ฮุน มาเนต สัญญาเพิ่มการคุ้มครองชาวเกาหลี เสียใจกรณี น.ศ.ถูกอุ้มฆ่า

ฮุน มาเนต สัญญาเพิ่มการคุ้มครองชาวเกาหลี เสียใจกรณี น.ศ.ถูกอุ้มฆ่า

16 ต.ค. 2568 23:07 น.

ฮุน มาเนต สัญญาเพิ่มการคุ้มครองชาวเกาหลี เสียใจกรณี น.ศ.ถูกอุ้มฆ่า

ฮุน มาเนต สัญญากับคณะทำงานเฉพาะกิจของรัฐบาลเกาหลีใต้ว่า จะเพิ่มการคุ้มครองชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชา พร้อมกับแสดงความเสียใจต่อกรณีนักศึกษาที่เสียชีวิตจากการถูกทรมานด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 16 ต.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา แสดงความ “เสียใจอย่างสุดซึ้ง” ต่อกรณีการเสียชีวิตของพลเมืองชาวเกาหลีใต้รายหนึ่ง ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงจ้างงานออนไลน์ผิดกฎหมายในประเทศของตน และถูกทรมานจนเสียชีวิต พร้อมให้คำมั่นว่าจะยกระดับความพยายามในการคุ้มครองชาวเกาหลีใต้ที่อยู่ในประเทศให้มากขึ้น

ฮุน มาเนต มีถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างการประชุมกับคณะทำงานเฉพาะกิจของรัฐบาลเกาหลีใต้ นำโดย น.ส. คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 ซึ่งเดินทางเยือนกรุงพนมเปญในสัปดาห์นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมความรุนแรงที่เกิดจากองค์กร ซึ่งมีชาวเกาหลีใต้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

“นายกรัฐมนตรีฮุนได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและแสดงความอาลัยต่อการเสียชีวิตของพลเมืองชาวเกาหลีใต้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ยังคงหลบหนี และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา” กระทรวงการต่างประเทศในกรุงโซลระบุในข่าวประชาสัมพันธ์

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักศึกษาชายชาวเกาหลีใต้วัย 22 ปี ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตในเมืองทางใต้ของกัมพูชา หลังจากถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ขณะที่ผลการชันสูตรชี้ว่า เขาหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการทรมาน ซึ่งการเสียชีวิตของเขาได้จุดชนวนความไม่พอใจในหมู่ชาวเกาหลีใต้ กระตุ้นให้รัฐบาลกรุงโซลดำเนินการในทุกด้านเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ฮุน มาเนต ยังให้คำมั่นว่า จะมีความพยายามอย่างจริงจังในระดับรัฐบาล เพื่อปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ และแสดงความหวังที่จะทำงานร่วมกับเกาหลีใต้ในการต่อสู้กับอาชญากรรมเหล่านี้ โดยในปัจจุบัน ฮุน มาเนต เป็นผู้นำคณะกรรมการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์แห่งกัมพูชา (CCOS) ซึ่งเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจระดับสูงที่จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์

ด้าน น.ส.คิม ได้แสดง “ความเสียใจอย่างยิ่ง” ต่อกรณีการหลอกจ้างงานออนไลน์ที่มุ่งเป้าหมายไปยังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชามากขึ้น พร้อมเรียกร้องขอความร่วมมือและความพยายามอย่างจริงจังจากกัมพูชาในการออกมาตรการตอบโต้เพื่อยุติอาชญากรรมดังกล่าว

น.ส.คิมยังเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันเพื่อให้สามารถส่งตัวชาวเกาหลีใต้ประมาณ 60 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชาเนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกจ้างงาน กลับประเทศได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ เธอยังขอความร่วมมือในเรื่องขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการส่งศพของผู้เสียชีวิตกลับประเทศ ซึ่งรวมถึงการดำเนินการชันสูตรพลิกศพและการมอบบันทึกการสอบสวน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการสามารถเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด

ตามรายงานของสำนักข่าว AFP ทางการกัมพูชามีแผนที่จะเนรเทศชาวเกาหลีใต้ 59 ราย ที่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงดังกล่าวในวันศุกร์นี้ (17 ต.ค.)

ขณะเดียวกัน น.ส.คิมได้ชี้แจงเรื่องที่เกาหลีใต้ยกระดับการแจ้งเตือนการเดินทางสำหรับกัมพูชาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ต่อนายกฯ ฮุน มาเนต ว่า เป็นการตัดสินใจที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” เมื่อพิจารณาจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และกรุงโซลจะพิจารณาผ่อนคลายคำเตือนดังกล่าวเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

ส่วน ฮุน มาเนต เรียกร้องให้มีการปรับลดระดับคำเตือนการเดินทางลงโดยเร็ว โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับ “ผลกระทบเชิงลบ” ต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวของกัมพูชา

อนึ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้ประกาศห้ามการเดินทางเข้าไปในพื้นที่เทือกเขาบกกอร์ (Bokor) ในจังหวัดกำปอด, เมืองบาเวต และเมืองปอยเปต และได้ยกระดับการแจ้งเตือนการเดินทาง โดยเรียกร้องให้พลเมืองของตนที่อยู่ในจังหวัดพระสีหนุ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงของการหลอกลวงออนไลน์ เดินทางออกจากพื้นที่

ฮุน มาเนตยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานข่าวเชิงลบเกี่ยวกับกัมพูชาที่เพิ่มมากขึ้นในสื่อเกาหลี ซึ่ง น.ส.คิมกล่าวถึงแนวทางเพื่อปรับปรุงการรับรู้สาธารณะในเกาหลีใต้ที่เริ่มติดลบต่อกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดวิกฤตการหลอกลวงจ้างงานนี้ และบอกด้วยว่า ทั้งสองประเทศสามารถสำรวจโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนา เพื่อช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงสาธารณะของกัมพูชา

ก่อนเข้าพบนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต น.ส.คิมได้พบกับนายชัย สินาริธ (Chhay Sinarith) เลขาธิการ CCOS เพื่อหารือแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือเพื่อคุ้มครองพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจทวิภาคีเพื่อตอบสนองต่ออาชญากรรมการหลอกลวง ตามที่ได้มีการวางแผนเอาไว้

นอกจากนั้น ในวันเดียวกันนี้ คณะทำงานเฉพาะกิจร่วมของเกาหลีได้เดินทางเยือนศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดตาแก้ว ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญ เพื่อตรวจสอบสถานที่ร่วมกับทางการกัมพูชา และได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhup

รัสเซียถล่มยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธกว่า 300 ลูก พุ่งเป้าทำลายโครงข่ายพลังงาน

รัสเซียถล่มยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธกว่า 300 ลูก พุ่งเป้าทำลายโครงข่ายพลังงาน

16 ต.ค. 2568 16:08 น.

รัสเซียถล่มยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธกว่า 300 ลูก พุ่งเป้าทำลายโครงข่ายพลังงาน

กองทัพรัสเซีย ได้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ระลอกล่าสุดต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่โรงงานก๊าซในภาคตะวันออก ทำให้เกิดไฟฟ้าดับและระบบหยุดชะงักใน 8 ภูมิภาค

ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างต่อเนื่องในฤดูหนาวของทุกปี นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนในปี 2022 ส่งผลให้ยูเครนต้องประกาศตัดไฟฟ้าฉุกเฉินและต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

นายเซร์กิย โคเรตสกี ซีอีโอของบริษัท นาฟโตก๊าซ (Naftogaz) ระบุในแถลงการณ์ว่า “เกิดความเสียหายและการทำลายในหลายภูมิภาคพร้อมกัน การดำเนินการของสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งหลายแห่งต้องหยุดชะงักลง” โดยผู้ดำเนินการโครงข่ายพลังงานยูเครนได้ประกาศตัดไฟฟ้าฉุกเฉินใน 8 ภูมิภาค หลังจากการโจมตีในวันพฤหัสบดี

นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ยืนยันว่า “มีผู้ได้รับบาดเจ็บ” และมีการเร่งดำเนินการฟื้นฟู และหน่วยบริการฉุกเฉินกำลังทำงานอยู่ทุกพื้นที่

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า การระดมยิงของรัสเซียครั้งนี้ประกอบด้วย โดรน 320 ลำ และขีปนาวุธ 37 ลูก โดยสามารถสกัดโดรนได้ 283 ลำ และขีปนาวุธ 5 ลูก การโจมตีส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ภูมิภาคคาร์คิฟทางตอนเหนือ และภูมิภาคปอลตาวาทางตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตก๊าซของบริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง DTEK ซึ่งถูกปิดตัวลง

มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า การโจมตีของรัสเซียทำให้การผลิตก๊าซของยูเครนต้องหยุดชะงักไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ และการโจมตีโรงไฟฟ้าทำให้ประชาชนหลายแสนคนไม่มีไฟฟ้าใช้

ประธานาธิบดีเซเลนสกี ซึ่งมีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้ ได้กล่าวเรียกร้องให้ชาติตะวันตกดำเนินการ “กดดัน” ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียต่อไป

ความกดดันดังกล่าวรวมถึงการ คว่ำบาตร และยังอาจรวมถึงการส่งมอบ ขีดความสามารถพิสัยไกล ให้แก่กองทัพยูเครน เพื่อโจมตีเป้าหมายที่อยู่ลึกเข้าไปในรัสเซียได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพรัสเซีย 2 ราย เมื่อปีที่แล้ว จากกรณีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม” และสร้างความเสียหายต่อพลเรือนอย่าง “เกินกว่าเหตุ”.

ที่มา ABC News

ทรัมป์อนุมัติ CIA ปฏิบัติการลับในเวเนซุเอลา เพิ่มแรงกดดันขับไล่ “มาดูโร”

ทรัมป์อนุมัติ CIA ปฏิบัติการลับในเวเนซุเอลา เพิ่มแรงกดดันขับไล่ "มาดูโร"

16 ต.ค. 2568 15:43 น.

ทรัมป์อนุมัติ CIA ปฏิบัติการลับในเวเนซุเอลา เพิ่มแรงกดดันขับไล่ “มาดูโร”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ได้อนุมัติให้หน่วยข่าวกรองกลาง (CIA) ดำเนินปฏิบัติการลับในประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นการยกระดับแรงกดดันต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร โดยรายงานของ นิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวอาจครอบคลุมถึงการดำเนินการเชิงลับในลาตินอเมริกาและแคริบเบียน รวมถึงการใช้กำลังรุนแรงได้ในบางกรณี

ทรัมป์ให้เหตุผลว่า สาเหตุหลักในการอนุมัติครั้งนี้คือการอพยพของชาวเวเนซุเอลาเข้าสู่สหรัฐฯ และการลักลอบค้ายาเสพติด พร้อมกล่าวหาว่า “รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ปล่อยนักโทษออกจากคุกและปล่อยให้เข้ามาในอเมริกา” แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหานี้

เมื่อถูกถามว่า CIA มีอำนาจในการประหารชีวิตมาดูโรหรือไม่ ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบโดยตรง โดยกล่าวเพียงว่า “ผมคิดว่าเวเนซุเอลากำลังรู้สึกได้ถึงความร้อนแรง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้สั่งการให้มีการเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ จำนวนมากในแถบตอนใต้ของทะเลแคริบเบียน และกองทหารได้ดำเนินการโจมตีเรืออย่างน้อย 5 ลำ ที่รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามใช้แสนยานุภาพทางทหารในรูปแบบใหม่ที่ถูกตั้งคำถามทางกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง.

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์เสนอเงินรางวัล 50 ล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมและตัดสินลงโทษมาดูโรในข้อหาค้ายาเสพติด นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ขยายการเคลื่อนไหวทางทหารในทะเลแคริบเบียนและอ้างว่ามีการโจมตีเรือที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดอย่างน้อย 5 ครั้ง แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน

รัฐบาลเวเนซุเอลาประณามการตัดสินใจของสหรัฐฯ ว่าเป็น “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ” และพยายามใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและยึดครองทรัพยากรน้ำมัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ อีวาน กิล ระบุว่า จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและเลขาธิการยูเอ็น

ขณะเดียวกัน สมาชิกสภาคองเกรสบางรายได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดของปฏิบัติการ หลังมีความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจกำลังก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งใหม่โดยไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส โดยวุฒิสมาชิกจีนน์ ชาฮีน กล่าวเตือนว่า “ประชาชนอเมริกันมีสิทธิที่จะรู้ว่ารัฐบาลกำลังนำประเทศเข้าสู่สงครามอีกครั้งหรือไม่”


ที่มา Reuters

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ยกเลิกคำสั่งจ่าย “3 หมื่นล้าน” คดีหย่าแห่งศตวรรษของมหาเศรษฐี SK Group

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ยกเลิกคำสั่งจ่าย "3 หมื่นล้าน” คดีหย่าแห่งศตวรรษของมหาเศรษฐี SK Group

16 ต.ค. 2568 14:15 น.

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ยกเลิกคำสั่งจ่าย “3 หมื่นล้าน” คดีหย่าแห่งศตวรรษของมหาเศรษฐี SK Group

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งของศาลแขวงกรุงโซลเมื่อปี 2024 ที่ตัดสินให้ นายชเว แท-วอน มหาเศรษฐีผู้บริหารกลุ่มบริษัท SK Group ต้องจ่ายเงินชดเชยการหย่าเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ประเทศให้กับ นางโน โซ-ยอง อดีตภรรยา เป็นจำนวน 1.38 ล้านล้านวอน (ประมาณ 31,681 ล้านบาท) ซึ่งสื่อเกาหลีใต้ขนานนามว่าเป็นคดีหย่าแห่งศตวรรษ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ เนื่องจากนายชเวเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ หรือ แชโบล อย่าง SK Group ขณะที่นางโนเป็นบุตรสาวของ นายโน แท-อู อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ การแต่งงานของทั้งคู่ได้สิ้นสุดลงในปี 2015 หลังจากนายชเวยอมรับว่ามีบุตรกับคนรักใหม่

เดิมทีศาลชั้นต้นในกรุงโซลได้ระบุว่า เงินกองทุนลับ 3 หมื่นล้านวอน ที่มาจากอดีตประธานาธิบดีโน แท-อู บิดาของนางโน มีส่วนช่วยในการเติบโตของ SK Group และควรถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินร่วมของทั้งคู่

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้ตัดสินว่า เงินกองทุนลับดังกล่าว “ดูเหมือนจะมีที่มาจากการรับสินบนที่ผิดกฎหมาย” ของอดีตประธานาธิบดี ดังนั้นจึงไม่สามารถถือเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรสได้

นายอี แจ-กึน ทนายความของนายชเว แท-วอน กล่าวว่า “ผมคิดว่านี่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ศาลฎีกาได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า เป็นการตัดสินที่ผิดพลาดในการยอมรับเงินนั้นว่าเป็นส่วนร่วมในทรัพย์สินของคู่สมรส”

แม้ว่าคำสั่งชดเชยทรัพย์สินจะถูกยกเลิกและต้องทบทวนใหม่ แต่ศาลฎีกายังคงยืนตามคำสั่งให้ จ่ายค่าเลี้ยงดูแก่นางโน โซ-ยอง เป็นจำนวน 2 พันล้านวอน

หลังการตัดสินของศาลฎีกาในวันพฤหัสบดี ราคาหุ้นของ SK Group ได้ปรับลดลง 5.4% เนื่องจากคำตัดสินดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการยืดเยื้อคดีความของนายชเวกับอดีตภรรยา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าในระยะสั้น โครงสร้างการบริหารของ SK Group ไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากนายชเวยังไม่ต้องระดมทุนเพื่อจ่ายค่าชดเชยการหย่าในทันที

ปัจจุบัน นายชเว แท-วอน ยังคงควบคุมบริษัทย่อยที่สำคัญของกลุ่ม SK เช่น SK Telecom, SK Square และ SK Innovation ซึ่งธุรกิจของ SK ครอบคลุมหลายภาคส่วน ตั้งแต่โทรคมนาคม พลังงาน เภสัชกรรม ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์.

ที่มา Yonhap

รัฐมนตรีเกาหลีใต้ พบ “ฮุน มาเนต” หารือเร่งปราบแก๊งหลอกทำงาน

รัฐมนตรีเกาหลีใต้  พบ "ฮุน มาเนต" หารือเร่งปราบแก๊งหลอกทำงาน

16 ต.ค. 2568 13:20 น.

รัฐมนตรีเกาหลีใต้ พบ “ฮุน มาเนต” หารือเร่งปราบแก๊งหลอกทำงาน

คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้คนที่สอง ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต หลังเกิดเหตุชาวเกาหลีจำนวนมากตกเป็นเหยื่อแก๊งหลอกลวงไปทำงานในกัมพูชา ถูกลักพาตัว ทำร้าย และบางรายเสียชีวิต โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมหาทางร่วมมือสอบสวนและเร่งส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับประเทศ

คณะทำงานเฉพาะกิจร่วมจากรัฐบาลเกาหลีใต้ ได้เดินทางถึงประเทศกัมพูชาเมื่อค่ำวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อรับมือกับวิกฤตการหลอกลวงจัดหางานทางออนไลน์ที่พุ่งเป้าไปที่พลเมืองเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึงกรณีการลักพาตัวและทารุณกรรมอย่างโหดร้าย 

คณะทำงานชุดนี้ ซึ่งนำโดย คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่สอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ได้พบกับนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ประธานคณะกรรมการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชา เพื่อป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์โดยเฉพาะ 

นอกจากนี้ ทีมเฉพาะกิจเกาหลีใต้ยังต้องการหารือกับกัมพูชาถึงแผนการส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 61 ราย ที่ถูกทางการตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาควบคุมตัวไว้ เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเหล่านี้ โดยอาจใช้วิธีจัดเที่ยวบินพิเศษในการส่งตัวกลับประเทศ

นางคิม กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สนามบินเมื่อเดินทางถึงว่า “เรากำลังเตรียมรายละเอียดวิธีการ แต่ยังไม่มีการสรุปขั้นสุดท้าย” 

ก่อนหน้านี้ จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้อยู่ที่ 63 ราย แต่ได้มีการส่งตัวกลับประเทศด้วยเครื่องบินไปแล้ว 2 ราย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้ตั้งข้อหาผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดในคดีหลอกลวงจัดหางานแล้ว และรัฐบาลเกาหลีใต้กำลังผลักดันให้มีการส่งตัวกลับอย่างรวดเร็ว เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกระบวนการทางอาญาของเกาหลีใต้ โดยที่ปรึกษาด้านความมั่นคงระดับสูงของเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า รัฐบาลตั้งเป้าจะนำตัวพวกเขากลับประเทศให้ได้ภายในสิ้นสัปดาห์นี้

นายคิมยังให้คำมั่นว่าจะประสานงานกับทางการในเวียดนามและกัมพูชาอย่างจริงจัง เพื่อสืบสวนคดีการเสียชีวิตของหญิงชาวเกาหลีใต้ วัย 30 ปี รายหนึ่ง ซึ่งถูกพบศพใกล้ชายแดนระหว่างสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทางการกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ที่คดีนี้อาจเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา.

ที่มา Yonhap

ทรัมป์เผย นายกฯ อินเดียตอบตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว

ทรัมป์เผย นายกฯ อินเดียตอบตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว

16 ต.ค. 2568 11:11 น.

ทรัมป์เผย นายกฯ อินเดียตอบตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซียแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ได้ตกลงที่จะยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อสนับสนุนการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลรัสเซียในการยุติสงครามยูเครน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาหลายเดือน โดยทรัมป์ระบุว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดขึ้น “ในเวลาอันสั้น”

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับการรับรองจากนายโมดีว่าอินเดียจะระงับการซื้อน้ำมันดังกล่าว “ภายในระยะเวลาอันสั้น” ซึ่งทรัมป์เรียกว่าเป็น “การหยุดครั้งใหญ่” ทั้งนี้ โฆษกสถานทูตอินเดียในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

น้ำมันและก๊าซเป็นสินค้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย โดยมีลูกค้าหลักคือ จีน อินเดีย และตุรกี ซึ่งทรัมป์ระบุว่า หลังจากนี้เขาจะต้องดำเนินการให้จีนทำแบบเดียวกัน เพื่อตัดแหล่งเงินทุนด้านพลังงานของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ ความพยายามของทรัมป์ที่จะใช้อำนาจต่อรองเรื่องการซื้อน้ำมันรัสเซียของอินเดียในสงครามการค้าได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากอินเดีย ซึ่งสร้างความร้าวฉานทางการทูต

อินเดียพึ่งพาน้ำมันดิบของรัสเซีย ซึ่งยังคงซื้อในราคาที่ได้รับส่วนลด เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีโมดีได้ยืนกรานมานานหลายเดือนว่า อินเดียวางตัวเป็นกลางในสงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้จะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซียอย่างวลาดิมีร์ ปูติน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ออกมายอมรับว่า อินเดียไม่สามารถหยุดการซื้อน้ำมันได้ “ในทันที” แต่การเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็น “กระบวนการเล็กน้อย แต่กระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า”

ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ตอบโต้การซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซียของอินเดีย ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้าจากอินเดียในอัตรา 50% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในโลก โดยมาตรการภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม และรวมถึงการลงโทษปรับ 25% สำหรับการทำธุรกรรมกับรัสเซีย ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับสงครามยูเครน

แม้ว่าความขัดแย้งเรื่องน้ำมันรัสเซียจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และโมดีตึงเครียด แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยังคงกล่าวชื่นชมผู้นำอินเดียว่าเป็น “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่”  และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โมดีเองก็เคยกล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับทรัมป์ และได้ “ทบทวนความก้าวหน้าที่ดีที่ประสบความสำเร็จในการเจรจาทางการค้า”.

ที่มา BBC

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “ทุ่นระเบิด” จุดชนวนเหตุปะทะไทย-กัมพูชา อาจเป็นของใหม่เพิ่งถูกฝัง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ "ทุ่นระเบิด" จุดชนวนเหตุปะทะไทย-กัมพูชา อาจเป็นของใหม่เพิ่งถูกฝัง

16 ต.ค. 2568 10:46 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “ทุ่นระเบิด” จุดชนวนเหตุปะทะไทย-กัมพูชา อาจเป็นของใหม่เพิ่งถูกฝัง

เหตุระเบิดทุ่นสังหารบุคคลบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้ทหารไทยบาดเจ็บและลุกลามเป็นการปะทะกันนาน 5 วัน ถูกผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสงสัยว่าเกิดจาก “ทุ่นระเบิดใหม่” ชนิด PMN-2 ที่อาจเพิ่งถูกนำมาฝังไว้ แม้ทั้งสองประเทศต่างปฏิเสธการใช้และครอบครองตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

เหตุการณ์ทุ่นระเบิดที่เกิดการระเบิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ใกล้แนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ จนกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการปะทะกันนาน 5 วัน และต้องมีการเจรจาหยุดยิงโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง ยังได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการทูตในประเด็นการใช้ทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล PMN-2 ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดที่ผลิตในยุคโซเวียต และเป็นชนิดที่ทั้งไทยและกัมพูชาให้คำมั่นตามสนธิสัญญาว่าจะไม่นำมาใช้

ไทยกล่าวหากัมพูชา ว่าเป็นผู้ฝังทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และอ้างว่าทุ่นระเบิด PMN-2 ได้ทำร้ายทหารไทยไปแล้วอย่างน้อย 6 นาย นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยกล่าวว่าทหารไทยเหยียบโดนทุ่นระเบิดที่ไม่ใช่ชนิด PMN-2 ซึ่งถูกฝังไว้ในช่วงสงครามกลางเมืองที่กินเวลาหลายสิบปีในอดีต

สำนักข่าวรอยเตอร์สได้ส่งภาพถ่ายและวิดีโอปฏิบัติการกู้ทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ถ่ายโดยทหารไทยในพื้นที่เกิดเหตุ ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านทุ่นระเบิดอิสระ 4 ราย ทำการตรวจสอบ โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดให้ความเห็นว่า ภาพดังกล่าวแสดงถึงทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่ “เพิ่งถูกฝังใหม่”

นายแอนดรูว์ เวียน สมิธ ผู้เชี่ยวชาญอิสระจากสหราชอาณาจักร กล่าวว่า สภาพของทุ่นระเบิดบ่งชี้ว่ามันอยู่ในพื้นดินมาไม่นานเกิน 2-3 เดือน เพราะทุ่นระเบิด PMN-2 ที่เก่ากว่าจะมีปลอกพลาสติกที่เปราะบางลงตามเวลา และแผ่นยางรองจะซีดจางและมีสิ่งสกปรกสะสม แต่ทุ่นระเบิดที่เห็นในภาพ “ไม่มีอะไรในช่องว่างเหล่านั้นเลย”

ขณะที่ นายเยชัว โมเซอร์-ปวงสุวรรณ จากองค์กร Landmine Monitor กล่าวว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวไม่ได้ถูกคลุมด้วยรากไม้และพืชพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นหากทุ่นถูกฝังมาเป็นเวลานาน

สำนักงานดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งกัมพูชา (CMAA) โต้แย้งว่า การพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเดียวไม่สามารถเป็นข้อสรุปอายุที่แน่ชัดของทุ่นระเบิดได้ โดย นายลี ทุช รองประธาน CMAA กล่าวว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การกัดเซาะของดิน หรือน้ำท่วม อาจทำให้ทุ่นระเบิดที่ถูกฝังมานานดูเหมือนใหม่ได้

ทั้งนี้ กัมพูชาได้แสดงจุดยืนเป็นผู้สนับสนุนการต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดทั่วโลก และได้ลงทุนไปแล้วกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตลอด 30 ปีที่ผ่านมา การใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหลายหมื่นคนตั้งแต่ปี 1979 จึงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังและขัดแย้งกับพันธกิจที่ได้ให้ไว้

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันว่า ผลการสอบสวนของไทยระบุว่า ทุ่นระเบิดที่ทำร้ายทหารไทยเป็น PMN-2 ที่เพิ่งถูกฝังใหม่ โดยไทยกล่าวว่าตนไม่เคยมีการนำทุ่นระเบิด PMN-2 ไปใช้

ปัจจุบัน ไทยกำลังใช้ช่องทางทางการทูตผ่านอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล โดยได้ร้องขอไปยัง นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ให้ขอให้กัมพูชาตอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงนี้

ทางด้านกัมพูชาชี้แจงว่า กองทัพกัมพูชาไม่มีคลังสะสมทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ และพร้อมสำหรับการสอบสวนที่เป็นกลางโดยบุคคลที่สาม.


ที่มา Reuters

คณะทำงานพิเศษเกาหลีใต้เตรียมพบ ฮุน มาเนต ถกด่วนแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

คณะทำงานพิเศษเกาหลีใต้เตรียมพบ ฮุน มาเนต ถกด่วนแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

16 ต.ค. 2568 10:35 น.

คณะทำงานพิเศษเกาหลีใต้เตรียมพบ ฮุน มาเนต ถกด่วนแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

คณะทำงานพิเศษจากหลายหน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีใต้ยืนยันจะหารือโดยตรงกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หลอกชาวเกาหลีใต้ไปทำงาน ลักพาตัว และทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยม

คณะทำงานพิเศษจากหลายหน่วยงานของรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เดินทางถึงกรุงพนมเปญแล้ว นำโดย คิม จี-นา รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศลำดับสอง พร้อมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ เดินทางถึงสนามบินนานาชาติเตโช ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญในค่ำวันพุธ

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า คณะทำงานมีแผนเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา รวมถึงคณะกรรมาธิการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับโดยตรงของ ฮุน มาเนต เพื่อหารือแนวทางร่วมกันในการปราบปรามและป้องกันขบวนการหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงประเด็นการสืบสวนคดีทรมานจนเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชา

หลังการหารือกับคณะกรรมาธิการฯ คณะผู้แทนเกาหลีใต้ยังมีกำหนดเข้าพบนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตอย่างเป็นทางการเพื่อหารือโดยตรง ซึ่งหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการเจรจาคือ การส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 61 คนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา กลับประเทศ โดยต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาจัดเที่ยวบินพิเศษเพื่อรับตัวกลับ

คิม จี-นา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่สนามบินว่าเกาหลีใต้กำลังหารือถึงแนวทางดำเนินการในรายละเอียด แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้ายในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ ตัวเลขผู้ต้องสงสัยถูกระบุว่ามี 63 คน แต่ล่าสุดมีการปรับลดเหลือ 61 คน หลังมีผู้ต้องหา 2 คนถูกส่งกลับทางเครื่องบินเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ตำรวจเกาหลีใต้ได้ตั้งข้อหาเบื้องต้นกับกลุ่มผู้ต้องหาเหล่านี้แล้ว โดยรัฐบาลโซลยืนยันจะเร่งรัดกระบวนการส่งกลับประเทศเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายเกาหลีใต้โดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ คิมยังกล่าวว่า ทางการจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานในกัมพูชาและเวียดนาม เพื่อตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของหญิงชาวเกาหลีใต้วัย 30 ปี ที่พบศพใกล้ชายแดนสองประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่สงสัยว่าอาจเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ในกัมพูชาเช่นกัน.

ที่มา : ยอนฮับ

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์

WHO เตือนเฝ้าระวัง “ยาน้ำแก้ไอ” 3 ยี่ห้อของอินเดียปนเปื้อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

WHO เตือนเฝ้าระวัง "ยาน้ำแก้ไอ" 3 ยี่ห้อของอินเดียปนเปื้อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

16 ต.ค. 2568 10:14 น.

WHO เตือนเฝ้าระวัง “ยาน้ำแก้ไอ” 3 ยี่ห้อของอินเดียปนเปื้อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

องค์การอนามัยโลก ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับยาน้ำแก้ไอ ในอินเดีย จำนวน 3 ยี่ห้อ ที่พบการปนเปื้อนกินแล้วก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับยาน้ำแก้ไอที่พบการปนเปื้อนในอินเดีย จำนวน 3 ยี่ห้อ ได้แก่ “โคลด์ริฟ” (Coldrif) ผลิตโดยศรีสัน ฟาร์มาซูติคอลส์ (Sresan Pharmaceutical) “เรสปริเฟรช ทีอาร์” (Respifresh TR) ผลิตโดยเรดเน็กซ์ ฟาร์มาซูติคอลส์ (Rednex Pharmaceuticals) และ “รีไลฟ์” (ReLife) ผลิตโดยเชป ฟาร์มา (Shape Pharma)

โดยระบุว่ายาน้ำแก้ไอที่ปนเปื้อนเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยบุคลากรทางการแพทย์ควรแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติหรือศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยของยาระดับชาติ หากตรวจพบยาที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ รวมถึงกรณีผลข้างเคียงหรือผลกระทบที่คาดไม่ถึง

ทั้งนี้ ทางการรัฐทมิฬนาฑู ของอินเดียได้เพิกถอนใบอนุญาตการผลิตของศรีสัน ฟาร์มาซูติคอลส์ ผู้ผลิตยาน้ำแก้ไอ “โคลด์ริฟ” และสั่งระงับการดำเนินงานทั้งหมดเมื่อวันจันทร์ (13 ต.ค.) หลังจากมีการตรวจพบว่ายาน้ำแก้ไอยี่ห้อนี้ปนเปื้อนตัวทำละลายทางอุตสาหกรรมอันเป็นพิษ ได้แก่ “ไดเอทิลีน ไกลคอล” (diethylene glycol) สูงเกินร้อยละ 45

ทั้งนี้ มีการยืนยันผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับยาน้ำแก้ไอเหล่านี้ในรัฐมัธยประเทศทางตอนกลางของอินเดีย จำนวน 24 ศพ รวมถึงในรัฐราชสถานทางตะวันตก จำนวน 3 ศพ โดยมีกลุ่มเด็กซึ่งส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 5 ปี ได้เสียชีวิตจากภาวะไตวายที่สงสัยว่ามีต้นตอจากภาวะแทรกซ้อนหลังจากรับประทานยาน้ำแก้ไอ “โคลด์ริฟ” เมื่อดือนกันยายนที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

ทรัมป์โว หยุดสงครามได้ 8 ครั้งใน 8 เดือน ช่วยชีวิตร้อยล้านคน ทำไมชวดโนเบลสันติภาพ

ทรัมป์โว หยุดสงครามได้ 8 ครั้งใน 8 เดือน ช่วยชีวิตร้อยล้านคน ทำไมชวดโนเบลสันติภาพ

16 ต.ค. 2568 10:11 น.

ทรัมป์โว หยุดสงครามได้ 8 ครั้งใน 8 เดือน ช่วยชีวิตร้อยล้านคน ทำไมชวดโนเบลสันติภาพ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ คุยโวไม่หยุด อ้างว่าตัวเองเป็นผู้ยุติสงคราม 8 ครั้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน พร้อมตั้งคำถามสุดแรงว่า ทำไมเขาถึงไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

กลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวในงานเลี้ยงหรูที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 ต.ค.) ว่าเขารักการหยุดสงคราม และอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ยุติสงคราม 8 ครั้งภายในเวลาเพียง 8 เดือน พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมเขาถึงไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ทรัมป์ยังอ้างอีกว่า ความพยายามของเขาได้ช่วยชีวิตผู้คนอาจถึงร้อยล้านคน เพราะสงครามหลายแห่งหยุดลงได้ด้วยนโยบายภาษีการค้าที่ทำให้สหรัฐฯได้เงินกลับเข้าประเทศหลายแสนล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ทรัมป์จะมีบทบาทสำคัญในบางความขัดแย้ง เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาส แต่ก็ยังห่างไกลจากการยุติถาวร โดยข้อตกลงหยุดยิงและแลกตัวประกันที่เกิดขึ้นถือเป็นเพียงก้าวแรกของกระบวนการอันเปราะบางที่ยังไม่อาจรับประกันถึงสันติภาพถาวร หรือแนวทางรัฐคู่ (Two-State Solution) ได้

ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่ทรัมป์อ้างว่าได้ยุติสงคราม เช่น ระหว่าง อินเดีย–ปากีสถาน หรือ รวันดา–คองโก นักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว ที่สถานการณ์จริงยังไม่ยุติอย่างสมบูรณ์

โดยรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีนี้ตกเป็นของ มาเรีย โครีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ซึ่งยิ่งทำให้ทรัมป์กล่าวเปรียบเทียบอย่างไม่พอใจในงานว่าเขาควรเป็นผู้ได้รับรางวัลนั้นเสียด้วยซ้ำ

ที่มา :NDTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์