ส่งกลับชาวเกาหลีใต้เพิ่มอีก 2 ส่วนอีก 59 คน รอเนรเทศจากกัมพูชาวันนี้

ส่งกลับชาวเกาหลีใต้เพิ่มอีก 2 ส่วนอีก 59 คน รอเนรเทศจากกัมพูชาวันนี้

17 ต.ค. 2568 10:33 น.

ส่งกลับชาวเกาหลีใต้เพิ่มอีก 2 ส่วนอีก 59 คน รอเนรเทศจากกัมพูชาวันนี้

ทางการเกาหลีใต้ยืนยันในวันศุกร์ ว่าชาวเกาหลีใต้ 2 คนที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชา ได้เดินทางกลับถึงประเทศแล้ว ขณะที่อีก 59 คนรอเนรเทศภายในวันนี้

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ชาวเกาหลีใต้ทั้งสองเดินทางถึงสนามบินนานาชาติอินชอนแล้วเมื่อวันศุกร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม 63 คนที่ถูกจับในกัมพูชา ขณะที่ก่อนหน้านี้มีอีก 2 คนถูกส่งกลับมาก่อนหน้า แต่ยังไม่ชัดเจนว่าทั้ง 4 คนถูกเนรเทศโดยทางการหรือสมัครใจกลับเอง

โดยการส่งตัวกลับครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากทางการพนมเปญประกาศแผนจะเนรเทศคนเกาหลีใต้เพิ่มอีก 59 คน ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งรวมถึง “Pig Butchering Scam” หรือ กลโกงหลอกลงทุนคริปโต ที่สร้างความเสียหายมหาศาลทั่วโลก

ด้านวี ซอง-แล็ก ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ในบรรดาผู้ถูกควบคุมตัว มีทั้งผู้ที่เข้าร่วมขบวนการโดยสมัครใจ และผู้ที่ถูกหลอกหรือบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์

โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ส่งคณะเจ้าหน้าที่พิเศษเดินทางไปยังพนมเปญตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาเกี่ยวกับคดี ศูนย์หลอกลวงออนไลน์-ค้ามนุษย์แรงงานต่างชาติ ซึ่งมีการลักพาตัวชาวเกาหลีใต้หลายสิบคนไปบังคับทำงาน

รายงานของทางการเกาหลีใต้ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน ที่คาดว่าเกี่ยวข้องหรือถูกหลอกให้เข้าไปอยู่ในขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชา ซึ่งอุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้มีคนทำงานมากกว่า 200,000 คน ทั้งที่เต็มใจและถูกบังคับภายใต้ความรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อุตสาหกรรม หลอกลวงไซเบอร์ในกัมพูชา ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีมูลค่ามากถึงระดับหลายพันล้านดอลลาร์ โดยมีขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติอยู่เบื้องหลัง ทั้งในรูปแบบ หลอกลงทุนคริปโต, คอลเซ็นเตอร์ปลอม, และการบังคับแรงงานต่างชาติ ที่มักจบลงด้วยการค้ามนุษย์.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์

กัมพูชาเผย รวบผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงออนไลน์ กว่า 3,400 รายในช่วงเกือบ 4 เดือน

กัมพูชาเผย รวบผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงออนไลน์ กว่า 3,400 รายในช่วงเกือบ 4 เดือน

17 ต.ค. 2568 10:02 น.

กัมพูชาเผย รวบผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงออนไลน์ กว่า 3,400 รายในช่วงเกือบ 4 เดือน

กัมพูชาเผย ปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วประเทศระหว่างเดือนมิ.ย.ถึงต.ค. 2568 จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 3,400 คนจาก 20 ชาติ พร้อมส่งดำเนินคดีในคดีใหญ่ 10 คดี รวมถึงคดีฆาตกรรมและค้ามนุษย์

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 สำนักเลขาธิการ คณะกรรมาธิการแห่งชาติกัมพูชาเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วประเทศ ที่ดำเนินระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ถึง 14 ตุลาคม 2568 ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดของปี

หน่วยบัญชาการระดับจังหวัดและเมืองหลวงภายใต้การกำกับของคณะกรรมาธิการฯ ได้บุกตรวจค้นและปิดล้อม 92 จุดใน 18 จังหวัดและนครหลวงพนมเปญ สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้รวม 3,455 คน จาก 20 สัญชาติ ได้แก่ จีน (รวมไต้หวัน)  เวียดนาม  อินโดนีเซีย  อินเดีย บังกลาเทศ  ไทย  เกาหลีใต้  ปากีสถาน เนปาล มาเลเซีย  ญี่ปุ่น  เมียนมา ฟิลิปปินส์  ลาว  แคเมอรูน  ไนจีเรีย  ยูกันดา  เซียร์ราลีโอน  มองโกเลีย และรัสเซีย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางจำนวนมาก รวมถึงโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หนังสือเดินทาง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นับพันชิ้น พร้อมปิดพื้นที่เกิดเหตุทั้งหมดไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าถึง พร้อมกันนี้ยังร่วมมือกับประเทศคู่พันธมิตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกัมพูชา เพื่อตรวจสอบหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียดเพื่อสืบหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายข้ามชาติ และวางแนวทางปราบปรามเพิ่มเติมในอนาคต

ในจำนวนนี้มี 10 คดีสำคัญ ถูกส่งดำเนินคดีในศาลของกรุงพนมเปญ จังหวัดกันดาล พระสีหนุ และกำปอต โดยมีผู้ต้องหาหลักรวม 75 คน (ในนั้นเป็นผู้หญิง 5 คน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดี หลอกลวงออนไลน์ ฆาตกรรม และค้ามนุษย์ ถือเป็นหนึ่งในการดำเนินคดีครั้งใหญ่สุดของปีนี้

รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ ส่งตัวคนต่างชาติกลับประเทศ 2,825 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 476 คน  และสามารถช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ออกจากเครือข่ายอาชญากรรมได้หลายราย ซึ่งผลการดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง  ความมุ่งมั่นอย่างเข้มแข็งของรัฐบาลในการขจัดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีออกจากประเทศ พร้อมย้ำว่ากัมพูชาเองก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของอาชญากรรมประเภทนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ประกาศเปิด “แคมเปญระดับชาติปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์” เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม  2568 โดยสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยความมั่นคงทุกระดับต้องรับผิดชอบเต็มที่  หากละเลยหรือล้มเหลวในการปฏิบัติตามคำสั่ง อาจถูกพิจารณาย้ายหรือปลดจากตำแหน่ง.

ที่มา Freshnews

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

17 ต.ค. 2568 08:57 น.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ รายงาน เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.1 ทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ประเทศเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงสองครั้งก่อนหน้านี้

ราล์ฟ คาดาเลนา เจ้าหน้าที่กู้ภัยในจังหวัดซูริเกา เดล นอร์เต เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ โดยกล่าวว่า ผู้คนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างกะทันหัน แต่กินเวลาเพียงไม่นานเท่านั้น

มีรายงานว่าศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ใกล้เขตเทศบาลดาปา จังหวัดซูริเกา เดล นอร์เต ที่ระดับความลึกประมาณ 69 กิโลเมตร ตามรายงานของ USGS

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากแผ่นดินไหวขนาด 7.4 และ 6.7 ที่เขย่าภาคตะวันออกของเกาะมินดาเนาเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน และก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ฟิลิปปินส์ก็เพิ่งประสบแผ่นดินไหวขนาด 6.9 ในจังหวัดเซบูทางภาคกลางของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 76 คน และบ้านเรือนกว่า 72,000 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ตามข้อมูลของทางการ

ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวเกือบทุกวัน เนื่องจากตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก ซึ่งเป็นแนวโค้งที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาสูง ครอบคลุมตั้งแต่ญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1976 เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.0 ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะมินดาเนา ซึ่งก่อให้เกิดคลื่นสึนามิและคร่าชีวิตผู้คนกว่า 8,000 ราย นับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าว แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์

“อนุทิน” ยกหูเกาหลี ปราบสแกมเมอร์ ทอ.โต้ข่าวเฟกนิวส์กัมพูชา ยันเอฟ 16 ถล่มเป้าทหาร

"อนุทิน" ยกหูเกาหลี ปราบสแกมเมอร์ ทอ.โต้ข่าวเฟกนิวส์กัมพูชา ยันเอฟ 16 ถล่มเป้าทหาร

“อนุทิน” ยกหูเกาหลี ปราบสแกมเมอร์ ทอ.โต้ข่าวเฟกนิวส์กัมพูชา ยันเอฟ 16 ถล่มเป้าทหาร

17 ต.ค. 2568 08:34 น.

กองทัพภาคที่ 1 น้อมรับสนองพระกระแสรับสั่ง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงห่วงใยความปลอดภัยของทหารและประชาชนพื้นที่ชายแดน เร่งสำรวจจุดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยที่ จ.สระแก้ว เบื้องต้นก่อสร้างบังเกอร์ 10 แห่ง หลุมหลบภัย 2 แห่ง เป็นลำดับแรก “อนุทิน” ตอบสื่อ

บี้สินบนดีอี 40 ล้าน เพื่อไทยฟาด! มท.ย้ายบิ๊กลอต ไชยชนกปัดเฉยรอผลสอบ

บี้สินบนดีอี 40 ล้าน เพื่อไทยฟาด! มท.ย้ายบิ๊กลอต ไชยชนกปัดเฉยรอผลสอบ

บี้สินบนดีอี 40 ล้าน เพื่อไทยฟาด! มท.ย้ายบิ๊กลอต ไชยชนกปัดเฉยรอผลสอบ

17 ต.ค. 2568 08:17 น.

“อนุทิน” บินเยือน สปป.ลาว เชิญ “สอนไซ” เยือนไทยถกผู้นำแม่น้ำโขง-ล้านช้าง จับมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เล็งขยายความร่วมมือเพิ่มการค้า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2027 “บวรศักดิ์”เตือนถ้ามีการร้องร่าง รธน.ขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. 29 มี.ค. เอาเนื้อหา รธน.ไปทำประชามติไม่ได้

จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ

จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ

17 ต.ค. 2568 06:42 น.

จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ โดนฟ้องร้องคดีข้อมูลลับ

จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกฟ้องร้องคดีอาญาตามกฎหมายรัฐบาลกลางเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลลับ และอาจต้องนอนคุกหลายปีหากผิดจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจอห์น โบลตัน วัย 76 ปี อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์อย่างเปิดเผย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง ซึ่งมีโทษจำคุกหลายสิบปี

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยื่นเอกสารคำฟ้องคณะลูกขุนใหญ่ในรัฐแมริแลนด์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ต.ค. 2568 และคณะลูกขุนได้เห็นพ้องว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะตัดสินให้ฟ้องร้องนายโบลตันได้

การฟ้องร้องครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ FBI ได้เข้าตรวจค้นบ้านและสำนักงานของนายโบลตันเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลลับ

การฟ้องร้องนี้ยังทำให้นายโบลตัน กลายเป็นคู่แข่งทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์ รายที่ 3 ที่ถูกตั้งข้อหาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจาก เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI และ เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวยอร์ก

ตามเอกสารคำฟ้องความยาว 26 หน้าที่ยื่นต่อศาลในกรีนเบลท์ รัฐแมริแลนด์ เมื่อวันพฤหัสบดี นายโบลตันถูกตั้งข้อหาถึง 8 กระทง ฐานเผยแพร่ข้อมูลการป้องกันประเทศ (NDI) และ 10 กระทง ฐานครอบครองข้อมูลการป้องกันประเทศ (NDI) อย่างผิดกฎหมาย

อัยการกล่าวหาว่า เขาได้เผยแพร่ข้อมูลลับสุดยอดเกี่ยวกับการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย โดยใช้อีเมลส่วนตัวและแอปพลิเคชันส่งข้อความอื่น ๆ ซึ่ง “เอกสารเหล่านี้ได้เปิดเผยข่าวกรองเกี่ยวกับการโจมตีในอนาคต, ศัตรูต่างชาติ, และความสัมพันธ์นโยบายต่างประเทศ”

เอกสารคำฟ้องระบุเพิ่มเติมว่า “เอกสารเหล่านี้รวมถึงข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับผู้นำของฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนข้อมูลที่เปิดเผยถึงแหล่งที่มาและวิธีการเก็บข้อมูลที่ใช้ในการได้รับถ้อยแถลงเกี่ยวกับศัตรูต่างชาติ”

หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง นายโบลตันอาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกสูงสุดข้อหาละ 10 ปี และคาดว่าเขาจะเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ในวันศุกร์นี้

ปัจจุบันนายโบลตันยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับข่าวการฟ้องร้อง แต่ก่อนหน้านี้เขาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

ด้านนายแอบบี โลเวลล์ ทนายความของเขา กล่าวว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีต้นตอมาจากบันทึกประจำวัน ที่นายโบลตันได้จดบันทึกไว้ตลอดอาชีพการทำงานในราชการเป็นเวลา 45 ปี “เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐหลายท่านในประวัติศาสตร์ ท่านทูตโบลตันเก็บสมุดบันทึกประจำวันไว้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอาญา”

เขายังอธิบายบันทึกเหล่านั้นว่าเป็น “ข้อมูลที่ไม่ได้ถูกจัดเป็นข้อมูลลับ, แบ่งปันกับเฉพาะครอบครัวที่ใกล้ชิดเท่านั้น และเป็นที่รับรู้ของ FBI มาตั้งแต่ปี 2564”

ทั้งนี้ นายโบลตันถูกปลดออกจากตำแหน่ง ในคณะบริหารชุดแรกของทรัมป์เมื่อปี 2562 โดยหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาที่ออกในปี 2563 ชื่อ “The Room Where It Happened” (ห้องที่เหตุการณ์เกิดขึ้น) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวในช่วงเวลาที่เขาทำงานภายใต้การนำของทรัมป์ และนำเสนอภาพของประธานาธิบดีที่ขาดความรู้เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ และการตัดสินใจของเขามีแรงผลักดันหลักมาจากความปรารถนาที่จะได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง

ทำเนียบขาวได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อระงับการตีพิมพ์หนังสือดังกล่าว โดยอ้างว่าหนังสือนี้มีข้อมูลลับและยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้อง แต่ผู้พิพากษาได้ปฏิเสธคำร้อง และหนังสือเล่มนี้ก็ถูกเผยแพร่ในอีกไม่กี่วันต่อมา

หลังจากนั้น กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ก็เปิดการสอบสวนว่า นายโบลตันได้จัดการข้อมูลลับอย่างไม่เหมาะสม ด้วยการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างในหนังสือหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

17 ต.ค. 2568 04:34 น.

นักวิทย์เตือน ป่าฝนในออสเตรเลีย เริ่มคายคาร์บอนมากกว่าดูดเข้าไปแล้ว

ผลการศึกษาใหม่พบว่า ป่าฝนเขตร้อนในออสเตรเลีย กลายเป็นป่าแห่งแรกของโลกที่คายก๊าซคาร์บอนออกมามากกว่าที่ดูดซับเข้าไป โดยเป็นผลจากภาวะโลกร้อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 ต.ค. 2568 ว่า ผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านวารสาร “Nature” ระบุว่า ป่าฝนเขตร้อนในประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นป่าแห่งแรกของโลกที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาในปริมาณมากกว่าที่ดูดซับเข้าไป โดยเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยปกติแล้ว ป่าฝนถือเป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” (carbon sinks) เนื่องจากพวกมันดูดซับก๊าซคาร์บอนได้มากกว่าที่ปล่อยออกมา โดยต้นไม้ใหม่จะช่วยชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจากต้นไม้ที่ตายแล้ว

แต่การศึกษาล่าสุดซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากป่าในรัฐควีนส์แลนด์ พบว่า อุณหภูมิที่สูงมากทำให้ จำนวนต้นไม้ที่ตายมีมากกว่าจำนวนต้นไม้ที่กำลังเติบโต

หัวหน้าคณะวิจัยของการศึกษานี้ กล่าวว่า ผลการวิจัยดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก เนื่องจากความพยายามดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ระบบนิเวศ เช่น ป่าฝน สามารถดูดซับคาร์บอนได้

ดร. ฮันนาห์ คาร์ล จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ซิดนีย์ กล่าวว่า “แบบจำลองในปัจจุบันอาจประเมินความสามารถของป่าเขตร้อน เรื่องการช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล สูงเกินไป”

รายงานพบว่า ด้วยจำนวนต้นไม้ใหม่ที่น้อยลง ลำต้นและกิ่งก้านของต้นไม้ที่ตายแล้ว หรือที่เรียกว่า ชีวมวลเนื้อไม้ (woody biomass) ได้กลายมาเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอน แทนที่จะเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนตั้งแต่เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน

ดร. คาร์ล กล่าวว่า “ป่าไม้ช่วยยับยั้งผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่งานของเราแสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้กำลังตกอยู่ในอันตราย”

ดร. คาร์ล เสริมว่า การที่จำนวนต้นไม้ตายเพิ่มขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้นเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง, ความแห้งแล้งในชั้นบรรยากาศ และภัยแล้ง

ข้อมูลจากป่า 20 แห่งในรัฐควีนส์แลนด์ ที่เก็บมาตลอดระยะเวลา 49 ปีชี้ว่า จำนวนของพายุไซโคลนที่เพิ่มขึ้น และความรุนแรงของพายุที่มากขึ้น กำลังทำให้มีต้นไม้ตายมากขึ้น และทำให้ต้นไม้ใหม่เติบโตได้ยากขึ้น

ดร. คาร์ล กล่าวว่า “ในการศึกษานี้ เรามีหลักฐานว่าป่าเขตร้อนชื้นของออสเตรเลีย เป็นป่าแห่งแรกในโลกที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง [ชีวมวลเนื้อไม้] เช่นนี้ … และนั่นมีความสำคัญอย่างแท้จริง มันอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่กำลังจะมาถึงก็เป็นได้”

ด้านแพทริก เมียร์ ผู้เขียนอาวุโสของรายงานการศึกษานี้ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า “เป็นไปได้ที่ป่าเขตร้อนทั้งหมดจะตอบสนองในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน” แต่เสริมว่าจำเป็นต้องมีข้อมูลและการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินอย่างยุติธรรม

ทั้งนี้ ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยมลพิษต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก โดยพวกเขาเพิ่งประกาศเป้าหมายการลดคาร์บอนใหม่ โดยให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 62% เมื่อเทียบกับระดับในปี 2005 ในช่วงทศวรรษหน้า

อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียยังคงเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลก ที่พวกเขาพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลเพิ่งอนุญาตให้โครงการก๊าซที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของประเทศ คือ North West Shelf ของบริษัท Woodside สามารถดำเนินการต่อไปได้อีก 40 ปี

รายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน พบว่าออสเตรเลียมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส พร้อมเตือนว่า ไม่มีชุมชนใดที่จะรอดพ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่ “ต่อเนื่อง, ซับซ้อน และเกิดขึ้นพร้อมกัน” ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป

เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป

17 ต.ค. 2568 03:01 น.

เนทันยาฮูจี้ฮามาส คืนศพตัวประกันให้ครบ ลั่นจะสู้กับผู้ก่อการร้ายต่อไป

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยืนยันจะนำศพตัวประกันกลับประเทศให้ครบทุกคน หลังฮามาสบอกว่าไม่สามารถเข้าถึงศพที่เหลืออีก 19 รายได้

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวในพิธีรำลึกถึงเหยื่อผู้เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. 2566 ว่า เขามุ่งมั่นที่จะนำศพของตัวประกันที่เสียชีวิตซึ่งยังคงอยู่ในฉนวนกาซากลับคืนมาให้ครบทุกคน และอิสราเอลจะเดินหน้าต่อสู้กับการก่อการร้ายด้วย “กำลังเต็มที่” ต่อไป

เนทันยาฮูย้ำด้วยว่า รัฐบาลพร้อมที่จะกลับไปใช้ปฏิบัติการทางทหาร อีกครั้งหากอิสราเอลถูกโจมตี “การต่อสู้กับการก่อการร้ายของเราจะดำเนินต่อไปด้วยกำลังเต็มที่ เราจะไม่อนุญาตให้ความชั่วร้ายได้ผงาดขึ้นมา เราจะให้คนที่ทำร้ายเราต้องชดใช้อย่างเต็มที่”

คำพูดล่าสุดของผู้นำอิสราเอลเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก กลุ่มฮามาสส่งคืนศพตัวประกันอีก 2 ราย เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา แต่พวกเขาอ้างว่า ไม่สามารถเข้าถึงศพที่เหลืออีก 19 รายได้หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ

ท่าทีของกลุ่มฮามาสทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในอิสราเอล เนื่องจากมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงกาซาซึ่งลงนามกันเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่สหรัฐฯ ออกโรงเตือนกลุ่มฮามาส แต่ยังไม่ถึงขั้นประณามว่านี่เป็นการละเมิดข้อตกลง

ขณะเดียวกันในวันพฤหัสบดี (16 ต.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าเขายินดีที่จะให้การสู้รบกลับมาดำเนินต่อ โดยโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า “หากกลุ่มฮามาส ยังคงเข่นฆ่าผู้คนในกาซาต่อไป … เราจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าไปและสังหาร”

คาดว่าข้อความของนายทรัมป์สื่อถึงการปะทะกันระหว่างกลุ่มฮามาสกับกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปหลายสิบศพเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ยังไม่แน่ชัดว่า ใครจะเป็นผู้ที่เข้าไปและทำการสังหาร โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยปฏิเสธที่จะส่งทหารอเมริกันเข้าปฏิบัติการภาคพื้นดินในฉนวนกาซา

ทั้งนี้ อิสราเอลยืนยันในวันพฤหัสบดีว่า ร่างผู้เสียชีวิต 2 ศพล่าสุดที่ฮามาสส่งคืนกลับมาเมื่อวันพุธคือร่างของตัวประกันที่ถูกลักพาตัวไปจริง โดยเป็นศพของนาย อินบาร์ ฮายแมน และจ่าสิบเอก มูฮัมหมัด อัล-อาตราช

ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้ง 20 คนแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ 250 คนในเรือนจำอิสราเอล และผู้ถูกควบคุมตัวไปจากฉนวนกาซาอีก 1,718 คน

นอกจากนั้น กลุ่มฮามาสต้องส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด 28 ราย ให้แก่อิสราเอล ตามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาระยะที่ 1 โดยจนถึงตอนนี้พวกเขาส่งคืนร่างให้อิสราเอลแล้ว 8 ร่าง รวม 2 รายล่าสุด แต่อิสราเอลพิสูจน์แล้วว่า หนึ่งในร่างที่ฮามาสส่งคืนกลับมานั้นไม่ใช่ร่างของหนึ่งในตัวประกัน ทำให้เหลือศพตัวประกันที่ฮามาสต้องหามาคืนให้ได้อีก 19 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน ตกลงพบกันที่ฮังการี หาทางยุติสงครามยูเครน

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน ตกลงพบกันที่ฮังการี หาทางยุติสงครามยูเครน

17 ต.ค. 2568 01:08 น.

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน ตกลงพบกันที่ฮังการี หาทางยุติสงครามยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย เพิ่งคุยโทรศัพท์กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ชี้การสนทนาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และทั้งสองคนเตรียมพบกันที่ฮังการี เพื่อพูดคุยหาทางยุติสงครามในยูเครน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า เขาได้โทรศัพท์คุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย โดยการสนทนาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และผู้นำทั้งสองตกลงที่จะพบปะพูดคุยกันในเมืองหลวงของประเทศฮังการี เพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครน

“ผมเพิ่งเสร็จสิ้นการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งเป็นการสนทนาที่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก ประธานาธิบดีปูตินแสดงความยินดีกับผมและสหรัฐอเมริกาเรื่องความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แห่งสันติภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งเขากล่าวว่า เป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันกันมานานหลายศตวรรษ”

“ผมเชื่อว่าความสำเร็จในตะวันออกกลางจะช่วยในการเจรจาของเราเพื่อยุติสงครามระหว่างรัสเซีย/ยูเครนด้วย” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวขอบคุณ เมลาเนีย สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง สำหรับการทำงานร่วมกับเด็ก ๆ เขารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างมาก และกล่าวว่าสิ่งนี้จะดำเนินต่อไป เรายังใช้เวลาส่วนใหญ่พูดคุยเกี่ยวกับการค้าขายระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกาเมื่อสงครามยูเครนยุติลงด้วย”

“ในตอนท้ายของการสนทนา เราได้ตกลงกันว่าจะมีการประชุมของที่ปรึกษาระดับสูงของเราในสัปดาห์หน้า การประชุมเบื้องต้นของสหรัฐอเมริกาจะนำโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ พร้อมด้วยบุคคลอื่น ๆ ที่จะได้รับการแต่งตั้งในภายหลัง ส่วนสถานที่จัดการประชุมยังไม่ได้กำหนด”

“จากนั้น ประธานาธิบดีปูตินกับผมจะพบกันในสถานที่ที่ตกลงกันคือ กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เพื่อดูว่าเราจะสามารถยุติสงครามอัน “น่าอัปยศ” ระหว่างรัสเซียและยูเครนนี้ได้หรือไม่”

“ผมกับประธานาธิบดีเซเลนสกีจะพบกันในวันพรุ่งนี้ที่ห้องทำงานรูปไข่ เพื่อหารือเกี่ยวกับการสนทนากับประธานาธิบดีปูติน และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย ผมเชื่อว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ในวันนี้มีความคืบหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial / @realDonaldTrump

กัมพูชาจ่อเนรเทศ 59 ชาวเกาหลีใต้โยงแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ศุกร์นี้

กัมพูชาจ่อเนรเทศ 59 ชาวเกาหลีใต้โยงแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ศุกร์นี้

16 ต.ค. 2568 23:46 น.

กัมพูชาจ่อเนรเทศ 59 ชาวเกาหลีใต้โยงแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ศุกร์นี้

ทางการกัมพูชาเตรียมส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 59 คน ที่ถูกควบคุมตัวจากความเชื่อมโยงกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์กลับเกาหลีใต้ภายในวันศุกร์นี้ หลังคณะทำงานเฉพาะกิจแดนโสมเดินทางเยือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 16 ต.ค. 2568 กัมพูชาวางแผนที่จะเนรเทศพลเมืองชาวเกาหลีใต้ 59 ราย ที่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากถูกกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ภายในวันศุกร์นี้ (17 ต.ค.) หลังจากที่รัฐบาลกรุงโซลได้ส่งคณะทำงานเฉพาะกิจไปกัมพูชาเพื่อหาทางแก้ปัญหา

ตามรายงานของสำนักข่าว AFP สำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาจะดำเนินการเนรเทศพลเมืองเกาหลี 59 ราย ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือออกจากศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ และผู้ที่ถูกควบคุมตัวในคดีอาชญากรรมอื่น ๆ กลับประเทศบ้านเกิดในวันศุกร์นี้ โดยร่วมมือกับสถานทูตเกาหลีประจำกรุงพนมเปญ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ระบุว่า มีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 80 ราย ที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาที่สูญหายหรือยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ และมีพลเมืองเกาหลีมากกว่า 60 ราย ถูกทางการกัมพูชาจับกุม เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์

ทั้งนี้ คณะทำงานเฉพาะกิจร่วมของรัฐบาลเกาหลีใต้เดินทางถึงประเทศกัมพูชาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาการหลอกจ้างงานออนไลน์ที่กำลังขยายวงกว้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีลักพาตัวและกักขังพลเมืองเกาหลีใต้ และเพื่อนำผู้ที่ถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวกลับประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhup