นักข่าวหญิงจีนผู้แฉเรื่องโควิดระบาดในอู่ฮั่น โดนจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี

นักข่าวหญิงจีนผู้แฉเรื่องโควิดระบาดในอู่ฮั่น โดนจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี

22 ก.ย. 2568 01:59 น.

นักข่าวหญิงจีนผู้แฉเรื่องโควิดระบาดในอู่ฮั่น โดนจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี

นักข่าวหญิงชาวจีนผู้ออกมาเปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ที่เมืองอู่ฮั่นในช่วงแรก รุนแรงกว่าที่รัฐบาลบอก ถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) เปิดเผยว่า นักข่าวชาวจีนผู้ถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปี หลังจากทำข่าวการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เมืองอู่ฮั่น ในช่วงแรกของการระบาดเมื่อปี 2563 ถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 4 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

น.ส.จาง จ้าน อายุ 42 ปี ถูกตัดสินจำคุกในข้อหา “ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและปลุกปั่นให้เกิดปัญหา” ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับที่ทำให้เธอถูกจำคุกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 หลังจากที่เธอโพสต์เรื่องราวจากประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในช่วงแรกจากเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการระบาด

“เธอสมควรได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในฐานะ ‘วีรสตรีด้านข้อมูลข่าวสาร’ ไม่ใช่ต้องมาติดอยู่ในสภาพเรือนจำที่โหดร้าย” น.ส.อเล็กซานดรา บีลาคอฟสกา ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนของกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น น.ส.จางถูกจับกุมไม่กี่เดือนหลังจากโพสต์บทความและวิดีโอลงบนบัญชีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของเธอ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพโรงพยาบาลที่แออัดและถนนที่ว่างเปล่าเป็นเวลาหลายเดือน เผยให้เห็นภาพการระบาดในช่วงแรกที่รุนแรงกว่าที่รัฐบาลจีนบอก

นาย เหริน เฉวียนหนิว ทนายความของ น.ส.จางในขณะนั้นกล่าวว่า ลูกความของเขาเชื่อว่าตนเอง “กำลังถูกคุกคามจากการใช้เสรีภาพในการพูดของเธอ”

หลังถูกจับกุมได้ราว 1 เดือน น.ส.จางก็ประท้วงด้วยการอดอาหาร ซึ่งทนายความของเธออ้างในตอนนั้นว่า ตำรวจต้องมัดมือเธอและบังคับให้อาหารผ่านท่อ

องค์กรนักข่าวไร้พรมแดนระบุว่า น.ส.จางได้รับการปล่อยตัวในเดือนพฤษภาคม 2567 และถูกควบคุมตัวอีกครั้งในอีกสามเดือนต่อมา ก่อนจะถูกจับกุมอย่างเป็นทางการและถูกนำตัวไปคุมขังที่ศูนย์กักกัน “ผู่ตง” ในเซี่ยงไฮ้

RSF เผยอีกว่า การตัดสินลงโทษเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการที่ น.ส.จางรายงานเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน ซึ่งนาย เหริน เฉวียนหนิว อดีตทนายความของเธอได้โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ข้อกล่าวหาใหม่นี้อิงตามความคิดเห็นของ น.ส.จางบนเว็บไซต์ต่างประเทศ และเธอไม่ควรถูกตัดสินว่ามีความผิด

อนึ่ง ทางการจีนไม่เคยระบุอย่างชัดเจนต่อสาธารณะว่า น.ส.จางถูกตั้งข้อหาจากการกระทำใดบ้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ช็อก พบศพหญิงข้ามเพศ 3 รายถูกยิงพรุน ทิ้งร่างไว้ข้างถนนในปากีสถาน

ช็อก พบศพหญิงข้ามเพศ 3 รายถูกยิงพรุน ทิ้งร่างไว้ข้างถนนในปากีสถาน

21 ก.ย. 2568 23:38 น.

ช็อก พบศพหญิงข้ามเพศ 3 รายถูกยิงพรุน ทิ้งร่างไว้ข้างถนนในปากีสถาน

หญิงข้ามเพศ 3 รายถูกยิงเสียชีวิตและถูกทิ้งร่างไว้ข้างถนนในเมืองการาจี ของปากีสถาน โดยที่ยังไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร ท่ามกลางการกีดกันทางสังคมในปากีสถานที่ยังคงน่ากังวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจปากีสถานเปิดเผยว่า พวกเขาพบศพหญิงข้ามเพศ 3 รายอยู่ข้างถนนหลวงในเขต เมมอน โกธ ของเมืองการาจี ทางใต้ของประเทศเมื่อช่วงเที่ยงคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 โดยร่างของทั้งสามเต็มไปด้วยบาดแผลจากกระสุนปืน

เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการยืนยันตัวผู้เสียชีวิต โดยที่พวกเขายังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องแรงจูงใจในการก่อเหตุ และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคนร้ายเป็นใคร

ด้านองค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) เหตุความรุนแรงต่อบุคคลข้ามเพศ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ฮิจรา” (Hijras) ในปากีสถานเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

ขณะที่นาย ไซเยด มูราด อาลี ชาห์ มุขมนตรีจังหวัดสินธ์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “บุคคลข้ามเพศเป็นกลุ่มเปราะบางของสังคม และเราทุกคนต้องให้เกียรติและเคารพพวกเธอ”

ทั้งนี้ เมื่อปี 2561 วุฒิสภาของปากีสถานได้ลงมติสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิของบุคคลข้ามเพศ และอนุญาตให้พวกเขากำหนดอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายคนข้ามเพศดังกล่าวจะได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลก แต่มาตราสำคัญบางส่วนก็ถูกศาลชารีอะฮ์เพิกถอนในภายหลัง

ปัจจุบัน ในปากีสถานมีคนข้ามเพศประมาณ 5 แสนคน และพวกเขายังคงเผชิญกับการกีดกันทางสังคมและการทารุณกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานของวารสาร The Lancet เมื่อปี 2566 ระบุว่า 90% ของบุคคลข้ามเพศในปากีสถานต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายร่างกาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UK-แคนาดา-ออสเตรเลีย รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

UK-แคนาดา-ออสเตรเลีย รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

21 ก.ย. 2568 22:20 น.

UK-แคนาดา-ออสเตรเลีย รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ตามหลังแคนาดากับออสเตรเลียที่ประกาศก่อนหน้านี้ ในขณะที่อิสราเอลแสดงความผิดหวัง

ในวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว โดยระบุว่า การรับรองครั้งนี้ก็เพื่อรักษาความหวังในสันติ และยืนยันว่า UK จะสู้ต่อไปเพื่อนำตัวประกันชาวอิสราเอลกลับบ้าน

ประกาศของ เซอร์ สตาร์เมอร์ เกิดขึ้นไม่นานหลังจากแคนาดากลายเป็นประเทศกลุ่ม G7 ชาติแรกที่ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ ตามด้วยออสเตรเลีย

ในวิดีโอแถลงการณ์ เซอร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า “เมื่อเผชิญกับความน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง เรากำลังดำเนินการเพื่อรักษาความเป็นไปได้ของสันติภาพและแนวทางแก้ไขแบบสองรัฐให้คงอยู่ ซึ่งนั่นหมายถึงความปลอดภัยและความมั่นคงของอิสราเอลเคียงข้างรัฐปาเลสไตน์ที่ดำรงอยู่ได้ แต่ในขณะนี้เรายังไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย”

“วันนี้ เพื่อฟื้นคืนความหวังของสันติภาพและการแก้ไขปัญหาแบบสองรัฐ ผมขอประกาศอย่างชัดเจนในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศที่ยิ่งใหญ่นี้ว่า สหราชอาณาจักรจะให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลออกมาแสดงความผิดหวังต่อความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหราชอาณาจักร ระบุว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์เป็นเพียงการให้รางวัลแก่กลุ่มฮามาส ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิมที่มีความสัมพันธ์ในสหราชอาณาจักร

“บรรดาผู้นำฮามาสเองก็ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า การรับรองครั้งนี้เป็นผลโดยตรง หรือเป็น ‘ผลพวง’ จากการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม” กระทรวงต่างประเทศของอิสราเอลระบุผ่าน X

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี UK ยืนยันว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นการให้รางวัลกลุ่มฮามาส

เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า เขาได้พบกับครอบครัวตัวประกันชาวบริติชที่ถูกฮามาสจับไว้ในฉนวนกาซาแล้ว และได้เห็นความทุกข์ทรมานที่พวกเขาต้องแบกรับในทุกๆ วัน และความเจ็บปวดที่ฝังลึกลงในหัวใจของผู้คนในอิสราเอลและสหราชอาณาจักร ตัวประกันต้องได้รับการปล่อยตัวในทันที และ “เราจะสู้ต่อไปเพื่อพาพวกเขากลับบ้าน”

“ข้อเรียกร้องของเราสำหรับแนวทางแก้ไขแบบสองรัฐที่แท้จริงนั้นตรงกันข้ามกับวิสัยทัศน์ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง [ของกลุ่มฮามาส] โดยสิ้นเชิง” เซอร์ สตาร์เมอร์ กล่าว “แนวทางแก้ไขนี้ไม่ใช่การให้รางวัลแก่กลุ่มฮามาส” เพราะมันหมายความว่า ฮามาสไม่สามารถมีอนาคตหรือบทบาทในรัฐบาล และบทบาทในด้านความมั่นคงด้วย

เซอร์ สตาร์เมอร์ กล่าวด้วยว่า วิกฤตที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ในฉนวนกาซาเลวร้ายลงไปอีกขั้นแล้ว คนนับหมื่นถูกสังหาร รวมถึงผู้ที่ไปรับอาหารและน้ำดื่ม เด็กๆ ที่บาดเจ็บและล้มป่วยต้องอพยพ เราเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแล้ว แต่ของที่ถูกส่งเข้าไปไม่ใกล้เคียงกับคำว่าพอเลย

“เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลยกเลิกการปิดล้อมชายแดน หยุดยั้งกลยุทธ์อันโหดร้ายเหล่านี้ และปล่อยให้ความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าไป” นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าว

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ เซอร์ สตาร์เมอร์ ยังเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ “ร่วมมือกัน” เพื่อนำมาซึ่ง “อนาคตที่สงบสุขที่เราอยากเห็น” ซึ่งหมายถึง การปล่อยตัวประกันที่เหลืออยู่ที่ฮามาสจับไว้ในฉนวนกาซา, ยุติความรุนแรงและความทุกข์ทรมาน และหันกลับไปสู่แนวทางแก้ไขแบบสองรัฐ

“นี่คือความหวังที่ดีที่สุดสำหรับสันติภาพและความมั่นคงของทุกฝ่าย” นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวปิดท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์ ตอบโต้โดรนรัสเซีย

อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์ ตอบโต้โดรนรัสเซีย

21 ก.ย. 2568 10:36 น.

อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์ ตอบโต้โดรนรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมอังกฤษยืนยันส่งเครื่องบินขับไล่ “ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน” ของกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) ไปปฏิบัติภารกิจป้องกันภัยทางอากาศร่วมกับนาโต เหนือน่านฟ้าโปแลนด์แล้ว เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่โดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าหลายครั้ง

ภารกิจดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเครื่องบินขับไล่ “ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน” (Eurofighter Typhoon)” ของอังกฤษได้บินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าโปแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของพันธมิตรทางทหารเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวป้องกันด้านตะวันออก

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นหลังรัสเซียละเมิดน่านฟ้าของประเทศสมาชิกนาโต อย่างต่อเนื่องในเดือนนี้ ทั้งโดรนที่ตรวจพบในโรมาเนีย และเครื่องบินรบที่รุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย แม้ว่ารัสเซียจะปฏิเสธหรือลดทอนความสำคัญของการละเมิดดังกล่าวก็ตาม

นายจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอังกฤษ กล่าวว่า การส่งเครื่องบินรบของกองทัพอากาศครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า “น่านฟ้าของนาโตจะได้รับการปกป้อง” พร้อมยกย่องนักบินและเจ้าหน้าที่อังกฤษที่เข้าร่วมปฏิบัติการนี้ว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยมเพื่อปกป้องพันธมิตรจาก “การรุกรานที่ประมาทของรัสเซีย”

ปฏิบัติการครั้งนี้มีเครื่องบินขับไล่ 2 ลำจากฐานทัพอากาศ Coningsby ในอังกฤษ บินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าโปแลนด์ โดยมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศรุ่น Voyager คอยสนับสนุน ก่อนจะเดินทางกลับอังกฤษในช่วงเช้าวันเสาร์

นาโตได้ประกาศภารกิจนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Eastern Sentry เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุโดรนบุกรุกน่านฟ้าโปแลนด์ถึง 19 ครั้งในวันเดียว ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกนาโต เผชิญหน้ากับโดรนรัสเซียโดยตรงนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยโปแลนด์สามารถยิงโดรนตกได้ถึง 3 ลำ

นายโดนัลด์ ทัสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวว่า สถานการณ์นี้ “ใกล้เคียงที่สุดกับสงครามเปิดเต็มรูปแบบนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง” นายฮีลีย์ยังเน้นย้ำว่า “เมื่อเราถูกคุกคาม เราจะตอบโต้ร่วมกัน” โดยระบุว่าการกระทำของรัสเซียนั้น “ประมาท, อันตราย และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ผู้บัญชาการทัพอากาศอังกฤษ มาร์แชล ฮาร์ฟ สมิธ เสริมว่า ความร่วมมือกับนาโตในปัจจุบัน “แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และย้ำว่าอังกฤษ “พร้อมฉายกำลังทางอากาศได้ทุกระยะ” โดยเขายังชี้ถึงความหมายเชิงประวัติศาสตร์ว่า 85 ปีก่อน นักบินโปแลนด์เคยร่วมสู้กับกองทัพอากาศอังกฤษ ในยุทธการบริเตน (Battle of Britain) เพื่อป้องกันน่านฟ้าอังกฤษจากการโจมตีของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง และวันนี้ทั้งสองชาติก็ยังยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่อีกครั้งเพื่อความมั่นคงร่วมกัน.

ที่มา BBC

นายกฯ อังกฤษเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์

นายกฯ อังกฤษเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์

21 ก.ย. 2568 09:58 น.

นายกฯ อังกฤษเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษเตรียมประกาศการรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์นี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากอิสราเอลว่าเป็น “การให้รางวัลแก่การก่อการร้าย”

การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า อังกฤษจะเปลี่ยนจุดยืนหากอิสราเอลไม่บรรลุเงื่อนไขสำคัญ ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงในกาซา และการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเพื่อนำไปสู่แนวทาง “สองรัฐ”

แหล่งข่าวจากรัฐบาลระบุว่า สถานการณ์ในกาซาเลวร้ายลงอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งจากภาพผู้คนอดอยากและความรุนแรงที่เกิดขึ้น รวมถึงการปฏิบัติการทางภาคพื้นดินครั้งล่าสุดของอิสราเอลในเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งทำให้ผู้คนหลายแสนคนต้องอพยพหนีตาย นอกจากนี้ ยังมีการขยายถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ได้รับเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากรัฐบาลอิสราเอลและครอบครัวตัวประกัน นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเวลานี้คือ “การให้รางวัลแก่การก่อการร้าย”

ด้านนางเคมิ บาเดนอค ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวในบทความของหนังสือพิมพ์เดอะเทเลกราฟว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเวลานี้และก่อนการปล่อยตัวประกันที่เหลือ จะเป็น “การให้รางวัลแก่การก่อการร้าย” อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับครอบครัวตัวประกันที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการใดๆ จนกว่าตัวประกันจะได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด

แม้จะเผชิญแรงกดดัน แต่นายสตาร์เมอร์ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้องดำเนินการเพื่อรักษาความหวังของข้อตกลงสันติภาพระยะยาวไว้ ขณะที่รัฐมนตรีอังกฤษให้เหตุผลว่า การกระทำนี้เป็นความรับผิดชอบเชิงศีลธรรม

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกสหประชาชาติกว่า 75% ที่รับรองรัฐปาเลสไตน์ แต่ด้วยสถานะที่ยังไม่มีพรมแดนที่แน่ชัด เมืองหลวง หรือกองทัพ การยอมรับ “รัฐปาเลสไตน์” โดยอังกฤษ จึงเป็นสัญญาณทางการเมืองที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อเวทีโลก และเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอลต้องหันกลับมาสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพตามแนวทางสองรัฐ.

ที่มา BBC

ม็อบขวาจัดเนเธอร์แลนด์ปะทะตำรวจ ก่อนศึกเลือกตั้งปลายเดือน

ม็อบขวาจัดเนเธอร์แลนด์ปะทะตำรวจ ก่อนศึกเลือกตั้งปลายเดือน

21 ก.ย. 2568 09:44 น.

ม็อบขวาจัดเนเธอร์แลนด์ปะทะตำรวจ ก่อนศึกเลือกตั้งปลายเดือน

เกิดเหตุจลาจลรุนแรงในการประท้วงของกลุ่มนักเคลื่อนไหวขวาจัดที่ต่อต้านผู้อพยพในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ต้องใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีรายงานผู้ถูกจับกุม 30 ราย และเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

การประท้วงดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวขวาจัด เพื่อเรียกร้องนโยบายผู้อพยพที่เข้มงวดขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 1,500 คน ซึ่งส่วนใหญ่โบกธงชาติเนเธอร์แลนด์และธงของกลุ่มขวาจัดสุดโต่ง

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงบางส่วนปิดกั้นถนนทางหลวงที่ตัดผ่านเมือง พร้อมทั้งก่อเหตุเผารถยนต์ตำรวจ และขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากลุ่มผู้ก่อจลาจลได้ทุบทำลายกระจกและทรัพย์สินภายในสำนักงานใหญ่ของพรรค D66 ซึ่งเป็นพรรคสายกลาง-ซ้าย ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของชนชั้นสูงหัวก้าวหน้า

นายร็อบ เจ็ตเทน หัวหน้าพรรค D66 ได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ถ้าพวกคุณคิดว่าจะข่มขู่เราได้… ไม่มีทาง เราจะไม่มีวันปล่อยให้ผู้ก่อจลาจลหัวรุนแรงมาพรากประเทศที่สวยงามของเราไป”

ด้านนายกรัฐมนตรีดิก สโคฟ ออกมาประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ภาพที่น่าตกใจและบ้าคลั่งของการใช้ความรุนแรงอย่างไร้ยางอาย” โดยย้ำว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง

แม้จะได้รับเชิญให้ขึ้นพูดบนเวทีการประท้วง แต่นายเกียร์ต วิลเดอร์ส ผู้นำพรรคขวาจัดที่ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และยังคงมีคะแนนนำในโพลสำรวจความคิดเห็นก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ได้ประณามการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” และเป็นการกระทำของ “พวกปัญญาอ่อน”

ทั้งนี้ เหตุการณ์จลาจลครั้งนี้เกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลังจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ชุดก่อนล่มสลายในเดือนมิถุนายน เนื่องจากนายวิลเดอร์สถอนพรรค PVV ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล หลังมีความขัดแย้งเกี่ยวกับนโยบายการควบคุมผู้อพยพ.

ที่มา BBC

เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

21 ก.ย. 2568 06:00 น.

เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มข้อจำกัดสำหรับสื่อที่ต้องการรายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพสหรัฐฯ โดยกำหนดให้รายงานได้แค่ข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เพนตากอน” หรือ กระทรวงสงคราม (กลาโหม) ของสหรัฐฯ เปิดเผยข้อจำกัดใหม่สำหรับสื่อที่ต้องการรายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพสหรัฐฯ โดยกำหนดให้สื่อต้องให้คำมั่นว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลใดก็ตามที่ไม่ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการให้เผยแพร่ และจำกัดการเคลื่อนไหวของพวกเขาภายในกระทรวงสงครามด้วย

แนวทางปฏิบัติใหม่ซึ่งระบุไว้ในบันทึกข้อความขนาดยาวที่แจกจ่ายให้นักข่าวเมื่อวันศุกร์ (19 ก.ย.) กำหนดให้นักข่าวต้องลงนามในคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อรับปากว่าจะปฏิบัติตาม มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนบัตรประจำตัวสื่อ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อในเรื่องนโยบายของเขา หลังนายทรัมป์เคยกล่าวเป็นนัยว่า การรายงานข่าวเชิงลบอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

บันทึกข้อความนี้ระบุด้วยว่า เพนตากอนยังคงยึดมั่นในความโปร่งใสเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบและความเชื่อมั่นของสาธารณชน แต่ข้อมูลต้องได้รับการอนุมัติให้เผยแพร่ต่อสาธารณะโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่เหมาะสมก่อนจะมีการเปิดเผย แม้ว่าข้อมูลนั้นจะไม่ถูกจัดเป็นชั้นความลับก็ตาม จำกัดการเผยแพร่ข้อมูลที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่อ

ข้อจำกัดใหม่นี้จะครอบคลุมทั้งข้อมูลที่เป็นความลับและ “ข้อมูลที่ไม่เป็นความลับแต่มีการควบคุม”

บันทึกดังกล่าวยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่เกี่ยวกับสถานที่ที่นักข่าวประจำเพนตากอนจะสามารถเดินทางเข้าไปได้โดยไม่มีเจ้าหน้าที่นำทาง ภายในสำนักงานใหญ่ขนาดใหญ่ของกระทรวง ซึ่งอยู่นอกกรุงวอชิงตันเล็กน้อย

อนึ่ง กฎใหม่นี้มีขึ้นหลายเดือนหลังจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการที่เขา แชร์ข้อมูลกำหนดเวลาการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่กำลังจะไปโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน ลงในกลุ่ม Signal ที่มีนักข่าวอยู่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

21 ก.ย. 2568 04:48 น.

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

เซเลนสกีโวยรัสเซีย ส่งโดรน-ยิงมิสไซล์กว่า 600 ลูก โจมตีหลายพื้นที่ในยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบคน ขณะที่รัสเซียเผยว่า ยูเครนส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของพวกเขา

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 ก.ย. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาเปิดเผยว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของยูเครน เมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 30 ราย

เซเลนสกีระบุอีกว่า แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์, มีโคลาอิฟ, เชอร์นิฮิฟ, ซาปอริชเชีย, โปลตาวา, เคียฟ, โอเดสซา, ซูมี และคาร์คิฟเป็นเป้าหมายการโจมตี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เพื่อข่มขู่พลเรือนและทำลายโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน โดยมีรายงานว่ามิสไซล์ลูกหนึ่งพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยโดยตรงด้วย

ด้านกองทัพยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนกับมิสไซล์รวม 619 เข้ามาโจมตีในดินแดนของพวกเขา ขณะที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า พวกเขาโจมตีครั้งใหญ่ด้วยอาวุธที่แม่นยำ โดยมุ่งเป้าหมายไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านอุตสาหกรรมกองทัพ

ในขณะเดียวกัน นายวียาเชสลาฟ เฟโดริชเชฟ ผู้ว่าการแคว้นซามาราของรัสเซีย เปิดเผยว่า ยูเครนส่งโดรนเข้ามาโจมตีและทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ และบาดเจ็บอีก 1 ราย

ส่วนกองทัพยูเครนอ้างว่า โดรนของพวกเขาโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน “โนโวคุยบีเชฟสก์” (Novokuibyshevsk) ในแคว้นซามารา และโรงกลั่นน้ำมัน “ซาราตอฟ” (Saratov) ซึ่งอยู่ในแคว้นใกล้เคียงเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การโจมตีข้ามพรมแดนด้วยโดรนดังกล่าวเป็นวิธีที่ทั้งยูเครนและรัสเซียใช้โจมตีอีกฝ่ายมากขึ้น โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยูเครนโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่อง บีบให้สนามบินทั้งหมดในกรุงมอสโกต้องปิดทำการชั่วคราว

นอกจากนั้น ยูเครนยังมุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ ของรัสเซียอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความพยายามทำสงครามของรัสเซียในยูเครนต่อไป

แต่ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็ยกระดับการโจมตีทางอากาศในยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่เคียฟกับพันธมิตรตะวันตก รวมถึงสหรัฐฯ ยังคงเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โปรตุเกสยืนยัน เตรียมรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ แม้สหรัฐฯ ค้าน

โปรตุเกสยืนยัน เตรียมรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ แม้สหรัฐฯ ค้าน

21 ก.ย. 2568 04:02 น.

โปรตุเกสยืนยัน เตรียมรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ แม้สหรัฐฯ ค้าน

โปรตุเกสยืนยัน เตรียมรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในวันอาทิตย์นี้ ท่ามกลางเสียงประณามจากอิสราเอล ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ พูดก่อนหน้านี้ว่าเขาไม่เห็นด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศของโปรตุเกสประกาศว่า ประเทศของพวกเขาจะให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 นี้ ถือเป็นชาติตะวันตกประเทศล่าสุดที่เตรียมการเรื่องดังกล่าว ในขณะที่สงครามในฉนวนกาซายังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง

ความเคลื่อนไหวของโปรตุเกสเกิดขึ้นก่อนที่การประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ (UNGA) จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้าที่นครนิวยอร์ก โดยฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และออสเตรเลีย ประกาศก่อนหน้านี้ว่า พวกเขากำลังเตรียมให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์เช่นกัน

ด้านอิสราเอลออกมาประณามท่าทีของชาติตะวันตก โดยนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่านี่จะเป็นการให้รางวัลแก่ผู้ก่อการร้ายหลังฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. 2566

ขณะที่สหรัฐฯ มหามิตรของอิสราเอล ก็ออกมาระบุในทำนองเดียวกับนายเนทันยาฮู โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอย่างชัดเจนระหว่างแถลงข่าวร่วมกับ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการรับรองรัฐปาเลสไตน์

ทั้งนี้ สมาชิกราว 3 ใน 4 จากทั้งหมด 193 ประเทศในองค์การสหประชาชาติให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์แล้ว โดยในปี 2555 ปาเลสไตน์ได้รับสถานะเป็นรัฐผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก (non-member observer state) ขององค์การสหประชาชาติ

อนึ่ง การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลราว 1,200 ศพ และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันอีก 251 คน ส่งผลให้อิสราเอลประกาศสงครามกับกลุ่มฮามาส และเดินหน้าโจมตีฉนวนกาซามาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งการโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาแล้วอย่างน้อย 65,141 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จมเรือลำที่ 3 ดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

สหรัฐฯ จมเรือลำที่ 3 ดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

21 ก.ย. 2568 02:05 น.

สหรัฐฯ จมเรือลำที่ 3 ดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีทำลายเรือลำที่ 3 ในรอบไม่กี่สัปดาห์ อ้างเป็นเรือขององค์กรก่อการร้ายและกำลังลักลอบขนยาเสพติด มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีเรือลำหนึ่ง ซึ่งเขาอ้างว่าเกี่ยวข้องกับองค์กรก่อการร้ายและกำลังลักลอบขนยาเสพติด และการโจมตีทำให้ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด 3 คนบนเรือเสียชีวิตทั้งหมด

นายทรัมป์เผยอีกว่า เรือดังกล่าวถูกโจมตีขณะอยู่ในน่านน้ำสากลในเขตรับผิดชอบของกองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกาใต้และทะเลแคริบเบียน หลังจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีการลักลอบขนยาเสพติด

“หน่วยข่าวกรองยืนยันว่าเรือลำนี้กำลังลักลอบขนยาเสพติดผิดกฎหมาย และกำลังเดินทางตามเส้นทางที่ทราบกันดีว่าเป็นเส้นทางค้ายาเสพติด มุ่งหน้าไปเพื่อวางยาพิษชาวอเมริกัน”

“ไม่มีกองกำลังสหรัฐฯ ได้รับอันตรายจากการโจมตีครั้งนี้ หยุดขายเฟนทานิล ยาเสพติด และยาผิดกฎหมายในอเมริกา และหยุดการก่อความรุนแรงและการก่อการร้ายต่อชาวอเมริกันได้แล้ว!!!” นายทรัมป์ประกาศ

นี่เป็นการโจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่ากำลังลักลอบขนยาเสพติดครั้งที่ 3 ของสหรัฐฯ แล้ว ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการโจมตี 2 ครั้งก่อนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 14 ศพ และนายทรัมป์กล่าวหาว่าเป็นเรือจากเวเนซุเอลา

ก่อนหน้านี้ นายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาออกมาประณามการโจมตีเรือ 2 ลำแรกของสหรัฐฯ และว่าประเทศของเขาจะปกป้องตนเองจากความก้าวร้าวของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc