ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

21 ก.ย. 2568 00:08 น.

ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมผู้สมัครวีซ่า H-1B สำหรับแรงงานทักษะสูงเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี บีบบริษัทต่างๆ ใช้คนอเมริกันแทน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.ย. 2568 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพิ่มการเก็บค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับผู้สมัครเข้าร่วมโครงการวีซ่าแรงงานผู้มีทักษะสูง หรือ “H-1B” เป็นเงินปีละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

นายทรัมป์ลงนามคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยคำสั่งของเขาระบุถึงเรื่อง การใช้ประโยชน์โครงการนี้ในทางที่ผิด และจะจำกัดการเข้าประเทศ เว้นแต่จะมีการชำระเงิน

นักวิจารณ์ในสหรัฐฯ แสดงความกังวลมานานแล้วว่า วีซ่า H-1B กำลังบั่นทอนแรงงานชาวอเมริกัน ในขณะที่ผู้สนับสนุน รวมถึงมหาเศรษฐีอย่าง อีลอน มัสก์ โต้แย้งว่า วีซ่านี้ช่วยให้สหรัฐฯ สามารถดึงดูดผู้มีความสามารถระดับสูงจากทั่วโลกได้

คำสั่งของนายทรัมป์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 ก.ย. 2568 เป็นต้นไป โดยนายฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า คำสั่งจะมีผลกับคำขอวีซ่าใหม่เท่านั้น แต่บริษัทจะต้องจ่ายเงินจำนวนเท่ากันนี้สำหรับผู้สมัครแต่ละคนเป็นเวลาหกปี

“บริษัทต้องตัดสินใจ… ว่าบุคคลนั้นมีค่าพอที่จะต้องจ่ายเงิน 100,000 ดอลลาร์ต่อปีให้กับรัฐบาลหรือไม่ หรือควรกลับบ้านและจ้างคนอเมริกันแทน” นายลัตนิกกล่าว พร้อมเสริมว่า “บริษัทใหญ่ ๆ ทุกแห่งเห็นด้วยกับเรื่องนี้”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2547 สหรัฐฯ จำกัดการขอวีซ่า H-1B เอาไว้ที่ 85,000 รายต่อปี โดยมีค่าธรรมเนียมการบริหารต่าง ๆ รวมกันประมาณ 1,500 ดอลลาร์ ก่อนที่นายทรัมป์จะมีคำสั่งล่าสุด

ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้สมัครวีซ่า H-1B สำหรับปีงบประมาณหน้าลดลงเหลือประมาณ 359,000 ราย ซึ่งเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบสี่ปี

อนึ่ง ตามสถิติของรัฐบาล ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้ในปีงบประมาณที่ผ่านมาคือ Amazon ตามมาด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Tata, Microsoft, Meta, Apple และ Google

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา บริษัท Amazon ได้แจ้งให้พนักงานที่ถือวีซ่า H-1B และอยู่ในสหรัฐฯ แล้วว่าให้อยู่ในประเทศต่อไป ส่วนใครก็ตามที่ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าประเทศได้ก่อนที่คำสั่งจะมีผลบังคับใช้ ควรหลีกเลี่ยงการพยายามกลับเข้าสหรัฐฯ “จนกว่าจะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม”

ด้าน Nasscom ซึ่งเป็นสมาคมการค้าชั้นนำของอินเดีย ระบุว่า รู้สึกกังวลกับคำสั่งของนายทรัมป์ และว่าการกำหนดเส้นตายเพียงวันเดียวหลังลงนามคำสั่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมากสำหรับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบอาชีพ และนักศึกษาทั่วโลก

อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากวีซ่า H-1B มากที่สุดเมื่อปีก่อน โดยคิดเป็น 71% ของใบสมัครที่ได้รับการอนุมัติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกอื้อ

โจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกอื้อ

20 ก.ย. 2568 22:33 น.

โจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกอื้อ

สนามบินในยุโรปหลายแห่งกำลังเผชิญปัญหาระบบขัดข้องเนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์ รวมถึงสนามบิน ฮีทโธรว์ ทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายสิบเที่ยว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การโจมตีทางไซเบอร์ทำให้ระบบเช็คอินและระบบการขึ้นเครื่องที่สนามบินขนาดใหญ่หลายแห่งในยุโรป รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติ “ลอนดอน ฮีทโธรว์” ขัดข้อง เมื่อวันเสาร์ที่ 20 ก.ย. 2568 ส่งผลให้ต้องมีการยกเลิกเที่ยวบินหรือเที่ยวบินล่าช้าจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ของสนามบินฮีทโธรว์ระบุว่า บริษัท “คอลลินส์ แอโรสเปซ” (Collins Aerospace) ซึ่งให้บริการระบบสำหรับสายการบินมากมายที่สนามบินหลายแห่งทั่วโลก กำลังประสบปัญหาขัดข้องทางเทคนิค ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าแก่ผู้โดยสารขาออก

ด้านสนามบิน “บรัสเซลส์” กับสนามบิน “เบอร์ลิน” ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พวกเขาก็ถูกโจมตีทางไซเบอร์เช่นกัน

บริษัท RTX บริษัทแม่ของ คอลลินส์ แอโรสเปซ ระบุว่า พวกเขาทราบเรื่องการหยุดชะงักที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ ที่เกิดขึ้นกับซอฟต์แวร์ MUSE ที่ใช้ในสนามบินบางแห่งแล้ว แต่ไม่ได้ระบุชื่อสนามบินเหล่านั้น

ที่สนามบินฮีทโธรว์, เบอร์ลิน และบรัสเซลส์ มีเที่ยวบินขาออกและขาเข้าถูกยกเลิกไปแล้ว 29 เที่ยวบิน ตามรายงานของ “ซีเรียม” (Cirium) ผู้ให้บริการข้อมูลด้านการบิน

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ท่าอากาศยาน “ดับลิน” ก็ออกมาระบุว่า พวกเขากำลังเผชิญปัญหาเล็กน้อยจากการโจมตีดังกล่าว เช่นเดียวกับท่าอากาศยาน “คอร์ก” สนามบินใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของไอร์แลนด์รองจากดับลิน

“ผลกระทบจำกัดเฉพาะระบบเช็คอินและโหลดสัมภาระแบบอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าเท่านั้น และสามารถบรรเทาได้ด้วยการเช็คอินแบบแมนนวล” ท่าอากาศยานดับลินระบุ พร้อมเสริมว่ากำลังเร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เหตุการณ์ล่าสุดนี้นับเป็นอีกหนึ่งในการโจมตีทางไซเบอร์และมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานของรัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การป้องกันประเทศ ไปจนถึงการค้าปลีกและยานยนต์ ล่าสุดบริษัท “จากัวร์” (Jaguar) ก็เพิ่งถูกโจมตีจนการผลิตรถยนต์หยุดชะงัก

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหรือกลุ่มใดออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้

แต่นายร็อบ จาร์ดิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของบริษัท NymVPN ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบุว่า การโจมตีล่าสุดเน้นย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เมื่อต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ที่เป็นบุคคลที่สาม

“ปัจจุบัน แฮกเกอร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาชญากรเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นอาวุธโดยชาติที่ไม่เป็นมิตร เพื่อโจมตียุโรป โดยมองว่าห่วงโซ่อุปทานเป็นวิธีที่ง่ายในการสร้างความวุ่นวาย” เขากล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

20 ก.ย. 2568 11:27 น.

คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกตาลีบันควบคุมตัวนานเกือบ 8 เดือน ได้รับการปล่อยตัวและเดินทางถึงกาตาร์แล้ว ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเมื่อได้กลับมากอดลูกสาวอันเป็นที่รักอีกครั้ง

ปีเตอร์ เรย์โนลด์ส วัย 80 ปี และบาร์บี เรย์โนลด์ส วัย 76 ปี อาศัยอยู่ในอัฟกานิสถานมานานเกือบสองทศวรรษ แต่ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ระหว่างเดินทางออกจากประเทศ โดยตาลีบันระบุว่า คู่สามีภรรยาละเมิดกฎหมายของอัฟกานิสถาน แต่ไม่เคยเปิดเผยสาเหตุการจับกุมอย่างเป็นทางการ 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผ่านการเจรจาไกล่เกลี่ยของกาตาร์ ทำให้กลุ่มตาลีบันยอมปล่อยตัวทั้งคู่กลับมา โดยหลังจากผ่านการตรวจร่างกายในกรุงโดฮา ทั้งคู่จะเดินทางต่อกลับสหราชอาณาจักร แม้บ้านหลักของพวกเขายังคงอยู่ที่จังหวัดบามิยันในอัฟกานิสถาน

ภาพที่ท่าอากาศยานโดฮาแสดงให้เห็น ซาราห์ เอนท์วิสเซิล ลูกสาวของทั้งคู่ รอรับและสวมกอดพ่อแม่ทันทีที่ก้าวลงจากเครื่องบิน ก่อนเดินเคียงข้างกันเข้าสู่ตัวอาคารสนามบิน ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ยังได้ทักทายผู้แทนกาตาร์และอังกฤษที่มาต้อนรับ

นางเรย์โนลด์สกล่าวกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่าเป็นเรื่องที่วิเศษมากที่ได้มาอยู่ที่นี่ พร้อมย้ำว่าพวกเขายังถือสัญชาติอัฟกัน และหวังว่าจะได้กลับไปที่อัฟกานิสถานอีกครั้งหากมีโอกาส โดยระบุด้วยว่าตลอดเวลาที่ถูกควบคุมตัว พวกเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีมาก

ด้านนายกรัฐมนตรี เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวต้อนรับข่าวดีครั้งนี้ว่าเป็นการรอคอยที่ยาวนาน และการปล่อยตัวจะช่วยปลดภาระความกังวลให้กับบุตรทั้งสี่คนของครอบครัวเรย์โนลด์ส พร้อมกล่าวขอบคุณบทบาทสำคัญของกาตาร์ โดยเฉพาะ ชีค ทามิม บิน ฮามัด อัล-ธานี เจ้าผู้ครองรัฐ

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวเรย์โนลด์สเปิดเผยว่า พ่อแม่ต้องเผชิญสภาพการคุมขังที่โหดร้าย นายโจนาธาน เรย์โนลด์ส ลูกชาย ระบุในเดือนกรกฎาคมว่า บิดามีอาการชักรุนแรง มารดาทรุดโทรมจากโรคโลหิตจางและภาวะทุพโภชนาการ อีกทั้งเคยถูกล่ามโซ่รวมกับนักโทษคดีฆาตกรรม และถูกขังในห้องใต้ดินนานถึง 6 สัปดาห์โดยไม่เห็นแสงอาทิตย์

นอกจากนี้ บุตรสาวยังเผยว่าบิดาเคยมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบเล็กน้อย ขณะที่องค์การสหประชาชาติเตือนว่าหากไม่ได้รับการรักษา ทั้งคู่เสี่ยงต่ออันตรายถาวร

เมื่อไม่นานมานี้ อเมริกันหญิงที่เคยถูกคุมขังร่วมกับทั้งคู่เล่าให้บีบีซีฟังว่าพวกเขาแทบจะตายอยู่แล้วในคุก และสุขภาพทรุดหนักลงทุกวัน

เจ้าหน้าที่กาตาร์เปิดเผยว่า ในช่วงท้ายของการเจรจา ทั้งคู่ถูกย้ายจากเรือนจำกลางคาบูลไปยังสถานที่ควบคุมตัวที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า อีกทั้งสถานทูตกาตาร์ในคาบูลยังจัดหายา แพทย์ และช่องทางสื่อสารกับครอบครัวให้ระหว่างการคุมขัง

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตาลีบันยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเพียงพอ และให้ความเคารพในสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรไม่ได้ให้การรับรองรัฐบาลตาลีบัน และปิดสถานทูตในกรุงคาบูลตั้งแต่กลุ่มกลับมามีอำนาจ กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษจึงระบุว่า การให้ความช่วยเหลือพลเมืองในอัฟกานิสถานมีข้อจำกัดอย่างมาก พร้อมเตือนประชาชนไม่ควรเดินทางไปประเทศดังกล่าว

ด้าน ฮามิช ฟอลคอนเนอร์ รัฐมนตรีตะวันออกกลางของอังกฤษ กล่าวว่ารู้สึกโล่งใจที่ทั้งคู่ได้รับอิสรภาพ พร้อมขอบคุณบทบาทสำคัญของกาตาร์ และย้ำว่าสหราชอาณาจักรได้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้การปล่อยตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตาลีบัน

อดีตนายกฯ เนปาล แถลงครั้งแรกหลังลาออก ยืนยันไม่เคยสั่งใช้กำลัง เรียกร้องสอบสวนการตายของเยาวชน

อดีตนายกฯ เนปาล แถลงครั้งแรกหลังลาออก ยืนยันไม่เคยสั่งใช้กำลัง เรียกร้องสอบสวนการตายของเยาวชน

20 ก.ย. 2568 09:28 น.

อดีตนายกฯ เนปาล แถลงครั้งแรกหลังลาออก ยืนยันไม่เคยสั่งใช้กำลัง เรียกร้องสอบสวนการตายของเยาวชน

อดีตนายกรัฐมนตรี เค.พี. โอรี ของเนปาล  แถลงครั้งแรกหลังถูกกดดันออกจากตำแหน่ง ยืนยันรัฐบาลไม่สั่งใช้กำลังสังหารผู้ประท้วง พร้อมเรียกร้องสอบสวนเบื้องหลังความรุนแรงที่คร่าชีวิตเยาวชนกว่า 70 ศพ

วันที่ 19 กันยายน 2568 นายเค.พี. โอรี อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล วัย 73 ปี กล่าวเป็นครั้งแรกถึงเหตุประท้วงที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. โดยเริ่มจากการห้ามใช้โซเชียลมีเดียชั่วคราว แต่ความโกรธของประชาชนสะสมจากปัญหาคอร์รัปชันและเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเวลานาน โดยวันแรกของการชุมนุม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน

นายโอรี ไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนตั้งแต่ถูกกดดันลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผู้ช่วยระบุว่าอยู่ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพ และเพิ่งกลับมาเมื่อวันก่อน เขากล่าวว่า รัฐบาลของเขาไม่ได้สั่งตำรวจยิงผู้ชุมนุม และเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุความรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้ประท้วงอย่างน้อย 73 คน เขายังกล่าวว่า ผู้ที่แฝงตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ประท้วงเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง จนเกิดการสูญเสียชีวิตเยาวชนอย่างน่าเศร้าเขาย้ำว่า “รัฐบาลไม่ได้สั่งยิงผู้ประท้วง” พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบกรณีมีการใช้ อาวุธอัตโนมัติ ซึ่งตำรวจไม่ได้มีไว้

โดยหลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรีซูชิลา คาร์กี อดีตประธานศาลสูงอายุ 73 ปี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาล ถูกมอบหมายให้ฟื้นฟูความสงบและแก้ไขข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงเรื่องความโปร่งใสและการปราบปรามคอร์รัปชันก่อนการเลือกตั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า.

ซื้อได้แล้ววีซ่าบัตรทองของทรัมป์ ปูทางสิทธิพิเศษมหาเศรษฐีต่างชาติในการพำนักในสหรัฐฯ

ซื้อได้แล้ววีซ่าบัตรทองของทรัมป์ ปูทางสิทธิพิเศษมหาเศรษฐีต่างชาติในการพำนักในสหรัฐฯ

20 ก.ย. 2568 08:44 น.

ซื้อได้แล้ววีซ่าบัตรทองของทรัมป์ ปูทางสิทธิพิเศษมหาเศรษฐีต่างชาติในการพำนักในสหรัฐฯ

ทรัมป์พร้อมแล้ว มหาเศรษฐีพร้อมรึยัง “Trump Gold Card” วีซ่าบัตรทองคำ มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ เส้นทางสู่กรีนการ์ดสหรัฐฯ เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว จองได้ผ่านเว็บไซต์ของรัฐบาล

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเปิดตัว “Trump Gold Card” วีซ่าพิเศษที่มอบสถานะผู้พำนักถาวรในสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเปิดขายผ่านเว็บไซต์ทางการ trumpcard.gov ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อบุคคล และ 2 ล้านดอลลาร์สำหรับนิติบุคคล

บัตรดังกล่าวถูกออกแบบด้วยภาพ ประธานาธิบดีทรัมป์ รูปปั้นเทพีเสรีภาพ และธงชาติอเมริกัน บนพื้นหลังสีทอง พร้อมสัญลักษณ์คำว่า Trump Gold Card ด้านซ้าย

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมือง โดยกล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่ชาวอเมริกันและผู้เสียภาษีจะต้องได้รับประโยชน์จากระบบตรวจคนเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย

ทรัมป์ย้ำว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างรายได้กว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่นาน เพื่อนำไปใช้ในการ ลดภาษี สนับสนุนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ และลดหนี้สาธารณะ

สำหรับผู้สนใจสามารถสมัครได้ผ่านเว็บไซต์ trumpcard.gov โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมดำเนินการที่ไม่สามารถขอคืนได้ ก่อนเข้าสู่การตรวจสอบเชิงลึกโดย สำนักงานสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (USCIS)

หากผ่านการตรวจสอบ ผู้ถือบัตรจะได้รับสถานะ ผู้พำนักถาวรถูกกฎหมาย (Green Card) ภายใต้ประเภท วีซ่า EB-1 หรือ EB-2 สามารถพำนักและใช้สิทธิในทุกมลรัฐและดินแดนของสหรัฐฯ ได้ อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนหากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติหรือความเสี่ยงอื่น ๆ

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีแผนเปิดตัว “Trump Platinum Card” มูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการพำนักในสหรัฐฯ ได้สูงสุด 270 วันต่อปี โดยไม่ต้องเสียภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นนอกสหรัฐฯ ซึ่งจะมาแทนที่วีซ่าท่องเที่ยวในอนาคต

แม้บัตร Platinum จะยังไม่เปิดตัว แต่เว็บไซต์ระบุว่า ผู้สนใจควรรีบลงชื่อใน บัญชีรอ (Waitlist) เนื่องจากการพิจารณาจะเป็นไปตามลำดับก่อน-หลัง.

ที่มา : Foxnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วีซ่าบัตรทอง

สิงคโปร์ครองแชมป์ประเทศปลอดภัยสุดในโลก 12 สมัย ไทยติดอันดับกลางๆ ของเอเชีย

สิงคโปร์ครองแชมป์ประเทศปลอดภัยสุดในโลก 12 สมัย ไทยติดอันดับกลางๆ ของเอเชีย

20 ก.ย. 2568 05:50 น.

สิงคโปร์ครองแชมป์ประเทศปลอดภัยสุดในโลก 12 สมัย ไทยติดอันดับกลางๆ ของเอเชีย

สิงคโปร์ครองแชมป์ประเทศปลอดภัยสุดในโลก 12 สมัย ผลสำรวจชี้ นสิงคโปร์ 98% รู้สึกปลอดภัยเวลาเดินกลางคืนขณะที่ไทยได้ 70% ติดกลุ่มค่ากลางของภูมิภาค

วันที่ 19 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานอ้างอิง รายงาน Gallup Global Safety Report ประจำปี 2025 ที่ระบุว่า สิงคโปร์ยังคงรั้งอันดับ 1 ประเทศที่ประชาชนรู้สึกปลอดภัยที่สุดในโลก โดยชาวสิงคโปร์ถึง 98% ระบุว่า รู้สึกปลอดภัยเมื่อต้องเดินคนเดียวกลางคืน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 12 ตั้งแต่ปี 2006 ที่สิงคโปร์คว้าแชมป์ประเภทนี้

นอกจากนี้ ประเทศที่ตามมาใน 5 อันดับแรก ได้แก่ ทาจิกิสถาน (95%), จีน (94%), โอมาน (94%) และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ใน สหรัฐฯ มีเพียง 71% ของประชาชนที่รู้สึกปลอดภัยเวลาเดินกลางคืน

สำหรับประเทศในอาเซียน พบว่า ไทยมีคะแนน 70% อยู่ในระดับปานกลางใกล้เคียงค่าเฉลี่ยโลก (73%) และสูงกว่ามาเลเซีย (58%) แต่ยังตามหลังอินโดนีเซีย (83%) อย่างชัดเจน

ผลสำรวจระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์รักษาความปลอดภัยสูงสุดได้ต่อเนื่อง มาจากอัตราอาชญากรรมต่ำ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และความสงบเรียบร้อยในสังคม โดยคะแนนดัชนี Law and Order ปีล่าสุด สิงคโปร์ได้ 95 คะแนนจาก 100 คะแนน รองจากทาจิกิสถานเพียง 2 คะแนน

ทั้งนี้ การสำรวจครอบคลุมผู้ใหญ่กว่า 145,000 คน ใน 144 ประเทศและดินแดน และพบว่าภาพรวมทั่วโลก ปี 2024 มีประชาชนถึง 73% รู้สึกปลอดภัยเมื่อต้องเดินคนเดียวกลางคืน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมาในปี 2006.

ทรัมป์เผย คุยกับ “สี จิ้นผิง” แล้ว ตกลงจะพบกันในเวที APEC ที่เกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบ 6 ปี

ทรัมป์เผย คุยกับ "สี จิ้นผิง” แล้ว ตกลงจะพบกันในเวที APEC ที่เกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบ 6 ปี

20 ก.ย. 2568 05:01 น.

ทรัมป์เผย คุยกับ “สี จิ้นผิง” แล้ว ตกลงจะพบกันในเวที APEC ที่เกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบ 6 ปี

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยคุยทางโทรศัพท์กับสี จิ้นผิง ตกลงจะพบกันที่การประชุมเอเปก ปลายเดือนตุลาคม ที่เกาหลีใต้ พร้อมหารือหลายประเด็นร้อน ทั้ง TikTok สงครามยูเครน และการค้า

วันที่ 19 กันยายน 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า ตัวเขาและประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ได้ตกลงจะพบกันที่การประชุมเอเปก (APEC) ซึ่งจะจัดขึ้นในเมืองคยองจู ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้ ในช่วง 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าการพบกันที่เอเปกจะเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการหรือเพียงพบกันแบบไม่เป็นทางการในกรอบข้างเคียงของการประชุม ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า การตกลงพบกันมีขึ้นระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ที่มีประสิทธิผลมาก ซึ่งผู้นำจีนยังเชิญให้เขาเดินทางเยือนจีนในต้นปีหน้า ขณะเดียวกัน สี จิ้นผิงก็อาจเยือนสหรัฐฯ ในโอกาสที่เหมาะสม 

ทรัมป์ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาหารือมีหลายเรื่อง อาทิ กรณีข้อจำกัดของแอป TikTok การค้า ระเบียบกติกาสากล รวมถึงสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย–ยูเครน และปัญหายาเฟนทานิล.

เครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำ บินล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียกลางอ่าวฟินแลนด์ นาโต้ส่งเครื่องบินรบออกสกัดทันควัน

เครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำ บินล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียกลางอ่าวฟินแลนด์ นาโต้ส่งเครื่องบินรบออกสกัดทันควัน

20 ก.ย. 2568 04:36 น.

เครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำ บินล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียกลางอ่าวฟินแลนด์ นาโต้ส่งเครื่องบินรบออกสกัดทันควัน

นาโต้สกัดด่วน! ขับไล่ 3 เครื่องบินรบรัสเซียล้ำฟ้าเอสโตเนีย 12 นาที เอสโตเนียประณามเป็นการยั่วยุอุกอาจ เรียกร้องเปิดมาตรา 4 ปรึกษาฉุกเฉินในกลุ่มชาติพันธมิตร

วันที่ 19 กันยายน 2568 สถานการณ์ความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกปะทุเดือดอีกครั้ง หลังองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต้ แถลงว่าได้ส่งเครื่องบินไปสกัดกั้น เครื่องบินรบมิก-31 ของรัสเซีย จำนวน 3 ลำ ที่บินล้ำเข้ามาในน่านฟ้าเอสโตเนีย บริเวณกลางอ่าวฟินแลนด์ เป็นเวลา 12 นาทีเต็ม เมื่อวันศุกร์ (19 ก.ย.)

โดยนายคริสเตน มิคาล นายกรัฐมนตรีของเอสโตเนีย ประณามการกระทำของรัสเซียว่าเป็น “การยั่วยุที่อุกอาจที่สุดครั้งหนึ่ง” พร้อมเรียกตัวอุปทูตรัสเซียเข้าพบเพื่อยื่นประท้วงทันที พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจร้องขอให้มีการปรึกษาตาม มาตรา 4 ของสนธิสัญญานาโต้ ซึ่งถือเป็นการหารือฉุกเฉินของชาติสมาชิกทั้ง 32 ประเทศ

นายฮันโน เปฟคูร์ รัฐมนตรีกลาโหมเอสโตเนีย  ชี้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่รัสเซียล้ำอากาศนานถึง 12 นาที พร้อมย้ำว่าสิ่งที่ถูกต้องมีเพียงการผลักดันให้ออกไปจากน่านฟ้าเอสโตเนียเท่านั้น 

ขณะที่นาโต้เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้เป็นอีกตัวอย่างของพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายจากรัสเซีย โดยเครื่องบินรบของรัสเซียไม่มีแผนการบิน ปิดสัญญาณทรานสปอนเดอร์ และไม่ติดต่อกับหอบังคับการบิน ก่อนถูกสกัดโดยเครื่องบินรบของฟินแลนด์และอิตาลีภายใต้ภารกิจ Baltic Air Policing ของนาโต้

ทางด้านนางอูร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปโพสต์ข้อความบน X ว่า จะตอบโต้ทุกการยั่วยุด้วยความเด็ดขาด พร้อมระบุยุโรปจะลงทุนเสริมแนวตะวันออกของนาโต้ให้แกร่งขึ้น เช่นเดียวกับนายคาอา คัลลาส ผู้แทนการทูตสหภาพยุโรปชี้ว่า การกระทำของรัสเซียเป็นการยั่วยุที่อันตรายอย่างยิ่ง และย้ำว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของชาติตะวันตกพร้อมประกาศไม่อ่อนข้อ 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปี 2568 รัสเซียถูกกล่าวหาว่าล้ำอากาศเอสโตเนียแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง ขณะที่สัปดาห์ก่อน โปแลนด์และโรมาเนียก็เพิ่งรายงานเหตุโดรนรัสเซียละเมิดน่านฟ้า จนนำไปสู่การเคลื่อนกำลังทหารและเครื่องบินขับไล่ของชาติสมาชิกนาโต้ไปประจำการแนวตะวันออกมากขึ้น.

ที่มา BBC

จีนออกสมุดปกขาว ย้ำซินเจียงรับรอง “เสรีภาพศาสนา” บริหารกิจการศาสนาตามกฎหมาย

จีนออกสมุดปกขาว ย้ำซินเจียงรับรอง "เสรีภาพศาสนา" บริหารกิจการศาสนาตามกฎหมาย

19 ก.ย. 2568 23:51 น.

จีนออกสมุดปกขาว ย้ำซินเจียงรับรอง “เสรีภาพศาสนา” บริหารกิจการศาสนาตามกฎหมาย

จีนเผยแพร่สมุดปกขาว แนวปฏิบัติดูแลซินเจียงในยุคใหม่ เน้นย้ำการดำเนินนโยบายว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนา อนุญาตให้กลุ่มศาสนาต่างๆ จัดการกิจการของตนเองได้อย่างอิสระ

วันที่ 19 กันยายน 2568 สำนักข่าวซินหัว ของทางการจีนรายงานว่า สำนักงานข้อมูลข่าวสารแห่งคณะรัฐมนตรีจีนเผยแพร่ สมุดปกขาวฉบับใหม่ว่าด้วยแนวปฏิบัติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการกำกับดูแลซินเจียงในยุคใหม่ : หลักปฏิบัติและความสำเร็จ  ย้ำว่าซินเจียงดำเนินนโยบายว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนาอย่าง ครบถ้วน ถูกต้อง และสุจริต

สมุดปกขาวระบุว่า เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์บริหารจัดการกิจการศาสนาอย่างสอดคล้องกับกฎหมาย อนุญาตให้กลุ่มศาสนาต่างๆ จัดการกิจการของตนเองได้อย่างอิสระ พร้อมส่งเสริมให้ศาสนาต่างๆ อยู่ร่วมกับระบบสังคมนิยมได้อย่างกลมกลืน

รัฐบาลท้องถิ่นยังสนับสนุนกลุ่มศาสนาในการต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง และป้องกันการแทรกซึมของลัทธิหัวรุนแรง โดยชี้ว่า ซินเจียงเป็นดินแดนที่มีพหุศาสนามาตั้งแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นพุทธ เต๋า อิสลาม คาทอลิก และคริสต์ ซึ่งต่างเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้.

ศาลเกาหลีใต้ชี้ ด่าศิลปินเค-ป๊อปเสมือนจริง เข้าข่ายหมิ่นประมาท ต้องจ่ายค่าเสียหาย

ศาลเกาหลีใต้ชี้ ด่าศิลปินเค-ป๊อปเสมือนจริง เข้าข่ายหมิ่นประมาท ต้องจ่ายค่าเสียหาย

19 ก.ย. 2568 15:54 น.

ศาลเกาหลีใต้ชี้ ด่าศิลปินเค-ป๊อปเสมือนจริง เข้าข่ายหมิ่นประมาท ต้องจ่ายค่าเสียหาย

ศาลในประเทศเกาหลีใต้ ตัดสินให้ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียรายหนึ่งต้องชดใช้ค่าเสียหาย 500,000 วอน (ประมาณ 11,400 บาท) จากความผิดฐานหมิ่นประมาทวง “Plave” วงบอยแบนด์เค-ป๊อป ซึ่งเป็นไอดอลเสมือนจริง ซึ่งถือเป็นการตัดสินครั้งสำคัญที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการบันเทิงเกาหลีใต้ ที่ศิลปินเสมือนจริงกำลังได้รับความนิยม

กลุ่มบอยแบนด์ “Plave” ประกอบด้วยสมาชิกเสมือนจริง 5 คน ที่สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีโมชันแคปเชอร์ โดยมีนักแสดงตัวจริงที่ไม่เปิดเผยตัวตนเป็นผู้ให้เสียงและท่าทาง เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทต้นสังกัดของ Plave ได้ฟ้องร้องผู้ใช้งานรายหนึ่งที่โพสต์ข้อความดูถูกและหยาบคายเกี่ยวกับวง Plave บนโลกออนไลน์

ผู้ถูกฟ้องได้ให้เหตุผลว่า ข้อความของตนมุ่งเป้าไปที่ตัวละครเสมือนจริง ไม่ใช่บุคคลที่อยู่เบื้องหลังอวาตาร์เหล่านั้น แต่ศาลได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งนี้ โดยระบุว่า หากอวาตาร์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางว่าเป็นตัวแทนของบุคคลจริง การโจมตีอวาตาร์ก็ถือเป็นการโจมตีบุคคลนั้นด้วยเช่นกัน

Plave ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ถือเป็นหนึ่งในศิลปินเสมือนจริงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของวงการเค-ป๊อป โดยมีผู้ติดตามมากกว่าหนึ่งล้านคนบนช่อง YouTube ซึ่งพวกเขาโพสต์มิวสิควิดีโอและวล็อกเป็นประจำ

“Plave” มักได้รับเชิญให้ร่วมในงานประกาศรางวัลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยเพลง Way 4 Luv ของพวกเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเพลงยอดเยี่ยมและเพลงแห่งปีในงานประกาศรางวัล MAMA Awards ปี 2024 ส่วนในปีนี้ วงได้รับรางวัลใหญ่จากงานประกาศรางวัล Seoul Music Awards

ตามรายงานของ Korea Times ในเดือนกรกฎาคม 2024 จำเลยได้โจมตี Plave ด้วยโพสต์หลายโพสต์ ซึ่งบางโพสต์มีคำหยาบคาย ในบรรดาโพสต์เหล่านั้นมีความคิดเห็นว่าคนที่อยู่เบื้องหลังอวาตาร์ “อาจจะดูน่าเกลียดในชีวิตจริง” และให้ความรู้สึก “แบบผู้ชายเกาหลีทั่วไป” 

บริษัท Vlast ต้นสังกัดของ Plave ได้เรียกร้องค่าเสียหาย 6.5 ล้านวอนสำหรับนักแสดงแต่ละราย โดยอ้างว่าข้อความดังกล่าวทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ แต่ศาลได้พิจารณาจากความร้ายแรงของความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมและพฤติการณ์แวดล้อมของเหตุการณ์ แล้วจึงตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายเพียง 100,000 วอนต่อคน ซึ่ง Vlast ได้ยื่นอุทธรณ์ค่าเสียหายดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้สร้างบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการหมิ่นประมาทอวตาร์เสมือนจริง.

ที่มา BBC