ทรัมป์เผยตระกูล “เมอร์ด็อก” สนใจลงทุนซื้อกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ

ทรัมป์เผยตระกูล "เมอร์ด็อก" สนใจลงทุนซื้อกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ

22 ก.ย. 2568 11:23 น.

ทรัมป์เผยตระกูล “เมอร์ด็อก” สนใจลงทุนซื้อกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าพ่อสื่อผู้ทรงอิทธิพล และ ลาคแลน เมอร์ด็อก บุตรชายคนโต อาจเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักลงทุนที่จะเข้าซื้อและควบคุมกิจการของ TikTok ในสหรัฐอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้พยายามอย่างแข็งขันที่จะแยกกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ ออกจากบริษัทแม่สัญชาติจีนอย่างไบต์แดนซ์ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม เขาก็ได้ชะลอการบังคับใช้คำสั่งแบน TikTok เพื่อเปิดทางให้เกิดการเจรจาข้อตกลง

ทรัมป์ได้เจรจากับรัฐบาลจีนเพื่อขายกิจการในสหรัฐฯ ให้กับกลุ่มนักลงทุนที่เขาเรียกว่า “ผู้รักชาติ” ซึ่งรวมถึงพันธมิตรคนสำคัญในวงการเทคโนโลยีอย่าง แลร์รี เอลลิสัน ซีอีโอของ “ออราเคิล” (Oracle) และ ไมเคิล เดลล์ นักธุรกิจผู้ก่อตั้งบริษัทคอมพิวเตอร์ “เดลล์” (Dell)

ในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันอาทิตย์ (21 ก.ย.) ทรัมป์ได้ระบุชื่อของตระกูลเมอร์ด็อกเข้าไปในกลุ่มนักลงทุนดังกล่าว โดยกล่าวว่า “ผมไม่อยากจะบอกคุณหรอกนะ แต่ชายที่ชื่อลาคแลนก็มีส่วนเกี่ยวข้อง… ผมเชื่อว่าเขาคือลาคแลน เมอร์ด็อก” และเสริมว่า “รูเพิร์ตเองก็น่าจะอยู่ในกลุ่มด้วย ผมคิดว่าพวกเขาจะอยู่ในกลุ่มนี้ มีคนอื่นอีกสองสามคนซึ่งเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมและมีชื่อเสียงมาก”

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา บุตรหลานของรูเพิร์ต เมอร์ด็อก ได้บรรลุข้อตกลงยุติข้อพิพาททางกฎหมายอันยาวนานเรื่องการควบคุมอาณาจักรสื่อ โดยเป็นการยืนยันบทบาทผู้นำของ ลาคแลน เมอร์ด็อก บุตรชายคนโตอย่างเป็นทางการ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวทำให้ลัคแลนเข้าควบคุมฟ็อกซ์นิวส์ และ News Corp โดยสมบูรณ์

รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ได้สร้างอาณาจักรสื่ออนุรักษ์นิยมที่ทรงอิทธิพลครอบคลุมทั้งในสหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย ขณะที่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ว่าคณะกรรมการบริหารของบริษัทใหม่ที่จะเข้าควบคุมกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ จะประกอบด้วยพลเมืองชาวอเมริกันเป็นส่วนใหญ่ และคาดว่าข้อตกลงจะสามารถลงนามได้ “ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”.

ที่มา AFP

จีนเตือนไต้ฝุ่น “รากาซา” อัปเกรดเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น ฮ่องกงปิดสนามบินชั่วคราว 36 ชม.

จีนเตือนไต้ฝุ่น "รากาซา" อัปเกรดเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น ฮ่องกงปิดสนามบินชั่วคราว 36 ชม.

22 ก.ย. 2568 11:23 น.

จีนเตือนไต้ฝุ่น “รากาซา” อัปเกรดเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น ฮ่องกงปิดสนามบินชั่วคราว 36 ชม.

จีนเตือนไต้ฝุ่น “รากาซา” เพิ่มความรุนแรงเป็น “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น” คาดขึ้นฝั่งกวางตุ้งช่วงวันพฤหัสบดี พัดถล่มแรงสุดในปีนี้ ขณะที่ฮ่องกงประกาศปิดสนามบินชั่วคราว 36 ชม.   

วันที่ 22 กันยายน 2568 ศูนย์อุตุนิยมวิทยาประจำชาติของจีน ประกาศยกระดับไต้ฝุ่น “รากาซา” (Ragasa) ซึ่งเป็นพายุไต้ฝุ่นลูกที่ 18 ของปี เป็น “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น” ส่งผลให้เป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกปีนี้ โดยความเร็วลมสูงสุดอยู่ที่ 60 เมตรต่อวินาที หรือแรงเทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 17

ศูนย์อุตุนิยมจีนคาดว่า ไต้ฝุ่นรากาซาจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 15–20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังคงความรุนแรงไว้ได้ คาดว่าจะเคลื่อนผ่านช่องแคบบาชิ ช่วงคืนวันจันทร์และเข้าสู่ทะเลจีนใต้ตอนเหนือช่วงเช้าวันอังคาร มุ่งตรงไปยังน่านน้ำชายฝั่งมณฑลกวางตุ้ง

โดยระหว่างวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี กวางตุ้งจะเผชิญลมแรงและฝนตกหนักจากผลกระทบของไต้ฝุ่น ขณะที่การขึ้นฝั่งของพายุคาดว่าจะอยู่บริเวณชายฝั่งตอนกลางหรือตะวันตกของมณฑลกวางตุ้งในช่วงเช้าถึงบ่ายวันพฤหัสบดี โดยคาดว่าจะเป็นไต้ฝุ่นระดับแรงถึงซูเปอร์ไต้ฝุ่น ความแรงลมระดับ 14–16

ทางการจีนเตือนว่าลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และคลื่นสูงอาจเกิดขึ้นทั้งในทะเลจีนเหนือและตอนกลาง รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งและภายในจังหวัด จึงขอให้มีการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างครบถ้วน เรือทุกลำและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าฝั่งทันที พร้อมปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยหลังจอดเรือ

ขณะเดียวกัน ทางการฮ่องกงเตรียมรับมือผลกระทบหนักสุดของไต้ฝุ่นรากาซา โดยสนามบินนานาชาติฮ่องกงกำลังพิจารณาปิดรับ–ส่งผู้โดยสารทั้งหมดนาน 36 ชั่วโมง ตั้งแต่ 18.00 น. วันอังคาร ถึง 06.00 น. วันพฤหัสบดี หากประกาศยืนยัน ทาง Qantas Airways แจ้งในเว็บไซต์ว่าอาจยกเลิกเที่ยวบินในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงเตรียมขึ้นสัญญาณเตือนพายุในช่วงเที่ยงวัน

สนามบินฮ่องกงเคยปิดนานที่สุดเมื่อเดือนกันยายน 2566 จากไต้ฝุ่นซาโอลา 20 ชั่วโมง ส่วนพายุวิภาในเดือนกรกฎาคม ทำให้บริการสนามบินหยุดชั่วคราว 13 ชั่วโมง ความปิดสนามบินสะท้อนความเสี่ยงต่อประชากรหนาแน่น 7.5 ล้านคนและเศรษฐกิจของฮ่องกง.

ที่มา Bloomberg Ecns

จีนคุมเข้มโซเชียลมีเดีย Weibo ก็ไม่รอด เหตุปั่นกระแสดารา-เนื้อหาไม่เหมาะสม

จีนคุมเข้มโซเชียลมีเดีย Weibo ก็ไม่รอด เหตุปั่นกระแสดารา-เนื้อหาไม่เหมาะสม

22 ก.ย. 2568 10:54 น.

จีนคุมเข้มโซเชียลมีเดีย Weibo ก็ไม่รอด เหตุปั่นกระแสดารา-เนื้อหาไม่เหมาะสม

หน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของจีนเอาจริง คุมเข้มเนื้อหาไม่เหมาะสม และการปั่นกระแสข่าวดาราเกินจริง แพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Weibo และ Kuaishou ก็โดนด้วย

หน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของจีน หรือ สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่าจะดำเนินมาตรการทางวินัยและบทลงโทษต่อแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Weibo และ Kuaishou หลังตรวจพบการเผยแพร่เนื้อหาที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสม และมีการปั่นกระแสข่าวดาราเกินจริง

CAC ระบุว่า มาตรการที่จะใช้มีตั้งแต่การเรียกผู้บริหารมาให้สัมภาษณ์ คำสั่งให้แก้ไขภายในเวลาที่กำหนด คำเตือน ไปจนถึงการลงโทษอย่างเข้มงวดต่อผู้รับผิดชอบ แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่าบทลงโทษสุดท้ายจะมีลักษณะใด

คำประกาศนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจาก CAC ดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับ Xiaohongshu หรือที่รู้จักในชื่อภาษาอังกฤษว่า Rednote ซึ่งมีลักษณะคล้าย Instagram

จีนเข้มงวดกับโซเชียลมีเดียมาโดยตลอด โดยบังคับให้แพลตฟอร์มต่างๆ ต้องมีระบบกลั่นกรองเนื้อหาอย่างเข้มงวด เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่รัฐมองว่าเป็นการยุยงปลุกปั่น เนื้อหาล่อแหลม หยาบคาย ลามก หรือสร้างผลกระทบทางลบต่อสังคม

ในแถลงการณ์แยกต่างหากแต่มีเนื้อหาเกือบเหมือนกัน CAC กล่าวหาว่า Weibo และ Kuaishou ละเลยความรับผิดชอบหลัก โดยเฉพาะการปล่อยให้มีการจัดอันดับคำค้นหายอดนิยมที่เต็มไปด้วยข่าวดาราและโพสต์ที่ถูกมองว่าไร้สาระ โดยจนถึงขณะนี้ทั้ง Weibo และ Kuaishou ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ต่อคำวิจารณ์และมาตรการของทางการจีน

สำหรับข้อมูลผู้ใช้งานล่าสุด Weibo ระบุเมื่อเดือนมีนาคมว่ามีผู้ใช้งานต่อเดือนกว่า 591 ล้านราย ขณะที่ Kuaishou ซึ่งเป็นแอปวิดีโอสั้นที่มีลักษณะคล้าย TikTok ประกาศเมื่อต้นปีนี้ว่ามีผู้ใช้งานต่อเดือนมากกว่า 730 ล้านราย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โซเชียลมีเดียจีน

เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์

เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง "ทรัมป์-คิม"  เพื่อ "ตรึง" การผลิตอาวุธนิวเคลียร์

22 ก.ย. 2568 10:45 น.

เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้แสดงความเห็นว่าอาจยอมรับข้อตกลงระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จองอึน ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยชี้ว่าการ “ตรึง” โครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือไว้ ถือเป็นทางเลือกที่ “เป็นไปได้และสมจริง” ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะไม่ใช่การปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่าเขาพร้อมที่จะเห็นชอบกับข้อตกลงที่เสนอโดย โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จองอึน ซึ่งเกาหลีเหนือจะยอม “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ไว้ แทนที่จะปลดอาวุธทั้งหมดทิ้งไป

ประธานาธิบดีอี ชี้ว่าปัจจุบันเกาหลีเหนือผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นปีละ 15-20 ลูก ดังนั้นการตรึงโครงการไว้จึงเปรียบเสมือน “มาตรการฉุกเฉินชั่วคราว” ที่เป็น “ทางเลือกที่ทำได้จริงและสมเหตุสมผล” ในตอนนี้ เมื่อเทียบกับการพยายามผลักดันให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง

เกาหลีเหนือประกาศตนเองเป็นรัฐนิวเคลียร์ในปี 2022 และยืนยันว่าจะไม่มีวันละทิ้งอาวุธของตน ความพยายามก่อนหน้านี้ที่จะให้เกาหลีเหนือยกเลิกคลังแสงของตนล้วนไม่ประสบผลสำเร็จ และตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา เกาหลีเหนือก็ปฏิเสธทุกคำเชิญให้กลับมาเจรจา ประธานาธิบดีอีจึงกล่าวว่า “ตราบใดที่เรายังไม่ละทิ้งเป้าหมายระยะยาวในการปลดอาวุธ ผมเชื่อว่าการที่เกาหลีเหนือหยุดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธนั้นมีประโยชน์อย่างชัดเจน”

เขายังตั้งคำถามว่า “เราจะยังคงพยายามต่อไปโดยไร้ผลเพื่อเป้าหมายสูงสุด ในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ หรือเราจะตั้งเป้าหมายที่สมจริงมากขึ้นและบรรลุผลสำเร็จในบางส่วน”

ประธานาธิบดีอี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างสันติกับเกาหลีเหนือและลดความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในยุคของประธานาธิบดีคนก่อนอย่าง ยุน ซอก-ยอล ซึ่งถูกถอดถอนจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้วจากความพยายามในการประกาศใช้กฎอัยการศึก

ผู้นำเกาหลีใต้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาต้องการให้ อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ กลับมาสานต่อการเจรจานิวเคลียร์กับ คิม จองอึน อีกครั้ง ซึ่งการเจรจาครั้งล่าสุดเมื่อปี 2019 ได้ล้มเหลวลงหลังจากสหรัฐฯ เรียกร้องให้เกาหลีเหนือรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ทั้งหมด

ประธานาธิบดีอีเชื่อว่าการกลับมาเจรจากันของผู้นำทั้งสองเป็นไปได้ เนื่องจากพวกเขา “ดูเหมือนจะมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระดับหนึ่ง” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกาหลีใต้และมีส่วนช่วยสร้างสันติภาพและความมั่นคงของโลก

เกาหลีใต้ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปัจจุบัน ได้เผชิญกับอุปสรรคที่จีนและรัสเซียใช้สิทธิ์วีโต้เพื่อขัดขวางการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมานานหลายปี แม้ประธานาธิบดีอีจะยอมรับว่ายูเอ็นยังทำได้ไม่ดีพอในการสร้างโลกที่สงบสุข แต่ก็ยืนยันว่าองค์กรนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่

การที่จีนและรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเกาหลีเหนือมากขึ้น ทำให้เกาหลีใต้อยู่ใน “สถานการณ์ที่ยากลำบากมาก” โดยเขาเสริมว่า “การได้เห็นจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือสนิทกันขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าพึงพอใจสำหรับเราอย่างแน่นอน” และเกาหลีใต้จะตอบโต้ด้วยการกระชับความร่วมมือกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่นต่อไป

ประธานาธิบดีอีเปรียบเทียบสถานการณ์ของเกาหลีใต้ในปัจจุบันว่า “โลกกำลังแบ่งออกเป็นสองขั้ว และเกาหลีใต้ก็ตั้งอยู่บนพรมแดนพอดี” เขาจึงพยายามวางตัวอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูในกระบวนการนี้ แม้จะเคยกล่าวว่าจะยืนเคียงข้างสหรัฐฯ ในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ก็ชัดเจนว่าเขาต้องการที่จะ “วางตัวอยู่ตรงกลาง” ให้ได้มากที่สุด และพยายามหาทางร่วมมือกับทุกฝ่ายเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ.

พายุฝนถล่มฝรั่งเศสใต้ มาร์กเซยเจอวิกฤต น้ำท่วมถนนอ่วม

พายุฝนถล่มฝรั่งเศสใต้ มาร์กเซยเจอวิกฤต น้ำท่วมถนนอ่วม

22 ก.ย. 2568 09:54 น.

พายุฝนถล่มฝรั่งเศสใต้ มาร์กเซยเจอวิกฤต น้ำท่วมถนนอ่วม

พื้นที่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเผชิญสภาพอากาศเลวร้าย หลังฝนตกหนักกระหน่ำเมืองใกล้มาร์กเซย ส่งผลให้น้ำท่วมถนน การสัญจรเป็นอัมพาต ขณะที่หน่วยงานพยากรณ์อากาศของฝรั่งเศสออกประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม

ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในบางจุด ในเมืองแปร์ตุยส์ ใกล้กับเมืองมาร์กเซยทางตอนใต้ของฝรั่งเศสปริมาณฝนที่วัดได้อยู่ในช่วง 70-90 มิลลิเมตร และอาจพุ่งสูงถึง 120 มิลลิเมตร ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจาก ลูกเห็บและกระแสลมแรง ซึ่งสร้างความกังวลต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ยังคงอยู่ในพื้นที่

โดยหน่วยงานพยากรณ์อากาศของฝรั่งเศสได้โพสต์เตือนผ่านโซเชียลมีเดีย X ว่า พายุฝนที่ทวีความรุนแรงกำลังพัดผ่านพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสในช่วงบ่ายถึงค่ำวันอาทิตย์นี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดฝนตกหนักในเวลาอันสั้น พร้อมทั้งความเสี่ยงจากลูกเห็บและลมกระโชกแรง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การแข่งขันฟุตบอลนัดใหญ่ระหว่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ที่จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ต้องถูกเลื่อนออกไปเกือบ 24 ชั่วโมง จากเดิมคืนวันอาทิตย์ ไปเป็นคืนวันจันทร์ เวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากมีความกังวลด้านความปลอดภัยของแฟนบอลกว่า 70,000 คน ที่จะเข้าชมเกมในสนามสตาออรอง เวโลโดรม

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและนักพยากรณ์อากาศยังได้เตือนให้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะในช่วงค่ำที่เป็นช่วงที่พายุฝนคาดว่าจะรุนแรงที่สุด.

ที่มา :AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฝรั่งเศส

เปิดลงทะเบียนวันนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินรอบใหม่ อัดฉีดคูปองคนละ 100,000 วอน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

เปิดลงทะเบียนวันนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินรอบใหม่ อัดฉีดคูปองคนละ 100,000 วอน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

22 ก.ย. 2568 09:36 น.

เปิดลงทะเบียนวันนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินรอบใหม่ อัดฉีดคูปองคนละ 100,000 วอน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มเปิดลงทะเบียนรับ “คูปองบริโภค” มูลค่า 100,000 วอนต่อคน หรือประมาณ 2,279 บาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 90% ของประเทศ ตัดสิทธิ์ครัวเรือนรายได้สูง หวังกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

วันที่ 22 กันยายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือรอบใหม่ในรูปแบบ “คูปองบริโภค” มูลค่า 100,000 วอน หรือประมาณ 2,279 บาท  ต่อคน เริ่มตั้งแต่เวลา 9.00 น. ที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค.

ขณะที่เพื่อเป็นการป้องกันความไม่สะดวก รัฐบาลกำหนดวันยื่นตามเลขปีเกิด โดยเลข 1 และ 6 สมัครวันจันทร์ เลข 2 และ 7 วันอังคาร เลข 3 และ 8 วันพุธ เลข 4 และ 9 วันพฤหัสบดี ส่วนเลข 5 และ 0 วันศุกร์

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการนี้ครอบคลุมประชาชนราว 90% ของทั้งประเทศ โดยแตกต่างจากรอบแรกที่แจกให้ทุกคน เพราะรอบใหม่จะตัดสิทธิ์ครัวเรือนที่มีรายได้สูง หรือมีฐานภาษีที่ดินเกิน 1,200 ล้านวอน และผู้ที่มีรายได้เกิน 20 ล้านวอนในปีที่ผ่านมา ขณะที่แม้ชาวต่างชาติจะถูกกันออกจากการเข้าร่วมโครงการตามหลักการ แต่ผู้ที่มีบัตรทะเบียนถิ่นที่อยู่ในเกาหลีใต้ และอยู่ในระบบประกันสุขภาพของรัฐ อาทิ ผู้พำนักถาวร คู่สมรสชาวต่างชาติ และผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรอง ยังคงมีสิทธิ์ลงทะเบียนเช่นกัน

โดยผู้มีสิทธิ์สามารถตรวจสอบผ่านบัตรเครดิต ธนาคาร หรือศูนย์ชุมชนท้องถิ่น โดยเลือกวิธีรับเงินได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต เดบิต บัตรพรีเพด หรือบัตรกำนัลท้องถิ่น ขณะที่คูปองไม่สามารถใช้ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือซูเปอร์มาร์เก็ตได้

ทั้งนี้ มาตรการรอบแรกมีประชาชนเข้าร่วมมากถึง 50.08 ล้านคน หรือ 99% ของประเทศ คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 9.06 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 243,000 ล้านบาท ขณะที่รอบใหม่นี้ยังคงมุ่งหวังกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังซบเซาเช่นกัน.

สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันติดค้าง หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

 สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันติดค้าง หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

22 ก.ย. 2568 08:36 น.

สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันติดค้าง หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

เกิดเหตุโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ในยุโรป ส่งผลให้ระบบเช็กอินและนำเครื่องขึ้นของหลายสนามบินสำคัญหยุดชะงัก สร้างความโกลาหลและความล่าช้าให้กับผู้โดยสารจำนวนมาก

สนามบินลอนดอนฮีทโธรว์ ซึ่งเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดในยุโรป เปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจาก ปัญหาทางเทคนิค ของบริษัทผู้ให้บริการระบบเช็กอินและระบบบอร์ดดิ้ง โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบคือ Collins Aerospace ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการบินจากสหรัฐฯ ที่ให้บริการแก่สายการบินหลายแห่งทั่วโลก

Collins Aerospace ยืนยันว่า การโจมตีดังกล่าวกระทบซอฟต์แวร์ MUSE (Multi-User System Environment) ที่ใช้ในการเช็กอินและโหลดสัมภาระอัตโนมัติ แต่ย้ำว่ายังสามารถดำเนินการเช็กอินแบบ manual ได้ พร้อมระบุว่า กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูระบบให้กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความโกลาหลให้ผู้โดยสารจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถเช็กอินได้ และถูกเจ้าหน้าที่สายการบินบอกให้กลับไปโดยยังไม่ให้ข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่ผู้โดยสารอีกหลายรายชี้ว่า เหตุความขัดข้องครั้งนี้ขาดการสื่อสาร ไม่มีใครออกมาชี้แจงหรือให้ข้อมูลใดๆ แก่ผู้โดยสาร

ไม่เพียงแต่ลอนดอนฮีทโธรว์เท่านั้น สนามบินสำคัญอื่นๆ เช่น บรัสเซลส์ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยต้องใช้วิธีเช็กอินและขึ้นเครื่องด้วยมือทั้งหมด ขณะที่ สนามบินเบอร์ลิน-บรันเดนบวร์ก ยืนยันว่าได้ตัดการเชื่อมต่อระบบบางส่วนเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม สนามบินหลักในกรุงปารีส ทั้งชาร์ลส์ เดอโกล สนามบินปารีส-ออร์ลี และสนามบิน เลอ บรูเกต์ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตีครั้งนี้ ขณะที่ผู้โดยสารที่มีกำหนดการเดินทางจากยุโรปในช่วงสุดสัปดาห์ถูกแนะนำให้ ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด และเผื่อเวลาเดินทางมากกว่าปกติ.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โจมตีทางไซเบอร์

ชาวสหรัฐฯ นับหมื่น แห่ร่วมพิธีรำลึก “ชาร์ลี เคิร์ก” โดนัลด์ ทรัมป์มาด้วย

ชาวสหรัฐฯ นับหมื่น แห่ร่วมพิธีรำลึก “ชาร์ลี เคิร์ก” โดนัลด์ ทรัมป์มาด้วย

22 ก.ย. 2568 05:34 น.

ชาวสหรัฐฯ นับหมื่น แห่ร่วมพิธีรำลึก “ชาร์ลี เคิร์ก” โดนัลด์ ทรัมป์มาด้วย

ชาวอเมริกันจำนวนนับหมื่นคน เดินทางไปร่วมพิธีรำลึกถึงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวผู้ล่วงลับ โดยที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับบุคคลสำคัญอีกหลายคนก็ไปร่วมงานด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอเมริกันจำนวนหลายหมื่นคนในชุดสีแดง ขาว และน้ำเงิน เดินทางไปยังสนาม “สเตตฟาร์ม สเตเดียม” ในเมืองเกลนเดล ในรัฐแอริโซนา เพื่อร่วมพิธีรำลึกถึงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดังผู้ถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และผู้นำระดับสูงคนอื่น ๆ ของพรรครีพับลิกันจะเข้าร่วมด้วย

ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาถึงตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ทำให้การจราจรบนถนนโดยรอบติดขัดอย่างหนัก และต้องจัดพื้นที่เพิ่มเติมที่สนามอื่นในบริเวณใกล้เคียง

สนาม “สเตตฟาร์ม สเตเดียม” ในเมืองเกลนเดล ในรัฐแอริโซนา จุคนได้ถึง 63,000 ที่นั่ง
สนาม “สเตตฟาร์ม สเตเดียม” ในเมืองเกลนเดล ในรัฐแอริโซนา จุคนได้ถึง 63,000 ที่นั่ง

อนึ่ง นายเคิร์กถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568 ขณะที่เขาดีเบตกับเหล่านักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ส่วนคนร้ายคือนาย ไทเลอร์ โรบินสัน ถูกจับกุมตัวได้หลังจากนั้นเพียง 33 ชั่วโมง โดยแรงจูงใจในการก่อเหตุที่มีการเปิดเผยในเบื้องต้น เกิดจากความไม่พอใจต่อจุดยืนทางการเมืองของนายเคิร์ก

นายทรัมป์พูดคุยกับผู้สื่อข่าวก่อนบินไปแอริโซนาว่า เขาหวังว่าพิธีครั้งนี้จะเป็น “ช่วงเวลาแห่งการเยียวยา” และกล่าวถึงอิทธิพลของนายเคิร์ก พร้อมยกย่องเขาที่สร้างแรงสนับสนุนให้กับพรรครีพับลิกันผ่านกลุ่มนักเคลื่อนไหวของนักศึกษาอนุรักษนิยมที่มีชื่อว่า Turning Point USA

“เขาทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม และเขามีอิทธิพลต่อคนหนุ่มสาวเพราะคนเหล่านี้รักเขา ถ้าคุณย้อนกลับไป 10 ปี วิทยาลัยเหล่านั้นเป็นสถานที่อันตรายสำหรับพวกอนุรักษ์นิยม แต่ตอนนี้พวกเขากลับฮอตมาก พวกเขาฮอตมากเหมือนกับที่ประเทศนี้กำลังฮอต” นายทรัมป์กล่าว

ทั้งนี้ พิธีรำลึกมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์และสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคนจะเดินทางมาร่วมงานด้วย ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่หลังการเสียชีวิตของนายเคิร์ก

โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาร่วมพิธีรำลึกด้วย
โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาร่วมพิธีรำลึกด้วย

ความโกลาหลจากการลอบสังหารนายเคิร์กยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากช่อง ABC ของดิสนีย์สั่งระงับรายการของจิมมี่ คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ช่วงดึกอย่างกะทันหัน หลังจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมแสดงความไม่พอใจต่อคำพูดของเขาเกี่ยวกับการลอบสังหารนายเคิร์ก

ขณะที่นาย เบรนแดน คาร์ หัวหน้าคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ของทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้อำนาจของหน่วยงานลงโทษสถานีโทรทัศน์ ABC จากกรณีการแสดงความคิดเห็นของคิมเมล

แต่การพักงานนายคิมเมลก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มสิทธิพลเมือง, พรรคเดโมแครต และกลุ่มนักเขียนบทโทรทัศน์และภาพยนตร์ โดยกล่าวหารัฐบาลของนายทรัมป์ว่ากำลังใช้การเสียชีวิตของนายเคิร์กเป็นข้ออ้าง เพื่อปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อ ซึ่งถือเป็นการละเมิดการคุ้มครองเสรีภาพในการพูดตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

22 ก.ย. 2568 04:53 น.

โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีอินเดียเรียกร้องให้ประชาชนเลิกใช้สินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ และหันมาใช้สินค้าท้องถิ่น หลังอินเดียถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 50%

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียออกมาเรียกร้องให้ประชาชนในชาติ หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต่างประเทศและหันมาใช้สินค้าท้องถิ่นแทน เพื่อผลักดันแคมเปญการพึ่งพาตนเอง ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาเริ่มแย่ลง

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% หลังจากทั้งสองฝ่ายล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน ทำให้นายโมดีเริ่มเรียกร้องให้ชาวอินเดียใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศแทน และผู้สนับสนุนเขาก็เริ่มแคมเปญคว่ำบาตรแบรนด์สินค้าสหรัฐฯ รวมถึง แมคโดนัลด์, เป๊ปซี่ และแอปเปิล ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในแดนภารตะ

“ผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่เราใช้ในชีวิตประจำวันนั้นผลิตในต่างประเทศ แต่เราแค่ไม่รู้ … เราจะต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป” นายโมดีกล่าว ก่อนที่มาตรการลดภาษีผู้บริโภคเป็นวงกว้างจะเริ่มบังคับใช้ในวันจันทร์นี้ (22 ก.ย.) “เราควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอินเดีย”

ทั้งนี้ อินเดียซึ่งมีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ถือเป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคของอเมริกา โดยชาวอินเดียนิยมซื้อสินค้าผ่าน ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของสหรัฐฯ อย่าง Amazon.com และตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์จากสหรัฐฯ ได้ขยายตลาดลึกเข้าไปถึงเมืองเล็กๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนั้น นายโมดียังเรียกร้องให้ผู้ค้าปลีกหันมามุ่งเน้นการขายสินค้าที่ผลิตในอินเดีย โดยให้เหตุผลว่านี่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายบริษัทได้เพิ่มการส่งเสริมการขายสินค้าท้องถิ่นแล้ว

อนึ่ง คาดกันว่า ปิยุช โกยาล รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย จะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเร็วๆ นี้เพื่อเจรจาทางการค้ารอบใหม่ ท่ามกลางความพยายามในการผ่อนคลายความตึงเครียดในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ปะทะตำรวจใกล้ทำเนียบ ปธน. บาดเจ็บ-โดนจับอื้อ

ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ปะทะตำรวจใกล้ทำเนียบ ปธน. บาดเจ็บ-โดนจับอื้อ

22 ก.ย. 2568 03:51 น.

ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ปะทะตำรวจใกล้ทำเนียบ ปธน. บาดเจ็บ-โดนจับอื้อ

ชาวฟิลิปปินส์รวมตัวประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันโครงการป้องกันน้ำท่วม และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุมหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัย 49 คน ที่ก่อเหตุปาก้อนหิน ขวด และระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ และกีดขวางถนนกับสะพานที่มุ่งตรงไปยังทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ขณะมีการชุมนุมอย่างสงบเพื่อต่อต้านการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมขึ้นในกรุงมะนิลา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผู้ปะท้วงจำนวนมากกว่า 33,000 คน ออกมาเดินขบวนที่สวนสาธารณะและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเมืองหลวงกรุงมะนิลา เพื่อแสดงความโกรธเกรี้ยวต่อข่าวอื้อฉาวเรื่องการคอร์รัปชันซึ่งมีสมาชิกสภานิติบัญญัติ, เจ้าหน้าที่ และเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

พวกเขาถูกกล่าวหาว่า รับเงินสินบนจำนวนมหาศาลจากโครงการป้องกันน้ำท่วมในฟิลิปปินส์ ซึ่งมักเผชิญกับพายุและพายุไต้ฝุ่นอยู่เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประท้วงอย่างสงบ กลับมีคนกลุ่มหนึ่งจำนวนประมาณ 100 คน ซึ่งบางส่วนถือกระบอง, ธงชาติฟิลิปปินส์ และป้ายประท้วง ก่อนจะก่อเหตุใช้ความรุนแรง และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนานนับชั่วโมง จนทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บประมาณ 70 นาย และโรงเรียนต้องปิดชั่วคราวเพราะเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น

ตำรวจฟิลิปปินส์ระบุว่า พวกเขายิงแก๊สน้ำตาเพื่อพยายามสลายกลุ่มผู้โจมตี หลังจากคนกลุ่มนี้ก่อเหตุพ่นสีกราฟฟิตีบนกำแพง, โค่นเสาเหล็ก, ทุบกระจก และบุกรุกห้องโถงของโรงแรมราคาประหยัดแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมถนน ซึ่งเต็มไปด้วยมหาวิทยาลัย ธนาคาร และร้านอาหาร ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปในตอนกลางคืน

หลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง ตำรวจจับกุมตัวผู้ก่อเหตุความรุนแรงได้อย่างน้อย 49 คน แต่ยังไม่เปิดเผยว่าพวกเขาเป็นใคร และยังไม่แน่ชัดว่าคนกลุ่มนี้เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหรือไม่

ทั้งนี้ การประท้วงในกรุงมะนิลาปะทุขึ้นหลังจาก คู่รักเศรษฐีคู่หนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างหลายแห่ง และชนะการประกวดราคาสัญญาโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่ามหาศาล นำรถยนต์หรูแบรนด์ยุโรปและอเมริกันหลายสิบคันที่พวกเขาเป็นเจ้าของมาจัดแสดงระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อ บางคันมีราคาถึง 43 ล้านเปโซ (ราว 24 ล้านบาท)

เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนอย่างมาก เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปีของชาวฟิลิปปินส์อยู่ที่ราว 353,230 เปโซเท่านั้น (ราว 197,700 บาท)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews