ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

23 ก.ย. 2568 05:05 น.

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

นายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เนื่องจากมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตระหว่างทำสงครามยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 ว่าพวกเขาตั้งข้อหานายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 80 ปีแล้ว ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ICC กล่าวหานายดูเตร์เตว่า มีส่วนรับผิดชอบทางอาญาต่อการฆาตกรรมหลายสิบคดีที่เกิดขึ้นในระหว่าง “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ซึ่งมีผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย ผู้เสพ และบุคคลอื่น ๆ อีกหลายพันคนถูกสังหารโดยไม่มีการพิจารณาคดี

ในเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาของ ICC ซึ่งมีการปกปิดข้อมูลหลายจุด ลงวันที่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่เพิ่งได้รับการเปิดเผยในวันจันทร์ที่ผ่านมา

นายมาเม มันดิเย นีย็อง รองอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ กล่าวว่า ดูเตร์เตเป็น “ผู้ร่วมกระทำความผิดทางอ้อม” ในเหตุการณ์สังหารเหล่านี้ ซึ่งทางศาลกล่าวหาว่ามีการดำเนินการโดยบุคคลอื่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาแรกที่ ICC ยื่นฟ้องนายดูเตร์เต เกี่ยวข้องกับการมีส่วนพัวพันในการสังหารผู้คน 19 รายที่เมืองดาเวา ระหว่างปี 2556-2559 ขณะที่เขายังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี

ข้อกล่าวหาที่ 2 เกี่ยวกับการสังหาร “เป้าหมายสำคัญ” จำนวน 14 รายทั่วประเทศ ขณะที่ข้อหาที่สามเกี่ยวข้องกับการสังหารและการพยายามฆ่าผู้คน 45 รายในปฏิบัติการกวาดล้างหมู่บ้าน ระหว่างการทำสงครามกับยาเสพติดตอนเขาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในช่วงปี 2559-2565

อัยการระบุว่า นายดูเตร์เตกับผู้ร่วมกระทำความผิดของเขา มีแผนหรือข้อตกลงร่วมกันที่จะ “กำจัด” บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรในฟิลิปปินส์ (รวมถึงผู้ที่ถูกมองหรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการใช้, ขาย หรือผลิตยาเสพติด) โดยใช้ความรุนแรงรวมถึงการฆาตกรรม

ทั้งนี้ นายดูเตร์เตไม่เคยกล่าวขอโทษต่อการเสียชีวิตของประชาชนระหว่างการทำสงครามยาเสพติด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 ศพ ขณะที่นักเคลื่อนไหวเชื่อว่า จำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่แท้จริงอาจมากกว่าหลักหมื่นราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

23 ก.ย. 2568 03:57 น.

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติเตือนอิสราเอลว่า อย่าตอบโต้ด้วยการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสประกาศในวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 ว่า ประเทศของเขารับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ตามรอยสหราชอาณาจักร, แคนาดา, ออสเตรเลีย และโปรตุเกสที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ เพื่อกดดันอิสราเอลให้หยุดทำสงครามในฉนวนกาซา

นายมาครงประกาศเรื่องดังกล่าวที่เวทีประชุมสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยเขาบอกกับเหล่าผู้นำในที่ประชุมว่า ถึงเวลาแล้วที่จะยุติสงครามในฉนวนกาซาและปล่อยตัวประกันที่เหลืออีก 48 คนซึ่งกลุ่มฮามาสจับตัวเอาไว้ โลกกำลังจะหมดโอกาสที่จะสร้างสันติภาพในอีกไม่กี่อึดใจ และ “เราไม่สามารถรอได้อีกต่อไปแล้ว”

ผู้นำฝรั่งเศสประณามการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 และกลายเป็นชนวนให้อิสราเอลประกาศสงครามในฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เขาอยากเห็นสันติภาพในภูมิภาคเกิดขึ้นจากการมีสองรัฐอยู่ร่วมกัน “ไม่มีอะไรสามารถสร้างความชอบธรรมให้สงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้ได้”

“ทุกสิ่งทุกอย่างผลักดันให้เราต้องยุติสงครามนี้อย่างเด็ดขาด” นายมาครงกล่าว และเสริมว่า การให้สิทธิแก่ชาวปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นการพรากสิทธิของชาวอิสราเอลไป

นายมาครงยังกล่าวถึงประเทศอื่น ๆ ที่รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์แล้ว ได้แก่ อันดอร์รา, ออสเตรเลีย, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, โมนาโก, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และซานมารีโน โดยประเทศเหล่านี้ “ได้ตอบรับคำเรียกร้องของเรา” ในเดือนกรกฎาคม และตัดสินใจอย่างรับผิดชอบและจำเป็นเพื่อเลือกหนทางแห่งสันติภาพ

เขากล่าวเสริมว่า สเปน, ไอร์แลนด์, นอร์เวย์ และสวีเดน “ก็กำลังเดินตามเส้นทางเดียวกัน”

ผู้นำฝรั่งเศสเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลในฉนวนกาซา โดยให้องค์การบริหารปาเลสไตน์ ซึ่งดูแลเขตเวสต์แบงก์มีส่วนร่วมด้วย และมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการยุบกลุ่มฮามาส

นายมาครงกล่าวอีกว่า ฝรั่งเศสพร้อมที่จะมีส่วนร่วมใน “ภารกิจสร้างเสถียรภาพ” ในฉนวนกาซา และฝรั่งเศสจะเปิดสถานทูตในรัฐปาเลสไตน์ก็ต่อเมื่อตัวประกันทั้งหมดที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเอาไว้ได้รับการปล่อยตัว และมีการตกลงหยุดยิงแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ การรับรองปาเลสไตน์ของชาติตะวันตกเรียกเสียงประณามอย่างหนักจากฝ่ายอิสราเอล โดยนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่า การทำเช่นนี้คือการ “ให้รางวัลก้อนใหญ่” แก่กลุ่มฮามาส พร้อมประกาศกร้าวว่า “การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์จะไม่มีวันเกิดขึ้น”

นายกฯ อิสราเอลบอกอีกว่า เขาจะตอบโต้สิ่งที่เขาเรียกว่า “ความพยายามล่าสุดที่จะก่อตั้งรัฐก่อการร้าย” ในอิสราเอล หลังการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันจันทร์นี้

ขณะที่นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเตือนอิสราเอลไม่ให้ตอบโต้ด้วยการผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ โดยชี้ว่า “การขยายถิ่นฐานอย่างไม่หยุดยั้ง” ในภูมิภาคนี้จะต้องยุติลง พร้อมเสริมว่า การมีสถานะเป็นรัฐสำหรับชาวปาเลสไตน์ “เป็นสิทธิ ไม่ใช่รางวัล”

ส่วนนาย มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ วิดีโอคอลล์มาร่วมการประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก โดยเขาเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสวางอาวุธ และว่าเขากำลังมองไปยังอนาคตของหน้าของฉนวนกาซาที่ไม่มีกลุ่มฮามาสเกี่ยวข้องด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

7 องค์กรการกุศลถอด “ดัชเชสแห่งยอร์ก” จากผู้อุปถัมภ์ ปมหนุนเอปสตีน

7 องค์กรการกุศลถอด “ดัชเชสแห่งยอร์ก” จากผู้อุปถัมภ์ ปมหนุนเอปสตีน

23 ก.ย. 2568 03:01 น.

7 องค์กรการกุศลถอด “ดัชเชสแห่งยอร์ก” จากผู้อุปถัมภ์ ปมหนุนเอปสตีน

องค์กรการกุศลหลายแห่งในอังกฤษ ประกาศถอด ดัชเชสแห่งยอร์ก ออกจากตำแหน่งผู้อุปถัมภ์ขององค์กรแล้ว หลังเธอถูกแฉว่าส่งอีเมลสนับสนุนนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 องค์กรการกุศล 7 แห่ง ถอด ซาราห์ เฟอร์กูสัน ดัชเชสแห่งยอร์ก ออกจากสถานะอุปถัมภ์หรือทูตขององค์กรแล้ว หลังมีการเปิดเผยว่า ในอีเมลฉบับหนึ่งเมื่อปี 2554 เธอเรียกนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดทางเพศผู้ล่วงลับว่าเป็น “เพื่อนที่ดีที่สุด” และดูเหมือนจะขอโทษสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์เขาในที่สาธารณะด้วย

ศูนย์บริรักษ์เด็ก “จูเลียส์ เฮาส์” (Julia’s House) เป็นองค์กรแรกที่ถอดดัชเชสแห่งยอร์ก อดีตพระชายาในเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากตำแหน่งโดยให้เหตุผลว่า การให้เธออยู่ในตำแหน่งต่อไปนั้น “ไม่เหมาะสม”

จากนั้นองค์กรการกุศลอื่นๆ ได้แก่ มูลนิธิโรคมะเร็งในวัยรุ่น, กองทุนวิจัยโรคภูมิแพ้นาตาชา, มูลนิธิเพื่อการอ่านออกเขียนได้ของเด็ก, มูลนิธิแห่งชาติเพื่อสัตว์บริการเกษียณอายุ และองค์กรป้องกันโรคมะเร็งเต้านม ก็ประกาศถอดดัชเชสแห่งยอร์กจากการเป็นผู้อุปถัมภ์

ขณะที่กองทุนโรคหัวใจแห่งบริติช ออกมาระบุว่า ดัชเชสแห่งยอร์กไม่เป็นทูตของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจาก หนังสือพิมพ์ “เมล ออน ซันเดย์” กับ “เดอะ ซัน” เผยแพร่อีเมลฉบับเมื่อปี 2554 ที่ดัชเชสส่งให้นายเอปสตีน โดยดูเหมือนว่านี่เป็นอีเมลที่ส่งไปหลังจากเธอประกาศต่อสาธารณะว่า ได้ตัดขาดการติดต่อกับผู้กระทำผิดคดีทางเพศรายนี้ไปแล้ว

ในอีเมลดังกล่าว ดูเหมือนว่าดัชเชสแห่งยอร์กจะขอโทษนายเอปสตีนอย่างเป็นการส่วนตัว ที่เธอปฏิเสธนายเอปสตีนต่อหน้าสาธารณะ และระบุว่า “คุณเป็นเพื่อนที่มั่นคง ใจกว้าง และดีที่สุดสำหรับฉันและครอบครัวมาโดยตลอด”

อีเมลดังกล่าวสวนทางกับคำพูดของเธอที่กล่าวไว้ในช่วงต้นปีเดียวกัน โดยดัชเชสกล่าวว่า การที่เธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับนายเอปสตีนเป็น “การตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่” และ “สิ่งที่เขาทำนั้นผิด และสมควรแล้วที่เขาถูกจำคุก”

แต่โฆษกของดัชเชสแห่งยอร์กอ้างว่า เธอส่งอีเมลดังกล่าวถึงเอปสตีนตามคำแนะนำของที่ปรึกษา เพราะเธอถูกอดีตนักการเงินรายนี้ข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท และเธอยังคงเสียใจอย่างยิ่งที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับนายเอปสตีน

ทั้งนี้ นายเอปสตีนถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดข้อหาค้าประเวณี 2 กระทงในปี 2551 และถูกตัดสินจำคุก 13 เดือน ตามข้อตกลงสารภาพผิดที่เขาทำไว้กับอัยการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์แล้ว เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมวงกว้าง

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์แล้ว เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมวงกว้าง

23 ก.ย. 2568 01:32 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์แล้ว เตือนดินถล่ม-น้ำท่วมวงกว้าง

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งหมู่เกาะของฟิลิปปินส์แล้ว คาดจะทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ภาคใต้ของจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเกาะปานุยตัน (Panuitan) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะบาบูยัน (Babuyan) ประเทศฟิลิปปินส์แล้ว เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น โดยพายุลูกนี้มีความเร็วลม 285 กม./ชม. และคาดว่ามันจะมุ่งไปทางตะวันตกสู่ภาคใต้ของจีนต่อไป

หน่วยงานสภาพอากาศของฟิลิปปินส์ระบุว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่น รากาซา อ่อนกำลังลงเล็กน้อย แต่ก็มีโอกาสที่มันจะทวีกำลังขึ้นอีก พร้อมเตือนว่า พายุลูกนี้ทำให้เกิดคลื่นพายุหนุนซัดฝั่งที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยมีความสูงมากสุด 3 เมตร และอาจทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนกับโครงสร้างพื้นฐาน

การมาของไต้ฝุ่น รากาซา ซึ่งความรุนแรงเทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 ทำให้ทางการฟิลิปปินส์ต้องสั่งอพยพประชาชนหลายพันคน โรงเรียนและสำนักงานรัฐบาลในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงในกรุงมะนิลา ต้องปิดทำการ

ทั้งนี้ หมู่เกาะบาบูยัน อยู่ห่างจากเกาะไต้หวันประมาณ 740 กม. อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าพายุ รากาซา จะไม่พัดเข้าสู่เกาะไต้หวันโดยตรง แต่จะทำให้เกิดฝนตกหนักบริเวณชายฝั่งตะวันออกของเกาะ โดยทางการไต้หวันสั่งปิดพื้นที่ป่าและเส้นทางศึกษาธรรมชาติทั่วภาคใต้และภาคตะวันออกตั้งแต่เช้าวันจันทร์ บริการเรือข้ามฟากก็ถูกระงับด้วย

ด้านเจ้าหน้าที่จีนในมณฑลกวางตุ้งออกคำแนะนำประชาชนให้เตรียมรับมือ “หายนะ” และ “ภัยพิบัติขนาดใหญ่” โดยคาดว่าจะเริ่มมีฝนตกหนักและลมแรงอย่างเร็วที่สุดในวันอังคารนี้ ก่อนที่พายุรากาซาจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในอีกราว 2 วันหลังจากนั้น

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ในเมืองเซินเจิ้นวางแผนอพยพประชาชนราว 400,000 คน เพื่อเตรียมรับการมาเยือนของไต้ฝุ่นลูกนี้แล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ฮ่องกงเตือนว่า สภาพอากาศจะแย่ลงอย่างรวดเร็วในวันอังคาร ขณะที่หน่วยงานศึกษาธิการกำลังพิจารณาเรื่องการหยุดการเรียนการสอน

สายการบินคาเธย์ แปซิฟิก ของฮ่องกงระบุว่า พวกเขาจะยกเลิกเที่ยวบินขาออกจำนวน 500 เที่ยวบิน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันอังคารเป็นต้นไป ส่วนสายการบินฮ่องกงระบุว่า จะระงับเที่ยวบินขาออกทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU เผย สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

EU เผย สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

22 ก.ย. 2568 23:51 น.

EU เผย สนามบินยุโรปกำลังถูกอาชญากรโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่

หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของสหภาพยุโรปเผย เหตุขัดข้องที่สนามบินต่างๆ ในยุโรปช่วงหลายวันที่ผ่านมา เป็นผลจากการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไข

เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 สำนักงานความมั่นคงไซเบอร์แห่งสหภาพยุโรป (ENISA) เปิดเผยว่า อาชญากรรมกำลังใช้มัลแวร์เรียกค่าไถ่สร้างความปั่นป่วนให้กับสนามบินทั่วโลก โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซอฟต์แวร์ระบบเช็คอินอัตโนมัติกับระบบการขึ้นเครื่องของสนามบินที่การจราจรพลุกพล่านที่สุดหลายแห่งในยุโรปก็ถูกเล่นงาน

ENISA ระบุว่า พวกเขาระบุชนิดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ได้แล้ว และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวน

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้ แต่กลุ่มอาชญากรรมมักใช้แรนซัมแวร์เพื่อสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบของเป้าหมาย และเรียกค่าไถ่เป็นเงินดิจิตอลอย่างบิตคอยน์แลกกับการกู้คืนความเสียหายที่เกิดขึ้น และในครั้งนี้พวกเขาก็มุ่งเป้าโจมตีซอฟต์แวร์ระบบเช็คอินที่เรียกว่า Muse ของบริษัท คอลลินส์ แอโรสเปซ

สำนักข่าว บีบีซี เผยว่าพวกเขาได้เห็นบันทึกภายในที่ส่งถึงพนักงานของสนามบินฮีทโธรว์ ซึ่งระบุว่า คอมพิวเตอร์กว่าหนึ่งพันเครื่องอาจถูก “ทำให้เสียหาย” และการกู้คืนระบบส่วนใหญ่ต้องดำเนินการด้วยตนเอง ไม่สามารถทำจากระยะไกลได้

เจ้าหน้าที่สนามบินฮีทโธรว์ยังเรียกร้องให้สายการบินต่าง ๆ ใช้ระบบสำรองแบบแมนนวลต่อไปเพื่อขึ้นเครื่องและเช็คอินผู้โดยสารในระหว่างที่กำลังดำเนินการแก้ไข โดยฮีทโธรว์ยืนยันว่า เที่ยวบินส่วนใหญ่ยังคงให้บริการตามปกติ และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนเดินทางมายังสนามบิน

ด้านบริษัท คอลลินส์ แอโรสเปซ ซึ่งให้บริการระบบสำหรับสายการบินมากมายที่สนามบินหลายแห่งทั่วโลก ระบุในวันจันทร์ว่า พวกเขาอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่จำเป็นแล้ว แต่พวกเขายังไม่อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น หรือต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดในการแก้ปัญหา

บันทึกภายในของฮีทโธรว์ระบุด้วยว่า ในตอนแรกบริษัท คอลลินส์ สร้างระบบขึ้นมาใหม่และเปิดใช้งานอีกครั้ง แต่กลับพบว่าแฮกเกอร์ยังคงอยู่ในระบบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลถล่มกาซาดับอีก 61 ศพ

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลถล่มกาซาดับอีก 61 ศพ

22 ก.ย. 2568 22:22 น.

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลถล่มกาซาดับอีก 61 ศพ

ฝรั่งเศสเตรียมประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ ก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ขณะที่ผู้นำอิสราเอลต่อต้านอย่างหนัก และประกาศจะตอบโต้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่เตรียมให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ ระหว่างที่ผู้นำทั่วโลกไปรวมตัวกันที่นครนิวยอร์กในวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 นี้ เพื่อร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ในวันอังคาร ตามรอยสหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, แคนาดา กับ โปรตุเกส ที่ประกาศรับรองไปก่อนหน้านี้

เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ปรึกษาของนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ประเทศของเขารวมถึง เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, อันดอร์รา, ซานมาริโน และมอลตา จะประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในวันนี้ ขณะที่นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ระบุว่า กำลังพิจารณา

ส่วนประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่า “การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในวันนี้เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้กับสถานการณ์ที่ต้องยุติลง” สื่อถึงสงครามในฉนวนกาซาที่ดำเนินมาเกือบครบ 2 ปีแล้ว โดยนายมาครงคาดหวังว่า หลังจากนี้จะเกิดการหยุดยิง, ตัวประกันทุกคนได้รับการปล่อยตัว และฟื้นฟูการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกมาคัดค้านการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างชัดเจน โดยระบุว่า การทำเช่นนี้คือการ “ให้รางวัลก้อนใหญ่” แก่กลุ่มฮามาส พร้อมประกาศกร้าวว่า “การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์จะไม่มีวันเกิดขึ้น”

นายกฯ อิสราเอลบอกอีกว่า เขาจะตอบโต้สิ่งที่เขาเรียกว่า “ความพยายามล่าสุดที่จะก่อตั้งรัฐก่อการร้าย” ในอิสราเอล หลังการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันจันทร์นี้

นายเนทันยาฮูไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะตอบโต้อย่างไร แต่นาง อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักร บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า เธอได้เตือนอิสราเอลไม่ให้ผนวกดินแดนบางส่วนของเวสต์แบงก์เพื่อตอบโต้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์

ขณะเดียวกันที่ฉนวนกาซา กระทรวงสาธารณสุขของกลุ่มฮามาสออกมาเปิดเผยว่า การโจมตีระลอกล่าสุดของอิสราเอลในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สังหารชาวปาเลสไตน์เพิ่มอีก 61 ศพแล้ว ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมนับตั้งแต่สงครามในกาซาเริ่มขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 อยู่ที่ 65,344 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮ่องกงปิดสนามบิน 36 ชั่วโมง รับมือไต้ฝุ่นรากาซา คาดยกเลิกกว่า 500 เที่ยวบิน

ฮ่องกงปิดสนามบิน 36 ชั่วโมง รับมือไต้ฝุ่นรากาซา คาดยกเลิกกว่า 500 เที่ยวบิน

22 ก.ย. 2568 15:17 น.

ฮ่องกงปิดสนามบิน 36 ชั่วโมง รับมือไต้ฝุ่นรากาซา คาดยกเลิกกว่า 500 เที่ยวบิน

สนามบินนานาชาติฮ่องกงประกาศปิดทำการ 36 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 20.00 น. วันอังคารที่ 23 ก.ย. เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับหนึ่งในซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี 

ฮ่องกงเตรียมเผชิญหน้ากับหนึ่งใน ซูเปอร์ไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยสั่งปิดทำการสนามบินนานาชาติฮ่องกง 36 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 20.00 น. วันอังคารที่ 23 ก.ย. จนถึงเวลา 08.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่

ด้านสายการบินแควนตัส เปิดเผยในแถลงการณ์ว่า สนามบินฮ่องกงจะปิดทำการชั่วคราวตามมาตรการรับมือไต้ฝุ่น พร้อมให้คำมั่นว่าจะติดต่อผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่สายการบินฮ่องกงระบุเพียงว่า กำลังจับตาสถานการณ์ใกล้ชิดและเริ่มมาตรการรับมือแล้ว แต่ยังไม่มีประกาศปิดสนามบินอย่างเป็นทางการ

ขณะที่สายการบินคาเธย์ แปซิฟิค ยืนยันว่าจะต้องยกเลิกเที่ยวบินผู้โดยสารมากกว่า 500 เที่ยวบิน โดยระบุว่า ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันอังคาร เที่ยวบินขาเข้าและขาออกจากสนามบินฮ่องกงทั้งหมดจะหยุดให้บริการ และจะกลับมาเปิดทำการในช่วงกลางวันของวันพฤหัสบดี 

ด้านหอสังเกตการณ์ฮ่องกง ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์อากาศ ระบุว่าจะออกสัญญาณเตือนไต้ฝุ่นระดับต่ำสุดตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันจันทร์ และจะปรับเป็นสัญญาณเตือนระดับ 8 ซึ่งเป็นระดับเตือนสูงสุดอันดับสอง ในคืนวันจันทร์ระหว่างเวลา 20.00–22.00 น.

สภาพอากาศคาดว่าจะเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันอังคาร โดยในวันพุธจะมี ลมแรงถึงระดับพายุโซนร้อนและพายุไต้ฝุ่น ถล่มเมือง ขณะที่นอกชายฝั่งและพื้นที่สูงอาจเจอแรงลมถึงระดับเฮอริเคน

ทั่วเมืองฮ่องกง ประชาชนเริ่มกักตุนสิ่งจำเป็นตั้งแต่เช้าวันจันทร์ มีรายงานคิวยาวในซูเปอร์มาร์เก็ต สินค้าบางอย่างเช่นนมหมดเกลี้ยง ขณะที่ราคาผักในตลาดสดพุ่งสูงกว่าปกติกว่าสามเท่า

ไม่เพียงแต่ฮ่องกงที่ได้รับผลกระทบ ล่าสุดฟิลิปปินส์ ก็สั่งปิดสถานศึกษาและหยุดงานราชการทั่วกรุงมะนิลาและหลายจังหวัดในวันจันทร์เช่นกัน เนื่องจากไต้ฝุ่นรากาซาเคลื่อนเข้าใกล้เกาะลูซอนตอนเหนือ พร้อมลมแรงและฝนตกหนัก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้ฝุ่นรากาซา

กลาโหมอินโดนีเซียลงโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ ชี้แจงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของทหาร

กลาโหมอินโดนีเซียลงโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ ชี้แจงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของทหาร

22 ก.ย. 2568 15:01 น.

กลาโหมอินโดนีเซียลงโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ ชี้แจงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของทหาร

กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียซื้อพื้นที่โฆษณาเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ เพื่อชี้แจงและปกป้องบทบาทที่ขยายตัวของกองทัพในภารกิจที่ไม่ใช่การป้องกันประเทศ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงอำนาจของกองทัพที่เพิ่มขึ้นภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต

นับตั้งแต่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ได้แต่งตั้งบุคลากรทางทหารเข้ารับตำแหน่งในหน่วยงานรัฐบาลมากขึ้น รวมถึงมอบหมายภารกิจในโครงการสำคัญของรัฐบาลให้กับกองทัพ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักศึกษาและนักเคลื่อนไหวว่า อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก อาจกลับสู่ยุค “ระเบียบใหม่” ที่ปกครองโดยเผด็จการทหารในสมัยอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต

โฆษณาชิ้นดังกล่าวซึ่งลงในหนังสือพิมพ์คอมปาส (Kompas) มีพาดหัวว่า “ไม่ใช่แค่ทหารอีกต่อไป: การป้องกันของประชาชนในแบบอินโดนีเซีย” ระบุว่า นโยบายของกระทรวงกลาโหมได้ขยายและเปลี่ยนแปลงไปสู่ “การป้องกันของประชาชนที่อยู่บนพื้นฐานของความเจริญรุ่งเรืองและความร่วมมือข้ามภาคส่วน”

ปราโบโวได้มอบหมายภารกิจหลากหลายให้กับกองทัพ ตั้งแต่การดำเนินโครงการอาหารกลางวันฟรี การผลิตยา โครงการเกษตรกรรม ไปจนถึงการเข้ายึดพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน

โฆษณาชิ้นนี้ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลส่งเสริมให้ประเทศมีความมั่นคงผ่านการมีส่วนร่วมของกระทรวงกลาโหม โดยได้ยกตัวอย่างโครงการหลัก 10 โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการอาหารกลางวันฟรี การจัดตั้งกองพันทหารบกใหม่ 100 แห่งในภาคส่วนสาธารณสุขและเกษตรกรรม รวมถึงการจัดตั้งห้องแล็บทหารเพื่อผลิตยา

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมยังระบุว่า ได้ฝึกอบรมและให้ความรู้แก่บัณฑิตจบใหม่หลายพันคนด้วย “แนวทางทางทหาร” และหลักโภชนาการสาธารณะในครัวทั่วประเทศ ซึ่งบัณฑิตเหล่านี้ได้เป็นหัวหน้าครัวหรือนักโภชนาการ

กระทรวงยังเปิดเผยว่าคาดว่าจะจัดตั้งกองพันทหารบกเพิ่มเป็น 500 แห่งภายใน 5 ปี และมีเป้าหมายที่จะ “ปกป้องโครงการทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาล”

ด้าน เมด สุปริอัตมา นักวิจัยรับเชิญจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ มองว่านโยบายเหล่านี้คือ “การสร้างความมั่นคง” ให้กับภาคพลเรือน

เขากล่าวกับสำนักข่าว รอยเตอร์ว่า “พวกเขาแค่พยายามขายเรื่องนี้ให้ประชาชน (ผ่านโฆษณา) แต่ไม่ว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่นั้นไม่เกี่ยว เพราะพวกเขาก็ทำไปแล้วอยู่ดี” 

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุผลที่ลงโฆษณาชิ้นนี้.

ที่มา Reuters

ฟิลิปปินส์อพยพนับพัน รับมือซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา”

ฟิลิปปินส์อพยพนับพัน รับมือซูเปอร์ไต้ฝุ่น "รากาซา"

22 ก.ย. 2568 11:46 น.

ฟิลิปปินส์อพยพนับพัน รับมือซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา”

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ซึ่งมีความเร็วลมถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งหมู่เกาะขนาดเล็กทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ในวันนี้ ก่อนจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตกสู่พื้นที่ตอนใต้ของจีน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ระบุว่า พายุดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิด “คลื่นพายุซัดฝั่งที่อันตรายถึงชีวิต” ด้วยความสูงคลื่นที่อาจเกิน 3 เมตร

ทางการได้สั่งปิดโรงเรียนและหน่วยงานราชการในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศ พร้อมทั้งเตือนถึงภัยน้ำท่วม ดินถล่ม และความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน

พื้นที่ที่พายุคาดว่าจะขึ้นฝั่งคือหมู่เกาะบาตาเนส (Batanes) และบาบูยัน (Babuyan) ซึ่งเป็นถิ่นฐานของประชากรราว 20,000 คน ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน

หมู่เกาะดังกล่าวอยู่ห่างจากไต้หวันราว 740 กิโลเมตร  แม้คาดว่าพายุรากาซาจะไม่พัดเข้าไต้หวันโดยตรง แต่จะทำให้เกิดฝนตกหนักตามแนวชายฝั่งตะวันออกของเกาะ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเกือบ 300 คนในเมืองฮัวเหลียนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่เส้นทางธรรมชาติและป่าไม้ในพื้นที่ตอนใต้และตะวันออกของไต้หวันถูกปิดตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ และบริการเรือข้ามฟากบางส่วนได้ถูกระงับ

ทางการในมณฑลกวางตุ้งของจีนได้ประกาศเตือนให้ประชาชนเตรียมรับมือกับ “ภัยพิบัติขนาดใหญ่” ที่อาจสร้างความเสียหายอย่าง “หายนะ” โดยคาดว่าจะมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงตั้งแต่ช่วงวันอังคาร หรือสองวันก่อนที่พายุจะขึ้นฝั่ง

คาดการณ์ว่าพายุจะพัดถล่มฮ่องกง ขณะที่พัดเข้าหาชายฝั่งทางตอนใต้ของจีน ทางการฮ่องกงได้ขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับพายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดลูกหนึ่งในรอบหลายปี และกำลังพิจารณาปิดสนามบินเป็นเวลา 36 ชั่วโมง

พายุรากาซา หรือที่รู้จักกันในฟิลิปปินส์ในชื่อ “นันโด” (Nando) ได้เคลื่อนตัวเข้ามาในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะน้ำท่วมจากพายุฝนมรสุมที่รุนแรงผิดปกติมานานหลายสัปดาห์ ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประชาชนหลายหมื่นคนได้ออกมาประท้วงทั่วประเทศเพื่อต่อต้านการทุจริตในภาครัฐ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ.

ที่มา BBC  Reuters

ม็อบฟิลิปปินส์ ต้านโกงโครงการระบายน้ำ จะซ้ำรอยเนปาลล้มรัฐบาลหรือไม่

ม็อบฟิลิปปินส์ ต้านโกงโครงการระบายน้ำ จะซ้ำรอยเนปาลล้มรัฐบาลหรือไม่

22 ก.ย. 2568 11:29 น.

ม็อบฟิลิปปินส์ ต้านโกงโครงการระบายน้ำ จะซ้ำรอยเนปาลล้มรัฐบาลหรือไม่

การเมืองฟิลิปปินส์ระอุ ม็อบ-ตร.ปะทะเดือดจี้รัฐสอบอภิมหาโกงงบโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่าแสนล้าน นักวิเคราะห์ชี้หากรัฐบาลมาร์กอส จูเนียร์ ไม่จัดการเด็ดขาด อาจลุกลามซ้ำรอยม็อบเนปาลโค่นล้มรัฐบาล

วันที่ 21 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุชุลมุนกลางกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ หลังประชาชนหลายหมื่นคนหลั่งไหลเข้าร่วมการชุมนุมกดดันรัฐบาลของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือ “บองบอง” ภายหลังมีการเปิดโปงกรณีทุจริตครั้งใหญ่ เกี่ยวกับโครงการป้องกันน้ำท่วม ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติและเจ้าหน้าที่รัฐถูกกล่าวหาว่า “ฮั้วกินหัวคิว” และรับสินบนจากงบประมาณมหาศาล

โดยในตอนแรกการชุมนุมส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่ในพื้นที่หน้าทำเนียบประธานาธิบดีมาลากันยัง เกิดเหตุปะทะรุนแรง เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 100 คนเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้ก้อนหินและท่อนไม้ปะทะกัน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บอย่างน้อย 70 นาย ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลาย และจับกุมผู้ก่อเหตุไปหลายสิบราย ซึ่งตำรวจยังตรวจสอบว่าเป็นผู้ก่อจลาจลโดยตรง หรือเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมที่อยู่ใกล้พื้นที่

รายงานข่าวระบุว่า ตัวเลขผู้เข้าร่วมการชุมนุมในกรุงมะนิลามีมากกว่า 33,000 คน ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยข้อกล่าวหาทุจริตครอบคลุมโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและเขื่อนระบายน้ำ ที่ใช้งบประมาณหลายพันล้านเปโซ แต่กลับถูกแฉว่ามีการเบิกจ่ายเกินจริง และบางโครงการแทบไม่เกิดขึ้นจริง

ทางด้านนักวิเคราะห์ทางการเมืองฟิลิปปินส์เตือนว่า หากรัฐบาลยังนิ่งเฉยหรือพยายามปกป้องผู้มีอำนาจที่ถูกพาดพิง การประท้วงอาจลุกลามเป็นชนวนการโค่นล้มรัฐบาล คล้ายกับกรณีเนปาลล่าสุดที่การเปิดโปงคอร์รัปชันระดับสูงทำให้ประชาชนไม่ทน จนเกิดแรงกดดันมหาศาลจนรัฐบาลต้องพังครืนลงมา

ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นรายงานว่ากระแสในโซเชียลมีเดียของฟิลิปปินส์กำลังเดือด ผู้คนเปรียบเทียบคดีโกงโครงการน้ำท่วมกับ หายนะการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน และตั้งคำถามตรงๆ ว่า รัฐบาลมาร์กอส จูเนียร์จะเอาตัวรอดจากวิกฤตครั้งนี้ได้หรือไม่.