ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

19 ต.ค. 2568 05:04 น.

ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

ชาวอเมริกันรวมตัวประท้วงตามเมืองหลวงทั่วประเทศ ภายใต้สโลแกน “โนคิงส์” เพื่อต่อต้านโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พวกเขามองว่าเป็นเผด็จการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้คนจำนวนมหาศาลมารวมตัวกันเพื่อประท้วงนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้สโลแกน “โนคิงส์” (No Kings) ที่เมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก, วอชิงตัน ดีซี, ชิคาโก, ไมอามี และลอสแอนเจลิส เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568

การชุมนุมที่ ไทม์สแควร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนครนิวยอร์ก ดึงดูดผู้คนมารวมตัวกันได้หลายพันคน ไม่นานหลังจากการชุมนุมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ โดยผู้คนรวมตัวกันแน่นถนนและทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน พร้อมชูป้ายข้อความประท้วงต่างๆ เช่น “ประชาธิปไตยไม่ใช่ราชาธิปไตย” (Democracy not Monarchy) และ “รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวเลือก”

ก่อนหน้านี้ พันธมิตรของนายทรัมป์ออกมากล่าวหาว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับกลุ่ม “แอนติฟา” (Antifa) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายจัด ที่นายทรัมป์เพิ่งประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้าย และประณามว่าเป็น “การชุมนุมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอเมริกา”

ผู้จัดการประท้วงและผู้ที่ออกมาชุมนุมในวันเสาร์ยืนยันว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปอย่างสันติ โดยเว็บไซต์ของกลุ่ม “โนคิงส์” ระบุบนเว็บไซต์ของตัวเองว่า “การไม่ใช้ความรุนแรง” คือหลักการของกิจกรรมทั้งหมดของกลุ่ม และกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมทุกคน ลดความรุนแรงของการเผชิญหน้าที่อาจเกิดขึ้น

ที่นิวยอร์ก กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนส่งเสียงตะโกนเป็นระยะว่า “นี่แหละคือโฉมหน้าของประชาธิปไตย” ท่ามกลางเสียงกลองที่ดังอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับเสียงกระดิ่งวัวและเครื่องเสียงอื่น ๆ ในขณะที่มีเฮลิคอปเตอร์และโดรน บินอยู่เหนือศีรษะ และมีตำรวจยืนประจำการอยู่ไม่ไกล

หนึ่งในผู้จัดงานใช้เครื่องขยายเสียงประกาศว่ามีผู้เข้าร่วมการประท้วงถึง 100,000 คน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเขาหมายถึงเฉพาะในบริเวณไทม์สแควร์ หรือรวมถึงทั่วทั้ง 5 เขตของเมืองในรัฐนิวยอร์ก ขณะที่ตำรวจคาดว่า มีผู้ชุมนุมประมาณ 20,000 คน เดินขบวนไปตามถนนเซเวนท์ อเวนิว

เบธ แซสลอฟฟ์ นักเขียนอิสระและบรรณาธิการ กล่าวว่า เธอเข้าร่วมการประท้วงในนิวยอร์กเพราะเธอรู้สึกโกรธต่อสิ่งที่เธอเรียกว่าเป็น “การเคลื่อนไปสู่ลัทธิฟาสซิสต์และรัฐบาลเผด็จการ” ที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐบาลทรัมป์

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ใช้อำนาจของประธานาธิบดีเป็นวงกว้าง เขาลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับ ระงับเงินทุนที่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส, ยุบส่วนต่างๆ ของรัฐบาลกลาง, บังคับใช้มาตรการภาษีครั้งใหญ่กับประเทศอื่น ๆ และส่งทหารคุมเมืองที่ต่อต้านมาตรการจับกุมผู้อพยพของเขา

ประธานาธิบดีกล่าวว่าการกระทำของเขาเป็นสิ่งจำเป็นในการ สร้างประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตขึ้นใหม่ และเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า เขาเป็นเผด็จการหรือฟาสซิสต์ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์เตือนว่าการกระทำบางอย่างของรัฐบาลชุดนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยของอเมริกา

นอกจากในอเมริกาแล้ว ทั่วยุโรปยังมีผู้ประท้วงออกมาชุมนุมตามท้องถนนในกรุงเบอร์ลิน กรุงมาดริด และกรุงโรม เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับชาวอเมริกัน นอกจากนี้ ผู้ประท้วงจำนวนสองสามร้อยคนยังได้รวมตัวกันนอกสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงลอนดอน ด้วย

ส่วนที่เมืองโทรอนโต ก็มีผู้ประท้วงรวมตัวกันใกล้กับสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ และชูป้ายประท้วงที่มีข้อความว่า “อย่ามายุ่งกับแคนาดา” (Hands off Canada)

อนึ่ง ชาวอเมริกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับนายทรัมป์ที่แตกแยกกันอย่างมาก โดยผลสำรวจล่าสุดของ รอยเตอร์/อิปซอส พบว่ามีผู้ที่พอใจกับผลงานของเขาในฐานะประธานาธิบดีเพียง 40% ในขณะที่ 58% ไม่พอใจ ตัวเลขนี้ถือว่าใกล้เคียงกับคะแนนนิยมเฉลี่ยในการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา แต่ยังต่ำกว่าคะแนนนิยม 47% ตอนที่เขาเพิ่งรับตำแหน่งสมัยที่ 2

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จับตา “โจรสแกมเมอร์” ถ่วง “อนุทิน” ลอยตัวลำบาก : โลกล้อมกรอบกัมพูชา บีบผู้นำเซราะกราว

จับตา “โจรสแกมเมอร์” ถ่วง “อนุทิน” ลอยตัวลำบาก : โลกล้อมกรอบกัมพูชา บีบผู้นำเซราะกราว

จับตา “โจรสแกมเมอร์” ถ่วง “อนุทิน” ลอยตัวลำบาก : โลกล้อมกรอบกัมพูชา บีบผู้นำเซราะกราว

19 ต.ค. 2568 04:58 น.

ฟุตบอลยังมีล็อกถล่ม การเมืองลูกกลมๆพลิกได้ทุกนาที ณ จุดที่ขุนพล สส.กองทัพส้มยังเซอร์ไพรส์ ไม่มีใครคาดคิดว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ “พิมพ์เขียว” ของพรรคประชาชน

พายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ ชาวบ้านนับหมื่นอพยพจากชายฝั่ง

พายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ ชาวบ้านนับหมื่นอพยพจากชายฝั่ง

19 ต.ค. 2568 03:49 น.

พายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ ชาวบ้านนับหมื่นอพยพจากชายฝั่ง

พายุโซนร้อน เฟิงเฉิน เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตะวันออกของฟิลิปปินส์แล้ว และคาดว่าจะทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณชายฝั่ง ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน” (Fengshen) เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ด้านแปซิฟิกแล้วในวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568 ในขณะที่ประชาชนกว่า 27,000 คนอพยพออกจากพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดอัลไบ (Albay) และเกาะคาตันดัวเนส (Catanduanes) ที่อยู่ใกล้เคียง หลังทางการประกาศเตือนภัยน้ำท่วม

กรมอุตุนิยมวิทยาของรัฐบาลรายงานว่า พายุเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตเทศบาลกูบัต ซึ่งอยู่ปลายสุดทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลัก เมื่อช่วงบ่าย โดยมีลมกระโชกแรงความเร็วสูงสุดถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า ตอนนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอันตรายและชุมชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ ได้อพยพออกไปล่วงหน้าแล้ว

นายไรอัน เอสเทรลลาโด เจ้าหน้าที่กู้ภัยในเมืองกูบัต ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “เรามีฝนตกหนักและลมกระโชกแรง แต่ก็ไม่รุนแรงมากนัก”

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ระบุว่า พายุเฟิงเฉินมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนที่จะ “ขึ้นฝั่งเป็นครั้งที่สอง” ในพื้นที่ตอนกลางของเกาะลูซอนในวันอาทิตย์นี้

กรมอุตุฯ เตือนด้วยว่า มีความเสี่ยงเล็กน้อยถึงปานกลางที่จะเกิดน้ำท่วมชายฝั่ง และอาจมีคลื่นสูงถึง 2 เมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

19 ต.ค. 2568 01:57 น.

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาอ้างว่า ไทยจะปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ที่ถูกจับกุมไว้ หลังมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงปลายเดือนนี้

เมื่อ 18 ต.ค. 2568 นายปรัก สุคนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของ ข้อตกลงสันติภาพ ที่คาดกันว่าจะมีการลงนามในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดยข้อตกลงจะรวมถึงการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกไทยจับกุมเอาไว้ด้วย

นายสุคนธ์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TVK ที่สนามบินนานาชาติเตโช หลังจากเดินทางกลับจากการเจรจาสันติภาพในประเทศมาเลเซีย โดยกล่าวว่า การพูดคุยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสี่ฝ่าย ซึ่งมีตัวแทนจาก กัมพูชา ไทย สหรัฐฯ และมาเลเซีย เข้าร่วม

นายสุคนธ์กล่าวถึงข้อตกลงสันติภาพนี้ว่า “ประเทศไทยจะปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ที่ถูกจับกุมในวันที่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้” นอกจากนั้น เขายังเน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาชายแดนผ่าน “กลไกสันติวิธี” และการเคารพหลักการในการยุติข้อพิพาทโดย “ไม่ใช้กำลัง” ด้วย

อนึ่ง การประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอาเซียน จะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 26-28 ต.ค.นี้ โดยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางมาร่วมการประชุมด้วย และคาดกันว่า ผู้นำทั้งสองจะพบปะพูดคุยกันด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimes

สส.เกาหลีใต้เผย ตร.บุกช่วยพลเรือน 3 คนจากตึกสแกมเมอร์ในกัมพูชา

สส.เกาหลีใต้เผย ตร.บุกช่วยพลเรือน 3 คนจากตึกสแกมเมอร์ในกัมพูชา

19 ต.ค. 2568 00:43 น.

สส.เกาหลีใต้เผย ตร.บุกช่วยพลเรือน 3 คนจากตึกสแกมเมอร์ในกัมพูชา

สส.เกาหลีใต้เผย ช่วยเหลือพลเรือน 3 คนที่ถูกขังอยู่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในประเทศกัมพูชาได้สำเร็จ หลังพวกเขาร้องขอให้ตำรวจท้องถิ่นเข้าตรวจค้นอาคาร

สำนักข่าว โชซอน อิลโบ (chosun ilbo) ของเกาหลีใต้รายงานว่า นายคิม บยองจู สมาชิกรัฐสภาเกาหลีจากพรรคประชาธิปไตย เปิดเผยในวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568 ว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ช่วยเหลือพลเรือนเกาหลีใต้ 3 คน ที่ถูกขังอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากเขาได้ร้องขอให้มีการตรวจค้นอาคาร

สส.คิม ซึ่งเป็นผู้นำทีมเฉพาะกิจของพรรคประชาธิปไตยเรื่องความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในต่างประเทศ กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวที่สถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงพนมเปญว่า ชายทั้งสามคนซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 20 ปี และถูกขังในอาคารแห่งนี้มานานประมาณ 2 เดือนแล้ว ก่อนที่ตำรวจท้องถิ่นจะเข้าให้ความช่วยเหลือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ตามการเปิดเผยของ สส.คิม ชายกลุ่มนี้ ถูกล่อลวงให้มายังกัมพูชา ผ่านคนรู้จักหรือประกาศรับสมัครงานออนไลน์ที่สัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนสูง และ ถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการหลอกลวงโรแมนซ์สแกม (หลอกให้หลงรักเพื่อเอาเงินหรือทรัพย์สิน) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม

สส.คิมกล่าวอีกว่า เขาร้องขอให้ตำรวจกัมพูชาเข้าตรวจค้นอาคารที่เชื่อว่าเหยื่อถูกควบคุมตัวอยู่ หลังจากเมื่อวันพุธ เขาได้รับการติดต่อจากแม่ของเหยื่อรายหนึ่งที่แจ้งว่าลูกชายหายตัวไป ซึ่งตำรวจท้องถิ่นได้บุกตรวจค้นอาคาร และช่วยชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนออกมาได้สำเร็จ แม้ว่าผู้กระทำความผิดจะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ คาดว่าชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนจะถูกเนรเทศออกจากกัมพูชากลับประเทศหลังจากผ่านกระบวนการที่จำเป็นแล้ว คล้ายกับชาวเกาหลีใต้ 64 คนที่ถูกกัมพูชาจับกุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ และถูกส่งกลับประเทศไปเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

เมื่อนักข่าวถามว่า ชาวเกาหลีทั้ง 3 คนจะถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์หรือไม่? สส.คิมตอบว่า “สิ่งที่ถูกต้องคือการปกป้องชีวิตพลเมืองของเราเป็นอันดับแรก ส่วนความรับผิดชอบทางกฎหมายควรจะถูกดำเนินการในภายหลัง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun , yonhup

ฮามาสโวย อิสราเอลยิงรถบัสในกาซา ครอบครัว 11 ชีวิตดับสลด

ฮามาสโวย อิสราเอลยิงรถบัสในกาซา ครอบครัว 11 ชีวิตดับสลด

18 ต.ค. 2568 23:50 น.

ฮามาสโวย อิสราเอลยิงรถบัสในกาซา ครอบครัว 11 ชีวิตดับสลด

หน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซาเผย อิสราเอลยิงโจมตีรถบัสของครอบครัวชาวปาเลสไตน์ จนเสียชีวิตยกคัน 11 ศพ ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลอ้างว่า ยิงรถน่าสงสัย

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568 หน่วยงานป้องกันพลเรือนในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาสเปิดเผยว่า กองทัพอิสราเอลยิงอาวุธเข้าใส่รถบัสคันหนึ่ง ที่วิ่งอยู่ในย่าน เซตูน ของเมืองกาซาซิตี้ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้คนบนรถทั้ง 11 คนซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกัน เสียชีวิตทั้งหมด

แถลงการณ์ของหน่วยงานป้องกันพลเรือนระบุว่า ครอบครัวอาบู ชาบาน กำลังพยายามเดินทางกลับไปยังบ้านของพวกเขาเพื่อตรวจสอบความเสียหาย แต่กลับถูกกองทัพอิสราเอลโจมตีโดย “ไม่มีเหตุผลอันสมควร”

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารได้ยิงใส่ “ยานพาหนะต้องสงสัย” ที่ข้ามสิ่งที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” ซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตที่ยังคงถูกยึดครองโดยกองกำลังอิสราเอลในกาซา

ทั้งนี้ นี่ถือเป็นเหตุนองเลือดในฉนวนกาซาจากการโจมตีของทหารอิสราเอลที่มีผู้เสียชีวิตในครั้งเดียวมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีการหยุดยิงเมื่อ 8 วัน โดยทหารอิสราเอลยังคงปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่มากกว่า 50% ของฉนวนกาซา ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงในระยะแรก

นายมาห์มุด บัสซาล โฆษกหน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซา เปิดเผยกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่าผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกของครอบครัว “อาบู ชาบาน” และถูกสังหารขณะที่ “พยายามจะไปดูบ้านของพวกเขา” ในพื้นที่ดังกล่าว โดยในหมู่ผู้เสียชีวิตมีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า เมื่อวันศุกร์ ทหารของพวกเขาตรวจพบ “ยานพาหนะต้องสงสัย” กำลังข้าม “เส้นสีเหลือง” และเคลื่อนเข้าใกล้กองกำลัง IDF ที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในฉนวนกาซาตอนเหนือ ทำให้ทหารอิสราเอลต้องยิง “กระสุนเตือน” ไปยังยานพาหนะนั้น

แถลงการณ์ระบุอีกว่า แต่ยานพาหนะดังกล่าวยังคงเคลื่อนเข้าใกล้กองกำลังในลักษณะที่ก่อให้เกิด “ภัยคุกคามแบบปัจจุบันทันด่วน” ต่อพวกเขา กองกำลังจึงได้เปิดฉากยิงเพื่อกำจัดภัยคุกคามดังกล่าว ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลง

ก่อนหน้านี้ IDF ได้ออกคำเตือนชาวปาเลสไตน์ ว่าไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ของกาซาที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ด้วยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่จำกัด ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากจึงไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของกองทหารอิสราเอล ขณะที่ “เส้นสีเหลือง” ดังกล่าวก็ไม่ได้มีการทำเครื่องหมายทางกายภาพ และยังไม่ชัดเจนว่าพื้นที่ที่รถบัสคันดังกล่าวเดินทางอยู่นั้นได้ข้ามเส้นนี้ไปจริงหรือไม่

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า กองทัพจะติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ที่สามารถมองเห็นได้ เพื่อบ่งชี้ตำแหน่งของแนวเส้นดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวเกาหลีใต้ 64 คนจากกัมพูชากลับประเทศแล้ว หลังพัวพันขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ชาวเกาหลีใต้ 64 คนจากกัมพูชากลับประเทศแล้ว หลังพัวพันขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

18 ต.ค. 2568 08:33 น.

ชาวเกาหลีใต้ 64 คนจากกัมพูชากลับประเทศแล้ว หลังพัวพันขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการเกาหลีใต้ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับตัวพลเมือง 64 คน ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชากลับถึงประเทศแล้ว หลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ 

เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า พลเมืองทั้ง 64 คน เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอินชอนในเช้าวันเสาร์ (18 ต.ค.) หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ส่งทีมเจ้าหน้าที่พิเศษเดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อหารือกับรัฐบาลกัมพูชาเกี่ยวกับ คดีหลอกลวงออนไลน์และศูนย์หลอกสมัครงานปลอม ซึ่งมีการล่อลวงและกักขังชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามเครือข่าย แก๊งหลอกลงทุนคริปโต (Pig-Butchering Scam) ซึ่งเป็นรูปแบบของอาชญากรรมไซเบอร์ที่คนร้ายสร้างความไว้วางใจกับเหยื่อผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนหลอกให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม และยักยอกเงินไป

รายงานระบุว่า ชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งในกลุ่มที่ถูกควบคุมตัว อาจเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกมาทำงานในศูนย์หลอกลวงโดยไม่สมัครใจ ขณะที่บางส่วนอาจมีส่วนร่วมโดยสมัครใจ เพื่อแลกกับค่าตอบแทนสูง

โดยนายวี ซอง แล็ก ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ เผยก่อนหน้านี้ว่า ผู้ถูกควบคุมตัวมีทั้งผู้ที่ร่วมมือกับขบวนการและผู้ที่ถูกบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่หรือใช้ความรุนแรง โดยมีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน จากจำนวนรวมกว่า 200,000 คน ที่ทำงานอยู่ในเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชา ซึ่งส่วนหนึ่งถูกบังคับให้ทำงานด้วยการขู่ทำร้ายหรือกักขัง

ขณะที่นายทัช โซคัก โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาระบุว่า การส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศครั้งนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือที่ดีระหว่างกัมพูชาและเกาหลีใต้ในการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์ชี้ว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลายเป็นเครือข่ายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ที่มีทั้งแรงงานต่างชาติและคนท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

บางคนถูกหลอกไปทำงานโดยสัญญาจ้างปลอม ก่อนถูกยึดพาสปอร์ตและบังคับให้ดำเนินการหลอกเหยื่อออนไลน์ เช่น หลอกลงทุนคริปโต, คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ, และ เว็บพนันออนไลน์เถื่อน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์

ทูตจีนพบอนุทิน-รับปาก ปราบแก๊งสแกมเมอร์ “ดีเอสไอ”ลุยสอบเป็นคดี 6 คนไทยถูกลวง “ทรมาน”

ทูตจีนพบอนุทิน-รับปาก ปราบแก๊งสแกมเมอร์ "ดีเอสไอ"ลุยสอบเป็นคดี 6 คนไทยถูกลวง "ทรมาน"

ทูตจีนพบอนุทิน-รับปาก ปราบแก๊งสแกมเมอร์ “ดีเอสไอ”ลุยสอบเป็นคดี 6 คนไทยถูกลวง “ทรมาน”

18 ต.ค. 2568 08:11 น.

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ “อนุทิน” ในโอกาสเข้ารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีและ รมว. มหาดไทย ย้ำร่วมมือไทยปราบสแกมเมอร์และสนับสนุน ให้ทั้งสองประเทศใช้กลไกที่มีอยู่เจรจาแก้ไขปัญหาไทย- กัมพูชา ให้ยุติลุล่วงด้วยดี ด้านชาวเกาหลีใต้ 2 คนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์และถูก

วิเคราะห์การเมือง : ชิงแต้มกระแสชาตินิยม

วิเคราะห์การเมือง : ชิงแต้มกระแสชาตินิยม

วิเคราะห์การเมือง : ชิงแต้มกระแสชาตินิยม

18 ต.ค. 2568 07:57 น.

เครื่องสะดุด ขัดจังหวะอีเวนต์ยกเครื่องพรรคลอตสอง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำรุ่นเดอะ ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรค โดยไม่มีเค้าลางมาก่อน

เจ้าชายแอนดรูว์ สละพระอิสริยยศ–ฐานันดรศักดิ์ หลังเผชิญคดีฉาว ข้อกล่าวหาพัวพัน “เอปสตีน–สายลับจีน”

เจ้าชายแอนดรูว์ สละพระอิสริยยศ–ฐานันดรศักดิ์ หลังเผชิญคดีฉาว ข้อกล่าวหาพัวพัน “เอปสตีน–สายลับจีน”

18 ต.ค. 2568 06:16 น.

เจ้าชายแอนดรูว์ สละพระอิสริยยศ–ฐานันดรศักดิ์ หลังเผชิญคดีฉาว ข้อกล่าวหาพัวพัน “เอปสตีน–สายลับจีน”

เจ้าชายแอนดรูว์ แห่งราชวงศ์อังกฤษ ประกาศสละพระอิสริยยศ “ดยุกแห่งยอร์ก” และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด หลังหารือกับกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ท่ามกลางแรงกดดันจากคดีฉาวทางเพศและสายลับจีน

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ว่า “เจ้าชายแอนดรูว์” พระราชโอรสในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงตัดสินพระทัย สละพระอิสริยยศและเลิกใช้ตำแหน่งดยุกแห่งยอร์ก (Duke of York) รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด โดยมีผลบังคับใช้ทันที หลังการหารือร่วมกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมาชิกราชวงศ์

ในแถลงการณ์ เจ้าชายแอนดรูว์ระบุว่า ภายหลังการหารือกับพระมหากษัตริย์และสมาชิกครอบครัวโดยรอบ เกิดความเห็นร่วมกันว่าข้อกล่าวหาที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับพระองค์นั้น ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจจากภารกิจของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ขณะที่สำนักพระราชวังยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลในทันที

รายงานจากแหล่งข่าวใกล้ชิดระบุเพิ่มเติมว่า พระองค์จะ ไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองคริสต์มาสของราชวงศ์อีกต่อไป แต่จะยังคงพำนักอยู่ที่ทำเนียบรอยัลลอดจ์ เมืองวินด์เซอร์ ภายใต้สัญญาเช่าระยะยาว และยังคงดำรงพระอิสริยยศเจ้าชายเเนื่องจากเป็นพระโอรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ส่วน ซาราห์ เฟอร์กูสัน พระชายาเดิมของเจ้าชายแอนดรูว์ จะกลับมาใช้พระนามว่า “ซาราห์ เฟอร์กูสัน” ขณะที่พระธิดาทั้งสองคือ เจ้าหญิงบีทริซ  และ เจ้าหญิงยูจีนี จะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้

รายงานระบุว่า การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแอนดรูกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักธุรกิจสหรัฐผู้ล่วงลับที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้ามนุษย์ทางเพศ รวมถึงความเชื่อมโยงกับ หยาง เถิงปั๋ว  ชาวจีนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับและเคยทำงานติดต่อธุรกิจแทนเจ้าชายในอังกฤษ

ทั้งนี้ พระองค์ได้ถอนตัวจากการปฏิบัติภารกิจสาธารณะตั้งแต่ปี 2562 หลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับเอปสตีน ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดยในครั้งนั้น พระองค์ถูกถอดจากตำแหน่งทางทหารและองค์กรการกุศลหลายแห่ง.