

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศ คุมเข้มกฎการยื่นขอวีซ่าผู้บริหารธุรกิจ ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ หลังพบว่ามีการนำวีซ่าดังกล่าวมาใช้เป็นช่องทางอพยพเข้าสู่ญี่ปุ่นโดยไม่ทำธุรกิจจริง 

ภายใต้กฎใหม่ ผู้สมัครขอวีซ่าต้องมีเงินลงทุน อย่างน้อย 30 ล้านเยน หรือ ประมาณ 6.8 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 6 เท่า เพื่อสกัดผู้ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เข้ามาทำธุรกิจจริงๆ นอกจากนี้บริษัทยังต้องจ้างพนักงานเต็มเวลาอย่างน้อย 1 คน ซึ่งต้องเป็นพลเมืองญี่ปุ่นหรือผู้พำนักถาวรในญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน ผู้สมัครยังต้องมีประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจอย่างน้อย 3 ปี หรือมีวุฒิการศึกษา ระดับปริญญาโทขึ้นไป

นาย อิโตะ จุนจิ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น ระบุว่า ที่ผ่านมามีการยื่นขอวีซ่าผู้บริหารผ่านบริษัทที่ไม่มีการดำเนินกิจการจริง แต่ใช้สถานะนี้เพื่ออพยพเข้าญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ เพราะกฎเกณฑ์เดิมนั้นหย่อนเกินไป

ข้อมูลพบว่ากว่าครึ่งของผู้ถือวีซ่าผู้บริหารธุรกิจเป็นชาวจีน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นนักลงทุนจริง แต่ก็มีจำนวนมากที่ใช้ช่องทางนี้เพื่ออพยพหนีจากสถานการณ์ในประเทศ เช่น มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดในช่วงโควิด-19 ของรัฐบาลปักกิ่ง และแรงกดดันด้านการศึกษาที่สูงมากจากการแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยในจีน หลายครอบครัวจึงเลือกย้ายมาญี่ปุ่นเพื่อให้บุตรหลานได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่กดดันน้อยกว่า

สำนักงานกฎหมายหลายแห่งที่ช่วยยื่นขอวีซ่าให้ลูกค้าระบุว่า มีกลุ่มผู้สมัครแสดงความกังวล โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ต้องจ้างพนักงานเต็มเวลา ซึ่งอาจสร้างภาระหนักสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพต่างชาติ โดยนาง มัตสึชิตะ นามิโกะ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า อุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจในญี่ปุ่นสูงขึ้นมาก คนที่รักญี่ปุ่นและอยากมาลงทุนอาจถูกกันออกไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพเติบโตในญี่ปุ่นได้

วีซ่าประเภทนี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและสร้างงานในญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันพบว่าได้รับความนิยมสูงผิดคาด โดยมีผู้ถือสถานะนี้กว่า 41,000 คนในปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบทศวรรษ

ขณะที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น ระบุว่าจะติดตามผลของกฎใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศและความสมดุลระหว่างการคัดกรองผู้อพยพ กับ การดึงดูดนักธุรกิจคุณภาพ.

ที่มา : NHK

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

พม่าเปิดฉากหาเสียงเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหาร ท่ามกลางสงคราม-การคว่ำบาตรจากทั่วโลก

พม่าเปิดฉากหาเสียงเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหาร ท่ามกลางสงคราม-การคว่ำบาตรจากทั่วโลก

28 ต.ค. 2568 12:09 น.

พม่าเปิดฉากหาเสียงเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหาร ท่ามกลางสงคราม-การคว่ำบาตรจากทั่วโลก

พรรคการเมืองที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารพม่า เริ่มต้นการหาเสียงในวันนี้ ก่อนการเลือกตั้งจะเริ่มในวันที่ 28 ธันวาคม แต่การเลือกตั้งดังกล่าวถูกมองทั้งจากในประเทศและต่างประเทศว่าเป็นเพียงกลยุทธ์สร้างความชอบธรรมให้ระบอบเผด็จการ ขณะที่ประเทศยังจมอยู่ในสงครามกลางเมือง และประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจการเลือกตั้งครั้งนี้

พม่าตกอยู่ภายใต้สงครามกลางเมืองนับตั้งแต่กองทัพเข้ายึดอำนาจด้วยการทำรัฐประหารเมื่อปี 2021 โดยโค่นล้มและคุมขังนางออง ซาน ซูจี ผู้นำประชาธิปไตย ซึ่งพรรคของเธอได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แม้รัฐบาลทหารจะสูญเสียพื้นที่ส่วนใหญ่ให้กับกองกำลังต่อต้านประชาธิปไตยและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ แต่ก็ยังคงผลักดันการเลือกตั้งโดยอ้างว่าเป็นหนทางสู่การปรองดอง

กลุ่มกบฏต่อต้านได้ประกาศบอยคอตการลงคะแนนเสียง ในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่พวกเขายึดครอง ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ ได้ประณามเงื่อนไขที่จำกัดของการเลือกตั้งในเขตที่รัฐบาลทหารควบคุม

ขณะที่ชาวพม่าจำนวนมากแสดงท่าทีไม่แยแสต่อการเลือกตั้ง โดยชาวเมืองซิตตเว รัฐยะไข่ วัย 60 ปี ให้ความเห็นว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความหมายสำหรับผม มันไม่ใช่การเลือกตั้งที่แท้จริง และผมไม่เห็นว่ามีใครสนับสนุนมัน” และเสริมว่าผู้คนกำลังดิ้นรนกับปัญหาปากท้องจนไม่มีเวลาสนใจการเมือง “ผมเห็นคนขอทานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเมือง เพราะผู้คนอดอยาก” ด้านพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นไปยังเมือง มัณฑะเลย์ กล่าวว่า “ไม่น่าจะไปลงคะแนนเสียง และผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่ พวกเราไม่ได้สนใจมากนัก พวกเราแค่ต้องการกลับบ้าน”

ทั้งนี้ มี 57 พรรคการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งที่จะเริ่มขึ้นเป็นระยะตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซูจี ซึ่งชนะถึง 82% ของที่นั่งในการเลือกตั้งปี 2020 จะไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐบาลทหารได้สั่งยุบพรรคและตั้งข้อกล่าวหาการทุจริตการเลือกตั้งที่ไม่มีหลักฐาน

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคสนับสนุนกองทัพ มีแผนจะเริ่มต้นหาเสียงด้วยการติดตั้งป้ายในกรุงเนปิดอว์ และเผยแพร่โฆษณาทางสื่อของรัฐในช่วงเย็นวันนี้ (28 ต.ค.) อย่างไรก็ตาม คาดว่าบรรยากาศการหาเสียงโดยทั่วไปจะเงียบเหงาและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง เนื่องจากสถานการณ์สงครามกลางเมือง

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มได้เรียกร้องให้งดการส่งผู้สังเกตการณ์เพื่อไม่ให้เป็นการให้ความชอบธรรมต่อการเลือกตั้งที่เชื่อว่ามีข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง

รัฐบาลทหารยังได้ออกกฎหมายลงโทษผู้ที่ประท้วงต่อต้านการเลือกตั้งด้วยโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และใช้กฎหมายอาชญากรรมทางไซเบอร์เพื่อควบคุมการสื่อสารที่ “บ่อนทำลายความสามัคคี”

รัฐบาลทหารยอมรับว่า 1 ใน 7 ของเขตเลือกตั้งสำหรับรัฐสภาแห่งชาติ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่สงครามที่ยังมีการสู้รบจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ และยังคงมีการประกาศกฎอัยการศึก ใน 1 ใน 5 ของเมืองทั้งหมดในประเทศ.

ที่มา AFP

ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว

ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว

28 ต.ค. 2568 12:02 น.

ศุลกากรเซินเจิ้น รวบ 2 หญิงจีน ซุกเต่าแอฟริกาใต้กระโปรง 68 ตัว

เจ้าหน้าที่ศุลกากรด่านเหวินจิ่นตู้ เมืองเซินเจิ้น สกัดจับหญิงจีน 2 ราย หลังพยายามลักลอบนำเข้า “เต่าโคลนแคระแอฟริกา” รวม 68 ตัว ผูกติดขา ซุกไว้ใต้กระโปรง เจ้าหน้าที่เผยเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ไม่พบในจีน

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ประจำด่านศุลกากรเหวินจิ่นตู้ สังกัดศุลกากรเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติของผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งที่เดินตัวแข็งทื่ออยู่ภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้า จึงเข้าทำการสกัดตัวและตรวจสอบ

จากการตรวจค้นพบว่า หญิงรายนี้ซุกซ่อนเต่ามีชีวิต จำนวน 39 ตัว ไว้ใต้กระโปรง โดยใช้กางเกงเลกกิ้งสีดำผูกติดกับต้นขาทั้งสองข้าง หลังจากนั้นเพียง 5 นาที เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเต่าเพิ่มอีก 29 ตัว จากหญิงอีกคนที่พยายามเดินผ่านด่านในลักษณะเดียวกัน

รายงานระบุว่า เต่าทั้งหมด 68 ตัว เป็นเต่าโคลนแคระแอฟริกา ชื่อวิทยาศาสตร์ Pelusios nanus  จัดอยู่ในสกุลเพลูซิออส (Pelusios) วงศ์เพโลเมดูซิดี (Pelomedusidae) ซึ่งเป็นสัตว์ต่างถิ่น ไม่มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในจีนโดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งคดีให้หน่วยงานปราบปรามการลักลอบนำเข้าของศุลกากรเซินเจิ้นดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา Xinhua

สหรัฐอเมริกาจ่อยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชา ฟื้นซ้อมรบร่วม

สหรัฐอเมริกาจ่อยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชา ฟื้นซ้อมรบร่วม

28 ต.ค. 2568 11:16 น.

สหรัฐอเมริกาจ่อยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชา ฟื้นซ้อมรบร่วม

สื่อกัมพูชาเผย สหรัฐอเมริกาประกาศเตรียมยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชาแล้ว เพื่อตอบแทนที่รักษาสันติภาพและความมั่นคง

สื่อกัมพูชาอย่างขแมร์ไทมส์ อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ทำเนียบขาว ซึ่งมีการเปิดเผยเอกสารสรุปผลงานของประธานาธิบดีทรัมป์ในการส่งเสริมสันติภาพและความรุ่งเรืองในมาเลเซียในการประชุมอาเซียนที่ผ่านมา โดยมีการสรุปการเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เอาไว้

แต่ที่น่าจับตามองคือเนื้อหาใจความที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาซึ่งระบุว่า สหรัฐอเมริกาประกาศจะยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธ ต่อกัมพูชา เพื่อตอบสนองต่อ “ความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการรักษาสันติภาพและความมั่นคง”

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังตกลงที่จะ รื้อฟื้นการฝึกซ้อมทางทหารร่วม “ANGKOR SENTINEL” ซึ่งจัดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี 2017 และสหรัฐฯ จะเพิ่มโควตาให้นายทหารกัมพูชาเข้าศึกษาในสถาบันการทหารชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น โรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ และโรงเรียนนายเรืออากาศ

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องกันในการ ขยายความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึง เครือข่ายค้ายาเสพติดและศูนย์หลอกลวงออนไลน์  ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชาวอเมริกันกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี 

ขณะที่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับไทยระบุว่า ในการหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นำทั้งสองประเทศได้ ตกลงขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและโซ่อุปทาน เพื่อให้การผลิตและการค้าของทั้งสองประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น

ทั้งสหรัฐฯ และไทยจะ เสริมความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อร่วมกันสืบสวน อาชญากรรมทางไซเบอร์และการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับ เครือข่ายศูนย์หลอกลวง 

นอกจากนี้ผู้นำทั้งสองยังได้ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน แร่ธาตุสำคัญ โดยมุ่งเน้นให้เกิดความหลากหลายของแหล่งวัตถุดิบ การสร้างพันธมิตรระหว่างบริษัทสหรัฐฯ และไทย และการเสริมความแข็งแกร่งของ ห่วงโซ่อุปทานโลก 

เอกสารจากทำเนียบขาวระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วย ลดผลกระทบจากพฤติกรรมการค้าที่ไม่ยุติธรรมเช่น การทุ่มตลาด การอุดหนุนทางการค้า และการตั้งมาตรฐานราคาที่ไม่เป็นธรรม พร้อมสร้างกลไกรองรับราคาสินค้าให้มีเสถียรภาพมากขึ้น.

ที่มา : ทำเนียบขาวสหรัฐฯ

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา