เปรูเร่งอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 1,400 คนติดค้างมาชูปิกชู หลังผู้ประท้วงปิดทางรถไฟ

เปรูเร่งอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 1,400 คนติดค้างมาชูปิกชู หลังผู้ประท้วงปิดทางรถไฟ

17 ก.ย. 2568 08:45 น.

เปรูเร่งอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 1,400 คนติดค้างมาชูปิกชู หลังผู้ประท้วงปิดทางรถไฟ

เกิดเหตุวุ่นวายที่ มาชูปิกชู แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกของเปรู หลังชาวบ้านปิดกั้นเส้นทางรถไฟประท้วงสัมปทานบริษัทขนส่ง ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นกว่า 1,400 คนติดค้าง

เจ้าหน้าที่เร่งอพยพนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นกว่า 1,400 คนที่ติดค้างอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวมาชูปิกชู ไปยังเมืองคุซโก ที่ห่างออกไป 53 กิโลเมตรเมื่อวันอังคาร หลังชาวบ้านรวมตัวกันปิดทางรถไฟเพื่อประท้วงสัมปทานรถขนส่ง ขณะที่ยังมีนักท่องเที่ยวอีกกว่า 900 คนรอการเคลื่อนย้าย

โดยสาเหตุการประท้วงเกิดจากความไม่พอใจของชาวบ้าน หลังสัมปทานขนส่งหมดอายุ โดยชาวบ้านต้องการให้ภาครัฐหาบริษัทใหม่เข้ามาให้บริการรถบัสจากสถานีรถไฟไปยังทางเข้ามาชูปิกชู โดยการชุมนุมทวีความตึงเครียดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ จนเกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 14 คน

ขณะเดียวกัน มูลนิธิ New7Wonders ซึ่งเป็นผู้จัดการประกวด 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ที่ยกย่องมาชูปิกชูเป็นหนึ่งในนั้น ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเปรูเร่งแก้ปัญหาการจัดการท่องเที่ยว โดยระบุว่ามีปัญหาหลายด้าน ทั้งนักท่องเที่ยวเกินความสามารถในการรองรับ ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการทำลายโบราณสถาน ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในการขายตั๋ว

ปัจจุบัน มาชูปิกชูรับนักท่องเที่ยวได้สูงสุดถึง 5,600 คนต่อวัน ทำให้เกิดแรงกดดันทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการ นักวิชาการและองค์กรระหว่างประเทศต่างกังวลว่า หากสถานการณ์ไม่ถูกแก้ไข มรดกโลกที่มีอายุกว่า 500 ปีนี้อาจได้รับความเสียหายอย่างถาวร.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ มาชูปิกชู

ชาวแซมเบียฟ้อง 2 บริษัททำเหมืองจีน หลังน้ำเสียนับล้านลิตรไหลลงแม่น้ำ

ชาวแซมเบียฟ้อง 2 บริษัททำเหมืองจีน หลังน้ำเสียนับล้านลิตรไหลลงแม่น้ำ

17 ก.ย. 2568 06:33 น.

ชาวแซมเบียฟ้อง 2 บริษัททำเหมืองจีน หลังน้ำเสียนับล้านลิตรไหลลงแม่น้ำ

เกษตรกรในแซมเบียยื่นฟ้องร้องต่อศาลสูงในกรุงลูซากา เรียกค่าเสียหายจาก 2 บริษัททำเหมืองในเครือของบริษัทจีน หลังเกิดเหตุน้ำเสียนับล้านลิตรไหลลงสู่แม่น้ำจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกษตรกรในประเทศแซมเบียจำนวน 176 คน รวมตัวกันยื่นฟ้องร้องบริษัท “ซิโน เมทัลส์ ลีช แซมเบีย” (Sino Metals Leach Zambia) กับบริษัท “เอ็นเอฟซี แอฟริกา ไมนิง” (NFC Africa Mining) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทในประเทศจีน เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฐานสร้างหายนะทางสิ่งแวดล้อม

การฟ้องร้องดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก เหตุการณ์เขื่อนเก็บตะกอนของบริษัท ซิโน เมทัลส์ ลีช แซมเบีย แต่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของบริษัท เอ็นเอฟซี แอฟริกา ไมนิง พังถล่มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้น้ำเสียจากการทำเหมืองทองแดงซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากจำนวนหลายล้านลิตร ไหลลงสู่แม่น้ำ คร่าชีวิตปลาจำนวนมหาศาล, ทำให้น้ำดื่มไม่ได้ และทำลายพืชผลทางการเกษตร

นี่นับเป็นหนึ่งในการฟ้องร้องด้านสิ่งแวดล้อมคดีใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแซมเบีย โดยชาวไร่ระบุว่า เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ทำเหมืองทองแดงกว่า 300,000 ครัวเรือน และทำให้สถานทูตสหรัฐฯ ต้องออกคำเตือนด้านสุขภาพเมื่อเดือนสิงหาคม จากการแพร่กระจายที่มากขึ้นของน้ำและดินปนเปื้อนในพื้นที่

ทั้งนี้ การพังทลายของเขื่อนเก็บตะกอนดังกล่าวมีสาเหตุจากหลายปัจจัย รวมถึงความล้มเหลวด้านวิศวกรรม, ข้อบกพร่องในการก่อสร้าง และการบริหารจัดการที่ผิดพลาด

ทั้งสองบริษัทยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการฟ้องร้องครั้งนี้ แต่บริษัท ซิโน เมทัลส์ ลีช แซมเบีย เคยออกมาระบุก่อนหน้านี้ว่า น้ำเสียที่รั่วไหลออกไปมีปริมาณราว 50,000 ลูกบาศก์เมตร และบริษัทสามารถควบคุมการรั่วไหลได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากตรวจพบ

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารคำฟ้องระบุว่า เกษตรกรแซมเบียทราบข่าวเรื่องการรั่วไหลของน้ำเสียปนเปื้อนสารพิษสูงหลังจากเกิดเหตุแล้วหลายวัน ซึ่งนั่นทำให้สุขภาพของชุมชนของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง ผู้คนจำนวนมากรายงานว่าเกิดอาการป่วยหลากหลายรูปแบบ รวมถึงมีเลือดปนในปัสสาวะ และแน่นหน้าอก

หมู่บ้านส่วนใหญ่พยายามขุดบ่อน้ำเพื่อใช้งานน้ำบาดาล แต่สุดท้ายบ่อน้ำก็ปนเปื้อน และพวกเขาต้องตัดใจเผาพืชผลทางการเกษตรที่ปลูกมา เนื่องจากมันไม่ปลอดภัยที่จะบริโภคอีกต่อไป

พวกเขาจึงยื่นฟ้องร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งให้บริษัททั้งสอง นำเงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าบัญชีที่รัฐบาลแซมเบียเป็นผู้ดูแล เพื่อเป็น “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” สำหรับ “การซ่อมแซมสิ่งแวดล้อม” และ “การชดเชยเต็มจำนวน” และอื่น ๆ

เกษตรกรยังกล่าวอีกว่า ควรมีการจัดตั้งกองทุนฉุกเฉิน 20 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ “ทันทีและเร่งด่วน” แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และเพื่อดำเนินการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจสหรัฐ จับผู้เฒ่าวัย 71 ปี โกหกว่าเป็นคนยิง “ชาร์ลี เคิร์ก”

ตำรวจสหรัฐ จับผู้เฒ่าวัย 71 ปี โกหกว่าเป็นคนยิง “ชาร์ลี เคิร์ก”

17 ก.ย. 2568 04:04 น.

ตำรวจสหรัฐ จับผู้เฒ่าวัย 71 ปี โกหกว่าเป็นคนยิง “ชาร์ลี เคิร์ก”

ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมตัวชายวัย 71 ปี ฐานขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังจากเขาโกหกว่าเป็นคนยิง ชาร์ลี เคิร์ก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าหน้าที่จากคนร้ายตัวจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจอร์จ ซินน์ อายุ 71 ปี ผู้ถูกตำรวจควบคุมหลังจากนายชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมถูกยิงในงานอีเวนต์ขององค์กร “Turning Point USA” ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ เมื่อ 10 ก.ย. ล่าสุดเขาถูกตำรวจจับกุมตัวอย่างเป็นทางการโทษฐานโกหกว่าเป็นคนยิงนายเคิร์ก เพื่อเบี่ยงเบนเจ้าหน้าที่จากคนร้ายตัวจริง

นายซินน์ถูกตั้งข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมจากกรณีโกหกว่าเป็นคนยิงนายเคิร์ก นอกจากนั้นเขายังถูกตั้งข้อหาอื่นๆ หลังเจ้าหน้าที่พบภาพการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในโทรศัพท์มือถือของเขา

ในเอกสารคำฟ้องที่ตำรวจยื่นต่อศาลกล่าวหานายซินน์ว่า เขาตะโกนออกมาทันทีหลังจากนายเคิร์กถูกยิง ว่า “ผมยิงเขา ทีนี้ยิงผมเลย” ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวเขา โดยมีวิดีโอการจับกุมถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทำให้บางคนเข้าใจไปว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว

ต่อมา เมื่อเจ้าหน้าที่ถามว่าปืนที่ใช้ก่อเหตุอยู่ที่ไหน นายซินน์ก็ตอบว่า “ผมไม่บอกพวกคุณหรอก” ก่อนที่ตำรวจจะคาดคั้นจนนายซินน์ยอมรับว่า เขาไม่ใช่คนยิงและไม่รู้ด้วยว่าใครคือคนร้ายตัวจริง โดยเขาอ้างว่าแสดงพฤติกรรมดังกล่าวเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจออกจากฆาตกรตัวจริง ด้วยความหวังที่จะกลายเป็น “ผู้พลีชีพ” เพื่อเคิร์ก

หลังจากนั้น นายซินน์ซึ่งมีอายุ 71 ปีแล้ว ก็เกิดอาการป่วยจนต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่นายซินน์ยังไม่วายบอกกับตำรวจว่า เขาดีใจที่พูดว่าเขาเป็นคนยิงนายเคิร์ก เพื่อให้ผู้ต้องสงสัยตัวจริงหนีรอดไปได้

นายซินน์ยังแสดงพิรุธออกมาโดยเขาลังเลที่จะให้ตำรวจตรวจสอบโทรศัพท์ของเขา ก่อนที่ผลการตรวจสอบจะพบว่าในมือถือของนายซินน์มีภาพที่สื่อถึงการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมากกว่า 20 ภาพ และมีแชร์ภาพดังกล่าวกับผู้อื่นด้วย

ในท้ายที่สุด ตำรวจก็จับกุมตัวนายซินน์ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับคดีฆาตกรรมนายเคิร์ก และข้อหาแสวงประโยชน์ทางเพศจากผู้เยาว์จากภาพที่พบในมือถือของเขา โดยผู้พิพากษาสั่งให้ฝากขังเขาโดยไม่มีสิทธิ์ขอประกันตัว

จากการตรวจสอบประวัติ เจ้าหน้าที่พบว่านายซินน์มีประวัติอาชญากรรมและถูกตัดสินความผิดในรัฐยูทาห์มาก่อน รวมถึงในปี 2556 ที่เขาถูกจับกุมหลังไปถามผู้จัดงานวิ่งมาราธอนที่เมืองเซาท์เลกซิตี้ ให้เขาช่วยติดตั้งระเบิดที่เส้นชัยให้หรือไม่ หลังเพิ่งเกิดเหตุระเบิดในงานบอสตัน มาราธอน เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหามือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” เผยทิ้งโน้ตลับไว้ใต้คีย์บอร์ด

อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหามือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” เผยทิ้งโน้ตลับไว้ใต้คีย์บอร์ด

17 ก.ย. 2568 03:07 น.

อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหามือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” เผยทิ้งโน้ตลับไว้ใต้คีย์บอร์ด

อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยลอบสังหารนายชาร์ลี เคิร์ก แล้ว พร้อมกับเปิดเผยข้อความโต้ตอบระหว่างคนร้ายกับเพื่อนร่วมห้อง ซึ่งบอกสิ่งที่อาจเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาเอาไว้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย ไทเลอร์ โรบินสัน วัย 22 ปี ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุซุ่มยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดังในสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหารวมทั้งสิ้น 7 กระทง โดยนายเจฟฟ์ เกรย์ อัยการรัฐยูทาห์กล่าวว่า เขาตั้งใจจะขอให้ศาลตัดสินลงโทษชายคนนี้ด้วยการประหารชีวิต

ข้อกล่าวหาที่นายโรบินสันถูกฟ้องร้องได้แก่ ฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม, ใช้อาวุธปืนอย่างผิดกฎหมาย, ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม 2 กระทง, ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน 2 กระทง และการก่ออาชญากรรมร้ายแรงในขณะที่มีเด็กอยู่ด้วย

นายเกรย์เปิดเผยข้อความที่นายโรบินสันส่งโต้ตอบกับเพื่อนร่วมห้องของเขาซึ่งเป็นหญิงข้ามเพศที่นายโรบินสันมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวด้วย

ข้อความของนายโรบินสันบอกกับเพื่อนร่วมห้องของเขาว่า “หยุดสิ่งที่ทำอยู่ แล้วไปดูที่ใต้คีย์บอร์ดของฉัน” โดยใต้คีย์บอร์ดดังกล่าวมีโน้ตที่นายโรบินสันทิ้งเอาไว้ความว่า “ฉันมีโอกาสที่จะกำจัดชาร์ลี เคิร์ก และฉันจะคว้าโอกาสนั้นไว้” เมื่อเพื่อนร่วมห้องได้อ่านโน้ตดังกล่าวจึงส่งข้อความกลับไปว่า “อะไรนะ เธอล้อเล่นหรือเปล่า?”

“ฉันยังโอเคที่รัก แต่คงติดอยู่ใน (เมือง) โอเรม อีกสักพักหนึ่ง ไม่นานคนกลับบ้านได้ แต่ฉันต้องไปเอาปืนก่อน บอกตามตรง ฉันหวังว่าจะเก็บความลับนี้ไว้จนแก่ตาย ฉันขอโทษที่ลากเธอมาเกี่ยวด้วย” ข้อความของนายโรบินสันระบุ

เพื่อนร่วมห้องของนายโรบินสันตอบกลับว่า “เธอคงไม่ใช่คนก่อเหตุหรอกใช่มั้ย?” ก่อนที่นายโรบินสันจะตอบว่า “ฉันทำเอง ฉันขอโทษ”

จากนั้นเพื่อนร่วมห้องของโรบินสันก็ถามด้วยความประหลาดใจว่า “ฉันนึกว่าเขาจับคนร้ายได้แล้วเสียอีก?” ซึ่งนายโรบินสันชี้แจงในเรื่องนี้ว่า “ไม่ใช่ พวกเขาจับตาแก่บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็สอบปากคำใครสักคนที่ใส่เสื้อคล้ายกัน ฉันคิดว่าจะไปเอาปืนที่ทิ้งเอาไว้ แต่ฝั่งนั้นของเมืองถูกล็อกดาวน์ไว้เกือบหมดแล้ว มันเงียบ เกือบจะพอให้ออกไป แต่มีรถคันหนึ่งไม่ยอมไปไหน”

ณ จุดหนึ่ง เพื่อนร่วมห้องก็ถามนายโรบินสันว่า ทำไมเขาจึงคิดสังหารนายเคิร์ก ซึ่งนายโรบินสันตอบว่า “ฉันทนความเกลียดชังของเขาไม่ไหวแล้ว ความเกลียดชังบางอย่างก็ไม่สามารถเจรจากันได้” โรบินสันยังบอกด้วยว่า เขาวางแผนก่อเหตุมานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว

ด้านเจ้าหน้าที่สืบสวนเปิดเผยด้วยว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อ 10 ก.ย. เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยค้นหาหลังจากได้ยินเสียงปืน และพบรอยที่บ่งชี้ว่า มีเคยมีมือปืนซุ่มอยู่ตรงจุดนี้ โดยมีเส้นวิถีการยิงพุ่งตรงไปยังจุดที่นายเคิร์กถูกยิงพอดี

หลังจากเจ้าหน้าที่เอฟบีไอเผยแพร่ภาพวิดีโอของผู้ต้องสงสัยออกมา มารดาของนายโรบินสันก็ได้ดูวิดีโอดังกล่าวและบอกกับสามีของเธอว่าคนในวิดีโอดูคล้ายลูกชายของพวกเขามาก ผู้เป็นพ่อจึงไปเผชิญหน้ากับลูกชาย ซึ่งนายโรบินสันยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง พ่อของนายโรบินสันจึงพาเขาไปมอบตัว

นายเกรย์บอกอีกว่า ภาพจากวิดีโอแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องสงสัยเดินในมหาวิทยาลัยยูทาห์โดยที่ขาข้างหนึ่งแข็งผิดปกติบ่งชี้ว่า เขาซ่อนปืนไรเฟิลเอาไว้ในกางเกงขายาวของเขา และจากการสืบสวนทำให้ทราบว่า ปืนไรเฟิลดังกล่าวเป็นของที่นายโรบินสันได้รับมาจากปู่ของเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ ได้ผู้ซื้อ TikTok แล้ว หลังบรรลุข้อตกลงกับจีน

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ ได้ผู้ซื้อ TikTok แล้ว หลังบรรลุข้อตกลงกับจีน

17 ก.ย. 2568 01:01 น.

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ ได้ผู้ซื้อ TikTok แล้ว หลังบรรลุข้อตกลงกับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน สหรัฐฯ มีผู้ซื้อ TikTok แล้ว หลังจากสหรัฐฯ กับจีนบรรลุข้อตกลงที่จะทำให้แอปพลิเคชันนี้สามารถให้บริการในสหรัฐฯ ต่อไปได้โดยไม่โดนแบนเพราะความกังวลด้านความมั่นคง

เมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ กับจีนบรรลุข้อตกลงซึ่งจะทำให้แอปพลิเคชัน TikTok สามารถให้บริการในสหรัฐฯ ต่อไปได้แล้ว ด้วยการขายกิจการของ TikTok ในสหรัฐฯ จากบริษัทแม่สัญชาติจีนอย่าง “ไบต์แดนซ์” (ByteDance) ให้แก่เจ้าของในอเมริกา

ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการเจรจาที่ดำเนินมานานหลายเดือนระหว่างประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก ซึ่งกำลังหาทางคลี่คลายสงครามการค้าในวงกว้างที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดโลก

“เรามีข้อตกลงเรื่อง TikTok แล้ว … เรามีกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่มากๆ หลายแห่งที่ต้องการซื้อกิจการนี้” นายทรัมป์กล่าว โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงวันเดียวก่อนจะถึงเส้นตายวันที่ 17 ก.ย. ที่นายทรัมป์ขีดเอาไว้ให้บริษัท ไบต์แดนซ์ ตัดสินใจว่าจะขายกิจการของ TikTok ในสหรัฐฯ หรือหยุดให้บริการแอปพลิเคชันนี้ในสหรัฐฯ โดยนายทรัมป์ชื่นชมข้อตกลงการค้าดังกล่าว โดยเรียกมันว่าเป็นการยกระดับสำหรับทั้งสองประเทศ และว่ามันจะช่วยรักษาเศรษฐกิจมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์เอาไว้

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงใดๆ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเสียก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์ครองเสียงข้างมากเอาไว้

ทั้งนี้ นายทรัมป์พยายามชงเรื่องการแบนแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ ในช่วงก่อนสิ้นสุดการปกครองสมัยแรกของเขา โดยอ้างความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล แม้นโยบายของเขาจะไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากสภา แต่ในท้ายที่สุด รัฐบาลชุดต่อมาของนายโจ ไบเดน ก็ให้การสนับสนุนและลงนามเป็นกฎหมายในปี 2567

กฎหมายดังกล่าวทำให้บริการ TikTok ในสหรัฐฯ หยุดไปช่วงระยะเวลาหนึ่งในวันที่ 18 ก.ค. ก่อนที่ “กฎหมายควบคุมแอปพลิเคชันต่างชาติที่เป็นปรปักษ์” (Foreign Adversary Controlled Applications Act) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ 2 วันต่อมา นายทรัมป์ก็ลงนามคำสั่งพิเศษ เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ออกไป 75 วัน

ท่าทีของนายทรัมป์ที่มีต่อ TikTok เปลี่ยนไป หลังจากแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งปี 2567 อย่างถล่มทลาย กอปรกับความกังวลว่าจะทำให้ผู้ใช้งาน TikTok ในสหรัฐฯ กว่าร้อยล้านบัญชีไม่พอใจ ทำให้รัฐบาลของเขาเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมาตลอด

คาดกันว่านายทรัมป์จะเลื่อนเส้นตายอีกหากทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงไม่ทันเส้นตายวันที่ 17 ก.ย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : can

ผู้พิพากษายกฟ้องข้อหาก่อการร้าย มือยิงซีอีโอบริษัทประกันสหรัฐฯ

ผู้พิพากษายกฟ้องข้อหาก่อการร้าย มือยิงซีอีโอบริษัทประกันสหรัฐฯ

16 ก.ย. 2568 23:08 น.

ผู้พิพากษายกฟ้องข้อหาก่อการร้าย มือยิงซีอีโอบริษัทประกันสหรัฐฯ

ผู้พิพากษารัฐนิวยอร์ก ยกฟ้องข้อหาก่อการร้ายของนาย ลุยจิ มังจิโอนี ผู้ก่อเหตุยิงสังหารซีอีโอบริษัทประกันชื่อดังเมื่อปลายปีก่อน แต่เขายังถูกดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรม

เมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย. 2568 นาย ลุยจิ มังจิโอนี ผู้ก่อเหตุยิงสังหารนาย ไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอของบริษัทประกัน “ยูไนเต็ด เฮลธ์ แคร์” (UnitedHealthcare – UHC) เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน ได้รับการยกฟ้องใน 2 ข้อหาได้แก่ ข้อหาฆาตกรรมระดับ 1 และฆาตกรรมระดับ 2 ตามกฎหมายก่อการร้ายของรัฐนิวยอร์ก เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ

ผู้พิพากษา เกรโกรี คาร์โร ผู้ดูแลคดีอาญาที่รัฐเป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีซึ่งนายมังจิโอนีตกเป็นจำเลย ออกคำตัดสินแบบลายลักษณ์อักษรระหว่างการพิจารณาคดี 15 นาทีที่ศาลเมืองแมนฮัตตันเมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย. โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่นายมังจิโอนีได้รับไม่เข้าข่ายคำนิยามของการก่อการร้ายภายใต้กฎหมายของรัฐ

“ข้อหาที่ 1 และ 2 ซึ่งตั้งข้อหาจำเลยในความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนาระดับหนึ่ง (เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมการก่อการร้าย) และฆาตกรรมโดยเจตนาระดับสองในฐานะอาชญากรรมก่อการร้าย ถูกยกฟ้องเนื่องจากมีหลักฐานทางกฎหมายไม่เพียงพอ” ผู้พิพากษาคาร์โรกล่าว

อัยการพยายามโต้แย้งว่า เอกสารที่นายมังจิโอนีทิ้งเอาไว้แสดงให้เห็นว่าเขามีแรงจูงใจในการก่อการร้าย แต่ผู้พิพากษาระบุว่า อัยการล้มเหลวในการแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องสงสัยตั้งใจที่จะสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาล หรือพยายามสร้างความหวาดกลัวแก่สังคมโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสาระสำคัญในกฎหมายก่อการร้ายของรัฐนิวยอร์ก

“ไม่มีการนำเสนอหลักฐานใดๆ ว่าจำเลยได้มีข้อเรียกร้องใดๆ ต่อรัฐบาล หรือต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ของรัฐบาลเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาไม่ได้กระทำสิ่งเหล่านั้นด้วยการข่มขู่หรือบีบบังคับ”

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาคาร์โรระบุว่า “คณะอัยการได้นำเสนอหลักฐานทางกฎหมายที่เพียงพอสำหรับข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนาระดับสอง (โดยไตร่ตรองไว้ก่อน)”

ทั้งนี้ ข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาระดับ 1 ที่ถูกยกฟ้องไปมีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บนเพื่อขอปล่อยตัวก่อนกำหนด

ส่วนข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาระดับ 2 (โดยไตร่ตรองไว้ก่อน) ที่เหลืออยู่นั้น อาจทำให้นายมังจิโอนีต้องรับโทษจำคุก 15-25 ปี เขายังถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนและปลอมแปลงเอกสารด้วย

และนอกจากข้อกล่าวหาตามกฎหมายระดับรัฐแล้ว นายมังจิโอนียังถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมตามกฎหมายกลางของสหรัฐฯ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตด้วย

อนึ่ง ผู้พิพากษาคาร์โรปฏิเสธคำร้องของทนายฝ่ายจำเลยที่ขอให้เลื่อนการพิจารณาคดีของศาลระดับรัฐออกไปก่อน จนกว่าการพิจารณาคดีของศาลรัฐบาลกลางจะมีข้อสรุป โดยผู้พิพากษาคาร์โรกำหนดให้เริ่มการพิจารณาคดีของนายมังจิโอนีในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian , bbc

อิสราเอลเริ่มการโจมตีภาคพื้นดินในกาซาซิตี้แล้ว หลังทิ้งบอมบ์ต่อเนื่อง

อิสราเอลเริ่มการโจมตีภาคพื้นดินในกาซาซิตี้แล้ว หลังทิ้งบอมบ์ต่อเนื่อง

16 ก.ย. 2568 21:50 น.

อิสราเอลเริ่มการโจมตีภาคพื้นดินในกาซาซิตี้แล้ว หลังทิ้งบอมบ์ต่อเนื่อง

กองทัพอิสราเอลเริ่มการโจมตีภาคพื้นดินในเมืองกาซาซิตี้แล้ว หลังจากระดมโจมตีทางอากาศเข้าใส่มาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินในเมืองกาซาซิตี้ตามที่คาดการณ์กันมานานแล้ว เมื่อช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ 16 ก.ย. 2568 ไม่นานหลังจากนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางมาเยือนอิสราเอล และประกาศสนับสนุนเป้าหมายในการกำจัดกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

การโจมตีดังกล่าวของอิสราเอลเรียกเสียงประณามเป็นวงกว้าง โดยหัวหน้าหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเรียกร้องให้ยุติ “การนองเลือด”

เมื่อคืนก่อนหน้านั้น กองทัพอิสราเอลเพิ่งโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เข้าใส่เมืองกาซาซิตี้ ในขณะที่ทหารอิสราเอลรุกคืบลึกเข้าไปในเมืองแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

“เมื่อคืนนี้ เราเปลี่ยนผ่านไปสู่ช่วงต่อไป ซึ่งเป็นช่วงหลักของแผนการในกาซาซิตี้ … กองทัพได้ขยายปฏิบัติการภาคพื้นดินเข้าสู่ฐานที่มั่นหลักของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ซึ่งก็คือเมืองกาซาซิตี้แล้ว” เจ้าหน้าที่กองทัพอิสราเอลบอกกับผู้สื่อข่าว “เรากำลังรุกคืบเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง”

เจ้าหน้าที่นายนี้บอกอีกว่า กองทัพประเมินว่ามีนักรบติดอาวุธเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 2,000-3,000 คน ขณะที่ชาวเมืองกาซาซิตี้ราว 40% อพยพออกจากเมืองลงใต้ไปแล้ว

ขณะที่นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวว่า เมืองกาซาซิตี้กำลังลุกเป็นไฟ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายด้วยกำปั้นเหล็ก

ด้านผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า อิสราเอลทิ้งระเบิดในเมืองกาซาซิตี้อย่างไม่หยุดยั้งเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว หลังเผชิญการโจมตีมานานกว่า 2 ปี เขตที่อยู่อาศัยทางตอนเหนือของเมืองปัจจุบันเหลือเพียงกองเศษซากอาคารเท่านั้น

สำนักงานป้องกันพลเรือนในฉนวนกาซาระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลในวันอังคารทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 36 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โรเบิร์ต เรดฟอร์ด นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวู้ด เสียชีวิตในวัย 89 ปี

โรเบิร์ต เรดฟอร์ด นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวู้ด เสียชีวิตในวัย 89 ปี

16 ก.ย. 2568 20:18 น.

โรเบิร์ต เรดฟอร์ด นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวู้ด เสียชีวิตในวัย 89 ปี

“โรเบิร์ต เรดฟอร์ด” นักแสดง–ผู้กำกับระดับตำนาน เจ้าของรางวัลออสการ์ และผู้ก่อตั้งเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ เสียชีวิตที่บ้านพักในรัฐยูทาห์ ท่ามกลางครอบครัวและคนที่รัก

วันที่ 16 กันยายน 2568  โรเบิร์ต เรดฟอร์ด  นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูด และผู้กำกับรางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 89 ปี โดยซินดี เบอร์เกอร์ โฆษกส่วนตัวของเรดฟอร์ดยืนยันว่า เขาเสียชีวิตที่บ้านพักในเมืองซันแดนซ์ รัฐยูทาห์ สถานที่ที่เขารัก และอยู่ท่ามกลางครอบครัวที่เขารัก โดยไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต พร้อมขอความเป็นส่วนตัวแก่ครอบครัว

โดยโรเบิร์ต เรดฟอร์ด ผู้เป็นขวัญใจผู้ชมทั่วโลก ได้แจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ยุค 1960 และก้าวสู่จุดสูงสุดในช่วงปี 1970 จากผลงานอย่าง The Candidate, The Way We Were และ All the President’s Men ก่อนคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ปี 1981 ด้วยภาพยนตร์ Ordinary People ซึ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีเดียวกัน

นอกจากนี้เขายังเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และยังอุทิศตนสร้างพื้นที่ให้ภาพยนตร์อิสระ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งวงการหนังอินดี้” ขณะเดียวกัน เขายังก่อตั้ง สถาบันและเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ในปี 1978 ที่เมืองพาร์กซิตี รัฐยูทาห์ เพื่อบ่มเพาะผู้กำกับหน้าใหม่ ซึ่งภายหลังกลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของผู้กำกับชื่อดังอย่าง เควนติน ทารันติโน สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก และดาร์เรน อาโรนอฟสกี

ผลงานเด่นช่วงปลายชีวิตคือ Out of Africa (1985)  All Is Lost (2013) และภาพยนตร์ที่เขาประกาศอำลาจอ The Old Man and the Gun (2018) เรดฟอร์ดเคยกล่าวกับสื่อว่า เขามีเส้นทางอาชีพที่ยาวนานและภูมิใจมาตลอด ตอนเข้าสู่วัย 80 คิดว่าถึงเวลาที่จะก้าวสู่การเกษียณ และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น.

รายงานยูเอ็นชี้ “อิสราเอล” ก่อ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา

รายงานยูเอ็นชี้ "อิสราเอล" ก่อ "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ในกาซา

16 ก.ย. 2568 15:26 น.

รายงานยูเอ็นชี้ “อิสราเอล” ก่อ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา

คณะกรรมการอิสระของสหประชาชาติออกรายงาน ระบุมีเหตุผลอันสมควรที่จะสรุปได้ว่าอิสราเอลได้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ด้านอิสราเอลปฏิเสธรายงานว่าบิดเบือนและไม่เป็นความจริง

คณะกรรมการอิสระเพื่อการสอบสวนในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง (Independent International Commission of Inquiry on the Occupied Palestinian Territory) ซึ่งตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ที่ระบุว่า มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือพอที่จะสรุปได้ว่าอิสราเอลได้กระทำการ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา โดยอ้างถึงหลักฐาน 4 ใน 5 ข้อของอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการสังหาร, ทำร้ายร่างกายและจิตใจ, จงใจสร้างเงื่อนไขเพื่อทำลายกลุ่มประชากร และการขัดขวางมิให้มีการเกิด รายงานยังระบุว่าเจตนาในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้นปรากฏจากคำกล่าวของผู้นำอิสราเอลและรูปแบบการปฏิบัติงานของกองกำลังอิสราเอล

รายงานฉบับนี้ซึ่งจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน นำโดย นาวี พิลเลย์ อดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าอิสราเอลได้กระทำพฤติการณ์ 4 ประการที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (1948 Genocide Convention) ได้แก่:

  • การสังหารสมาชิกของกลุ่ม: ด้วยการโจมตีเป้าหมายที่ได้รับการคุ้มครอง, พลเรือน และการจงใจสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเสียชีวิต
  • การก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงทางร่างกายและจิตใจ: ผ่านการโจมตีโดยตรงต่อพลเรือน, การปฏิบัติอย่างทารุณต่อผู้ถูกควบคุมตัว, การบังคับให้พลัดถิ่น และการทำลายสิ่งแวดล้อม
  • การจงใจสร้างเงื่อนไขในการดำรงชีวิตเพื่อนำไปสู่การทำลายกลุ่ม: ด้วยการทำลายอาคารและที่ดิน, การทำลายหรือกีดกันการเข้าถึงบริการทางการแพทย์, การกีดกันความช่วยเหลือ, น้ำ, ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงที่จำเป็น รวมถึงการใช้ความรุนแรงทางเพศ และการสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก
  • การกำหนดมาตรการเพื่อขัดขวางการเกิด: เช่น การโจมตีคลินิกเจริญพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในกาซาเมื่อเดือนธันวาคม 2023 ซึ่งทำลายตัวอ่อนประมาณ 4,000 ตัว และตัวอย่างอสุจิกับไข่ที่ยังไม่ได้รับการผสมอีก 1,000 ตัวอย่าง

รายงานยังอ้างถึงคำพูดของผู้นำอิสราเอล เช่น ประธานาธิบดีไอแซก เฮอร์ซอก, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โยอาฟ กัลแลนต์ ว่า “ปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และชี้ว่า “เจตนาในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นข้อสรุปที่มีเหตุผลเพียงอย่างเดียว” ที่สามารถสรุปได้จากพฤติกรรมของทางการและกองกำลังอิสราเอล

คณะกรรมการฯ ยังระบุว่า การกระทำของผู้นำทางการเมืองและทหารของอิสราเอล “เป็นความรับผิดชอบของรัฐอิสราเอล” ซึ่งหมายความว่ารัฐดังกล่าว “มีส่วนรับผิดชอบในการล้มเหลวในการป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, การกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการล้มเหลวในการลงโทษการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลได้ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยกล่าวหาว่ารายงานนี้ “บิดเบือนและไม่เป็นความจริง” โฆษกกระทรวงฯ ยังกล่าวหาผู้เชี่ยวชาญทั้งสามว่าทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของฮามาส” และอาศัย “ข้อมูลเท็จของฮามาส” ซึ่งถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำ

โฆษกฯ ระบุ “ตรงกันข้ามกับคำโกหกในรายงาน ฮามาสคือฝ่ายที่พยายามก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอิสราเอล ด้วยการสังหารผู้คน 1,200 คน, ข่มขืนผู้หญิง, เผาทั้งครอบครัว และประกาศเป้าหมายอย่างเปิดเผยว่าจะสังหารชาวยิวทุกคน” 

กองทัพอิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารในกาซาเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในกาซาแล้วอย่างน้อย 64,905 คน ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยกลุ่มฮามาส นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ยังต้องพลัดถิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า, บ้านเรือนกว่า 90% ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย, ระบบสาธารณสุข, น้ำ, สุขาภิบาล และสุขอนามัยได้ล่มสลาย และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางอาหารที่ได้รับการสนับสนุนจากยูเอ็นได้ประกาศภาวะทุพภิกขภัยในเมืองกาซาซิตี้

ทั้งนี้ มีองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและอิสราเอล, ผู้เชี่ยวชาญอิสระของยูเอ็น และนักวิชาการหลายราย ที่ได้กล่าวหาอิสราเอลว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซาเช่นกัน ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ก็กำลังพิจารณาคดีที่แอฟริกาใต้นำมาฟ้อง ซึ่งกล่าวหาว่าอิสราเอลกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เช่นเดียวกัน.

ที่มา BBC

ทรัมป์เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท “นิวยอร์กไทมส์” เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้าน

ทรัมป์เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท "นิวยอร์กไทมส์" เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้าน

16 ก.ย. 2568 12:43 น.

ทรัมป์เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท “นิวยอร์กไทมส์” เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเตรียมฟ้องหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เรียกค่าเสียหาย 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 4.76 แสนล้านบาท ในข้อหาหมิ่นประมาท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทรูธ โซเชียล ของเขาเมื่อวันจันทร์ว่า เขาจะยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เป็นเงิน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.76 แสนล้านบาท) ในข้อหาหมิ่นประมาทและใส่ร้าย

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “นิวยอร์กไทมส์ ได้รับอนุญาตให้โกหก ใส่ร้าย และหมิ่นประมาทผมอย่างอิสระมานานเกินไปแล้ว และเรื่องนี้จะยุติลงเดี๋ยวนี้!” 

ทรัมป์กล่าวโทษนิวยอร์กไทมส์ ที่สนับสนุนคามาลา แฮร์ริส ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในปี 2024 โดยกล่าวว่าสื่อดังกล่าวได้กลายเป็น “กระบอกเสียงให้กับพรรคเดโมแครตฝ่ายซ้ายสุดโต่ง” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าการฟ้องร้องครั้งนี้จะดำเนินการในรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรครีพับลิกัน 

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “สื่อฝ่ายซ้าย” ที่มีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขามาอย่างยาวนาน

ในโพสต์ช่วงค่ำของวันจันทร์ ทรัมป์ยังคงกล่าวโทษนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับการสนับสนุนคู่แข่งทางการเมืองของเขา โดยกล่าวว่า “การสนับสนุนคามาลา แฮร์ริสของพวกเขานั้น ถูกนำไปวางไว้ตรงกลางหน้าแรกของนิวยอร์กไทมส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน!”

ในโพสต์เดียวกัน เขายังกล่าวหาสำนักข่าวหรือรายการโทรทัศน์อื่นๆ ว่า “ใส่ร้าย” เขาผ่าน “ระบบการเปลี่ยนแปลงเอกสารและภาพที่ซับซ้อนอย่างสูง”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามฟ้องร้องนิวยอร์กไทมส์ โดยในปี 2023 ผู้พิพากษาได้ยกฟ้องคดีที่ทรัมป์ยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ข้อกล่าวหาในคดีไม่สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ”

คดีดังกล่าวมีมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 พันล้านบาท) ซึ่งกล่าวหาว่าหนังสือพิมพ์และหลานสาวของทรัมป์ คือ แมรี ทรัมป์ ได้ “สมคบคิดอย่างลับๆ” เพื่อเปิดเผยข้อมูลภาษีของเขา โดยคดีนี้ยื่นฟ้องในปี 2021 และเกี่ยวข้องกับซีรีส์ข่าวที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์เกี่ยวกับเรื่องการเงินของทรัมป์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแพ้คดีหมิ่นประมาทอีกคดีในปี 2023 เมื่อเขาพยายามฟ้องร้องสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เป็นเงิน 475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท) ในข้อหาที่กล่าวหาว่าสื่อดังกล่าวเปรียบเทียบเขากับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้สั่งยกฟ้องในเวลาต่อมา.

ที่มา BBC