ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียรับรองการแก้ไขกฎหมายกองทัพ ให้ทหารนั่งเก้าอี้พลเรือน

ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียรับรองการแก้ไขกฎหมายกองทัพ ให้ทหารนั่งเก้าอี้พลเรือน

17 ก.ย. 2568 16:11 น.

ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียรับรองการแก้ไขกฎหมายกองทัพ ให้ทหารนั่งเก้าอี้พลเรือน

ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียมีคำตัดสิน ยืนยันการบังคับใช้กฎหมายกองทัพฉบับแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงต้นปีนี้ ที่ให้บุคลากรทางทหารสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งในส่วนการเมืองของพลเรือนเพิ่มขึ้นได้ โดยยืนยันกระบวนการออกกฎหมายชอบด้วยกฎหมาย แม้กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักศึกษาโจมตีว่าขาดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของสาธารณะ

ศาลได้ประกาศคำวินิจฉัยต่อคำร้อง 5 ฉบับที่โต้แย้งการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งหนึ่งในสาระสำคัญคือการเพิ่มจำนวนหน่วยงานพลเรือนที่บุคลากรทางทหารสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งได้ ผู้ยื่นคำร้องให้เหตุผลว่ากระบวนการออกกฎหมายมีข้อบกพร่อง ไม่โปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมลับเพื่อพิจารณาการแก้ไขและเร่งรีบในการออกกฎหมาย

รัฐบาลอินโดนีเซียได้อนุมัติการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยกองทัพแห่งชาติ UU TNI ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20  มีนาคมที่ผ่านมา การแก้ไขกฎหมายนี้เรียกเสียงต่อต้านจากเหล่าองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการ เนื่องจากมองว่ากฎหมายนี้ได้ขยายบทบาทของทหารให้ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของประเทศได้มากขึ้น

ขณะนี้ความกังวลในอินโดนีเซียกำลังเพิ่มขึ้นว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ  กำลังหันไปพึ่งพากองทัพมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของเขา หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เพียง 11 เดือน ซึ่งนับเป็นการรื้อฟื้นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคระบอบเผด็จการ “ยุคระเบียบใหม่” ที่ปกครองโดยทหารในช่วงปี 1966-1998

ตลอดระยะเวลาการบริหารประเทศที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปราโบโวได้แต่งตั้งอดีตนายพลเข้ารับตำแหน่งสำคัญ และได้มอบหมายภารกิจต่าง ๆ ให้กับกองทัพ เช่น การจัดการกับการประท้วงตามท้องถนน การดำเนินการตามนโยบายแจกอาหารฟรีในโรงเรียน การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การผลิตยา และการยึดครองสวนปาล์มน้ำมันเพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ของรัฐ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดการประท้วงที่รุนแรงเป็นระยะเวลาสองสัปดาห์จากประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่เบี้ยเลี้ยงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำดับความสำคัญของงบประมาณแผ่นดิน ไปจนถึงการปฏิบัติงานของตำรวจ และความรู้สึกว่ากองทัพมีอิทธิพลเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นบททดสอบสำคัญครั้งแรกของประธานาธิบดีประโบโว

หนึ่งในผู้ยื่นคำร้อง อาร์ดี มันโต อดิตปุตรา เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “เราหวังว่าศาลจะยกเลิกกฎหมายกองทัพฉบับนี้ เพราะกระบวนการไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่น ๆ ที่ควบคุมกระบวนการนิติบัญญัติ” นอกจากนี้ ผู้ยื่นคำร้องยังประกอบด้วยกลุ่มสิทธิมนุษยชน กลุ่มนักศึกษา และ อินายา วาฮิด บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี อับดุลเราะห์มาน วาฮิด

ในทางกลับกัน รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมายของอินโดนีเซียกล่าวว่า กระบวนการนิติบัญญัติเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างเพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลที่ไม่ได้พิจารณาสาระของกฎหมาย แต่พิจารณาเฉพาะกระบวนการก่อนการบังคับใช้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อาร์ดีกล่าวว่า กลุ่มของเขามีแผนที่จะยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลพิจารณาทบทวนสาระสำคัญของกฎหมายในภายหลัง นอกจากนี้ เขายังกล่าวด้วยว่า คำตัดสินของศาลในครั้งนี้ได้เผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้ผู้ยื่นคำร้องหรือประชาชนเข้ารับฟังด้วยตนเอง.

ที่มา Reuters

ผู้ต้องสงสัยคดีดัง หนูน้อย “แมดเดอลีน แมคแคนน์” หายตัวลึกลับ ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเยอรมนี

ผู้ต้องสงสัยคดีดัง หนูน้อย "แมดเดอลีน แมคแคนน์" หายตัวลึกลับ ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเยอรมนี

17 ก.ย. 2568 15:11 น.

ผู้ต้องสงสัยคดีดัง หนูน้อย “แมดเดอลีน แมคแคนน์” หายตัวลึกลับ ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเยอรมนี

ผู้ต้องสงสัยหลักในคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับของ แมเดลีน แมคแคนน์ (Madeleine McCann) เด็กหญิงชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นคดีดังระดับโลก ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเยอรมนีแล้ว หลังถูกคุมขังในคดีอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ยังคงต้องสวมเครื่องติดตามตัวตามเงื่อนไข

คริสเตียน บรุกเนอร์ ชายชาวเยอรมันวัย 48 ปี ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีการหายตัวไปของ แมเดลีน แมคแคนน์ ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเซห์นเดอ  ใกล้เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี โดยทนายความของเขาได้ขับรถออกไปจากเรือนจำ ซึ่งแม้จะไม่มีภาพของเขาปรากฏให้เห็น แต่ตำรวจยืนยันว่าเขาได้รับการปล่อยตัวแล้ว

รายงานระบุว่าบรุกเนอร์ต้องโทษจำคุกในคดีข่มขืนหญิงชราคนหนึ่งที่เมืองปราเอีย ดา ลุซ ประเทศโปรตุเกส เมื่อปี 2005 และตามเงื่อนไขการปล่อยตัว เขาจะต้องสวมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดตามตัว

แม้จะได้รับการปล่อยตัว แต่บรุกเนอร์ยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีของแมเดลีน โดยเขาไม่เคยถูกตั้งข้อหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเธอ และให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น

แมเดลีน แมคแคนน์ หายตัวไปอย่างปริศนาเมื่อปี 2007 ขณะที่เธอและพี่น้องกำลังหลับอยู่ในห้องพักตากอากาศที่รีสอร์ตในเมืองปราเอีย ดา ลุซ ประเทศโปรตุเกส โดยขณะนั้นพ่อและแม่ของเธอคือ เคท และ เจอร์รี แมคแคนน์ ได้ออกไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารใกล้เคียง การหายตัวไปของแมเดลีนกลายเป็นหนึ่งในคดีบุคคลสูญหายที่โด่งดังและยังคงไร้ข้อสรุปมากที่สุดในโลก

อัยการเยอรมันเชื่อว่าบรุกเนอร์คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของแมเดลีน โดยมีหลักฐานสำคัญจากข้อมูลโทรศัพท์มือถือที่บ่งชี้ว่าเขาอาจอยู่ในพื้นที่ขณะที่เด็กหญิงหายตัวไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอที่จะนำไปสู่การตั้งข้อหา

บรุกเนอร์ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในแคว้นอัลการ์เว  ของโปรตุเกสเป็นเวลาหลายปี มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน ทั้งการเป็นอาชญากรเร่ร่อนและผู้กระทำความผิดทางเพศ โดยเขาเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กเมื่อปี 1994 และ 2016

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจโปรตุเกสและเยอรมันได้เข้าตรวจค้นพื้นที่อีกครั้งระหว่างจุดที่ครอบครัวแมคแคนน์เคยพักอยู่กับที่อยู่ของบรุกเนอร์ แต่ไม่พบความคืบหน้าใด ๆ เช่นเดียวกับการค้นหาใกล้เขื่อนอาราด เมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บรุกเนอร์เคยถ่ายรูปและวิดีโอตัวเองไว้ในช่วงปี 2000-2017

นอกจากนี้ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ศาลเยอรมนีได้ยกฟ้องข้อหาความผิดทางเพศอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีของแมเดลีน ซึ่งกล่าวหาว่าบรุกเนอร์กระทำความผิดในโปรตุเกสระหว่างปี 2000-2017

ปัจจุบัน แม้ทางการเยอรมันจะสงสัยว่าบรุกเนอร์อาจก่อเหตุฆาตกรรม แต่ตำรวจอังกฤษยังคงถือว่าคดีของแมเดลีนเป็นคดีบุคคลสูญหาย โดยการสืบสวนคดีนี้ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า Operation Grange ได้รับเงินทุนสนับสนุนไปแล้วกว่า 13.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 608 ล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2011 และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังได้รับเงินเพิ่มอีก 108,000 ปอนด์ (ประมาณ 5 ล้านบาท) จากรัฐบาลอังกฤษอีกด้วย

ความตึงเครียดปะทุ! เรือจีน-ฟิลิปปินส์ชนกันกลางทะเลจีนใต้ ใกล้แนวสันทรายพิพาท

ความตึงเครียดปะทุ! เรือจีน-ฟิลิปปินส์ชนกันกลางทะเลจีนใต้ ใกล้แนวสันทรายพิพาท

17 ก.ย. 2568 12:48 น.

ความตึงเครียดปะทุ! เรือจีน-ฟิลิปปินส์ชนกันกลางทะเลจีนใต้ ใกล้แนวสันทรายพิพาท

เกิดเหตุเรือหน่วยยามฝั่งจีนและเรือของฟิลิปปินส์ชนกันในบริเวณสันทรายสการ์โบโรห์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน

หน่วยยามฝั่งของจีนกล่าวหาเรือของฟิลิปปินส์ว่า “จงใจพุ่งชน” เรือของตนใกล้กับสันทรายสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) หรือที่จีนเรียกว่าเกาะหวงเหยียน อย่างไรก็ตาม ทางการฟิลิปปินส์ได้ออกมาปฏิเสธและโต้กลับว่า เรือของจีนเป็นฝ่ายที่ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงจนสร้างความเสียหายอย่างมากให้แก่เรือของตนและทำให้ลูกเรือได้รับบาดเจ็บ

แถลงการณ์จากหน่วยยามฝั่งจีนระบุว่า เรือของรัฐบาลฟิลิปปินส์มากกว่า 10 ลำ ได้แล่นเข้ามาในน่านน้ำรอบสันทรายดังกล่าวจากหลายทิศทาง จึงจำเป็นต้องใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อป้องกันการบุกรุก

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 วัน หลังจากที่จีนประกาศให้พื้นที่บางส่วนของแนวสันทรายสการ์โบโรห์ เป็น “เขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งชาติ” ซึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่เรียกแนวสันทรายนี้ว่า “บาโฮ เด มาซินล็อก” (Bajo de Masinloc) ได้ยื่นเรื่องประท้วงทางการทูตในทันที

จีนและฟิลิปปินส์มีการเผชิญหน้ากันหลายครั้งในบริเวณแนวสันทรายในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์เกือบทั้งหมดในน่านน้ำดังกล่าว ทั้งสองประเทศเป็นส่วนหนึ่งของหลายประเทศที่มีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเป็นแหล่งทำประมงที่มีมูลค่าสูง

กองกำลังยามฝั่งฟิลิปปินส์รายงานว่า เรือยามฝั่งจีน 2 ลำ ได้ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงโจมตีเรือประมงของฟิลิปปินส์ ที่มีชื่อว่า BRP Datu Gumbay Piang เป็นเวลากว่า 30 นาที จนเกิด “ความเสียหายอย่างมาก” รวมถึงบริเวณห้องกัปตันและสะพานเดินเรือ กระจกแตกจนทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหนึ่งนาย นอกจากนี้ กระแสไฟฟ้ายังลัดวงจรส่งผลกระทบต่อปลั๊กไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศกลางแจ้งอีก 5 เครื่อง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือรบของกองทัพเรือจีนได้กระจายเสียงทางวิทยุ “ประกาศการซ้อมรบด้วยกระสุนจริง” ในบริเวณแนวสันทราย ทำให้ชาวประมงฟิลิปปินส์เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งในวันอังคารที่เกิดเหตุ เรือยามฝั่งและเรือประมงของฟิลิปปินส์ได้ถูกส่งไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อมอบเชื้อเพลิง, น้ำ, น้ำแข็ง และความช่วยเหลืออื่น ๆ ให้กับเรือประมงกว่า 35 ลำที่อยู่ในพื้นที่

หลายประเทศที่ใกล้ชิดกับฟิลิปปินส์ต่างแสดงการสนับสนุนในเรื่องเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า การกระทำของจีนเป็น “อีกหนึ่งการเคลื่อนไหวที่บีบบังคับ เพื่ออ้างสิทธิ์ในดินแดนและน่านน้ำในทะเลจีนใต้ที่กว้างใหญ่ โดยแลกกับการสร้างความเสียหายให้เพื่อนบ้าน”

สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียก็แสดงความกังวลเช่นกัน ขณะที่สถานทูตแคนาดาในฟิลิปปินส์กล่าวว่า ได้คัดค้านความพยายามที่จะใช้การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเป็นข้ออ้างในการเข้าควบคุมแนวสันทรายสการ์โบโรห์ที่เป็นพื้นที่พิพาท.

ที่มา AP

อัยการรัฐยูทาห์จ่อยื่นขอโทษประหารชีวิต มือปืนลอบสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

อัยการรัฐยูทาห์จ่อยื่นขอโทษประหารชีวิต มือปืนลอบสังหาร "ชาร์ลี เคิร์ก"

17 ก.ย. 2568 11:24 น.

อัยการรัฐยูทาห์จ่อยื่นขอโทษประหารชีวิต มือปืนลอบสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

อัยการรัฐยูทาห์เปิดเผยว่า จะเดินหน้ายื่นขอโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ต้องหาในคดีลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม พร้อมเปิดเผยหลักฐานใหม่ ซึ่งรวมถึงข้อความแชตที่เชื่อว่าผู้ต้องหาใช้สารภาพผิดกับคนใกล้ชิด

อัยการประจำเขตยูทาห์เคาน์ตี้ได้ยื่นฟ้อง นายไทเลอร์ โรบินสัน วัย 22 ปี ใน 7 ข้อหาอาญา รวมถึงข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นคดีที่อาจได้รับโทษประหารชีวิต หลังเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักกิจกรรมแนวอนุรักษ์นิยมชื่อดัง

ตามเอกสารที่ยื่นต่อศาล อัยการได้เปิดเผยรายละเอียดสำคัญของคดี รวมถึงข้อความจากโทรศัพท์มือถือที่โรบินสันส่งถึงรูมเมท ซึ่งเป็นคู่รักของเขา โดยเมื่อถูกถามว่าทำไมถึงก่อเหตุ โรบินสันตอบว่า “ผมทนความเกลียดชังของเขาไม่ไหวแล้ว”

โรบินสันถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยิงปืนไรเฟิลจากบนหลังคาอาคาร ซึ่งกระสุนเจาะเข้าที่คอของเคิร์ก ขณะที่เขากำลังกล่าวสุนทรพจน์อยู่ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยภาพเหตุการณ์ได้ถูกบันทึกและเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์

อัยการเปิดเผยว่า หลังการยิงเพียงไม่นาน โรบินสันได้ส่งข้อความให้รูมเมทไปดูใต้คีย์บอร์ด ซึ่งพบจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ ระบุว่า “ผมมีโอกาสที่จะกำจัดชาร์ลี เคิร์ก และผมจะทำมัน” เมื่อรูมเมทถามกลับไปว่าเขาเป็นคนทำใช่ไหม โรบินสันก็ตอบว่า “ใช่ ผมเอง ขอโทษด้วย”

ในข้อความถัดมา โรบินสันยังสารภาพว่าเขาได้วางแผนก่อเหตุมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ และหลังจากก่อเหตุได้บอกกับรูมเมทว่าเขาเสียดายที่ไม่ได้กลับไปเก็บปืนไรเฟิลของปู่ที่ทิ้งไว้ในพุ่มไม้ เพราะกลัวพ่อจะโกรธ ซึ่งในภายหลัง เจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบดีเอ็นเอของเขาบนไกปืนที่ใช้ก่อเหตุได้

ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า แม่ของโรบินสันให้การกับตำรวจว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ลูกชายของเธอมีแนวคิดทางการเมืองที่เอนเอียงไปทางซ้ายจัด และสนับสนุนสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ มากขึ้น ซึ่งมีความเห็นขัดแย้งอย่างมากกับพ่อของเขาที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการลงโทษประหารชีวิต ซึ่งอัยการระบุว่า การตัดสินใจยื่นฟ้องโทษสูงสุดนี้เป็นไปตามหลักฐานและพฤติการณ์ของคดีอย่างอิสระ

ในระหว่างการไต่สวนครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผู้พิพากษาได้อ่านข้อหาและแจ้งให้โรบินสันทราบว่าเขามีสิทธิ์ได้รับโทษประหารชีวิต โดยทางศาลจะจัดหาทนายความให้ เนื่องจากโรบินสันไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ โดยนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปคือวันที่ 29 กันยายนนี้.

ที่มา  Reuters

หามส่งรพ. อดีตผู้นำบราซิลป่วยกะทันหัน ก่อนเข้ารับโทษจำคุก 27 ปี ในเรือนจำ

หามส่งรพ. อดีตผู้นำบราซิลป่วยกะทันหัน ก่อนเข้ารับโทษจำคุก 27 ปี ในเรือนจำ

17 ก.ย. 2568 10:59 น.

หามส่งรพ. อดีตผู้นำบราซิลป่วยกะทันหัน ก่อนเข้ารับโทษจำคุก 27 ปี ในเรือนจำ

อดีตประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนาโร แห่งบราซิล วัย 70 ปี ซึ่งเพิ่งถูกตัดสินจำคุก 27 ปี ฐานวางแผนก่อรัฐประหาร ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด่วนเมื่อคืนที่ผ่านมา (16 ก.ย.) หลังมีอาการป่วยที่บ้านพักในกรุงบราซิเลีย ขณะอยู่ภายใต้การกักบริเวณ

วันที่ 15 กันยายน 2568 นายฟลาวีโอ โบลโซนาโร ลูกชายของอดีตประธานาธิบดีโบลโซนาโร เปิดเผยว่า ผู้เป็นพ่อเกิดอาการสะอึกอย่างรุนแรง อาเจียน และความดันโลหิตต่ำ จึงถูกหามส่งโรงพยาบาล DF Star พร้อมเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่คอยเฝ้าระวัง โดยนี่นับเป็นครั้งที่ 2 ภายในสัปดาห์เดียว หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ เขาเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดตัดก้อนเนื้อผิวหนัง 8 จุดส่งตรวจชิ้นเนื้อ

โดยโบลโซนาโรมีปัญหาทางลำไส้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ถูกแทงระหว่างหาเสียงเลือกตั้งปี 2561 และต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่หลายครั้ง รวมถึงการผ่าตัดนาน 12 ชั่วโมงในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เมื่อสัปดาห์ก่อน คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดเพิ่งลงมติว่ามีความผิดฐานวางแผนก่อรัฐประหาร หลังแพ้เลือกตั้งให้ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซีโอ ลูลา ดา ซิลวา ในปี 2565 พร้อมตัดสินโทษจำคุก 27 ปี 3 เดือน แต่การลงโทษยังไม่เริ่มบังคับใช้ทันที ศาลมีเวลา 60 วันในการเผยแพร่คำพิพากษาอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นทนายความของเขามีสิทธิยื่นคำร้องขอชี้แจงภายใน 5 วัน

นอกจากคดีพยายามรัฐประหารแล้ว ในวันอังคาร ศาลรัฐบาลกลางบราซิลยังสั่งปรับโบลโซนาโร 1 ล้านเรียลบราซิล หรือประมาณ 6.98 ล้านบาท ฐานสร้างความเสียหายทางศีลธรรมต่อสังคม จากการกล่าวเหยียดเชื้อชาติต่อผู้สนับสนุนผิวสีรายหนึ่งเมื่อปี 2564 .

มือดีฉายภาพคู่ “ทรัมป์-เอปสตีน” ขึ้นปราสาทวินด์เซอร์ ถูกจับกุม 4 ราย

มือดีฉายภาพคู่ "ทรัมป์-เอปสตีน" ขึ้นปราสาทวินด์เซอร์ ถูกจับกุม 4 ราย

17 ก.ย. 2568 10:51 น.

มือดีฉายภาพคู่ “ทรัมป์-เอปสตีน” ขึ้นปราสาทวินด์เซอร์ ถูกจับกุม 4 ราย

ตำรวจอังกฤษจับกุม 4 ผู้ต้องสงสัย หลังก่อเหตุฉายภาพโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดทางเพศ ขึ้นบนกำแพงปราสาทวินด์เซอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ประท้วงที่ปราสาทวินด์เซอร์ในอังกฤษ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มผู้ประท้วงได้ฉายภาพของ โดนัลด์ ทรัมป์ และ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินที่ถูกตัดสินคดีทางเพศ ขึ้นบนกำแพงของปราสาทวินด์เซอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทรัมป์จะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ประท้วงได้นำป้ายผ้าขนาดใหญ่มาแสดงบริเวณใกล้เคียงปราสาท ซึ่งเป็นภาพของทรัมป์กับเอปสตีน ก่อนที่จะใช้เครื่องฉายโปรเจคเตอร์ฉายภาพชุดดังกล่าว รวมถึงภาพของเหยื่อในคดีของเอปสตีน และข่าวที่เกี่ยวข้อง ขึ้นไปบนหอคอยของปราสาทด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกแถลงการณ์ว่า มีการจับกุมผู้ใหญ่ 4 คนในข้อหา “การสื่อสารที่เป็นอันตราย” จากเหตุการณ์ฉายภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทางตำรวจระบุว่าเป็นการ “แสดงความสามารถเพื่อประชาสัมพันธ์” ทั้งหมดกำลังอยู่ระหว่างการควบคุมตัว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เปิดเผยจดหมายอวยพรวันเกิดที่อ้างว่าทรัมป์เขียนถึงเอปสตีนเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว แม้ทำเนียบขาวจะออกมาปฏิเสธว่าจดหมายดังกล่าวไม่เป็นความจริง

เนื้อหาในจดหมายมีข้อความที่ระบุว่า ทรัมป์เรียกเอปสตีนว่า “เพื่อน” พร้อมกับข้อความ “ขอให้ทุกวันเป็นความลับที่ยอดเยี่ยมอีกอย่าง” โดยข้อความนี้ถูกเขียนอยู่บนภาพวาดร่างเปลือยของผู้หญิงอย่างหยาบ ๆ

แม้ว่าทรัมป์จะเคยเป็นเพื่อนกับเอปสตีนก่อนที่เขาจะขึ้นเป็นประธานาธิบดี แต่ทั้งคู่ได้แตกหักกันหลายปีก่อนที่เอปสตีนจะเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2019 ซึ่งการเปิดเผยจดหมายฉบับนี้ได้ทำให้เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับเอปสตีนกลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง.

ที่มา Reuters

เด็กสาวจีนเกือบขาดอากาศตายกลางห้าง หลังไข่มุกชานมไหลอุดหลอดลม

เด็กสาวจีนเกือบขาดอากาศตายกลางห้าง หลังไข่มุกชานมไหลอุดหลอดลม

17 ก.ย. 2568 10:25 น.

เด็กสาวจีนเกือบขาดอากาศตายกลางห้าง หลังไข่มุกชานมไหลอุดหลอดลม

เกิดเหตุการณ์ระทึก เด็กสาวที่กำลังดื่มชาไข่มุกเผลอดูดไข่มุกไหลเข้าไปในหลอดลม จนอุดกั้นทางเดินหายใจ เคราะห์ดีพลเมืองดีเข้าช่วยชีวิตทันในช่วง 4 นาทีทอง

โลกโซเชียล มีการแชร์คลิปวินาทีชีวิตของเด็กสาวชาวจีน ที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด หลังไข่มุกในชานมเครื่องดื่มยอดนิยม หลุดเข้าไปติดในหลอดลม ทำให้เธอหายใจไม่ออก มีอาการมือเกร็ง ใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำและเกือบหมดสติ เคราะห์ดีที่ในจังหวะนั้น มีพลเมืองดีเห็นเหตุการณ์ และเร่งเข้ามาให้การช่วยเหลือ โดยผลัดกันทำ ท่าฮัมลิค (Heimlich manoeuvre) เพื่อพยายามดันสิ่งอุดกั้นออกมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ประสบเหตุมีรูปร่างสูง และอาการทรุดจนไม่สามารถยืนได้ ทำให้การทำฮัมลิคแบบมาตรฐานเป็นไปอย่างยากลำบาก

โชคดีที่หลังจากความพยายามต่อเนื่องเกือบ 4 นาที เด็กสาวก็สามารถขับสิ่งอุดกั้นออกมาได้ทันเวลา รอดพ้นจากภาวะอันตรายอย่างฉิวเฉียด

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความสำคัญของการรู้จักและใช้ท่าฮัมลิคอย่างถูกวิธี เพราะการช่วยเหลือที่รวดเร็วใน “4 นาทีทอง” มีส่วนสำคัญต่อการช่วยชีวิต ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นข้อจำกัด เช่น ความตื่นตระหนกและการทำท่าช่วยเหลือผิดวิธี ที่อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ท่าฮัมลิค เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ยังรู้สึกตัวและมีการอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์ แต่หากผู้ป่วยเริ่มหมดสติหรือไม่ตอบสนอง การทำ CPR อาจได้ผลมากกว่า เนื่องจากแรงดันจากการกดหน้าอกสามารถช่วยขับสิ่งแปลกปลอมออกจากหลอดลมได้.

ที่มา : Newsflare

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  ชานมไข่มุกติดคอ 

ผู้ประท้วงบุกหน้าวังวินด์เซอร์ ชูป้าย “ไม่ต้อนรับทรัมป์” เยือนอังกฤษ

ผู้ประท้วงบุกหน้าวังวินด์เซอร์ ชูป้าย "ไม่ต้อนรับทรัมป์" เยือนอังกฤษ

17 ก.ย. 2568 10:20 น.

ผู้ประท้วงบุกหน้าวังวินด์เซอร์ ชูป้าย “ไม่ต้อนรับทรัมป์” เยือนอังกฤษ

ผู้ประท้วงอังกฤษบุกหน้าพระราชวังวินด์เซอร์ ชูป้ายต่อต้านการเยือนของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลอังกฤษหวังผลักดันข้อตกลงเทคโนโลยีมูลค่าหลายพันล้าน ท่ามกลางความเห็นต่างเรื่องยูเครน  

วันที่ 16 กันยายน 2568 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ผู้ประท้วงหลายสิบคนไปรวมตัวกันหน้าพระราชวังวินด์เซอร์ เพื่อถือป้ายและตะโกนว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เป็นที่ต้อนรับที่นี่” เพื่อเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อการเยือนอังกฤษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

โดยนายทรัมป์มีกำหนดการเยือนอังกฤษ เป็นเวลา 2 วัน โดยขณะที่รัฐบาลอังกฤษหวังว่าจะสามารถผลักดันข้อตกลงด้านเทคโนโลยีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ระหว่างการเจรจาระดับสูง แม้จะมีความเห็นต่างเรื่องยูเครน ตะวันออกกลาง และอนาคตของพันธมิตรตะวันตก

การเยือนครั้งนี้จัดเต็มด้วยพิธีราชสำนักแบบอังกฤษ ทั้งรถม้าพระราชวัง ทหารกองเกียรติยศ และงานเลี้ยงอย่างโอ่อ่าภายในปราสาทอายุ 1,000 ปี เพื่อเอาใจประธานาธิบดีที่ชื่นชอบความหรูหราฟู่ฟ่า โดยกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงรับทรัมป์ที่ปราสาทวินด์เซอร์ในวันพุธ ก่อนที่ทรัมป์จะพบกับนายกรัฐมนตรีคีร์ สตาร์เมอร์ ที่บ้านพักตากอากาศชนบทของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในวันถัดมา

สำนักงานนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า การเยือนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์อังกฤษ-สหรัฐฯ เป็นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก มีประวัติยาวนานกว่า 250 ปี  แม้จะเคยมีความขัดแย้งช่วงปี ค.ศ. 1776 พร้อมยึดมั่นในค่านิยมร่วมเรื่องกฎหมายและตลาดเสรี

ขณะที่ทำเนียบขาวคาดว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งสหรัฐฯ.

คุกโบลิเวียวุ่น นักโทษปีนหลังคาประท้วงหิว หลังเงินเบี้ยเลี้ยงขาดหาย

คุกโบลิเวียวุ่น นักโทษปีนหลังคาประท้วงหิว หลังเงินเบี้ยเลี้ยงขาดหาย

17 ก.ย. 2568 09:20 น.

คุกโบลิเวียวุ่น นักโทษปีนหลังคาประท้วงหิว หลังเงินเบี้ยเลี้ยงขาดหาย

นักโทษในเรือนจำซานเปโดรของโบลิเวีย ก่อเหตุประท้วงจากความหิว ไม่พอใจไม่ได้รับเงินค่าอาหารประจำวันมานานหลายเดือน

นักโทษใน เรือนจำซานเปโดร ในเมืองลาปาซ ก่อเหตุประท้วงเดือดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังถูกตัดหรือดีเลย์เงิน ค่าอาหารประจำวัน ที่เป็นสิทธิพื้นฐานในการนำไปซื้ออาหารภายในเรือนจำ หลายคนถือฝาหม้อและป้ายนั่งอยู่บนดาดฟ้า เปล่งเสียง “We want to eat!” ที่แปลว่าพวกเราต้องการจะกิน และ “We are hungry!” ที่แปลว่า พวกเราหิว เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ปัญหาเรื่องอาหารที่ขาดแคลน และปัญหาจำนวนคนในเรือนจำที่เกินความจุรองรับ 

ด้านเจ้าหน้าที่กรมระบบราชทัณฑ์ระบุว่าเกิด ปัญหาเกิดจากการล่าช้าในการเบิกจ่ายเงินค่าอาหารประจำวัน ให้กับเรือนจำหลายแห่ง ซึ่งเงินนี้มีไว้ให้ผู้ต้องขังสามารถใช้ซื้ออาหารเสริมเพิ่มเติมจากอาหารที่รัฐจัดหาให้ นอกจากนี้ นักโทษยังประท้วงเรื่อง เรือนจำที่มีผู้ต้องขังเยอะเกินความจุ ซึ่งทำให้ทรัพยากรไม่เพียงพอ ทั้งด้านอาหาร ความสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขอนามัย

อย่างไรก็ตาม หลังการประท้วงหลายชั่วโมง ตำรวจก็สามารถควบคุมสถานการณ์กลับมาได้ โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการใช้อาวุธรุนแรง มีแต่เสียงโห่ร้องและการถือป้ายประท้วงเท่านั้น โดยในป้ายข้อความระบุว่า หกเดือนแล้วที่ไม่ได้รับเงินค่าอาหารประจำวัน และความหิวทำร้ายเรา เป็นต้น.

ที่มา :reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นักโทษ

รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

17 ก.ย. 2568 09:14 น.

รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,700 ล้านบาท เพื่อรับมือการชะลอตัวและพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย 5.2% ในปีนี้  

วันที่ 16 กันยายน 2568 นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ารวม 16.23 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 36,700 ล้านบาท เพื่อรับมือการชะลอตัวและพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย 5.2% ในปีนี้ หลังไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 5.12% สูงสุดในรอบ 2 ปี

โดยระบุว่า มาตรการจะเริ่มใช้ในไตรมาส 4 ของปีนี้ และบางส่วนขยายต่อถึงปี 2569 โดยสาระสำคัญคือการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยกว่า 18.3 ล้านครอบครัวด้วยการแจกข้าวสาร 10 กิโลกรัมต่อครอบครัว พร้อมจัดโครงการ “เงินสดแลกงาน” มูลค่า 5.3 ล้านล้านรูเปียห์ ให้ประชาชนกว่า 600,000 คนทำงานก่อสร้างถนนและสะพานในช่วงกันยายนถึงธันวาคม

นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับแรงงานภาคท่องเที่ยว ขยายเวลาเบี้ยประกันภัยแรงงานให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและคนขับรถบรรทุก ลดลงครึ่งหนึ่ง รวมถึงโครงการฝึกงานแบบมีค่าตอบแทนสำหรับบัณฑิตจบใหม่กว่า 20,000 คน ขณะที่ภาษีธุรกิจขนาดเล็กที่เดิมกำหนดจะปรับขึ้นจาก 0.5% เป็น 1% ในปีหน้า ได้ถูกชะลอออกไปจนถึงปี 2572 

ขณะเดียวกัน ในปี 2569 รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าโครงการปลูกทดแทนพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่ 870,000 เฮกตาร์ ครอบคลุมอ้อย โกโก้ กาแฟ มะม่วงหิมพานต์ จันทน์เทศ และมะพร้าว ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานใหม่ได้กว่า 1.6 ล้านตำแหน่ง

ด้านนายเปอร์บาญา ยูดิ ซาเดวา รัฐมนตรีการคลัง ยืนยันว่า มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อเป้าการขาดดุลงบประมาณปี 2568 ซึ่งล่าสุดคาดการณ์อยู่ที่ 2.78% ของจีดีพี.