สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

11 ต.ค. 2568 11:41 น.

สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย จัดฉายภาพยนตร์สารคดี  We Will Dance Again เพื่อรำลึกและสดุดีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่กลุ่มก่อการร้ายฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

วันที่ 10 ตุลาคม 2566 สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย จัดฉายภาพยนตร์สารคดี We Will Dance Again ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาลดนตรีโนวา (Nova Music Festival)  ซึ่งเดิมเป็นงานเฉลิมฉลองดนตรี สันติภาพ และเสรีภาพ แต่กลับกลายเป็นสมรภูมิแห่งความตายในเหตุโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายฮามาส เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2666 

การโจมตีครั้งนี้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากกว่า 1,200 คน รวมถึงทั้งชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ  ในจำนวนนั้นมีแรงงานชาวไทย 46 คนที่ถูกสังหาร เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล และเป็นการสังหารหมู่พลเรือนครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกจับไปเป็นตัวประกันรวม 255คน ประกอบด้วยชาย หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ และทารก ในจำนวนนั้นมีชาวไทย 31 คนรวมอยู่ด้วย ปัจจุบันยังมีผู้ถูกคุมขังอยู่ในกาซา 48 คน รวมถึงร่างของแรงงานชาวไทยสองคนที่ถูกสังหารในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม

ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่เราต้องจดจำคือ เทศกาลดนตรีโนวา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมิตรภาพ สันติภาพ และเสรีภาพ ได้กลับกลายเป็นสถานที่แห่งความสยองขวัญ เป็นพื้นที่ของการสังหารหมู่ที่จุดชนวนให้เกิดสงครามในฉนวนกาซาในปัจจุบัน เทศกาลนี้เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวจากทั่วประเทศอิสราเอล ที่มารวมตัวกันเพื่อเต้นรำ ฉลองคุณค่าของชีวิต สันติภาพและมิตรภาพ ในสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยและมีความสุข แต่แล้วในพริบตา ความฝันนั้นก็พังทลาย และโศกนาฏกรรมก็เริ่มต้นขึ้น

ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดี We Will Dance Again เป็นภาพยนตร์สารคดีที่สร้างขึ้นในปี 2567 ถ่ายทอดคำให้การของผู้รอดชีวิตกว่า 20 คน ที่บอกเล่าเรื่องราวแห่งความกล้าหาญ มนุษยธรรม และวีรกรรม โดยมีการใช้ภาพจริงที่บันทึกจากโทรศัพท์มือถือของผู้เข้าร่วมงาน ในขณะที่วิ่งหนีหรือซ่อนตัวระหว่างการบุกโจมตี โดยภาพยนตร์เขียนบทและกำกับโดย ยาริฟ โมเซอร์. 

“ทรัมป์” ขู่จีน เตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มอีก 100% จุดชนวนสงครามการค้าระลอกใหม่

“ทรัมป์” ขู่จีน  เตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มอีก 100% จุดชนวนสงครามการค้าระลอกใหม่

11 ต.ค. 2568 05:27 น.

“ทรัมป์” ขู่จีน เตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มอีก 100% จุดชนวนสงครามการค้าระลอกใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ถอนตัวจากการประชุมซัมมิตกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หลังจีนเข้มกฎส่งออกแร่หายาก พร้อมประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% มีผล 1 พฤศจิกายนนี้ เขย่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงหนัก

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 100% พร้อมควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเป็นการตอบโต้การที่จีนออกมาตรการเข้มงวดควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมรถยนต์และสมาร์ทโฟน

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนเริ่มมีท่าทีเป็นศัตรูมากขึ้น และพยายามจับโลกไว้เป็นตัวประกัน  พร้อมระบุว่าไม่เห็นเหตุผลใดที่จะต้องพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนนี้  ซึ่งคำกล่าวของทรัมป์ทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองชาติเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ร่วงลงถึง 2.7% ซึ่งเป็นการร่วงหนักที่สุดตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ทางด้านจีน ซึ่งครองตลาดการผลิตแร่หายากทั่วโลก ยังเปิดการสอบสวนการผูกขาดของควอลคอมม์ บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ รวมถึงเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือใหม่จากเรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันในสงครามการค้าระลอกใหม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันบรูกกิงส์ วิเคราะห์ว่า การเคลื่อนไหวของสี จิ้นผิง เป็นความพยายาม  สร้างอำนาจต่อรองล่วงหน้า  ก่อนการเจรจาที่คาดว่าจะมีขึ้นในเกาหลีใต้ ขณะที่เกรซลิน บราสคาราน ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงแร่สำคัญแห่งสถาบัน CSIS ชี้ว่า การที่จีนเล่นงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ถือเป็นการโจมตีที่ จี้จุดอ่อนไหว ของสหรัฐฯโดยตรง และแม้โอกาสที่ทรัมป์และสีจะพบกันในเร็ว ๆ นี้จะลดลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ายังมี ช่องทางการเจรตา เหลืออยู่ก่อนกฎใหม่ของจีนจะมีผลในเดือนธันวาคม.

ระเบิดสนั่น โรงงานผลิตวัตถุระเบิดทหารในรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ บ้านเรือนสั่นสะเทือนนับสิบกิโลเมตร

ระเบิดสนั่น โรงงานผลิตวัตถุระเบิดทหารในรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ บ้านเรือนสั่นสะเทือนนับสิบกิโลเมตร

11 ต.ค. 2568 02:21 น.

ระเบิดสนั่น โรงงานผลิตวัตถุระเบิดทหารในรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ บ้านเรือนสั่นสะเทือนนับสิบกิโลเมตร

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงงานผลิตวัตถุระเบิดของกองทัพสหรัฐฯ รัฐเทนเนสซี เสียงดังสนั่นจนบ้านเรือนในรัศมีหลายไมล์สั่นสะเทือน เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ เนื่องจากยังมีเสียงระเบิดต่อเนื่อง

วันที่ 10 ตุลาคม 2568  เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นที่โรงงานผลิตวัตถุระเบิด “Accurate Energetic Systems” ใกล้เมืองบักส์นอท  รัฐเทนเนสซี ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองแนชวิลล์ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 97 กิโลเมตร  เจ้าหน้าที่กู้ชีพ ระบุว่า ขณะนี้ทีมกู้ภัยยังไม่สามารถเข้าไปภายในโรงงานได้ เนื่องจากยังมีการระเบิดต่อเนื่องในพื้นที่ และยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่ามีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่

สำนักงานนายอำเภอฮิกแมนเคาน์ตี เปิดเผยว่า เหตุระเบิดครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนจนรู้สึกได้ในพื้นที่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าปฏิบัติงาน

โดยภาพจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเผยให้เห็นซากเศษวัสดุและควันไฟจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นจากจุดเกิดเหตุ รถยนต์หลายคันในลานจอดได้รับความเสียหาย ส่วนชาวบ้านในพื้นที่เมืองโลเบลวิลล์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 20 นาทีโดยรถยนต์ ระบุว่าบ้านของพวกเขาสั่นสะเทือนแรง และบางรายสามารถบันทึกเสียงระเบิดไว้ได้จากกล้องรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน

ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังเร่งตรวจสอบสาเหตุของการระเบิด ขณะที่พื้นที่โดยรอบยังคงถูกปิดกั้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน.

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสมีผลบังคับใช้ กองกำลังอิสราเอลบางส่วนเริ่มออกจากกาซา

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสมีผลบังคับใช้ กองกำลังอิสราเอลบางส่วนเริ่มออกจากกาซา

11 ต.ค. 2568 01:40 น.

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสมีผลบังคับใช้ กองกำลังอิสราเอลบางส่วนเริ่มออกจากกาซา

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-ฮามาสมีผลบังคับใช้แล้ว กองทัพอิสราเอลเริ่มถอนกำลังออกจากพื้นที่ เปิดทางรถบรรเทาทุกข์เข้าได้ ขณะที่ฮามาสมีเวลาจนถึงจันทร์นี้ในการปล่อยตัวประกันตามเงื่อนไข 

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า ข้อตกลงหยุดยิงและแลกตัวประกันระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสได้เริ่มมีผลบังคับใช้ กองทัพอิสราเอล (IDF) ประกาศถอนกำลังบางส่วนออกจากอาณาเขตกาซา โดยยึดแนวถอยร่นตามที่ตกลงไว้ในข้อตกลง

ทางด้านฝ่ายอิสราเอลเผยว่า จะถอนทัพมายังแนวปรับตำแหน่งใหม่  ขณะที่ฮามาสได้รับเวลาให้ปล่อยตัวประกันอิสราเอลทั้งหมดภายในเวลา 12:00 น. ของวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) รวมถึงผู้ที่ยังอยู่ในสถานะรอดชีวิตหรือเป็นศพ

ในขณะที่ฮามาสปล่อยตัวประกัน อิสราเอลจะปล่อยผู้ต้องขังปาเลสไตน์ราว 250 คน รวมทั้งผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต และปล่อยผู้ถูกกักขังในกาซาอีก 1,700 คน

ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลง รถบรรทุกช่วยเหลือต้องสามารถเข้าไปในฉนวนกาซาได้โดยไม่มีข้อจำกัด คาดว่าประมาณ 600 คันต่อวัน จะถูกส่งเข้าไปเพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนที่ถูกทำลายบ้านเรือนและขาดอาหาร

ในพื้นที่ที่กองทัพถอนกำลังออกไป ฮามาสส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าดำเนินการแทน ขณะที่ผู้คนเริ่มเดินทางกลับทางเหนือของกาซา แม้ว่าสภาพถนนยังเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง

ถึงแม้จะมีการถอนกำลังบางส่วน ทหารอิสราเอลยังคงประจำในย่านที่ตกลงกันไว้ พร้อมยืนยันว่าจะยังคงดำเนินปฏิบัติการหากพบ ภัยคุกคามทันที

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวในโทรทัศน์ว่า เขาจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะนำตัวประกันกลับให้หมด พร้อมย้ำว่า ฮามาสจะถูกปลดอาวุธ และกาซาจะถูกปลดทหาร  ในอนาคต

การหยุดยิงครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังคณะแห่งรัฐบาลอิสราเอลอนุมัติแผนหยุดยิงของทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดี โดยแผนแบ่งเป็นหลายขั้นตอนซึ่งยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มเติม

“มาเรีย โครีนา มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา คว้าโนเบลสาขาสันติภาพ 2025

"มาเรีย โครีนา มาชาโด" ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา คว้าโนเบลสาขาสันติภาพ 2025

10 ต.ค. 2568 16:22 น.

“มาเรีย โครีนา มาชาโด” ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา คว้าโนเบลสาขาสันติภาพ 2025

คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ประกาศว่า รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2025 มอบให้แก่ มาเรีย โครีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของเวเนซุเอลา เพื่อยกย่อง “ความกล้าหาญและความทุ่มเทไม่รู้เหน็ดเหนื่อย” ของเธอในการส่งเสริมสิทธิประชาธิปไตยและผลักดันให้ประเทศเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ

คณะกรรมการระบุว่า มาชาโดเป็น “ตัวอย่างอันโดดเด่นของความกล้าหาญของพลเมืองในละตินอเมริกา” โดยเธอมีบทบาทสำคัญในการรวมกลุ่มฝ่ายค้านที่เคยแตกแยกให้มีจุดยืนร่วมกันในประเด็นสำคัญคือ “การเลือกตั้งเสรีและรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชน” ซึ่งถือเป็นแก่นแท้ของประชาธิปไตย

เวเนซุเอลาเคยเป็นประเทศที่มั่งคั่งและมีประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการ มีความยากจนแพร่หลาย และประชาชนราว 8 ล้านคนต้องอพยพหนีออกนอกประเทศ ขณะที่รัฐใช้ความรุนแรงและกลไกทางกฎหมายปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นระบบ

มาชาโดเป็นผู้ก่อตั้งองค์กร Súmate ซึ่งส่งเสริมการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมตั้งแต่กว่า 20 ปีก่อน เธอกล่าวในเวลานั้นว่า “เราต้องเลือกบัตรเลือกตั้ง แทนกระสุนปืน” ตลอดชีวิตการทำงานทางการเมือง เธอยืนหยัดเรียกร้องความเป็นอิสระของศาล สิทธิมนุษยชน และการเป็นตัวแทนของประชาชน

ก่อนการเลือกตั้งปี 2024 มาชาโดได้รับเลือกเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากฝ่ายค้าน แต่ถูกรัฐบาลสกัดไม่ให้ลงสมัคร เธอจึงหันไปสนับสนุน เอดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย ผู้สมัครจากอีกพรรคหนึ่ง พร้อมระดมอาสาสมัครหลายแสนคนจากทั่วประเทศให้ทำหน้าที่สังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อป้องกันการโกง แม้ต้องเสี่ยงต่อการคุกคาม การจับกุม หรือการทรมาน

ผลการนับคะแนนที่ฝ่ายฝ่ายค้านรวบรวมได้ชี้ชัดว่า มาชาโดและพรรคพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับปฏิเสธผลและยึดอำนาจต่อไป จุดชนวนให้ประชาคมโลกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง

คณะกรรมการโนเบลกล่าวว่า “ประชาธิปไตยคือเงื่อนไขพื้นฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน” และยกย่องมาชาโดว่าเป็น “สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในยุคที่ระบอบอำนาจนิยมกำลังขยายตัวทั่วโลก”

ตลอดปีที่ผ่านมา มาชาโดต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนเนื่องจากถูกคุกคามเอาชีวิต แต่เธอยังคงอยู่ในประเทศและไม่ละทิ้งการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนเวเนซุเอลาจำนวนมาก

“มาเรีย โครีนา มาชาโด แสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยและสันติภาพเดินคู่กันได้” แถลงการณ์ระบุ “เธอเป็นสัญลักษณ์ของความหวังในอนาคตที่ผู้คนมีสิทธิพื้นฐาน ได้รับการคุ้มครอง และสามารถใช้เสียงของตนได้อย่างเสรี”

ญี่ปุ่นยืนยันพบกระดูกเด็กหญิง 6 ขวบ เหยื่อสึนามิญี่ปุ่น 2011 หลังหายสาบสูญนาน 14 ปี

ญี่ปุ่นยืนยันพบกระดูกเด็กหญิง 6 ขวบ เหยื่อสึนามิญี่ปุ่น 2011 หลังหายสาบสูญนาน 14 ปี

10 ต.ค. 2568 15:39 น.

ญี่ปุ่นยืนยันพบกระดูกเด็กหญิง 6 ขวบ เหยื่อสึนามิญี่ปุ่น 2011 หลังหายสาบสูญนาน 14 ปี

ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่ถูกค้นพบในเมืองชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเมื่อปี 2023 ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นของเด็กหญิง นัตสึเสะ ยามาเนะ วัย 6 ขวบ ซึ่งหายสาบสูญไปในเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในจังหวัดอิวาเตะ เมื่อเดือนมีนาคม 2011

การค้นพบครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านมานานถึง 14 ปี โดยครอบครัวของเด็กหญิงนัตสึเสะ ยามาเนะ ได้ออกแถลงการณ์ว่า “พวกเราเลิกหวังไปนานแล้ว ว่าจะพบร่างของเธอ ดังนั้นเมื่อได้รับการแจ้ง พวกเราจึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก”

นี่นับเป็นกรณีแรกในรอบสองปีที่สามารถระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตจากพื้นที่ภัยพิบัติในจังหวัดอิวาเตะ มิยางิ และฟุกุชิมะได้ โดยครั้งสุดท้ายคือในจังหวัดอิวาเตะ เมื่อเดือนสิงหาคม 2023

ตามรายงานของตำรวจ ระบุว่า บ้านของเด็กหญิงในเมืองยามาดะ ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่ง ถูกคลื่นสึนามิซัดเข้าใส่ ชิ้นส่วนที่พบคือเศษกระดูกขากรรไกร ซึ่งถูกพบในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ระหว่างที่บริษัทแห่งหนึ่งรับเหมากำลังดำเนินการทำความสะอาดชายหาดและทางเท้าในเมืองมินามิซานริคุ จังหวัดมิยางิ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านลงไปทางใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร

ขณะที่กำลังคัดแยกสิ่งของที่เก็บรวบรวมจากงานทำความสะอาด พนักงานที่สำนักงานของบริษัทพบส่วนหนึ่งของกระดูกขากรรไกรและฟันหลายซี่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2023  เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นของเด็กหญิง โดยผ่านการตรวจดีเอ็นเอ และการวิเคราะห์โปรตีนบนฟัน โดยได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ และยืนยันว่าจะมีการส่งมอบชิ้นส่วนดังกล่าวคืนให้กับครอบครัวของเธอในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ตำรวจจังหวัดมิยางิเพิ่งสามารถระบุตัวตนของเหยื่อภัยพิบัติ 3/11 ได้เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม 2021 ขณะที่ยังมีร่างผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้อีก 6 ราย อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ในจังหวัดดังกล่าว

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 9.0 นอกชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งทำให้เกิดคลื่นสึนามิครั้งใหญ่และวิกฤตนิวเคลียร์ ตามข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ณ ต้นปีนี้ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนั้นทั่วประเทศรวม 15,900 ราย ขณะที่ยังคงมีผู้สูญหายอีกกว่า 2,500 ราย.

ที่มา Asahi Shimbun

สภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

สภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

10 ต.ค. 2568 13:14 น.

สภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

สมาชิกสภานิติบัญญัติของเปรู ได้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดี ดีนา โบลูอาร์เต ออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงของประชาชนจากปัญหาอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ รวมถึงเหตุกราดยิงในกรุงลิมาที่ซ้ำเติมความโกรธแค้นของสังคม

ก่อนหน้านี้ สมาชิกรัฐสภาได้ลงคะแนนเพื่ออภิปรายถอดถอนเธอในข้อหา “ไร้ความสามารถทางศีลธรรม” และได้เรียกให้เธอเข้าชี้แจงต่อสภาในคืนวันเดียวกัน แต่เธอกลับปฏิเสธที่จะปรากฏตัว ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะดำเนินการถอดถอนอย่างรวดเร็ว

โฮเซ่ เฆรี ประธานรัฐสภาเปรู ประกาศผลการลงมติว่า สส. จำนวนถึง 118 เสียง จากทั้งหมด 122 เสียง ลงคะแนนเห็นชอบให้ถอดถอนเธอออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยคะแนนที่ท่วมท้นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่น่าตกใจนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุการณ์ยิงกันในคอนเสิร์ตกลางเมืองหลวง ซึ่งยิ่งโหมกระพือความโกรธแค้นต่อวิกฤตอาชญากรรมที่กำลังกัดกินประเทศ

การลงมติถอดถอนครั้งนี้แตกต่างจากความพยายามครั้งก่อนๆ ถึง 8 ครั้ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่กลุ่มการเมืองเกือบทุกฝ่ายในรัฐสภาแสดงการสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวอย่างชัดเจน

ประธานาธิบดีโบลูอาร์เต เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนธันวาคม 2565 หลังจากรัฐสภาได้ใช้กลไกเดียวกันนี้ถอดถอนอดีตประธานาธิบดีคนก่อนหน้าของเธอเช่นกัน

รัฐบาลของโบลูอาร์เตประสบปัญหาอย่างหนักในการรับมือกับอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีฆาตกรรมและการขู่กรรโชกทรัพย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ต.ค.) เธอกล่าวโทษปัญหาอาชญากรรมส่วนหนึ่งว่าเป็นผลมาจากผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย

“อาชญากรรมเหล่านี้ถูกบ่มเพาะมานานหลายทศวรรษ และถูกเสริมความแข็งแกร่งโดยการอพยพที่ผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลในอดีตไม่สามารถจัดการได้” เธอกล่าวระหว่างพิธีทางทหาร “แต่กลับเปิดประตูพรมแดนของเรา และอนุญาตให้ผู้กระทำผิดเข้ามาทุกที่ โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ”

ตัวเลขอย่างเป็นทางการเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการฆาตกรรม 6,041 ราย ระหว่างเดือนมกราคมถึงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2560 ขณะที่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการขู่กรรโชกทรัพย์รวมอยู่ที่ 15,989 กรณี ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567

วิกฤตประธานาธิบดีครั้งล่าสุดของเปรูปะทุขึ้น หลังจากมีชายคนหนึ่งเปิดฉากยิงและทำให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย ในระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตของวงดนตรีแนวคัมเบียยอดนิยมที่สุดของเปรู เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

แม้ว่านายเอดูอาร์โด อารานา นายกรัฐมนตรี จะออกมาปกป้องประธานาธิบดีโบลูอาร์เตในการไต่สวนต่อรัฐสภาเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมเมื่อวันพฤหัสบดี แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนใจ สส. ในการเดินหน้าถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง

“ความกังวลของรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการยื่นญัตติถอดถอน และยิ่งไปกว่านั้นคือการอนุมัติญัตติ” นายอารานาชี้แจงต่อสภา “เราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง เราอยู่ตรงนี้ และเรารู้ตั้งแต่ต้นว่าวันแรกที่เราทำงาน อาจเป็นวันสุดท้ายที่เราอยู่ในตำแหน่งด้วยเช่นกัน”.

ที่มา FRANCE 24

ยกเลิกเตือนสึนามิหลังแผ่นดินไหว 7.4 เขย่าภาคใต้ฟิลิปปินส์ เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

ยกเลิกเตือนสึนามิหลังแผ่นดินไหว 7.4 เขย่าภาคใต้ฟิลิปปินส์ เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

10 ต.ค. 2568 12:11 น.

ยกเลิกเตือนสึนามิหลังแผ่นดินไหว 7.4 เขย่าภาคใต้ฟิลิปปินส์ เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกประกาศยกเลิกการแจ้งเตือนสึนามิในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และปาเลาแล้ว ในวันศุกร์ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 นอกชายฝั่งทางใต้ของฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้ชาวบ้านในหลายพื้นที่แตกตื่นหนีตาย มีรายงานความเสียหายต่ออาคารและมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ศพ

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก ได้ประกาศยกเลิกการแจ้งเตือนสึนามิสำหรับประเทศฟิลิปปินส์ ปาเลา และอินโดนีเซีย หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 7.4 นอกชายฝั่งทางใต้ของฟิลิปปินส์ โดยแถลงการณ์ระบุว่า “ไม่พบภัยคุกคามจากสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งนี้อีกต่อไป”

ก่อนหน้านี้ สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาของฟิลิปปินส์ (PHIVOLCS) ได้รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใต้น้ำนอกชายฝั่ง จังหวัดดาเวา โอเรียนทัล เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ โดยศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองมานายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 44 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 20 กิโลเมตร ซึ่งในช่วงแรกมีการรายงานขนาดความรุนแรงอยู่ที่ 7.6 ก่อนจะปรับลงเหลือ 7.4 

นายเอดนาร์ ดายังฮิรัง ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันภัยพลเรือนประจำภูมิภาค 11 เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ได้รับการยืนยันจากผู้ว่าราชการจังหวัดว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวแล้วอย่างน้อย 1 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเด็กหลายคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเนื่องจากอาการเป็นลมหมดสติและมีรอยฟกช้ำเล็กน้อย

ก่อนหน้าการยกเลิกเตือนภัย PHIVOLCS ได้เตือนว่าอาจเกิดคลื่นสึนามิความสูง 1 เมตร ซัดเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งแปซิฟิกของประเทศในช่วงเวลา 09:43 น. ถึง 11:43 น. ตามเวลาท้องถิ่น และได้แนะนำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งในพื้นที่เสี่ยงอพยพขึ้นสู่ที่สูง หรือย้ายเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ทันที

นายเอ็ดวิน จูบาฮิบ ผู้ว่าการจังหวัดดาเวา เดล นอร์เต กล่าวว่า “ผู้คนและพนักงานในศาลากลางต่างแตกตื่นอลหม่าน” พร้อมทั้งระบุว่าได้รับรายงานการเกิด รอยแตกร้าวและความเสียหายต่ออาคารหลายแห่ง

ในเมืองมานาย จังหวัดดาเวา โอเรียนทัล ผู้คนพากันวิ่งหนีออกจากโรงยิมทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว ขณะที่กำลังมีการจัดงานเทศกาล โดยมีครูสองคนเป็นลมหมดสติเนื่องจากความตกใจและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีครูคนอื่นๆ ถูกพบเห็นว่าใช้เก้าอี้ยกขึ้นเหนือศีรษะเพื่อป้องกันเศษซากปรักหักพังที่อาจตกลงมา

ผู้อำนวยการดายังฮิรัง เปิดเผยว่า เมืองมานาย ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งที่มีประชากรหนาแน่น มีรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างอาคาร โบสถ์ และอาคารพาณิชย์หลายแห่ง นอกจากนี้บ้านของตนเองในเมืองมานายก็ได้รับรายงานว่ามีรอยร้าวหลังเกิดแผ่นดินไหวด้วย

ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้ออกแถลงการณ์สั่งการให้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายฝั่ง ในหลายจังหวัดของเขตวิซายัสและมินดาเนาทันทีหลังเกิดแผ่นดินไหว “ถึงพี่น้องร่วมชาติในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ โปรดตั้งสติและติดตามสถานการณ์ ย้ายไปยังพื้นที่สูงและอยู่ห่างจากชายฝั่งจนกว่าทางการจะประกาศว่าปลอดภัย” พร้อมสั่งการให้หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย กองทัพ ยามฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดำเนินการอพยพ เปิดสายสื่อสารฉุกเฉิน และประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังระบุว่า กำลังเตรียมการสำหรับปฏิบัติการค้นหา กู้ภัย และบรรเทาทุกข์ และพร้อมที่จะส่งทีมเข้าพื้นที่ทันทีที่สถานการณ์ปลอดภัย ขณะที่กระทรวงสังคมสงเคราะห์ได้เตรียมพร้อมเรื่องอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์ และกระทรวงสาธารณสุขเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน

ขณะที่สำนักงานรองประธานาธิบดีได้เรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว เข้ารับการปฐมพยาบาลทางจิตใจ เพื่อช่วยบรรเทาความวิตกกังวลและความกลัว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 11 วัน หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในจังหวัดเซบู ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 74 ราย และ PHIVOLCS ยังเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้วย.

ที่มา ABS-CBN

ทองทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ชาวฮ่องกงแห่ขายทอง-สมบัติเก่า คิวยาวเหยียด-ร้านดังปิดรับคิว

ทองทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ชาวฮ่องกงแห่ขายทอง-สมบัติเก่า คิวยาวเหยียด-ร้านดังปิดรับคิว

10 ต.ค. 2568 11:41 น.

ทองทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ชาวฮ่องกงแห่ขายทอง-สมบัติเก่า คิวยาวเหยียด-ร้านดังปิดรับคิว

สถานการณ์ที่ร้านทองหลายแห่งในฮ่องกงคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในสัปดาห์นี้ หลังจากราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทะลุระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวฮ่องกงต่างพากันนำทองคำในครอบครอง ตั้งแต่ทองคำแท่งไปจนถึงแหวนและสร้อยคอ ออกมาขายเพื่อทำกำไรจากราคาที่ทะยานขึ้นถึง 50% ในปีนี้

ที่ร้านทอง Chong Kee ใกล้กับย่านศูนย์กลางธุรกิจของฮ่องกง มีผู้คนกว่า 50 คนยืนต่อคิวยาวเหยียดหน้าร้าน พร้อมกับทองคำแท่ง สร้อยข้อมือ สร้อยคอ และเครื่องประดับต่างๆ ในมือ เพื่อรอแลกเป็นเงินสด

เธเรส แลม ทนายความหญิงซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ต่อคิวอยู่ เผยว่าเธอกำลังจะขายทองคำที่เก็บสะสมมานานถึง 20 ปี ซึ่งมีทั้งทองคำแท่งและสร้อยข้อมือ โดยเธอวางแผนจะขายทองคำแท่งขนาด 5 ตำลึง (ประมาณ 6 ออนซ์) หลายแท่ง ซึ่งแต่ละแท่งมีมูลค่าเกือบ 222,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 934,920 บาท)

แลมกล่าวว่า “เป็นช่วงเวลาที่ดีมากที่จะขาย ฉันเก็บทองนี้มาเกือบ 20 ปีแล้ว”  พร้อมเสริมว่าเธอจะได้กำไรหลายเท่าจากเงินลงทุน และตั้งใจจะขายเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะเชื่อว่าราคาทองจะยังคงสูงขึ้นไปอีก “ทองคำเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยมากสำหรับฉันในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนแบบนี้ มันจับต้องได้และเก็บไว้ได้ตลอดไป แถมยังรักษามูลค่าได้ดีด้วย”

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งผลักดันให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัย จนกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปี 2025

ร้าน Chong Kee ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าให้ราคารับซื้อคืนที่น่าสนใจ ได้หยุดแจกบัตรคิวในช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดี หลังจากมีผู้มารับคิวครบ 300 คนแล้ว บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการใช้ไฟพ่นไปที่ทองคำเพื่อทดสอบความบริสุทธิ์ ขณะที่เจ้าของร้านต้องชั่งน้ำหนักทองและนับเงินสดส่งให้ลูกค้าอย่างไม่หยุดหย่อน

เทอเรนซ์ ฮัง วัย 34 ปี เล่าว่าเขาได้นำทองของครอบครัวที่สะสมมานานหลายปี น้ำหนักรวมประมาณ 400 กรัม มาขาย ซึ่งรวมถึงเครื่องประดับทองที่ลูกชายได้รับเป็นของขวัญตอนอายุครบหนึ่งเดือนด้วย

“เรากำลังจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศเร็วๆ นี้ นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะขาย เพื่อหาเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับชีวิตใหม่ของเรา” เขากล่าว โดยมีภรรยาและลูกชายยืนอยู่ข้างๆ และเปิดเผยว่ามีแผนจะย้ายไปอยู่ที่สกอตแลนด์ เขาได้รับเงินสดจากการขายทองครั้งนี้ไปประมาณ 430,000 ดอลลาร์ฮ่องกง

นายชง เจ้าของร้าน กล่าวว่า “ตอนนี้ยุ่งมาก ความต้องการสูงจริงๆ คนอยากจะขายอย่างเดียว” โดยหน้าร้านมีป้ายเขียนด้วยลายมือติดไว้ว่า “วันนี้ไม่รับลูกค้าเพิ่มแล้ว กรุณากลับมาใหม่เช้าพรุ่งนี้เพื่อรับบัตรคิว แล้วรอเรียกตามหมายเลข”

สถานการณ์ในฮ่องกงแตกต่างจากตลาดทองคำในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งผู้จัดการร้านค้าหลายแห่งระบุว่ามีผู้บริโภคมาซื้อทองคำมากกว่าขาย โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเครื่องประดับสไตล์เก่ามาแลกเปลี่ยนเป็นดีไซน์ใหม่ๆ เพราะยังคงเชื่อมั่นว่าราคาทองจะปรับตัวสูงขึ้นอีก.

ที่มา Reuters

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ เปิดทางสู่สันติภาพ ความสำเร็จที่ “ไบเดน” ทำไม่ได้

ทรัมป์สร้าง "ดีลกาซา" สำเร็จ เปิดทางสู่สันติภาพ ความสำเร็จที่ "ไบเดน" ทำไม่ได้

10 ต.ค. 2568 11:07 น.

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ เปิดทางสู่สันติภาพ ความสำเร็จที่ “ไบเดน” ทำไม่ได้

ดีลประวัติศาสตร์เพื่อยุติสงครามกาซาเกิดขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อตกลงปล่อยตัวประกันทั้งหมด ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่รัฐบาลโจ ไบเดน พยายามเกือบสองปีแต่ล้มเหลว นักวิเคราะห์ชี้ ปัจจัยสำคัญมาจากความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของทรัมป์กับผู้นำอิสราเอลและประเทศอาหรับ รวมถึงแรงกดดันจากยุโรปและอาหรับที่ต้องการยุติความรุนแรง

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลต่อทีมเจรจาของกลุ่มฮามาส ในประเทศกาตาร์ ดูเหมือนจะเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ยิ่งผลักดันโอกาสแห่งสันติภาพให้ห่างไกลออกไป การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของพันธมิตรสหรัฐฯ และเสี่ยงที่จะขยายสงครามไปทั่วภูมิภาค จนดูเหมือนว่าการเจรจาทางการทูตได้พังทลายลงแล้ว

แต่กลับกลายเป็นว่า เหตุการณ์นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ข้อตกลงการปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศในที่สุด ความสำเร็จนี้เป็นเป้าหมายที่ทั้งตัวเขาและอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต่างพยายามผลักดันมาเกือบสองปี

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงก้าวแรกสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และรายละเอียดเกี่ยวกับการปลดอาวุธของฮามาส การบริหารกาซา และการถอนทหารอิสราเอลอย่างสมบูรณ์ยังคงต้องเจรจาต่อ แต่หากข้อตกลงนี้เป็นผลสำเร็จ นี่อาจกลายเป็น ผลงานชิ้นโบว์แดง ที่สำคัญที่สุดของทรัมป์ในสมัยที่สอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงานของไบเดนไม่สามารถบรรลุได้ สไตล์เฉพาะตัวของทรัมป์ และความสัมพันธ์ที่สำคัญกับอิสราเอลและโลกอาหรับ ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าครั้งนี้

ความสัมพันธ์แนบแน่นที่ไบเดนไม่เคยมี

ความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนมาตลอด ทรัมป์เคยย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟไปเยรูซาเลม และยังสนับสนุนอิสราเอลอย่างเปิดเผยในการโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

การสนับสนุนอย่างเปิดเผยเหล่านี้ อาจทำให้ทรัมป์มีพื้นที่ในการกดดันอิสราเอลอย่างลับๆ โดยมีรายงานว่า ผู้เจรจาของทรัมป์ได้กดดันเนทันยาฮูอย่างหนัก จนต้องยอมรับการหยุดยิงชั่วคราวเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกันบางส่วน และการที่ทรัมป์ได้ออกโรงกดดันนายกรัฐมนตรีอิสราเอลถึงขั้นที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดทำมาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ทรัมป์มีเหนือผู้นำอิสราเอล

ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของไบเดนกับรัฐบาลเนทันยาฮูมีความตึงเครียดมากกว่า ไบเดนต้องระมัดระวังทุกก้าวเดิน เนื่องจากความแตกแยกทางการเมืองภายในพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับสงครามกาซา ในขณะที่ทรัมป์ได้รับแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากฐานเสียงพรรครีพับลิกัน ทำให้เขามีอิสระในการดำเนินงานทางการทูตมากกว่า

สายสัมพันธ์ทางธุรกิจช่วยหนุนการสนับสนุนจากชาติอาหรับ

หลังจากการโจมตีของอิสราเอลในโดฮา ซึ่งทำให้พลเมืองกาตาร์เสียชีวิต ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดต่อเนทันยาฮูว่า สงครามต้องยุติลง การโจมตีบนแผ่นดินกาตาร์ถือเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้ทรัมป์มีแนวโน้มเข้าใกล้จุดยืนของชาติอาหรับในการยุติสงคราม

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทรัมป์กับรัฐกลุ่มประเทศอ่าว ซึ่งมีทั้งการดำเนินธุรกิจกับกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตลอดจนการเยือนซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และเอมิเรตส์ ในปีนี้ ได้ช่วยเปลี่ยนแนวคิดของเขา ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่ทรัมป์ไม่แวะเยือนอิสราเอลแต่ไปเยือนเมืองหลวงของประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ทำให้เขาได้รับฟังเสียงเรียกร้องซ้ำๆ ให้ยุติสงคราม

ภายในหนึ่งเดือนหลังการโจมตีในโดฮา นายกฯ เนทันยาฮูได้โทรศัพท์ขอโทษกาตาร์ด้วยตนเอง และในวันเดียวกันนั้น ผู้นำอิสราเอลได้ลงนามในแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาติมุสลิมสำคัญในภูมิภาค

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากความสัมพันธ์ของทรัมป์กับเนทันยาฮูเปิดโอกาสให้เขากดดันอิสราเอลได้ ประวัติความสัมพันธ์กับผู้นำมุสลิมก็ช่วยให้ทรัมป์ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา และอาจช่วยให้พวกเขาโน้มน้าวให้ฮามาสยอมรับข้อตกลงได้

อิทธิพลของยุโรปกดดันอิสราเอล

การประณามอิสราเอลจากทั่วโลกต่อการปฏิบัติการในกาซา ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของทรัมป์เช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซาเลวร้ายถึงขีดสุด ทำให้รัฐบาลเนทันยาฮูโดดเดี่ยวในระดับนานาชาติมากขึ้น

เมื่ออิสราเอลเข้าควบคุมเส้นทางเสบียงอาหาร และประกาศแผนโจมตีเมืองกาซาซิตี ประเทศสำคัญในยุโรป นำโดยประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้ตัดสินใจที่จะไม่ยึดมั่นในจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไขของวอชิงตันอีกต่อไป นำไปสู่ความแตกแยกครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรป

ในที่สุด ทรัมป์ต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างพันธมิตรยุโรป-อาหรับ กับกลุ่มชาตินิยมและฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล และทรัมป์ได้เลือกพันธมิตรในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ข้อตกลงสันติภาพของฝรั่งเศส-ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ มีการอ้างถึงการจัดตั้ง “รัฐปาเลสไตน์” ในอนาคต ทำให้ทรัมป์บีบเนทันยาฮูอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้ยุติสงคราม

แม้ว่าสไตล์การทูตที่ฉีกแนวของทรัมป์มักจะสร้างความตกตะลึง แต่สุดท้ายก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นที่ยอมรับได้ในที่สุด ซึ่งในสถานการณ์นี้ การดำเนินงานที่ดูไม่เป็นไปตามแบบแผนของเขา ได้พิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสามารถปลดล็อกทางตันที่ยืดเยื้อมานานได้สำเร็จ

ข้อตกลงนี้ทำให้อิสราเอลตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์กว่า 1,000 คน และถอนทหารบางส่วนออกจากกาซา ส่วนฮามาสจะปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิต ที่ถูกจับไปในระหว่างการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 และทำให้การสิ้นสุดของสงครามในกาซาซึ่งคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 67,000 คน เป็นไปได้ในที่สุด.

ที่มา BBC