ช็อก ทารกหญิงอินเดียถูกฝังทั้งเป็น คนช่วยทันแต่อาการยังวิกฤต

ช็อก ทารกหญิงอินเดียถูกฝังทั้งเป็น คนช่วยทันแต่อาการยังวิกฤต

19 ก.ย. 2568 00:52 น.

ช็อก ทารกหญิงอินเดียถูกฝังทั้งเป็น คนช่วยทันแต่อาการยังวิกฤต

ชาวบ้านอินเดียพบทารกเพศหญิงถูกฝังทั้งเป็น โดยเด็กได้รับความช่วยเหลือทันเวลา แต่ตอนนี้เธอยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต และต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในโรงพยาบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ก.ย. 2568 ว่า ทารกเพศหญิงอายุประมาณ 20 วัน ถูกฝังทั้งเป็นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตชาห์จาฮันปูร์ ของรัฐอุตตระประเทศ ทางเหนือของอินเดีย ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะช่วยเหลือไว้ได้ทัน แต่เด็กยังมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต และกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. โดยคนเลี้ยงแพะคนหนึ่งพบทารกหญิงรายนี้โดยบังเอิญขณะพาแพะไปกินหญ้า โดยเขาเล่าว่า ได้ยินเสียงร้องแว่วมาจากใต้กองดิน เมื่อเข้าใกล้จุดที่เสียงออกมา เขาก็เห็นมือทารกโผล่ออกมาจากกองดิน เขาจึงแจ้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเดินทางมาและขุดทารกขึ้นมาได้สำเร็จ

ดร.ราเชศ กุมาร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทย์ที่เด็กคนนี้รักษาตัวอยู่ บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า ทารกถูกพามาในสภาพเปรอะเปื้อนไปด้วยดิน และพยายามหอบหายใจเพื่อเอาอากาศ เนื่องจากมีดินเข้าไปอยู่ในปากและรูจมูกของเธอ

“เธออยู่ในภาวะวิกฤต เธอมีอาการขาดออกซิเจน และมีร่องรอยถูกแมลงกัด รวมถึงถูกสัตว์บางชนิดกัดด้วย” ดร.กุมาร์กล่าวและเสริมว่า “หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง เราเห็นอาการของเธอดีขึ้นเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นอาการของเธอก็แย่ลง และเริ่มมีอาการติดเชื้อ”

ดร.กุมาร์เชื่อว่า เด็กถูกพบหลังจากถูกฝังไม่นาน เนื่องจากบาดแผลบนร่างกายของเธอยังใหม่อยู่ และตอนนี้ทีมแพทย์ซึ่งรวมถึงศัลยแพทย์ตกแต่งกำลังรักษาทารกและพยายามควบคุมอาการติดเชื้อของเธออยู่ “อาการของเธออยู่ในขั้นวิกฤต แต่เรากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตเธอ”

ด้านตำรวจยังไม่เปิดเผยว่าผู้ต้องสงสัยเป็นใคร แต่พวกเขากำลังพยายามแกะรอยหาตัวพ่อแม่ของเด็ก

อนึ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดกรณีทารกเพศหญิงถูกทิ้งให้ตายในอินเดีย เมื่อปี 2562 มีทารกคลอดก่อนกำหนดรายหนึ่งถูกฝังทั้งเป็นในหม้อดิน แต่ได้รับความช่วยเหลือและหลังจากรักษาตัวในโรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ เธอก็ฟื้นตัว

กรณีการทอดทิ้งและความพยายามสังหารทารกเพศหญิงในลักษณะคล้ายกันนี้ มักถูกกล่าวโทษว่าเป็นผลมาจากค่านิยมของอินเดียที่นิยมบุตรชาย ซึ่งเป็นสาเหตุของความไม่สมดุลทางเพศในแดนภารตะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ชูความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ชูความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

18 ก.ย. 2568 22:54 น.

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ชูความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเทคโนโลยีร่วมกับผู้นำสหราชอาณาจักร พร้อมเชิดชูความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างการเยือน UK วันที่ 2

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวยกย่องความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร ขณะที่เขากับนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ร่วมลงนามข้อตกลงด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ที่นายทรัมป์เดินทางเยือน UK

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงจัดพิธีต้อนรับทรัมป์อย่างสมเกียรติ ที่พระราชวังวินด์เซอร์ ก่อนที่นายทรัมป์จะเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศเชคเกอร์สของ เซอร์ สตาร์เมอร์ เพื่อหารือกันในประเด็นที่ละเอียดอ่อน รวมถึงเรื่องสงครามในยูเครนและฉนวนกาซา

นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI), คอมพิวเตอร์ควอนตัม และพลังงานนิวเคลียร์

ในพิธีลงนามในวันพฤหัสบดี ซึ่งมีซีอีโอบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายคนมาเข้าร่วม เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า เขากับนายทรัมป์เป็นผู้นำที่ชื่นชอบกันอย่างแท้จริง และ “นี่คือแพ็กเกจการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย”

ด้านนายทรัมป์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็น “เรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก” พร้อมเสริมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในองค์การ NATO ว่า “เรามีสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด ไม่ว่าเราจะทำอะไรในวันนี้ก็ตาม”

การลงนามข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง ไมโครซอฟต์, กูเกิล และแบล็กสโตน สัญญาจะลงทุนในสหราชอาณาจักรเป็นมูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

18 ก.ย. 2568 21:29 น.

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโทรศัพท์คุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียน เพื่อขอให้เข้าแทรกแซงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อลดความตึงเครียด

เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน เรื่องสถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งขึ้นบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย

โพสต์ของ ฮุน มาเนต ระบุว่า ความตึงเครียดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นำไปสู่การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

“สถานการณ์ในวันนี้ก็ยังคงน่ากังวล ผมจึงเสนอให้ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม เข้าแทรกแซงในทันทีเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชา ด้วยการรักษาสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไว้ ไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์เบี่ยงเบนหรือขยายขอบเขตความขัดแย้ง และรอการแก้ไขปัญหาชายแดนจากคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต ตามข้อตกลงระหว่างกัมพูชาและไทย ในการประชุมพิเศษของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568”

ฮุน มาเนต ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชา ต่อการเจรจาและความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านกลไกของอาเซียนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimes

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เผยโฉมแว่น AI มีหน้าจอ-กล้อง 12 ล้านพิกเซล

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เผยโฉมแว่น AI มีหน้าจอ-กล้อง 12 ล้านพิกเซล

18 ก.ย. 2568 15:33 น.

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เผยโฉมแว่น AI มีหน้าจอ-กล้อง 12 ล้านพิกเซล

“เมตา” บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้เปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยหวังที่จะทำให้แว่นตาอัจฉริยะเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้งานทั่วโลก

เมตา (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้เปิดตัว แว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในงานประชุมประจำปี “Meta Connect” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้แว่นตาอัจฉริยะกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้งานทั่วโลก

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา กล่าวว่าบริษัทได้ร่วมมือกับแบรนด์แว่นตาดังอย่างเรย์แบน (Ray-Ban) และโอ๊คลีย์ (Oakley) เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ ๆ รวมถึงเปิดตัว “Meta Ray-Ban Display” แว่นตาอัจฉริยะที่มีหน้าจอสีความละเอียดสูงในเลนส์ข้างหนึ่ง ทำให้ผู้ใช้สามารถวิดีโอคอลและอ่านข้อความได้ นอกจากนี้ยังมีกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซลในตัว

ซักเคอร์เบิร์กยังได้เปิดตัว สายรัดข้อมือที่สั่งงานด้วยไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ที่ทำงานร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสั่งการต่าง ๆ เช่น การส่งข้อความ ด้วยการใช้ท่าทางมือเล็ก ๆ น้อย ๆ

นักวิเคราะห์มองว่าแว่นตาอัจฉริยะมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าโครงการ Metaverse มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของเมตา เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เมตาจะต้องพิสูจน์ให้ผู้บริโภคเห็นว่าประโยชน์ของอุปกรณ์เหล่านี้คุ้มค่ากับราคา

แว่นตาดังกล่าวมีราคาเริ่มต้นที่ 799 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 25,400 บาท) และจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 30 กันยายน นอกจากนี้เมตายังเปิดตัวแว่นตาโอ๊คลีย์ รุ่นแวนการ์ด (Vanguard) สำหรับนักกีฬาโดยเฉพาะ ตั้งราคาไว้ที่ 499 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15,865 บาท) ตัวแว่นมีแพลตฟอร์มด้านกีฬาที่จะรายงานสถิติการฝึกซ้อมในเวลาจริงและรายงานสรุปหลังการออกกำลังกาย และแว่นตา Ray-Ban Meta รุ่นที่สอง ในราคา 379 ดอลลาร์ (ประมาณ 12,074 บาท) โดยเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 21 ตุลาคม 

ในขณะเดียวกัน เมตากำลังลงทุนมหาศาลเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รวมถึงการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และจ้างผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจากบริษัทคู่แข่ง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี “ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์” ที่สามารถคิดได้เหนือกว่ามนุษย์

นักวิเคราะห์เชื่อว่า แว่นตาดิสเพลย์จะไม่สามารถทำยอดขายอย่างถล่มทลาย แต่จะปูทางไปสู่การเปิดตัวแว่นตาโอไรออน (Orion) ในปี 2027 หลังจากเมตาเปิดตัวแว่นตาต้นแบบไปเมื่อปีก่อน และซักเคอร์เบิร์กคุยไว้ว่า เป็นเครื่องเดินทางข้ามเวลาไปสู่อนาคต รอยเตอร์มองว่า ในขณะที่เมตาอยู่แถวหน้าในการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะ แต่ยังคงตามหลังคู่แข่งอย่างโอเพนเอไอ (OpenAI) และกูเกิล ในการออกโมเดลเอไอล้ำสมัย

อย่างไรก็ตาม เมตากำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อเด็ก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตนักวิจัยด้านความปลอดภัยของบริษัทได้ให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า เมตาปกปิดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กจากผลิตภัณฑ์โลกเสมือนจริงของบริษัท ซึ่งเมตาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าเป็นเรื่องไร้สาระ.

ที่มา BBC

“มาครง” เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง” คือผู้หญิง

"มาครง" เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ "สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง" คือผู้หญิง

18 ก.ย. 2568 13:00 น.

“มาครง” เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง” คือผู้หญิง

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และภริยา บริจิตต์ มาครง เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และภาพถ่ายต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อพิสูจน์ว่านางบริจิตต์เป็นผู้หญิง หลังยื่นฟ้อง แคนเดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังฝ่ายขวาในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่โอเวนส์เผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดที่อ้างว่านางบริจิตต์ถือกำเนิดเป็นเพศชาย

ทอม แคลร์ ทนายความของมาครงให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ลูกความของเขาได้ยื่นฟ้องโอเวนส์ในสหรัฐฯ และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่าง ๆ ต่อศาลเพื่อยืนยันข้อกล่าวหาของโอเวนส์นั้นเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง โดยกล่าวว่าเรื่องดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้กับนางบริจิตต์อย่างมาก และเป็นเรื่องที่ทำให้ประธานาธิบดีมาครงเสียสมาธิ

“เรื่องนี้สร้างความไม่สบายใจอย่างเหลือเชื่อ เพราะคุณต้องไปพิสูจน์ตัวเอง ต้องนำหลักฐานประเภทนี้มาแสดงต่อสาธารณะ” นายแคลร์เสริมว่า นางบริจิตต์พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ และจะนำหลักฐานมาแสดงต่อศาล ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายขณะที่เธอตั้งครรภ์และเลี้ยงดูลูก ๆ ของเธอด้วย

ข้อกล่าวหาที่ว่านางบริจิตต์เป็นผู้ชายนั้นมาจากคลิปวิดีโอของบล็อกเกอร์ชาวฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2021 ก่อนที่นางโอเวนส์ซึ่งเป็นอดีตผู้ประกาศข่าวของสำนักข่าวอนุรักษนิยม Daily Wire ที่มีผู้ติดตามหลายล้านคนจะนำไปเผยแพร่ต่อ โดยในเดือนมีนาคม 2024 เธอยังเคยอ้างว่า “จะเอาชื่อเสียงในอาชีพทั้งหมดเป็นเดิมพัน” กับข้อกล่าวหานี้

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ครอบครัวมาครงจึงได้ยื่นฟ้องนางโอเวนส์ต่อศาลในสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าเธอ “เพิกเฉยต่อหลักฐานที่น่าเชื่อถือทั้งหมดที่หักล้างข้อกล่าวอ้างของเธอ และยังส่งเสริมทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าหมิ่นประมาท”

ในเดือนสิงหาคม เอ็มมานูเอล มาครง ได้อธิบายกับนิตยสาร Paris Match ของฝรั่งเศส ถึงเหตุผลที่พวกเขาเลือกที่จะดำเนินคดี “นี่คือการปกป้องเกียรติของผม! เพราะมันเป็นเรื่องไร้สาระ เธอคือคนที่รู้ดีว่าเธอมีข้อมูลเท็จ และกระทำการดังกล่าวด้วยเจตนาที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย เพื่ออุดมการณ์ และมีสายสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้นำฝ่ายขวาจัด”

ด้านทีมทนายความของนางโอเวนส์ได้ยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าไม่สมเหตุสมผลที่ต้องมาสู้คดีในรัฐเดลาแวร์ เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเธอที่จดทะเบียนในรัฐนี้ ซึ่งจะทำให้เธอต้องเผชิญกับ “ความยากลำบากทางการเงินและการดำเนินงานอย่างมาก”

ทั้งนี้ การฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทในสหรัฐฯ ที่คู่กรณีเป็นบุคคลสาธารณะ โจทก์จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร้าย นั่นคือ เจตนาเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยไม่คำนึงถึงความจริง

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวมาครงเคยชนะคดีหมิ่นประมาทในฝรั่งเศสกับบล็อกเกอร์คู่กรณีชาวฝรั่งเศส Amandine Roy และ Natacha Rey ในปี 2024 แต่คำตัดสินดังกล่าวถูกศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินในปี 2025  โดยให้เหตุผลว่าอยู่ภายใต้หลักการเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งครอบครัวมาครงกำลังยื่นอุทธรณ์คำตัดสินนี้ต่อไป.

ที่มา BBC

รถถังอิสราเอลรุกคืบย่านพักอาศัยเมืองกาซา ซิตี้

รถถังอิสราเอลรุกคืบย่านพักอาศัยเมืองกาซา ซิตี้

18 ก.ย. 2568 12:14 น.

รถถังอิสราเอลรุกคืบย่านพักอาศัยเมืองกาซา ซิตี้

กองทัพอิสราเอลส่งรถถังและยานยนต์ทางทหารหลายสิบคันรุกคืบเข้าสู่ย่านที่พักอาศัยสำคัญในเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งถือเป็นการยกระดับปฏิบัติการภาคพื้นดินเป็นวันที่สองในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อยึดครองเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งมั่นสุดท้ายของกลุ่มฮามาส

ภาพวิดีโอจากผู้เห็นเหตุการณ์เผยให้เห็นรถถัง รถดันดิน และยานเกราะ กำลังเคลื่อนที่บริเวณย่านชีค รัดวาน ทางตอนเหนือของเมืองกาซาซิตี้ พร้อมกับกลุ่มควันหนาทึบจากการยิงปืนใหญ่เพื่อปกปิดการรุกคืบ

ย่านชีค รัดวาน เคยเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนหลายหมื่นคนก่อนเกิดสงคราม และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในเมือง การรุกคืบครั้งนี้ทำให้ประชาชนหลายพันครอบครัวต้องอพยพหนีลงใต้ ส่งผลให้เกิดคลื่นการพลัดถิ่นอีกระลอกหนึ่ง

อิสราเอลระบุว่า เป้าหมายของปฏิบัติการในเมืองกาซาซิตี้คือการปลดปล่อยตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสจับไว้ และทำลายนักรบของกลุ่มฮามาสประมาณ 3,000 คนที่ยังคงเหลืออยู่ แม้ว่าปฏิบัติการนี้จะถูกนานาชาติประณามอย่างกว้างขวาง

ผู้นำองค์กรบรรเทาทุกข์กว่า 20 แห่ง รวมถึง Save the Children และ Oxfam ได้ออกโรงเตือนว่า “สถานการณ์ที่ไร้มนุษยธรรมในฉนวนกาซานั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้”

นายซาอัด ฮามาดา หนึ่งในชาวบ้านที่อพยพหนีไปทางใต้กล่าวว่า การโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงก่อนการบุกเข้าพื้นที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เป็นไปไม่ได้ “การโจมตีด้วยโดรนไม่เว้นสิ่งใด ๆ  แม้แต่แผงโซลาร์เซลล์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ถังน้ำ แม้กระทั่งเครือข่ายอินเทอร์เน็ต”

ทางด้านกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) แถลงว่า ได้โจมตีเป้าหมายกว่า 150 แห่งทั่วเมืองกาซาซิตี้ในช่วงสองวันที่ผ่านมาเพื่อสนับสนุนทหารภาคพื้นดิน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า IDF ใช้ยานพาหนะทางทหารเก่าที่ดัดแปลงเป็นรถยนต์ระเบิดบังคับระยะไกลเพื่อโจมตีจุดตั้งมั่นของกลุ่มฮามาส

ด้านกระทรวงสาธารณสุขของกลุ่มฮามาสในกาซาเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลแล้วอย่างน้อย 65,062 ราย โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิงและเด็ก 

รายงานระบุว่า เมื่อวันพุธ (17 ก.ย.) มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล 98 ราย และบาดเจ็บ 385 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 4 รายจากภาวะทุพโภชนาการ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากภาวะทุพโภชนาการ นับตั้งแต่หน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติประกาศภาวะอดอยากในเมืองกาซาเมื่อปลายเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นเป็น 154 ราย

ทั้งนี้ สงครามในฉนวนกาซาเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลตอนใต้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน.

ที่มา BBC

ABC พักงานพิธีกรดัง “จิมมี คิมเมล” ไม่มีกำหนด หลังวิจารณ์เหตุสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

ABC พักงานพิธีกรดัง "จิมมี คิมเมล" ไม่มีกำหนด หลังวิจารณ์เหตุสังหาร "ชาร์ลี เคิร์ก"

18 ก.ย. 2568 11:32 น.

ABC พักงานพิธีกรดัง “จิมมี คิมเมล” ไม่มีกำหนด หลังวิจารณ์เหตุสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

เอบีซี (ABC) เครือข่ายโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศสั่งพักงาน จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดัง “Jimmy Kimmel Live!” อย่างไม่มีกำหนด หลังเขากล่าววิจารณ์กรณีการเสียชีวิตของ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวาชื่อดัง

โฆษกของเอบีซีแถลงว่า “รายการ Jimmy Kimmel Live! จะงดออกอากาศอย่างไม่มีกำหนด” ขณะที่คิมเมลเองยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ

ก่อนหน้านี้ คิมเมลได้พูดในรายการของเขาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า “กลุ่มผู้สนับสนุน MAGA (Make America Great Again) กำลังพยายามใช้ประโยชน์ทางการเมืองจากการฆาตกรรมเด็กที่สังหาร ชาร์ลี เคิร์ก” และยังวิจารณ์การลดธงครึ่งเสาเพื่อเป็นเกียรติแก่เคิร์ก รวมถึงเยาะเย้ยปฏิกิริยาของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเหตุการณ์นี้

ทรัมป์ได้ออกมาแสดงความยินดีกับการตัดสินใจของเอบีซี โดยโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ข่าวดีสำหรับอเมริกา รายการของ จิมมี คิมเมล ที่เรตติ้งตกต่ำถูกยกเลิกแล้ว” และยังวิจารณ์พิธีกรคนอื่น ๆ อย่าง จิมมี่ ฟอลลอน และ เซท มายเออร์ส ด้วย

ถ้อยคำของคิมเมลยังสร้างความไม่พอใจให้กับ เบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการการสื่อสารกลางแห่งสหรัฐฯ (FCC) ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยทรัมป์ โดยเขาได้ออกมาเรียกร้องให้เอบีซีดำเนินการกับคิมเมล อย่างไรก็ตาม แอนนา โกเมซ สมาชิกคนเดียวจากพรรคเดโมแครตใน FCC ได้ออกมาวิจารณ์ความเห็นของคาร์ ว่า “การกระทำความรุนแรงทางการเมืองที่ไม่อาจให้อภัยได้โดยบุคคลที่มีจิตใจไม่ปกติคนหนึ่งไม่ควรนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเซ็นเซอร์หรือควบคุมที่กว้างขวางขึ้น”

การสั่งพักงานคิมเมลยังถูกวิจารณ์จากสหภาพแรงงานนักเขียนแห่งฮอลลีวูด (WGA) และสหภาพแรงงานนักแสดง (Sag-Aftra) ว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ

การตัดสินใจของเอบีซีเกิดขึ้นหลังจาก เน็กซ์สตาร์ มีเดีย ซึ่งเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ในสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าจะไม่นำรายการของคิมเมลมาออกอากาศ “จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม” เนื่องจากเห็นว่าความเห็นของคิมเมล “ก้าวร้าวและไม่ละเอียดอ่อน” ขณะที่ ซินแคลร์ ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรของเอบีซีที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ก็ได้ประกาศจะออกอากาศรายการพิเศษเพื่อระลึกถึงเคิร์กแทนที่รายการของคิมเมลในวันศุกร์นี้

ด้านผู้ที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ของคิมเมลได้เปิดเผยกับ CNBC ว่า คิมเมลยังไม่ถูกไล่ออก แต่ผู้บริหารของเอบีซีจะพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับสิ่งที่ควรจะพูดเมื่อกลับมาออกอากาศอีกครั้ง

ขณะที่บริเวณด้านนอกสตูดิโอของคิมเมลในย่านฮอลลีวูด แฟนรายการที่มาเข้าคิวเพื่อชมการบันทึกเทปต่างแสดงความผิดหวังกับการถูกยกเลิก โดยมีผู้ประท้วงกลุ่มเล็ก ๆ ชูป้าย “ทรัมป์ต้องไปเดี๋ยวนี้”

ที่มา BBC

ตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง “D4vd” เป็นหญิงวัยรุ่นที่หายตัวไปเมื่อปีก่อน เร่งสืบต่อคลายปมเหตุการตาย

ตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง "D4vd" เป็นหญิงวัยรุ่นที่หายตัวไปเมื่อปีก่อน เร่งสืบต่อคลายปมเหตุการตาย

18 ก.ย. 2568 11:24 น.

ตร.เผยศพเน่าในรถนักร้อง “D4vd” เป็นหญิงวัยรุ่นที่หายตัวไปเมื่อปีก่อน เร่งสืบต่อคลายปมเหตุการตาย

ตร.ลอสแอนเจลิสยืนยัน ศพที่ถูกพบเน่าเปื่อยอยู่ในรถเทสลาของนักร้องดัง “D4vd” คือเด็กวัยรุ่นอายุ 15 ปีที่หายตัวไปกว่า 1 ปี ตร.เร่งสอบสวนเพิ่มเติมหาสาเหตุการตายและความเชื่อมโยงต่างๆ  

วันที่ 17 กันยายน 2568 สำนักงานชันสูตรศพประจำเทศมณฑลลอสแอนเจลิส ยืนยันว่า ร่างมนุษย์ที่ถูกพบอยู่ในรถยนต์เทสลา ทะเบียนเท็กซัส ซึ่งจดทะเบียนภายใต้ชื่อจริงของนักร้องหนุ่ม D4vd หรือ นายเดวิด แอนโธนี เบิร์ก คือ “เซเลสต์ ริวาส เด็กหญิงวัย 15 ปีที่ถูกแจ้งหายไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2567

โดยศพถูกค้นพบเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ลากรถเทสลาคันนี้ไปเก็บในลานพักรถของตำรวจฮอลลีวูด เพราะถูกทิ้งร้างไว้ในย่านฮอลลีวูด ฮิลล์ ซึ่งผลการตรวจพบว่าศพมีลักษณะสวมกางเกงเลกกิ้งสีดำ เสื้อเกาะอก และเครื่องประดับโลหะบางชิ้น รวมถึงรอยสักที่นิ้ว ซึ่งตรงกับคำบรรยายที่แม่ของเธอเคยให้ข้อมูลไว้

อย่างไรก็ตาม สำนักงานชันสูตรฯ ระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด และยังไม่มีการจัดประเภทว่าเป็นการฆาตกรรม อุบัติเหตุ หรือสาเหตุอื่นๆ ขณะที่ตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลผู้ต้องสงสัยใดๆ  

ก่อนหน้านี้ แม่ของเซเลสต์ให้สัมภาษณ์กับสื่อ TMZ ว่า เธอสงสัยมาตั้งแต่แรกว่าศพที่พบอาจเป็นลูกสาว เนื่องจากรายละเอียดตรงกัน อีกทั้งยังเปิดเผยว่าลูกเคยมีแฟนชื่อ เดวิด เช่นเดียวกับชื่อจริงของนักร้อง D4vd ซึ่งทำให้เธอไม่สบายใจ

ด้านนักร้องหนุ่ม D4vd ผู้เป็นเจ้าของรถ ประกาศยกเลิกการทัวร์คอนเสิร์ต และแหล่งข่าวใกล้ชิดเผยว่าเจ้าตัวให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ โดยรถคันนี้ไม่เคยถูกแจ้งหายหรือถูกขโมย ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของสาเหตุการตายและความเชื่อมโยงต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวพันกับบุคคลใกล้ชิดของผู้ตาย.

เร่งตามหากำไลทองคำโบราณ อายุกว่า 3,000 ปี หายไปจากพิพิธภัณฑ์ไคโร

เร่งตามหากำไลทองคำโบราณ อายุกว่า 3,000 ปี หายไปจากพิพิธภัณฑ์ไคโร

18 ก.ย. 2568 11:17 น.

เร่งตามหากำไลทองคำโบราณ อายุกว่า 3,000 ปี หายไปจากพิพิธภัณฑ์ไคโร

ทางการอียิปต์เร่งค้นหากำไลทองคำโบราณอายุกว่า 3,000 ปี ที่หายไปจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ใจกลางกรุงไคโร หวั่นถูกส่งออกนอกประเทศ

กำไลชิ้นที่หายไป นับเป็นของหายาก ทำจากทองคำและประดับด้วยลูกปัดลาพิสลาซูลีทรงกลม มีอายุสืบย้อนกลับไปถึงรัชสมัยของ ฟาโรห์อเมเนโมเปแห่งราชวงศ์ที่ 21 ผู้ครองราชย์ระหว่างปี 993 – 984 ก่อนคริสตกาล

โดยทางกระทรวงโบราณวัตถุอียิปต์แถลงว่า ได้ดำเนินมาตรการทันทีหลังตรวจพบว่ากำไลทองคำได้หายไปจากห้องปฏิบัติการบูรณะภายในพิพิธภัณฑ์ พร้อมส่งเรื่องให้ตำรวจสอบสวนแล้ว

ล่าสุดทางการได้ส่งภาพของกำไลไปยังสนามบิน ท่าเรือ และด่านชายแดนทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบนำโบราณวัตถุออกนอกอียิปต์ ขณะเดียวกันได้ตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบและทำบัญชีรายการโบราณวัตถุทั้งหมดที่เก็บอยู่ในห้องบูรณะ

โดยทางกระทรวงโบราณวัตถุอียิปต์ชี้แจงว่า จงใจเลื่อนการประกาศข่าวการหายไปของกำไล เพื่อเอื้อต่อการสืบสวน แต่ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่ากำไลถูกพบว่าหายไปตั้งแต่เมื่อใด

ขณะที่หนังสือพิมพ์ Al-Misri al-Yawm รายงานว่า เหตุการณ์นี้ถูกตรวจพบในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ระหว่างที่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์กำลังเตรียมจัดส่งโบราณวัตถุหลายสิบชิ้นไปจัดแสดงที่กรุงโรมในเดือนหน้า

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์อียิปต์ในไคโรถือเป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในตะวันออกกลาง เก็บรักษาโบราณวัตถุกว่า 170,000 ชิ้น รวมถึงหน้ากากศพไม้ลงรักปิดทองของฟาโรห์อเมเนโมเป

การหายไปของกำไลโบราณครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 สัปดาห์ก่อนพิธีเปิด พิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งใหม่ (Grand Egyptian Museum) ที่เมืองกิซา ซึ่งจะนำสมบัติจากสุสาน ตุตันคามุน (Tutankhamun) อันเลื่องชื่อมาจัดแสดงอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อียิปต์

กษัตริย์ชาร์ลส์–ทรัมป์ ยกย่องความสัมพันธ์พิเศษอังกฤษ–สหรัฐฯ ระหว่างงานเลี้ยงรัฐพิธี

กษัตริย์ชาร์ลส์–ทรัมป์ ยกย่องความสัมพันธ์พิเศษอังกฤษ–สหรัฐฯ ระหว่างงานเลี้ยงรัฐพิธี

18 ก.ย. 2568 10:57 น.

กษัตริย์ชาร์ลส์–ทรัมป์ ยกย่องความสัมพันธ์พิเศษอังกฤษ–สหรัฐฯ ระหว่างงานเลี้ยงรัฐพิธี

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสชื่นชม ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อความมุ่งมั่นในการหาทางออกต่อความขัดแย้ง ด้านทรัมป์กล่าวยกย่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่า “คำว่าพิเศษยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายได้”

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อความมุ่งมั่นในการหาทางออกต่อความขัดแย้งระดับโลก พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อยูเครนในการต้าน “ทรราช” ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรัฐพิธี ณ พระราชวังวินด์เซอร์เมื่อคืนวันพุธ ขณะที่ทรัมป์ตอบรับด้วยการยกย่องความสัมพันธ์พิเศษระหว่างสองประเทศว่า “คำว่าพิเศษยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายได้”

ในงานเลี้ยงสุดหรูที่มีแขก 160 คน สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ทรงเน้นย้ำถึงความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างทั้งสองประเทศ และความจำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม การค้า และการทหาร “ประชาชนของเราได้ต่อสู้และเสียชีวิตร่วมกันเพื่อคุณค่าที่เรายึดมั่น”

การเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการครั้งที่สองของทรัมป์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์อังกฤษและประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงช่วงเวลาที่เป็นกันเองขณะชมการสวนสนาม โดยกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ทรงหยอกล้อทรัมป์ให้ระวังดาบของทหารคนหนึ่ง

ทรัมป์ยังได้แสดงความชื่นชมอย่างมากต่อเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคทเธอรีน โดยกล่าวว่าเจ้าชายจะเป็น “ความสำเร็จที่น่าเหลือเชื่อในอนาคต” และเรียกเจ้าหญิงว่าเป็น “ผู้ที่เปล่งประกาย สุขภาพดี และงดงาม”

ในช่วงของการเยือน ทรัมป์ยังได้แสดงความสนใจอย่างยิ่งขณะเข้าชมโบสถ์เซนต์จอร์จ และแสดงความเคารพต่อหลุมฝังพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ผู้ซึ่งเขายกย่องมาโดยตลอด

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยกองเกียรติยศกว่า 1,300 นาย ซึ่งถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเยือนรัฐพิธีของสหราชอาณาจักร สะท้อนความพยายามของรัฐบาลอังกฤษที่ต้องการกระตุ้นให้สหรัฐฯ รักษาพันธกิจที่มีต่อนาโตและสนับสนุนยูเครน

การเยือนของรัฐในครั้งนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการทูตแบบ “ซอฟต์เพาเวอร์” ที่ใช้การต้อนรับของราชวงศ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรระหว่างประเทศที่สำคัญอย่างสหรัฐฯ โดยในงานเลี้ยงครั้งนี้มีผู้นำบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเข้าร่วมมากกว่าคนดัง เช่น ทิม คุก จากแอปเปิล และแซม อัลต์แมน จาก OpenAI นอกจากนี้ ยังมีการประกาศการลงทุนมูลค่า 150,000 ล้านปอนด์ จากสหรัฐฯ ในสหราชอาณาจักร รวมถึง 22,000 ล้านปอนด์จากไมโครซอฟท์

ในวันนี้ (18 ก.ย.) ทรัมป์จะเดินทางไปพบปะกับนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ที่บ้านพัก เพื่อหารือประเด็นทางการเมืองและการค้า โดยกิจกรรมต่าง ๆ ในครั้งนี้ของทรัมป์จัดขึ้นเป็นการส่วนตัวและไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าร่วม ซึ่งแตกต่างจากการเยือนครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการประท้วงต่อต้านทรัมป์เกิดขึ้นในกรุงลอนดอนและบริเวณใกล้เคียงพระราชวังวินด์เซอร์.

ที่มา BBC