สหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต้ครั้งที่ 6 ในยูเอ็น ปัดตกมติหยุดยิงกาซา

สหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต้ครั้งที่ 6 ในยูเอ็น ปัดตกมติหยุดยิงกาซา

19 ก.ย. 2568 13:10 น.

สหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต้ครั้งที่ 6 ในยูเอ็น ปัดตกมติหยุดยิงกาซา

สหรัฐอเมริกา ใช้สิทธิวีโต้เป็นครั้งที่ 6 ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อยับยั้งร่างมติที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิงถาวรและไร้เงื่อนไขในฉนวนกาซา

สหรัฐอเมริกาใช้สิทธิวีโต้ ร่างข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เมื่อวันพฤหัสบดี (18 ก.ต.)  ซึ่งเรียกร้องให้มีการหยุดยิงถาวรโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไขในฉนวนกาซา พร้อมทั้งให้ยกเลิกข้อจำกัดด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งหมดที่อิสราเอลกำหนดต่อพื้นที่ ข้อมติดังกล่าวเสนอโดย 10 ประเทศสมาชิกที่ไม่ใช่สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง และได้รับการสนับสนุนจาก 14 ชาติสมาชิก มีเพียงสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของอิสราเอล ที่ยกมือคัดค้าน ส่งผลให้มติดังกล่าวตกไป

นี่เป็นครั้งที่ 6 ที่สหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต้ในช่วงเกือบ 2 ปี ของสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส โดยร่างข้อมติยังได้เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวตัวประกันทั้งหมดที่ถูกควบคุมโดยฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นอย่างทันทีและอย่างมีศักดิ์ศรี

ก่อนการลงมติ คริสตินา มาร์คุส ลาสเซน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำยูเอ็น กล่าวต่อที่ประชุมว่า “ความอดอยากในกาซาถูกยืนยันแล้ว ไม่ใช่การคาดการณ์ ไม่ใช่การประกาศ แต่เป็นข้อเท็จจริง” พร้อมชี้ว่าอิสราเอลได้ขยายปฏิบัติการทางทหารในเมืองกาซาซิตี้ ทำให้พลเรือนต้องทนทุกข์สาหัสยิ่งขึ้น รายงานของหน่วยงานเฝ้าระวังความหิวโหยโลกก่อนหน้านี้ยืนยันว่า เมืองกาซาซิตี้และพื้นที่โดยรอบกำลังประสบภาวะทุพภิกขภัย และมีแนวโน้มจะลุกลามต่อไป

สหรัฐฯ ยังคงปกป้องอิสราเอลในเวทียูเอ็นอย่างต่อเนื่อง แม้สัปดาห์ก่อนเพิ่งสนับสนุนถ้อยแถลงของคณะมนตรีฯ ที่ประณามการโจมตีในกาตาร์ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักที่สหรัฐฯ ไม่ยืนข้างอิสราเอลเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิยับยั้งล่าสุดสะท้อนว่าสหรัฐฯ กลับมามอบเกราะคุ้มกันทางการทูตให้อิสราเอลอีกครั้ง

มอร์แกน ออร์ตากัส นักการทูตสหรัฐฯ กล่าวต่อที่ประชุมว่า “ฮามาสเป็นผู้เริ่มและทำให้สงครามนี้ยืดเยื้อต่อไป อิสราเอลได้ยอมรับข้อเสนอเพื่อยุติสงครามแล้ว แต่ฮามาสยังปฏิเสธ หากฮามาสปล่อยตัวประกันและวางอาวุธ สงครามก็จะจบลงได้ทันที”

ด้านแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำยูเอ็น ยอมรับว่าอิสราเอลไม่พอใจถ้อยแถลงกรณีกาตาร์ แต่ย้ำว่าระดับความร่วมมือกับสหรัฐฯ “ยังคงแน่นแฟ้น” พร้อมเปิดเผยว่านายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู จะเดินทางไปพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงวอชิงตัน ในวันที่ 29 กันยายน หลังเสร็จสิ้นการประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็น

สงครามกาซาปะทุขึ้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 จากการโจมตีของฮามาสในอิสราเอล คร่าชีวิตพลเรือนราว 1,200 คน และจับตัวประกัน 251 คน ตามข้อมูลอิสราเอล ขณะที่ตัวเลขจากหน่วยงานสาธารณสุขกาซาระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 64,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน.

ที่มา Reuters

วัวลายม้าลาย-กิ้งก่ากินพิซซ่า งานวิจัยสุดพิสดารคว้ารางวัลอิกโนเบล 2025

วัวลายม้าลาย-กิ้งก่ากินพิซซ่า งานวิจัยสุดพิสดารคว้ารางวัลอิกโนเบล 2025

19 ก.ย. 2568 12:30 น.

วัวลายม้าลาย-กิ้งก่ากินพิซซ่า งานวิจัยสุดพิสดารคว้ารางวัลอิกโนเบล 2025

รางวัล “อิกโนเบล” ครั้งที่ 35 ซึ่งเป็นรางวัลด้านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่แปลกประหลาด ปีนี้ได้มอบรางวัลให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่พบว่าการทาสีวัวให้เป็นลายเหมือนม้าลายช่วยลดการถูกแมลงกัดได้เกือบ 50%  และนักโภชนาการที่ศึกษาว่ากิ้งก่าบางชนิดเลือกกินพิซซ่าแบบใด

หากเราเคยสงสัยว่าการทาสีวัวให้เป็นลายทางเหมือนม้าลายจะช่วยลดการถูกแมลงกัดได้หรือไม่ หรือจิ้งจกสายพันธุ์ไหนที่ชอบพิซซ่าหน้าอะไรมากที่สุด? เราอาจไม่ได้เป็นคนเดียวที่สงสัยในเรื่องนี้ เพราะมีนักวิทยาศาสตร์ที่ทุ่มเทศึกษาเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง และผลงานที่ “ชวนให้หัวเราะแล้วคิดตาม” นี้ก็ได้รับการยกย่องในงานประกาศรางวัลอิกโนเบล (Ig Nobel Prize) ประจำปี 2025 ที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา

พิธีมอบรางวัลอิกโนเบล ครั้งที่ 35 จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยบอสตัน โดยมีธีมประจำปีคือ “การย่อยอาหาร” บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนาน พิธีดังกล่าวซึ่งมีการถ่ายทอดสดออนไลน์ ยังคงรักษาธรรมเนียมการโยนเครื่องบินกระดาษโดยผู้ร่วมงาน และมีการแสดงโอเปร่าขนาดสั้นชื่อ The Plight of the Gastroenterologist เกี่ยวกับชีวิตของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร โดยผู้มอบรางวัลคือผู้ได้รับรางวัลโนเบลตัวจริง

สำหรับผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีความหลากหลายและน่าสนใจไม่แพ้ปีที่ผ่านมา ได้แก่:

  • สาขาชีววิทยา: มอบให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาว่าการทาสีวัวเป็นลายม้าลายช่วยลดจำนวนแมลงวันได้เกือบ 50% และทีมที่พบว่าจิ้งจกสายรุ้งในประเทศโตโกชื่นชอบพิซซ่าหน้าชีส 4 ชนิด
  • สาขาวรรณกรรม: มอบให้กับ วิลเลียม บี. บีน (ได้รับรางวัลหลังเสียชีวิต) ผู้ที่บันทึกและวิเคราะห์การเจริญเติบโตของเล็บมือตัวเองเป็นเวลา 35 ปี
  • สาขากุมารเวชศาสตร์: มอบให้กับ จูลี่ เมนเนลลา และ แกรี่ โบแชมป์ ที่ศึกษาประสบการณ์ของทารกที่ดื่มนมจากแม่ที่เพิ่งกินกระเทียม
  • สาขาจิตวิทยา: มอบให้ทีมที่วิจัยผลกระทบจากการบอกคนหลงตัวเองว่าพวกเขาเป็นคนฉลาด
  • สาขาเคมี: มอบให้ทีมที่ทดลองกินสารเทฟลอนเพื่อดูว่ามันจะช่วยเพิ่มปริมาณอาหารและความอิ่มโดยไม่เพิ่มแคลอรี่ได้หรือไม่
  • สาขาการบิน: มอบให้ทีมที่ศึกษาผลกระทบของการดื่มแอลกอฮอล์ต่อความสามารถในการบินและการหาตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อนของค้างคาว
  • สาขาสันติภาพ มอบให้กับทีมที่ศึกษาพบว่าการดื่มแอลกอฮอล์ (วอดก้าผสมมะนาว) จนเมา มีส่วนทำให้กลุ่มตัวอย่างกล้าที่จะพูดภาษาต่างประเทศมากขึ้นจริง 

คาร์ลี่ ยอร์ก ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา และนักเขียนหนังสือที่เน้นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่ดู “ไร้สาระ” แต่มีคุณค่า กล่าวว่ารางวัลอิกโนเบล สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้ว่าบางหัวข้อจะฟังดูตลก แต่ล้วนเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต เช่นเดียวกับเทคโนโลยีการจัดลำดับ DNA ที่พัฒนามาจากงานวิจัยเกี่ยวกับวิธีที่แบคทีเรียอยู่รอดในสภาพอากาศที่ร้อนจัด.

ที่มา CNN

“คิม จอง-อึน” ร่วมทดสอบโดรนโจมตี สั่งเร่งพัฒนา AI ยกระดับกองทัพเกาหลีเหนือ

"คิม จอง-อึน" ร่วมทดสอบโดรนโจมตี สั่งเร่งพัฒนา AI ยกระดับกองทัพเกาหลีเหนือ

19 ก.ย. 2568 11:30 น.

“คิม จอง-อึน” ร่วมทดสอบโดรนโจมตี สั่งเร่งพัฒนา AI ยกระดับกองทัพเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) สื่อทางการของเกาหลีเหนือ เผยแพร่ภาพ นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ในระหว่างการร่วมสังเกตการทดสอบโดรนและขีปนาวุธ โดยมีรายงานว่านายคิมได้สั่งการให้เพิ่มการผลิตโดรน และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อนำมาใช้กับโดรนด้วย

ในภาพที่เผยแพร่ นายคิมยืนอยู่หน้าโดรนขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโดรนรุ่น “Reaper” ของสหรัฐฯ และยังมีภาพที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานของโดรนที่บินอยู่กลางอากาศ รวมถึงภาพขีปนาวุธที่กำลังโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ ซึ่งผู้นำเกาหลีเหนือแสดงความ “พึงพอใจอย่างยิ่ง” ต่อผลการทดสอบนี้

สื่อเกาหลีเหนือระบุว่า โดรนกำลังกลายเป็น “สินทรัพย์ทางทหารที่สำคัญ” และการพัฒนาโดรนถือเป็น “ภารกิจสำคัญอันดับแรกในการพัฒนากองทัพให้ทันสมัย” โดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการรวมชาติเกาหลีในเกาหลีใต้มองว่า นายคิมถือว่าเทคโนโลยีโดรนเป็นหัวใจสำคัญในการก้าวสู่การเป็น “มหาอำนาจ”

นอกจากนี้ คิม จอง-อึน ยังสั่งให้เร่ง “พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่งนำมาใช้” รวมถึง “ขยายและเสริมสร้าง” ขีดความสามารถในการผลิตโดรน โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการผลักดัน AI นี้ได้รับแรงหนุนจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรัสเซีย และบทเรียนจากสงครามในยูเครน ซึ่ง AI จะช่วยให้โดรนสามารถปฏิบัติการได้แม้ในสภาวะที่มีการรบกวนสัญญาณ GPS หรือการสื่อสาร

นักวิเคราะห์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ความสามารถด้านโดรนใหม่ของเกาหลีเหนือนี้อาจเชื่อมโยงกับพันธมิตรที่กำลังเติบโตกับรัสเซีย โดยเกาหลีใต้และหน่วยข่าวกรองตะวันตกประเมินว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารกว่า 10,000 นาย และอาวุธจำนวนมากไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน ซึ่งนอกจากจะได้รับผลตอบแทนเป็นเทคโนโลยีแล้ว ทหารเหล่านั้นยังได้สั่งสมประสบการณ์จากสงครามสมัยใหม่ รวมถึงวิธีการใช้โดรนในสนามรบอีกด้วย.

ที่มา AFP

คณะผู้แทนอาเซียนยกเลิกเยือนเมียนมากะทันหันในวันนี้ หลังมิน อ่องหล่าย แจ้งว่า “ไม่สะดวกให้เข้าพบ”

คณะผู้แทนอาเซียนยกเลิกเยือนเมียนมากะทันหันในวันนี้ หลังมิน อ่องหล่าย แจ้งว่าง "ไม่สะดวกให้เข้าพบ"

19 ก.ย. 2568 10:37 น.

คณะผู้แทนอาเซียนยกเลิกเยือนเมียนมากะทันหันในวันนี้ หลังมิน อ่องหล่าย แจ้งว่าง “ไม่สะดวกให้เข้าพบ”

คณะรมต.จากมาเลเซีย อินโดฯ ไทย และฟิลิปปินส์ เตรียมบินเข้าย่างกุ้งวันนี้ เพื่อหารือรัฐบาลทหารเรื่องแผนเลือกตั้งเดือนธ.ค. แต่สุดท้ายต้องยกเลิก หลัง “มิน อ่อง หล่าย” แจ้งว่าไม่สะดวกให้เข้าพบ

วันที่ 19 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรีต่างประเทศจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ เตรียมบินเข้าย่างกุ้ง 19 ก.ย.นี้ เพื่อหารือกับรัฐบาลทหารเรื่องแผนเลือกตั้งเดือนธันวาคม แต่สุดท้ายต้องยกเลิก หลัง “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำกองทัพเมียนมา แจ้งไม่สะดวกเข้าพบ

ก่อนหน้านี้ อาเซียนมีมติร่วมกันเมื่อเดือนกรกฎาคม ให้ส่งคณะผู้แทนไปตรวจสอบและหารือถึงความครอบคลุม  ของการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารประกาศจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. ถึง ม.ค. 2569 โดยมีนายโมฮามัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนหมุนเวียน เป็นหัวหน้าคณะ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การเยือนครั้งนี้เกือบถูกยกเลิกตั้งแต่ต้น เพราะมิน อ่อง หล่าย  แสดงท่าทีไม่เต็มใจรับคณะผู้แทน เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากจีนและอินเดีย ที่ประกาศหนุนเลือกตั้งของรัฐบาลทหารโดยไม่ตั้งคำถาม

นักวิเคราะห์มองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าอาเซียนยังไร้พลังต่อรองกับเมียนมา แม้หลังรัฐประหารปี 2564 กลุ่มจะผลักดันแผนสันติภาพ 5 ข้อ แต่ก็ถูกรัฐบาลทหารเพิกเฉย ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามและสู้รบในเมียนมาทะลุแล้วกว่า 7,200 ศพ.

ทรัมป์จี้ถอนใบอนุญาตสถานีทีวี หลังกรณีพักงานพิธีกรดัง “จิมมี คิมเมล”

ทรัมป์จี้ถอนใบอนุญาตสถานีทีวี หลังกรณีพักงานพิธีกรดัง "จิมมี คิมเมล"

19 ก.ย. 2568 10:33 น.

ทรัมป์จี้ถอนใบอนุญาตสถานีทีวี หลังกรณีพักงานพิธีกรดัง “จิมมี คิมเมล”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ชี้สถานีโทรทัศน์บางช่องอาจควรถูกเพิกถอนใบอนุญาต และแสดงท่าทีสนับสนุนคณะกรรมการกำกับกิจการสื่อสารสหรัฐฯ (FCC) ในการดำเนินการกับเครือข่ายโทรทัศน์ หลังเครือข่ายสถานีโทรทัศน์เอบีซี ประกาศพักงานพิธีกรดัง จิมมี คิมเมล ไม่มีกำหนด เหตุจากการวิจารณ์กรณีลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยม

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อคิมเมลพูดพาดพิงว่าผู้ต้องหาคดีดังกล่าวเป็น “พวก MAGA” ขณะที่เจ้าหน้าที่ในรัฐยูทาห์ยืนยันว่าผู้ก่อเหตุได้รับอิทธิพลจาก “แนวคิดฝ่ายซ้าย” ทำให้ FCC ขู่ดำเนินการต่อสถานี และเอบีซี ตัดสินใจถอดรายการ Jimmy Kimmel Live! ออกจากผังทันที ขณะที่บริษัทเน็กซ์สตาร์ หนึ่งในเจ้าของสถานีทีวีรายใหญ่ก็ประกาศงดออกอากาศรายการนี้เช่นกัน

ทรัมป์ได้พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ขณะเดินทางกลับจากการเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการว่า “เครือข่ายเหล่านี้ 97% รายงานต่อต้านผม แต่พวกเขายังได้ใบอนุญาตออกอากาศอยู่ ผมคิดว่าบางทีใบอนุญาตของพวกเขาควรถูกเพิกถอน”

“ผมเคยอ่านเจอที่ไหนสักแห่งว่าสื่อต่างๆ ต่อต้านผมถึง 97% และก็ยังมีความเห็นเชิงลบอีก 97% แต่ผมกลับชนะอย่างง่ายดาย ทั้ง 7 รัฐสำคัญ (ในการเลือกตั้งปีที่แล้ว) พวกเขาทำให้ผมมีแต่ข่าวร้าย ผมหมายถึงพวกเขากำลังได้รับใบอนุญาต ผมคิดว่าใบอนุญาตของพวกเขาน่าจะถูกเพิกถอน”

ด้านเบรนแดน คาร์ ประธาน FCC ระบุว่านี่ “ไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย” พร้อมย้ำจะบังคับใช้กฎอย่างเข้มงวดต่อผู้ประกอบการโทรทัศน์ ขณะที่ซินแคลร์ กลุ่มสถานีท้องถิ่นที่สังกัดเอบีซี เตรียมจัดรายการพิเศษรำลึกถึงเคิร์กแทนการออกอากาศรายการของคิมเมล

กรณีดังกล่าวจุดกระแสถกเถียงในวงกว้าง ฝ่ายเดโมแครต อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา นักแสดง และสมาพันธ์แรงงานฮอลลีวูด ต่างวิจารณ์ว่าการพักงานคิมเมลคือการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกและเป็นการเมืองที่อันตราย โอบามาระบุว่า “นี่คือการนำการคุกคามด้านกฎระเบียบมาใช้ปิดปากสื่อ”

ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่เห็นต่างชี้ว่า คิมเมลควรถูกลงโทษเพราะคำพูด “บิดเบือนและไม่เหมาะสม” โดยนักจัดรายการของฟ็อกซ์ นิวส์ และพิธีกรอังกฤษ เพียร์ส มอร์แกน วิจารณ์ว่าคิมเมลกล่าวหาเท็จและสมควรถูกต่อต้าน

คดีการสังหารชาร์ลี เคิร์ก เกิดขึ้นเมื่อ 10 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลลีย์ โดยเขาถูกลอบยิงเสียชีวิตระหว่างการบรรยาย ภรรยาของเขา เอริกา เคิร์ก ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าองค์กร Turning Point USA ต่อจากสามี ขณะที่ผู้ต้องหาวัย 22 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และอัยการยืนยันจะขอโทษประหารชีวิต

กรณีนี้สะท้อนการปะทะกันระหว่างเสรีภาพสื่อกับแรงกดดันทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่ยังคงปะทุอย่างเข้มข้นในช่วงการเมืองแบ่งขั้ว.

ที่มา BBC

ออสเตรีย–อิตาลี เจาะอุโมงค์รถไฟใต้เทือกเขาแอลป์ เชื่อมยุโรปครั้งประวัติศาสตร์

ออสเตรีย–อิตาลี เจาะอุโมงค์รถไฟใต้เทือกเขาแอลป์ เชื่อมยุโรปครั้งประวัติศาสตร์

19 ก.ย. 2568 09:49 น.

ออสเตรีย–อิตาลี เจาะอุโมงค์รถไฟใต้เทือกเขาแอลป์ เชื่อมยุโรปครั้งประวัติศาสตร์

ออสเตรีย–อิตาลีร่วมกันกดปุ่มเจาะอุโมงค์รถไฟใต้เทือกเขาแอลป์เชื่อมโยงยุโรป ทันทีที่แล้วเสร็จจะกลายเป็นอุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในโลก

ยุโรปสร้างประวัติศาสตร์ เจาะอุโมงค์รถไฟลึก 1,400 เมตร ใต้เทือกเขาแอลป์ เชื่อมต่อออสเตรียกับอิตาลี โดยในพิธีเปิดมีนายกรัฐมนตรีอิตาลี จอร์เจีย เมโลนี และนายกรัฐมนตรีออสเตรีย คริสเตียน สต็อกเกอร์ เข้าร่วมกดปุ่มเดินเครื่องจักรไฮดรอลิกเจาะทะลุหินก้อนสุดท้าย  ผ่านเส้นทาง Brenner Base Tunnel ซึ่งที่นี่จะกลายเป็นอุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในโลกเมื่อสร้างเสร็จ โดยเมโลนีกล่าวว่าไม่มีโครงการใดใหญ่เกินไปสำหรับพวกเราที่กล้าจะท้าทาย

อุโมงค์รถไฟ Brenner Base Tunnel จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการคมนาคมยุโรป โดยเป็นโครงการยุทธศาสตร์ในเครือข่ายรถไฟของสหภาพยุโรป ที่วางเส้นทางจาก เฮลซิงกิ ของประเทศฟินแลนด์ ถึงปาแลร์โม ของเกาะซิซิลี

โดยเมื่อทางรถไฟสร้างเสร็จจะช่วยลดเวลาเดินทาง เวโรนา–มิวนิก เหลือ 2 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนเส้นทาง มิลาน–ปารีส เร็วขึ้นอย่างน้อย 30% เหลือเพียง 4 ชั่วโมงครึ่ง ขณะที่เมืองท่าเจนัว จะอยู่ในระยะที่สามารถเดินทางไปกลับได้ จากมิลาน เมืองศูนย์กลางการเงินและแฟชั่นของอิตาลี

นอกจากอุโมงค์นี้แล้ว อิตาลียังอนุมัติการสร้าง สะพานช่องแคบเมสซีนา ที่จะเชื่อมแผ่นดินใหญ่เข้ากับเกาะซิซิลี ซึ่งถือเป็นโครงการที่ถกเถียงมานานตั้งแต่ยุคโรมันโบราณ

โครงการนี้ยังตั้งเป้าลดการใช้รถบรรทุกกว่า 2.5 ล้านคันต่อปี บนเส้นทางผ่าน Brenner Pass ที่เป็นหนึ่งในจุดขนส่งสินค้าที่หนาแน่นที่สุดของยุโรป ซึ่งจะช่วยลดมลพิษทางอากาศ เสียงรบกวน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามเป้าหมายพลังงานสะอาดของสหภาพยุโรป.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจาะอุโมงค์ทางรถไฟ

จีนเผยตัวเลขนทท.ต่างชาติเข้าจีนแบบฟรีวีซ่า พุ่ง 52% ใน 8 เดือนแรกของปีนี้

จีนเผยตัวเลขนทท.ต่างชาติเข้าจีนแบบฟรีวีซ่า พุ่ง 52% ใน 8 เดือนแรกของปีนี้

19 ก.ย. 2568 09:42 น.

จีนเผยตัวเลขนทท.ต่างชาติเข้าจีนแบบฟรีวีซ่า พุ่ง 52% ใน 8 เดือนแรกของปีนี้

จีนเผยตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ที่ผ่านมา จีนรองรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่าจำนวนทั้งสิ้น 15.89 ล้านคน เพิ่มขึ้น 52.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

วันที่ 18 กันยายน 2568 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2025 จีนรองรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่าจำนวนทั้งสิ้น 15.89 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

โดยระบุว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนี้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองตามชายแดนได้ตรวจสอบการเดินทางเข้า-ออกของชาวต่างชาติรวม 51.27 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.8 จากปีก่อน โดยจำนวนการเดินทางเข้าประเทศจีนแบบฟรีวีซ่าคิดเป็นร้อยละ 62.1 ของจำนวนการเดินทางเข้าประเทศทั้งหมด

ทั้งนี้ ช่วงแปดดือนแรกจีนมีจำนวนการเดินทางเข้า-ออกประเทศรวมทั้งสิ้น 460 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พร้อมกันนี้จีนให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงขั้นตอนต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางข้ามพรมแดนสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติต่อไป.

รัฐมนตรีเอไอ อัลเบเนีย ขึ้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก

รัฐมนตรีเอไอ อัลเบเนีย ขึ้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก

19 ก.ย. 2568 09:26 น.

รัฐมนตรีเอไอ อัลเบเนีย ขึ้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก

รัฐมนตรีเอไอคนแรกของโลกที่อัลเบเนีย ขึ้นทำหน้าที่แถลงนโยบายรัฐบาล 4 ปีข้างหน้าเป็นครั้งแรก หลังนายกรัฐมนตรีเอดี รามา ประกาศแต่งตั้งเพราะเชื่อมั่นรัฐมนตรีเอไอจะช่วยดูแลไม่ให้เกิดการทุจริต

ดิเอลลา (Diella) รัฐมนตรีเอไอคนแรกของโลกของอัลเบเนีย ขึ้นทำหน้าที่แถลงนโยบายรัฐบาล 4 ปีข้างหน้าต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาเป็นครั้งแรก หลังนายกรัฐมนตรีเอดี รามา มีการประกาศแต่งตั้งเธอก่อนหน้านี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ส่งต่อเวทีให้ Diella ขึ้นปรากฏบนจอขนาดใหญ่สองจอ และกล่าวสุนทรพจน์ยาว 3 นาที โดยอธิบายภารกิจหลักของเธอว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของฝ่ายบริหาร

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ Diella ยังเน้นย้ำว่าเธอมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และพร้อมให้บริการประชาชน ตามหลักเกณฑ์เดียวกับรัฐมนตรีจริง เพราะรัฐธรรมนูญพูดถึงสถาบันที่ต้องอยู่เพื่อรับใช้ประชาชน ไม่ได้พูดถึงโครโมโซม หรือเลือดเนื้อ แต่มันพูดถึงหน้าที่

Diella เป็นหน่วยงานเสมือนจริง (virtual entity) ที่มีชื่อมาจากคำว่า “ดวงอาทิตย์” ในภาษาแอลเบเนีย โดยรามากล่าวว่า ความพยายามของประเทศในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จะขับเคลื่อนไปด้วยนวัตกรรมและ AI ซึ่งเขาเปรียบเป็นม้าสำคัญสองตัวในสมรภูมิของแอลเบเนีย 2030

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ (Democratic Party) ภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานาธิบดี ซาลี เบริชา (Sali Berisha) วิจารณ์อย่างหนัก มองว่าการใช้ Diella เป็นเพียงกลวิธีที่รามาและคณะรัฐมนตรีใช้เพื่อกลบปัญหาของรัฐบาล

ขณะที่บรรยากาศในการประชุมสภาเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจาก ส.ส.ฝ่ายค้านเคาะโต๊ะอย่างต่อเนื่อง จนประธานสภา นิโก เปเลชี ต้องยุติการอภิปรายกลางคันแล้วเข้าสู่การลงมติ ซึ่งผลออกมาว่า แผนงานรัฐบาลผ่านด้วยเสียงเห็นชอบ 82 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านเลือกคว่ำบาตร ไม่ลงคะแนน ไม่มีผู้ใดโหวตคัดค้านหรือไม่ออกเสียง

ทั้งนี้ Diella ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อต้นปีนี้โดยความร่วมมือกับ Microsoft เพื่อเป็นผู้ช่วยเสมือนจริงบนแพลตฟอร์ม e-Albania ซึ่งใช้ให้บริการสาธารณะออนไลน์ เธอช่วยผู้ใช้งานกว่า 1 ล้านครั้งในการเข้าถึงเอกสารและการสอบถามข้อมูลดิจิทัล

โดยนายรามาและพรรคสังคมนิยมเพิ่งชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา คว้าที่นั่งในสภาได้ 83 จาก 140 ที่นั่ง ทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดที่ 4 ติดต่อกันได้ และยังมีอำนาจเพียงพอในการผ่านกฎหมายส่วนใหญ่ได้เอง แต่หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคยังจำเป็นต้องมีเสียงเพิ่มถึง 93 ที่นั่ง หรือสองในสามของสภา.

ที่มา :ABC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เอไอ

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังหาทางชิงคืนฐานทัพอากาศ “บาแกรม” ในอัฟกานิสถาน

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังหาทางชิงคืนฐานทัพอากาศ “บาแกรม” ในอัฟกานิสถาน

19 ก.ย. 2568 05:30 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังหาทางชิงคืนฐานทัพอากาศ “บาแกรม” ในอัฟกานิสถาน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า สหรัฐฯ กำลังหาทางชิงฐานทัพอากาศ บาแกรม ในอัฟกานิสถานกลับคืนมา หลังกองทัพสหรัฐฯ สละฐานทัพแห่งนี้ไปตอนที่กลุ่มตาลีบันหวนกลับมาครองอำนาจ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประเทศของเขากำลังดำเนินการเพื่อ “ทวงคืน” ฐานทัพอากาศ “บาแกรม” (Bagram) ในอัฟกานิสถาน ซึ่งถูกทิ้งร้างหลังจากกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกไปในปี 2564 ก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะกลับมายึดอำนาจได้อีกครั้ง

“เรากำลังพยายามทวงคืนมันกลับมา นี่อาจจะเป็นข่าวด่วนได้เลย เรากำลังพยายามเอามันกลับคืนมาเพราะพวกเขาต้องการสิ่งต่างๆ จากเรา” นายทรัมป์กล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร

“เราต้องการฐานทัพนั้นคืน” นายทรัมป์กล่าวเสริม และชี้ว่า “เหตุผลหนึ่งที่เราต้องการฐานทัพนั้นคือ อย่างที่คุณทราบ มันอยู่ห่างจากสถานที่ที่จีนผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพียงหนึ่งชั่วโมง” อนึ่ง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงทันทีว่าคำพูดของนายทรัมป์หมายถึงอะไร

ทั้งนี้ ฐานทัพอากาศบาแกรม เป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของอัฟกานิสถาน เคยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติการของกองกำลังนานาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานมานานถึงสองทศวรรษ หลังเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อ 11 ก.ย. 2544

กองทัพสหรัฐฯ และนาโต ถอนตัวออกจากฐานทัพแห่งนี้เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2021 ในช่วงที่กลุ่มตาลีบันกำลังบุกยึดประเทศและในที่สุดก็เข้าควบคุมกรุงคาบูลได้สำเร็จในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน

นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์การเสียฐานทัพแห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยมองว่าเป็นความล้มเหลวในการจัดการการถอนทัพของโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย

ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย

19 ก.ย. 2568 02:34 น.

ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย

โดนัลด์ ทรัมป์ แนะนำให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ใช้ทหารคุมชายแดนเพื่อหยุดผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย ในงานแถลงข่าวปิดท้ายการเยือนสหราชอาณาจักรรอบ 2 ของผู้นำสหรัฐฯ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวร่วมกับเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร หลังจากทั้งสองหารือกันในหลายประเด็น ระหว่างการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดีทรัมป์

นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้หารือเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพกับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ระหว่างการประชุมที่บ้านพักตากอากาศเชคเกอร์ส โดยเขาได้พูดถึงนโยบายรักษาความปลอดภัยชายแดนในสหรัฐฯ และว่าสหราชอาณาจักรก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายกัน จากผู้อพยพที่ข้ามช่องแคบอังกฤษมาด้วยเรือขนาดเล็ก

“คุณมีคนเข้ามา และผมได้บอกกับนายกรัฐมนตรีแล้วว่าผมจะหยุดมัน และไม่สำคัญว่าคุณจะเรียกใช้กองทัพหรือไม่ มันไม่สำคัญว่าคุณจะใช้วิธีไหนก็ตาม” ทรัมป์กล่าว “ปัญหานี้ทำลายประเทศจากภายใน และตอนนี้เรากำลังจัดการนำคนจำนวนมากที่เข้ามาในประเทศของเราออกไป”

นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ไม่ได้มีความเห็นขัดแย้งกันเรื่องการจัดการกับผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษยืนยันว่า การเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่รัฐบาลของเขาให้ความสำคัญอย่างจริงจังที่สุด

เซอร์ สตาร์เมอร์ เผยว่า รัฐบาลของเขาได้บรรลุข้อตกลงส่งตัวผู้อพยพกับหลายประเทศแล้ว รวมถึงฝรั่งเศส และกำลังดำเนินการปราบปรามแก๊งลับลอบขนคนเข้าเมือง

ผู้สื่อข่าวยังถามนายทรัมป์เรื่องการรับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์, เสรีภาพในการแสดงออก, สงครามในยูเครน, พลังงาน และเรื่องอื่นๆ

โดยในเรื่องปาเลสไตน์นายทรัมป์กล่าวว่า เขาไม่เห็นด้วยกับ เซอร์ สตาร์เมอร์ เรื่องการรับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ หลังมีการเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์ก่อนที่การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ที่รัฐนิวยอร์ก จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์ก่อน

ส่วนเรื่องสงครามยูเครน นายทรัมป์แสดงความผิดหวังในตัวนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดี ที่ไม่ยอมเข้าร่วมความพยายามในการเจรจาสันติภาพ

“เขาทำให้ผมผิดหวังมาก” นายทรัมป์กล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรตะวันตกหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อบีบให้ปูตินเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่เขาไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะคว่ำบาตรรัฐบาลมอสโก

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ หลีกเลี่ยงประเด็นที่ละเอียดอ่อนหลายอย่าง รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสหราชอาณาจักร และการปลด ลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน ออกจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อถูกถามว่าเขารู้สึกเห็นใจลอร์ดแมนเดลสันหรือไม่ ทรัมป์กล่าวว่า “จริง ๆ แล้วผมไม่รู้จักเขา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc