“ทรัมป์” พบ “เซเลนสกี” ที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

"ทรัมป์" พบ “เซเลนสกี” ที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

18 ต.ค. 2568 04:35 น.

“ทรัมป์” พบ “เซเลนสกี” ที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบ ปธน.โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย หลังข้อตกลงหยุดยิงกาซาสำเร็จ เตือนการส่งมอบจรวดโทมาฮอว์กอาจยิ่งทำให้สงครามบานปลาย

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามกับรัสเซียที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในบรรยากาศเป็นทางการแบบ “working lunch” ภายหลังทรัมป์เพิ่งประสบความสำเร็จในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลาง

โดยระหว่างการหารือ เซเลนสกีได้แสดงความยินดีกับทรัมป์ที่มีบทบาทในข้อตกลงหยุดยิงฉนวนกาซา พร้อมกล่าวว่า เขาคิดว่าเราสามารถยุติสงครามนี้ได้ หากมีความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ พร้อมเสนอแนวคิดแลกเปลี่ยนโดรนที่ผลิตในยูเครนกับจรวดพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” (Tomahawk) จากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เตือนว่าการส่งมอบจรวดชนิดนี้อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด โดยกล่าวว่า มันอาจนำไปสู่การยกระดับครั้งใหญ่ และอาจเกิดเรื่องเลวร้ายได้มากมาย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณามอบจรวดโทมาฮอว์กให้ยูเครน แต่หลังการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เขากล่าวว่าเราก็ต้องใช้มันเหมือนกัน ซึ่งทำให้ผมยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี”

ด้านทำเนียบขาวเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทรัมป์และปูตินได้ตกลงจะพบกันที่ประเทศฮังการีในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหารือแนวทางทางการทูตต่อไป โดยคณะที่ปรึกษาของทั้งสองฝ่ายจะเริ่มพูดคุยเตรียมการตั้งแต่สัปดาห์หน้า

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

17 ต.ค. 2568 23:35 น.

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

ตร.จีนทลายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” หัวหน้าแก๊งโกกั้งในเมียนมา หลอกโกงเงินเหยื่อกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือราว 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาส่งตัวผู้ต้องหาให้จีนดำเนินคดี

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนแถลง ทลายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ของ “สวี ฟาฉี” หรือ “สวี เหล่าฟา” หัวหน้าแก๊งโกกั้ง ทางตอนเหนือของเมียนมา โกงเงินเหยื่อกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือราว 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาส่งตัวผู้ต้องหาให้จีนดำเนินคดี

โดยขบวนการนี้ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฉ้อโกงทางโทรศัพท์และออนไลน์จำนวนกว่า 3,400 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือราว 5,000 ล้านบาท โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์

คดีนี้อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างจีน-เมียนมา โดยตำรวจนครฉงชิ่งได้รับมอบหมายให้สอบสวนตั้งแต่เดือนกันยายน  2566 ภายหลังการสืบสวนเข้มข้นหลายเดือน เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก ก่อนออกหมายจับสาธารณะในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม  2567 ตำรวจเมียนมาสามารถจับกุมตัวสวี ฟาฉี ได้ และส่งมอบให้ทางการจีนภายใต้กลไกความร่วมมือด้านกฎหมายและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ

รายงานระบุว่า ระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่จีนกว่า 300 นายจากนครฉงชิ่งได้ลงพื้นที่กว่า 18 มณฑลและนคร รวมถึงฝูเจี้ยน กุ้ยโจว กานซู่ และยูนนาน เพื่อสอบพยานและตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม โดยทำงานร่วมกับทางการเมียนมาในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งทางอาวุธ

ระหว่างวันที่ 17–19 กันยายน พ.ศ. 2568 ศาลประชาชนชั้นต้นลำดับที่ 5 นครฉงชิ่ง ได้เปิดการไต่สวนคดีของซสวี ฟาฉี และพวกต่อสาธารณชน ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า ตั้งแต่ปี 2562 สวี ฟาฉี ได้ก่อตั้งขบวนการอาชญากรรมในพื้นที่โกกั้ง โดยใช้เครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นร่วมมือกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์ สร้างและเช่าพื้นที่โกง 14 แห่ง เช่น โรงแรมเถียนจื่อ เขตอุตสาหกรรมตงเฉิง เป่าป่าวจ้าย และอาคารหมายเลข 311 เพื่อใช้เป็นฐานหลอกลวงคนจีน

นอกจากนี้ เขายังควบคุมกองกำลังติดอาวุธกว่า 400 คน เพื่อคุ้มกันพื้นที่และบังคับผู้ทำงานในขบวนการ หากผู้ใดไม่ทำตามคำสั่งหรือไม่บรรลุเป้าหมาย จะถูกทำร้าย ทรมาน หรือสังหารอย่างโหดเหี้ยม ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนพบหลักฐานคดีฆาตกรรม 1 คดี บาดเจ็บสาหัส 1 คดี และคดีหน่วงเหนี่ยวกักขังและกรรโชกทรัพย์อีกหลายสิบคดีในพื้นที่นี้ ขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาโทษผู้ต้องหาและสมาชิกแก๊งทั้งหมด.

ที่มา Global Times

ปธน.เกาหลีใต้สั่งลบโฆษณาออนไลน์ หลอกลวงพลเมืองไปทำงานผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปธน.เกาหลีใต้สั่งลบโฆษณาออนไลน์ หลอกลวงพลเมืองไปทำงานผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

17 ต.ค. 2568 15:27 น.

ปธน.เกาหลีใต้สั่งลบโฆษณาออนไลน์ หลอกลวงพลเมืองไปทำงานผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ออกคำสั่งฉุกเฉินให้ดำเนินมาตรการเพื่อลบโฆษณาออนไลน์ ที่มีการหลอกลวงพลเมืองชาวเกาหลีใต้ให้ไปทำงานที่ผิดกฎหมายและฉ้อโกงในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำสั่งดังกล่าวเป็นการขยายผลจากความพยายามก่อนหน้าซึ่งมุ่งเน้นไปที่ประเทศกัมพูชาโดยเฉพาะ เนื่องจากมีกรณีการหลอกลวงออนไลน์ที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอี กยู-ยอน เลขานุการประธานาธิบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายอี แจ-มยอง ได้สั่งการให้หน่วยงานตรวจสอบด้านการกระจายเสียงและสื่อ รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการลบประกาศออนไลน์ ที่โฆษณาตำแหน่งงานที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคำสั่งนี้มีขึ้นท่ามกลางจำนวนคดีที่ชาวเกาหลีใต้ถูกควบคุมตัวและถูกทรมาน ในศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เลขาธิการระบุว่า การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นผลมาจากความกังวลว่า การเฝ้าระวังที่เข้มงวดมากขึ้นในประเทศกัมพูชา อาจกระตุ้นให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ย้ายฐานการสรรหาพลเมืองเกาหลีใต้ไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน

ขณะนี้ ทางการมีแผนที่จะทบทวนเว็บไซต์ที่มีการโพสต์โฆษณาเหล่านี้อย่างครอบคลุม และจะแบ่งปันข้อมูลที่ได้กับผู้ดำเนินการพอร์ทัลหลักต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดตั้ง องค์กรที่ปรึกษา ที่ประกอบด้วยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Kakao, Naver และ Google เพื่อเปิดตัวระบบกำกับดูแลตนเองอย่างเต็มรูปแบบ ในการตรวจจับและลบประกาศที่น่าสงสัย

สำนักงานประธานาธิบดีให้คำมั่นที่จะสร้างมาตรการตอบสนองที่ครอบคลุมในระดับ รัฐบาลทั้งประเทศ โดยจะครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การป้องกัน การช่วยเหลือเหยื่อ ไปจนถึงการระบุตัวตนและการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกันความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ และยับยั้งการตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาผลประโยชน์จากแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์.

ที่มา Yonhap

“แบ็ก เซฮี” นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี

"แบ็ก เซฮี" นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี

17 ต.ค. 2568 14:32 น.

“แบ็ก เซฮี” นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี

แบ็ก เซฮี  นักเขียนชาวเกาหลีใต้ผู้สร้างปรากฏการณ์ด้วยบันทึกความทรงจำขายดีระดับโลกเรื่อง “I Want to Die but I Want to Eat Tteokbokki” (อยากตายแต่ก็อยากกินต็อกบกกี) ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 35 ปี แม้รายละเอียดการเสียชีวิตยังไม่ชัดเจน แต่ครอบครัวเผยว่าเธอได้บริจาคอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ผู้คนถึง 5 ราย ตามความปรารถนาที่จะ “แบ่งปันหัวใจและสร้างแรงบันดาลใจแห่งความหวัง” ผ่านงานเขียนของเธอ

หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2018 ในภาษาเกาหลี เป็นการรวบรวมบทสนทนาระหว่างเธอกับจิตแพทย์เกี่ยวกับการรักษาภาวะซึมเศร้า ซึ่งเนื้อหาด้านสุขภาพจิตของเธอได้สร้างปรากฏการณ์และเข้าถึงใจผู้อ่านทั่วโลก ก่อนจะได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2022 และมียอดขายรวมทั่วโลกแล้วกว่า หนึ่งล้านเล่ม รวมถึงถูกแปลไปแล้วใน 25 ประเทศ

สำนักงานบริจาคอวัยวะแห่งเกาหลี  ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ว่า แบ็ก เซฮี ได้บริจาคอวัยวะของเธอ ได้แก่ หัวใจ ปอด ตับ และไต ซึ่งช่วยต่อชีวิตให้กับผู้คนได้ถึง 5 ราย ในแถลงการณ์ได้อ้างอิงคำพูดของน้องสาวของเธอว่า แบ็ก เซฮี ต้องการ “แบ่งปันหัวใจของเธอให้กับผู้อื่นผ่านผลงาน และสร้างแรงบันดาลใจแห่งความหวัง”

“I Want to Die but I Want to Eat Tteokbokki” ได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะงานที่ช่วยให้การพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ และนำเสนอความขัดแย้งภายในจิตใจได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างความคิดที่สิ้นหวังกับความซาบซึ้งในความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ

ประโยคที่โด่งดังที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ “หัวใจของมนุษย์ ต่อให้ต้องการที่จะตาย ก็มักจะอยากกินต็อกบกกีในเวลาเดียวกันด้วยเช่นกัน”

แบ็ก เซฮี เกิดในปี 1990 จบการศึกษาด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และเคยทำงานในสำนักพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี เธอได้รับการรักษาภาวะดีสไทเมีย หรือภาวะซึมเศร้าแบบเรื้อรังระดับอ่อน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเขียนผลงานขายดีของเธอตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ

ผลงานภาคต่อของเธอคือ “I Want to Die but I Still Want to Eat Tteokbokki” ตีพิมพ์เป็นภาษาเกาหลีในปี 2019 และฉบับแปลภาษาอังกฤษเผยแพร่ในปี 2024.

ที่มา BBC

ปธน. เปรูปฏิเสธลาออก หลังม็อบ Gen Z ประท้วงต้านรัฐบาล ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 ราย

ปธน. เปรูปฏิเสธลาออก หลังม็อบ Gen Z ประท้วงต้านรัฐบาล ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 ราย

17 ต.ค. 2568 13:25 น.

ปธน. เปรูปฏิเสธลาออก หลังม็อบ Gen Z ประท้วงต้านรัฐบาล ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 ราย

นายโฆเซ่ เฆรี ประธานาธิบดีคนใหม่ของเปรู ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ได้ออกมาปฏิเสธที่จะลาออกจากตำแหน่ง หลังมีการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกร้องให้เขาและสมาชิกรัฐสภาคนอื่น ๆ ลาออก ขณะที่เหตุชุมนุมลุกลามรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บกว่าร้อยคน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์รัฐบาลใหม่เรื่องคดีอื้อฉาวและการใช้อำนาจเกินขอบเขต

นายเฆรีกล่าวกับสื่อท้องถิ่นหลังเดินทางไปยังรัฐสภาว่า “ความรับผิดชอบของผมคือการรักษาเสถียรภาพของประเทศ นั่นคือความรับผิดชอบและพันธสัญญาของผม” โดยระบุว่าจะขออำนาจพิเศษในการต่อสู้กับอาชญากรรม

การประท้วงที่เริ่มต้นเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วเพื่อเรียกร้องเงินบำนาญและค่าแรงที่ดีขึ้นสำหรับคนหนุ่มสาว ได้ขยายตัวครอบคลุมความไม่พอใจของชาวเปรูต่อปัญหาอาชญากรรม การทุจริต และความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ

สำนักงานอัยการเปรูได้ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กำลังสอบสวนการเสียชีวิตของ เอดูอาร์โด รูอิซ นักร้องฮิปฮอปวัย 32 ปี ซึ่งถูกยิงด้วยอาวุธปืนระหว่างการชุมนุม โดยมีการสั่งให้นำศพออกจากโรงพยาบาลในกรุงลิมา และดำเนินการ “รวบรวมหลักฐานภาพและเสียง รวมถึงหลักฐานทางขีปนาวุธในพื้นที่เกิดเหตุ ภายใต้บริบทของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง”

สื่อท้องถิ่นเผยภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นนายรูอิซล้มลงบนถนนในกรุงลิมา หลังถูกชายคนหนึ่งที่วิ่งหนีกลุ่มผู้ประท้วงยิงปืนใส่ พยานระบุว่าชายคนดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่แทรกซึมเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุม

รายงานระบุว่า มีผู้บาดเจ็บจากการประท้วงรวมประมาณ 100 คน โดยมีผู้ประท้วงอย่างน้อย 24 ราย และตำรวจ 80 นายได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ นักข่าว 6 รายถูกกระสุนลูกปราย และอีก 4 รายถูกตำรวจทำร้าย

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากรัฐสภาขับไล่ประธานาธิบดี ดินา โบลูอาร์เต  เนื่องจากความล้มเหลวในการควบคุมอาชญากรรมและการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงเมื่อปี 2022 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 50 ราย

โฆเซ่ เฆรี วัย 38 ปี ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาในขณะนั้นได้เข้ารับตำแหน่งแทน โดยสัญญาว่าจะควบคุมปัญหาอาชญากรรม และได้แต่งตั้ง เอร์เนสโต อัลวาเรซ อดีตผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยมสุดโต่งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่เคยกล่าวหาว่า Gen Z ของเปรูเป็น “แก๊งที่ต้องการยึดประชาธิปไตยด้วยพายุ” และไม่ได้เป็นตัวแทนของ “เยาวชนที่ศึกษาและทำงาน”

นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังประณามนายเฆรี เนื่องจากเขาเคยถูกกล่าวหาในคดีข่มขืน แม้จะมีการยกฟ้องไปแล้วในเดือนสิงหาคมก็ตาม และการที่เขาเคยลงมติสนับสนุนกฎหมาย 6 ฉบับที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นการบั่นทอนการต่อสู้กับอาชญากรรม ทำให้ผู้ประท้วงเรียกร้องให้เขายกเลิกกฎหมายเหล่านี้

ผู้ประท้วงหลายคนแสดงความโกรธแค้นด้วยการตะโกนว่า “เฆรีคือฆาตกร” และ “จากฆาตกรสู่ฆาตกรข่มขืน เป็นความสกปรกชุดเดียวกัน” สะท้อนถึงความรู้สึกไม่พอใจต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตและความไม่ยุติธรรมที่มีมายาวนานในเปรูได้.

ที่มา AP

ญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.

ญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.

17 ต.ค. 2568 12:05 น.

ญี่ปุ่นเตรียมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 21 ต.ค.

สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นนัดลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ โดยพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) เสนอวันดังกล่าว หลังพันธมิตรเก่าล่มสลาย และอยู่ระหว่างเจรจาจัดตั้งรัฐบาลใหม่กับพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น เพื่อผลักดัน “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น ได้ตกลงที่จะจัดการลงคะแนนในรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในวันอังคารที่ 21 ตุลาคมนี้ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับกำหนดเวลาดังกล่าว โดยอ้างว่าการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมยังคงดำเนินอยู่

ซานาเอะ ทาคาอิจิ วัย 64 ปี ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค เสรีประชาธิปไตย (LDP) ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม แต่ความฝันในการเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นต้องสะดุดลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อพรรค โคเมอิโตะซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมานาน 26 ปี ประกาศถอนตัวเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม เนื่องจากปัญหาเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการจัดการเงินทุนของพรรค LDP

ขณะนี้พรรค LDP กำลังเร่งเจรจาเพื่อจัดตั้งแนวร่วมใหม่กับพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์อย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) หากการเจรจาสำเร็จ แนวร่วมใหม่นี้จะช่วยให้นางทาคาอิจิ มีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจำนวนที่นั่งของสองพรรคจะยังขาดไป 2 ที่นั่งในการได้เสียงข้างมากเด็ดขาดก็ตาม แต่ตามกฎการลงคะแนนรอบที่สอง นางทาคาอิจิเพียงแค่ต้องได้รับคะแนนมากกว่าคู่แข่งเท่านั้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่มีภารกิจทางการทูตสำคัญรออยู่หลายรายการในช่วงปลายเดือนนี้ ทั้งการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศใน มาเลเซีย และ เกาหลีใต้ รวมถึงการเยือนญี่ปุ่นของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งการเยือนครั้งนี้มีประเด็นทางการค้า การหยุดการนำเข้าพลังงานรัสเซีย และการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็นวาระสำคัญ

นอกจากนี้ ทาคาอิจิ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนักอนุรักษ์นิยมสุดโต่งและสายเหยี่ยวต่อจีน ก็ได้เคยไปเยือนศาลเจ้ายาสุคุนิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สร้างความไม่พอใจต่อจีนและเกาหลีใต้มาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันเปิดเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง นางทาคาอิจิได้ส่งเครื่องสักการะไปแทน และมีรายงานว่าเธอน่าจะงดเว้นการเดินทางไปเยือนด้วยตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความขุ่นเคืองให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนับเป็นแนวทางเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งเป็นอาจารย์ทางการเมืองของเธอ.

ที่มา Reuters AFP

พันเอกผู้นำก่อรัฐประหารมาดากัสการ์ เมินแรงกดัน เตรียมสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันนี้

พันเอกผู้นำก่อรัฐประหารมาดากัสการ์ เมินแรงกดัน เตรียมสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันนี้

17 ต.ค. 2568 11:43 น.

พันเอกผู้นำก่อรัฐประหารมาดากัสการ์ เมินแรงกดัน เตรียมสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันนี้

ผู้นำก่อรัฐประหารมาดากัสการ์ เตรียมเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากสหภาพแอฟริกาออกมาประณามและสั่งพ้นสมาชิกภาพ 

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พันเอกไมเคิล แรนเดรียนีรีนา ผู้นำทหารคนใหม่ของมาดากัสการ์ ประกาศว่า เขาจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันศุกร์ (17 ต.ค.) นี้ ภายหลังจากที่กองทัพเข้ายึดอำนาจโค่น ประธานาธิบดีอ็องดรี ราเจอลินา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

พันเอกแรนเดรียนีรีนา ระบุในแถลงการณ์เว่า พิธีสาบานตนจะจัดขึ้นภายใต้การดูแลของศาลรัฐธรรมนูญสูงสุด โดยกล่าวว่า พิธีนี้จะเป็นการแต่งตั้งพันเอกไมเคิล แรนเดรียนีรีนา เป็นประธานาธิบดีเพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจ นำโดยกองทัพเพื่อบริหารประเทศร่วมกับรัฐบาลเฉพาะกาล เป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ก่อนจัดการเลือกตั้งทั่วไป

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีราเจอลินา ซึ่งหลบหนีออกนอกประเทศ ถูกสภานิติบัญญัติมีมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง แต่เจ้าตัวกลับออกแถลงการณ์ปฏิเสธ ไม่ยอมรับผลรัฐประหาร พร้อมกล่าวหากลุ่มทหารว่าเป็นการยึดอำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่กระแสการประท้วงของเยาวชนกลุ่ม “Gen Z” เรียกร้องให้เขาลาออก ยังคงปะทุทั่วประเทศ

ทางด้าน สหภาพแอฟริกา ได้ประกาศระงับสมาชิกภาพของมาดากัสการ์ทันทีภายหลังการรัฐประหาร พร้อมเรียกร้องให้ฟื้นฟูรัฐบาลพลเรือนและจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว การระงับสมาชิกภาพดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันทางการเมืองและโดดเดี่ยวรัฐบาลทหารของมาดากัสการ์ในเวทีระหว่างประเทศ.

ทั้งนี้ พันเอกแรนเดรียนีรีนา เคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยรบพิเศษซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรัฐประหารปี 2552 ที่นำราเจอลินาขึ้นสู่อำนาจ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขากลับแยกตัวออกจากผู้นำเก่าและเรียกร้องให้กองทัพไม่ใช้กำลังกับผู้ประท้วง.

หมีทำร้ายคนในญี่ปุ่นเสียชีวิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 7 รายในปีนี้

หมีทำร้ายคนในญี่ปุ่นเสียชีวิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 7 รายในปีนี้

17 ต.ค. 2568 11:37 น.

หมีทำร้ายคนในญี่ปุ่นเสียชีวิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 7 รายในปีนี้

กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากหมีทำร้ายในปีนี้ พุ่งขึ้นแตะ 7 ราย นับตั้งแต่เดือนเมษายน ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 2006 โดยเหยื่อส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดฮอกไกโด

การโจมตีของหมีมักจะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ก่อนที่พวกมันจะเข้าสู่ภาวะจำศีล ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้หมีที่หิวโหยเข้าสู่เขตชุมชนคือเมล็ดของต้นบีชที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้การลดลงของจำนวนประชากรในพื้นที่ชนบทก็ถูกระบุว่าเป็นอีกปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

ตัวเลขจากกระทรวงฯ ชี้ว่า ยอดผู้เสียชีวิต 7 รายในปีนี้ แซงหน้าสถิติเดิม 5 รายที่บันทึกไว้เมื่อปีสิ้นสุดเดือนเมษายน 2024 ไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกประมาณ 100 ราย ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 85 ราย  ในรอบ 12 เดือนก่อนหน้า

เหตุการณ์ล่าสุดที่ต้องสงสัยว่าถูกหมีทำร้ายเกิดขึ้นที่เมือง คิตาคามิ จังหวัดอิวาเตะ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังมีรายงานว่าชายอายุ 60 ปี ซึ่งกำลังทำความสะอาดบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งได้หายตัวไป โดยเจ้าหน้าที่พบเลือดมนุษย์และขนหมีในที่เกิดเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่เพิ่งมีการยืนยันว่าชายที่พบศพเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในจังหวัดอิวาเตะก็เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุการณ์ที่น่าตกใจในเมืองนุมะตะ จังหวัดกุนมะ ทางเหนือของกรุงโตเกียว เมื่อหมีโตเต็มวัยขนาด 1.4 เมตรตัวหนึ่ง ได้บุกเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตและทำร้ายชายสองคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดยซูเปอร์มาร์เก็ตดังกล่าวอยู่ใกล้พื้นที่ภูเขา แต่ไม่เคยมีหมีเข้าใกล้มาก่อน ผู้จัดการร้านเล่าว่ามีลูกค้าอยู่ภายในร้านประมาณ 30-40 คน และหมีมีอาการตื่นตระหนกขณะพยายามหาทางออก

ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวสเปนรายหนึ่งก็ถูกหมีทำร้ายที่ป้ายรถประจำทางในหมู่บ้านชิราคาวาโกะ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นด้วย

ทั้งนี้ ในญี่ปุ่นพบหมีอยู่ 2 ชนิดหลัก ได้แก่ หมีดำเอเชีย และ หมีสีน้ำตาล ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า และพบได้เฉพาะที่เกาะฮอกไกโดเท่านั้น.

ที่มา BBC

BYD เรียกคืนรถครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ หลังพบปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่เสี่ยงไฟไหม้

 BYD เรียกคืนรถครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์  หลังพบปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่เสี่ยงไฟไหม้

17 ต.ค. 2568 11:36 น.

BYD เรียกคืนรถครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ หลังพบปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่เสี่ยงไฟไหม้

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของจีน BYD ประกาศ เรียกคืนรถครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท รวมกว่า 115,000 คัน หลังพบปัญหาเกี่ยวกับการออกแบบชิ้นส่วนและความปลอดภัยแบตเตอรี่ใน 2 รุ่น

สำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งชาติจีนเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (17 ต.ค.) ว่า BYD ได้ยื่นแผนเรียกคืนรถจำนวน 44,535 คัน ในรุ่น Tang series ที่ผลิตระหว่างเดือนมีนาคม 2015 ถึงกรกฎาคม 2017 เนื่องจากมีข้อบกพร่องด้านการออกแบบที่อาจทำให้ระบบบางส่วนทำงานผิดปกติ

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกคืนเพิ่มเติมอีก 71,248 คัน ในรุ่น Yuan Pro EV ที่ผลิตระหว่างกุมภาพันธ์ 2021 ถึงสิงหาคม 2022 หลังตรวจพบ ปัญหาการติดตั้งแบตเตอรี่ในกระบวนการผลิต ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

ก่อนหน้านี้ BYD เคยมีการเรียกรถคืน 6,843 คันในรุ่น Fangchengbao Bao 5 รถ SUV ปลั๊กอินไฮบริด ที่มีความเสี่ยงเกิดไฟไหม้เมื่อต้นปีนี้ และในเดือนกันยายน 2024 บริษัทก็เพิ่งเรียกคืนรถยนต์ไฟฟ้ารวมเกือบ 97,000 คัน ในรุ่น Dolphin และ Yuan Plus หลังพบความบกพร่องในหน่วยควบคุมพวงมาลัย ที่อาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้เช่นกัน

โดยเหตุการณ์นี้ถือเป็นการทดสอบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อแบรนด์ BYD ที่กำลังครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในจีนและต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันในตลาด EV ทั่วโลกทวีความรุนแรง.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ BYD

อะแลสกาอพยพปชช.กว่า 1,600 คนหนีปลายพายุไต้ฝุ่นหะลอง ทำผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ สูญหาย 2 ราย

อะแลสกาอพยพปชช.กว่า 1,600 คนหนีปลายพายุไต้ฝุ่นหะลอง ทำผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ สูญหาย 2 ราย

17 ต.ค. 2568 10:57 น.

อะแลสกาอพยพปชช.กว่า 1,600 คนหนีปลายพายุไต้ฝุ่นหะลอง ทำผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ สูญหาย 2 ราย

ทางการรัฐอะแลสกา ของสหรัฐฯ เร่งอพยพประชาชนกว่า 1,600 คน หนีอิทธิพลจากปลายพายุไต้ฝุ่นหะลอง ที่พัดถล่มหมู่บ้านพื้นเมืองเสียหายหนัก ดับแล้ว 1 ศพ สูญหาย 2 ราย  

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 ทางการรัฐอะแลสกา ของสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการอพยพประชาชนจากหมู่บ้านพื้นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากปลายพายุไต้ฝุ่น “หะลอง” (Halong) หลังพายุลูกนี้พัดถล่มพื้นที่ลุ่มต่ำทางตะวันตกของรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และสูญหายอีก 2 ราย

พายุหะลอง ซึ่งอ่อนกำลังลงจากไต้ฝุ่นเป็นพายุโซนร้อนเมื่อเข้าสู่แผ่นดิน ได้พัดพาน้ำทะเลหนุนสูงเป็นประวัติการณ์ เข้าท่วมหมู่บ้านชายฝั่งขนาดเล็กอย่าง คิปนุก  และ ควิกกิลลิงกอก ในเขต ยูคอน–คัสโคควิม จนน้ำสูงกว่า 1.8 เมตรจากระดับน้ำทะเลปกติ

รายงานจาก กรมทหารผ่านศึกและกิจการทหารรัฐอลาสกา ระบุว่า ขณะนี้มีผู้อพยพประมาณ 1,600 คน ถูกส่งตัวไปยัง 13 ศูนย์พักพิงชั่วคราว ที่จัดตั้งขึ้นทั่วภูมิภาค โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีผู้อพยพกว่า 300 คน ถูกลำเลียงด้วยเครื่องบินไปยังเมือง แองเคอเรจ ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่ภัยพิบัติราว 800 กิโลเมตร เพื่อพักในอาคารกีฬา Alaska Airlines Center ที่สามารถรองรับได้ราว 400 คน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเผยว่า นี่เป็นหนึ่งในภารกิจอพยพทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐอะแลสกา โดยหวังว่าสามารถย้ายผู้อพยพทั้งหมดไปยังที่พักถาวร เช่น โรงแรมหรือหอพัก ได้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

พายุไต้ฝุ่น หะลอง ซึ่งก่อนหน้านี้ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก เคยสร้างความเสียหายหนักในญี่ปุ่น ก่อนพัดขึ้นเหนือและอ่อนกำลังลงเข้าสู่อลาสกา ทำให้พื้นที่ชายฝั่งหลายแห่งถูกน้ำท่วมสูงและสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก.