“เนทันยาฮู” ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

"เนทันยาฮู" ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

16 ก.ย. 2568 12:17 น.

“เนทันยาฮู” ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำ “อิสราเอลจะไม่โจมตีในกาตาร์อีก”

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ที่นครเยรูซาเล็ม ว่าทุกประเทศมีสิทธิ์ที่จะ “ปกป้องตนเองนอกพรมแดน” และจะไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม”

ความเห็นของเนทันยาฮูมีขึ้นหลังจากอิสราเอลตัดสินใจโจมตีผู้นำฮามาสในกาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยกลุ่มฮามาสอ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 6 คน แต่ผู้นำของพวกเขาปลอดภัย

การแสดงความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทำเนียบขาวเปิดเผยว่าทรัมป์ได้ให้ความมั่นใจกับกาตาร์ว่า “สิ่งเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกบนดินแดนของพวกเขา”

เมื่อถูกนักข่าวถามว่าสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีหรือไม่ เนทันยาฮูตอบสั้นๆ ว่า “เราทำด้วยตัวเอง จบ” ขณะที่รูบิโอตอบคำถามจาก BBC ว่าการโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคหรือไม่ โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ ยังคงรักษา “ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพันธมิตรในอ่าวอาหรับ”

ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะแสดงท่าทีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้จะมีความตึงเครียดที่เห็นได้ชัด โดยรูบิโอได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ขณะที่เนทันยาฮูบอกว่าอิสราเอล “ไม่มีพันธมิตรที่ดีกว่านี้แล้ว”

การประชุมของทั้งสองเกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอาหรับจัดการประชุมสุดยอดเพื่อแสดงการสนับสนุนกาตาร์ โดยนายกรัฐมนตรีกาตาร์ได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกระงับการใช้ “มาตรฐานสองชั้น” และลงโทษอิสราเอล ต่อมา เมื่อถูกถามว่าอิสราเอลมีหลักประกันว่าจะไม่โจมตีประเทศอีกหรือไม่ ทรัมป์กล่าวซ้ำสองครั้งว่าเนทันยาฮู “จะไม่โจมตีกาตาร์”

กาตาร์เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศหลักของสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา รวมถึงเป็นคนกลางในการเจรจาทางอ้อมระหว่างฮามาสกับอิสราเอล โดยเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเมืองของกลุ่มฮามาสตั้งแต่ปี 2012

รายงานระบุว่า รูบิโอจะเดินทางต่อไปยังกาตาร์หลังเสร็จสิ้นภารกิจในอิสราเอล โดยก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ เนทันยาฮูได้บอกกับนักข่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลนั้น “ทนทานเหมือนหินในกำแพงตะวันตก” ขณะที่ทั้งคู่ได้ไปเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองเก่าของเยรูซาเล็ม

นอกจากนี้ คาดว่าเนทันยาฮูและรูบิโอได้หารือกันเกี่ยวกับแผนการทางทหารของอิสราเอลในการยึดครองเมืองกาซาซิตี้ และการขยายการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลได้รื้อถอนอาคารที่อยู่อาศัยในเมืองกาซาซิตี้ต่อไป และตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ขณะนี้กำลังเตรียมพร้อมที่จะเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตะวันตกของเมือง

การประชุมของเนทันยาฮูและรูบิโอเกิดขึ้นก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, แคนาดา, ออสเตรเลีย และเบลเยียม จะให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์.


ที่มา BBC

สวีเดนประกาศยุติสนับสนุนการพัฒนาเมียนมา ในช่วงกลางปีหน้า เพื่อโยกงบไปช่วยยูเครนแทน

สวีเดนประกาศยุติสนับสนุนการพัฒนาเมียนมา ในช่วงกลางปีหน้า เพื่อโยกงบไปช่วยยูเครนแทน

16 ก.ย. 2568 11:33 น.

สวีเดนประกาศยุติสนับสนุนการพัฒนาเมียนมา ในช่วงกลางปีหน้า เพื่อโยกงบไปช่วยยูเครนแทน

สวีเดนประกาศยุติความช่วยเหลือด้านการพัฒนาต่อเมียนมา ภายในมิ.ย. 2569 เพื่อให้ความสำคัญกับยูเครน ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนเตือนการตัดเงินสนับสนุนอาจทำลายภาคประชาสังคมและสื่ออิสระในเมียนมา

วันที่ 15 กันยายน 2568 นายเบนจามิน ดูซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและการค้าต่างประเทศ ของสวีเดน ระบุว่า รัฐบาลสวีเดนจะยุติความช่วยเหลือด้านการพัฒนาต่อเมียนมา ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อมุ่งเน้นให้การสนับสนุนยูเครนเป็นหลัก 

โดยรัฐบาลสวีเดนระบุว่า ที่ผ่านมายูเครนถือเป็นแนวป้องกันเสรีภาพของยุโรป สวีเดนจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทิศทางความช่วยเหลือไปที่ยูเครน โดยสวีเดนวางแผนเพิ่มการสนับสนุนทางทหารให้ยูเครน 4,200 ล้านดอลลาร์ต่อปี ระหว่างปี 2569–2570 และสนับสนุนด้านพลเรือนไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2569–2571

รัฐบาลสวีเดนระบุว่า สวีเดนถือเป็นผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและภาคประชาสังคมของเมียนมาอย่างยาวนาน รวมถึงสื่ออิสระ โดยภายในกลางปี 2569 การสนับสนุนทั้งหมดต่อเมียนมาจะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมยังคงดำเนินต่อ 

ทางด้านองค์กร Human Rights Myanmar (HRM) เตือนว่า การยุติความช่วยเหลือครั้งนี้จะลดเงินสนับสนุนสื่ออิสระลง ปีละ 2.4 ล้านดอลลาร์ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนลง 2.55 แสนดอลลาร์ ส่งผลให้การดำรงอยู่ขององค์กรเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยง.

ศาลเซี่ยงไฮ้สั่งวัยรุ่นปัสสาวะลงหม้อไฟร้านดัง ชดใช้เกือบ 10 ล้านบาท

ศาลเซี่ยงไฮ้สั่งวัยรุ่นปัสสาวะลงหม้อไฟร้านดัง ชดใช้เกือบ 10 ล้านบาท

16 ก.ย. 2568 11:30 น.

ศาลเซี่ยงไฮ้สั่งวัยรุ่นปัสสาวะลงหม้อไฟร้านดัง ชดใช้เกือบ 10 ล้านบาท

ศาลในเซี่ยงไฮ้มีคำสั่งให้วัยรุ่น 2 คนและครอบครัวจ่ายค่าเสียหายกว่า 2.2 ล้านหยวน หรือเกือบ 10 ล้านบาท ให้กับร้านหม้อไฟยักษ์ใหญ่ ไห่ตี้เหลา (Haidilao) หลังก่อเหตุปัสสาวะใส่หม้อไฟและถ่ายคลิปวิดีโอจนกลายเป็นกระแสไวรัล

ศาลประชาชนเขตหวงผู่ในนครเซี่ยงไฮ้ ได้มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ให้สองวัยรุ่นชาย อายุ 17 ปี นามสกุลถัง และอู๋ ซึ่งก่อเหตุปัสสาวะใส่หม้อไฟในร้านไห่ตี้เหลา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทรวมเป็นเงิน 2.2 ล้านหยวน (ประมาณ 9.8 ล้านบาท)

ตามรายงานของศาล วัยรุ่นทั้งสองคนเข้าไปใช้บริการในห้องส่วนตัวของร้านไห่ตี้เหลาในนครเซี่ยงไฮ้ และได้ผลัดกันยืนบนโต๊ะเพื่อปัสสาวะลงในหม้อไฟ พร้อมทั้งถ่ายคลิปวิดีโอการกระทำของกันและกัน

นายอู๋เป็นคนแรกที่โพสต์วิดีโอลงในโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และคลิปก็กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนยอมรับว่าตระหนักดีว่าการกระทำนี้จะกลายเป็นไวรัล และเข้าใจถึงผลกระทบเชิงลบต่อสังคมที่อาจเกิดขึ้น

ไห่ตี้เหลาได้ยื่นฟ้องร้องเมื่อวันที่ 14 มีนาคม เรียกร้องให้วัยรุ่นทั้งสองคนและผู้ปกครองออกมาขอโทษต่อสาธารณะ และจ่ายค่าชดเชยความเสียหายกว่า 23 ล้านหยวน

ในคำตัดสิน ศาลสั่งให้วัยรุ่นทั้งสองคนต้องชดใช้ค่าเสียหาย 130,000 หยวน (ประมาณ 580,000 บาท) สำหรับความเสียหายต่ออุปกรณ์บนโต๊ะอาหารและค่าทำความสะอาด, 2 ล้านหยวน (ประมาณ 8.92  ล้านบาท) สำหรับความเสียหายต่อชื่อเสียงและรายได้ของไห่ตี้เหลา และค่าธรรมเนียมทางกฎหมายอีก 70,000 หยวน (ประมาณ 312,000 บาท)

รายงานจากหนังสือพิมพ์โกลบัลไทมส์ ระบุว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่อง “สิทธิในชื่อเสียงและความเสียหายต่อทรัพย์สิน”

นอกจากนี้ ศาลยังได้ตัดสินให้จำเลยทั้ง 6 คน ซึ่งประกอบด้วย นายถัง, นายอู๋ และผู้ปกครองของพวกเขา ต้องร่วมกันรับผิดชอบในการออกแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณะผ่านหนังสือพิมพ์ที่กำหนดไว้ โดยศาลระบุว่าผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายบกพร่องต่อหน้าที่ในการดูแล ซึ่งนำไปสู่การกระทำของวัยรุ่นทั้งสอง

ไห่ตี้เหลาซึ่งเป็นเชนร้านอาหารหม้อไฟยักษ์ใหญ่ มีสาขามากกว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศจีน และขยายไปสู่กว่า 10 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเกาหลีใต้, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศว่าจะชดเชยให้กับลูกค้ากว่า 4,000 คนที่เข้าใช้บริการในสาขาที่เกิดเหตุหลังจากเกิดเรื่อง โดยในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม บริษัทระบุว่า “เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความทุกข์ใจที่ลูกค้าได้รับจากเหตุการณ์นี้ไม่สามารถชดเชยได้อย่างเต็มที่”

“เรายินดีที่จะทำอย่างเต็มที่เพื่อรับผิดชอบ” พร้อมเสริมว่าอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารทั้งหมดได้ถูกทำลายและเปลี่ยนใหม่ รวมถึงมีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อร้านทั้งหมดอย่างล้ำลึก.

ที่มา CNA

ทรัมป์ขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปมขัดแย้งกับ ICE

ทรัมป์ขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปมขัดแย้งกับ ICE

16 ก.ย. 2568 10:55 น.

ทรัมป์ขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปมขัดแย้งกับ ICE

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติและให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หากนายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มูเรียล บาวเซอร์ ยังคงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE)

ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นจากประเด็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ หรือเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งการประกาศข่มขู่ของทรัมป์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจของรัฐบาลกลางเกินขอบเขต โดยปัจจุบันมีทหารกว่า 2,000 นาย กำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่เมืองหลวง

การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่มีผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาเดินขบวนในเดือนนี้ เพื่อต่อต้านการที่ทรัมป์สั่งให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เข้ามาประจำการในเดือนสิงหาคม เพื่อ “ฟื้นฟูกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยสาธารณะ” หลังจากที่เขาเรียกอาชญากรรมว่าเป็น “ภัยพิบัติ” ของเมืองหลวง

ทรัมป์กล่าวบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า “ในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ‘สถานที่’ แห่งนี้กำลังเฟื่องฟูอย่างแน่นอน… เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่แทบจะ ‘ไม่มีอาชญากรรม’ เลย” 

ขณะเดียวกัน สำนักงานของนายกเทศมนตรีบาวเซอร์ยังไม่มีการตอบสนองต่อการโพสต์ของทรัมป์ในทันที แต่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้สั่งให้กรมตำรวจนครบาลอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของรัฐบาลกลาง และได้ส่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลาง รวมถึงเจ้าหน้าที่ ICE เข้าไปลาดตระเวนตามท้องถนน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสิ้นสุดภารกิจเมื่อใด

ทรัมป์กล่าวโทษ “พรรคเดโมแครตซ้ายจัด” ว่าเป็นผู้กดดันให้ผู้ว่าการบาวเซอร์ประกาศไม่ให้ความร่วมมือกับ ICE และเสริมว่าหากตำรวจยุติความร่วมมือกับ ICE “อาชญากรรมจะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง”

เขายังกล่าวต่อว่า “ถึงประชาชนและธุรกิจในวอชิงตัน ดี.ซี. ไม่ต้องเป็นห่วง ผมอยู่เคียงข้างคุณ และจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ผมจะประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ และให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุม หากจำเป็น!!!”

ก่อนหน้านี้ นายกเทศมนตรีบาวเซอร์เองก็เคยชื่นชมการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางของทรัมป์ ซึ่งนำไปสู่อาชญากรรมที่ลดลงอย่างมาก และได้ลงนามในคำสั่งให้เมืองประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางด้วย

ทั้งนี้ กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ มีสถานะเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าการรัฐทั้ง 50 รัฐ ยกเว้นในกรณีที่ถูกเรียกเข้ารับราชการในส่วนกลาง ซึ่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีโดยตรง.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้พบหมูติดเชื้อ ประกาศกักกันโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” เตือนภัยสีแดงทั่วประเทศ

เกาหลีใต้พบหมูติดเชื้อ ประกาศกักกันโรค "อหิวาต์แอฟริกาในสุกร" เตือนภัยสีแดงทั่วประเทศ

16 ก.ย. 2568 09:45 น.

เกาหลีใต้พบหมูติดเชื้อ ประกาศกักกันโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” เตือนภัยสีแดงทั่วประเทศ

ทางการเกาหลีใต้พบหมูติดเชื้อ ประกาศกักกันโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” พร้อมเตือนภัยสีแดงทั่วประเทศ

วันที่ 15 กันยายน 2568 กระทรวงกิจการภายในและความปลอดภัยของเกาหลีใต้รายงานว่า เกาหลีใต้ได้ออกประกาศเตือนการกักกันโรค หลังมีรายงานพบกรณีติดเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever-ASF) โดยยืนยันว่าพบการติดเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เมื่อคืนวันอาทิตย์ (14 ก.ย.) ที่ฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งหนึ่งในอำเภอยอนชอน จังหวัดคยองกี ซึ่งนับเป็นกรณีติดเชื้อครั้งที่ 5 ของปี 2568 โดยกรณีก่อนหน้านี้มีรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กักกันโรคประกาศเตือนระดับสีแดงทั่วเกาหลีใต้ พร้อมออกคำสั่งระงับการดำเนินงานของฟาร์มเลี้ยงหมูและสถานที่เกี่ยวข้องในอำเภอยอนชอน และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเวลา 48 ชั่วโมง จนถึงตอน 20.00 น. ของวันอังคาร  ตามเวลาท้องถิ่น นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังได้ส่งทีมกักกันโรคเข้าไปเสริมมาตรการฆ่าเชื้อในพื้นที่โดยรอบ และควบคุมการเข้าออกฟาร์มเลี้ยงหมูในอำเภอยอนชอน พร้อมทั้งดำเนินการกำจัดหมูที่ติดเชื้อ.

ที่มา Yonhap

อังกฤษส่งเครื่องบินรบเสริมแนวป้องกัน NATO หลังโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์

อังกฤษส่งเครื่องบินรบเสริมแนวป้องกัน NATO หลังโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์

16 ก.ย. 2568 09:18 น.

อังกฤษส่งเครื่องบินรบเสริมแนวป้องกัน NATO หลังโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์

อังกฤษส่งเครื่องบินรบของกองทัพอากาศ เข้าร่วมปฏิบัติการทางอากาศกับนาโตเหนือน่านฟ้าโปแลนด์ เสริมกำลังป้องกันชายแดนด้านตะวันออก หลังโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์และโรมาเนีย 

รัฐบาลอังกฤษส่งเครื่องบินรบยูโรไฟท์เตอร์ไต้ฝุ่นของกองทัพอากาศอังกฤษ เข้าร่วมปฏิบัติการทางอากาศกับนาโต (NATO) เหนือน่านฟ้าโปแลนด์ เพื่อเสริมกำลังป้องกันชายแดนด้านตะวันออกของพันธมิตร โดยภารกิจดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อรับมือภัยคุกคามทางอากาศจากรัสเซีย รวมถึงการโจมตีด้วยโดรน

เลขาธิการ NATO มาร์ค รุตเต ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า พันธมิตรจะเพิ่มความแข็งแกร่งในการป้องกันด้านตะวันออก หลังเหตุการณ์โดรนรัสเซียทะลุเข้าน่านฟ้าโปแลนด์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พันธมิตร NATO ต้องส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้นตั้งแต่สงครามยูเครนเริ่มขึ้นกว่า 3 ปีครึ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อวันเสาร์ โรมาเนีย ก็กลายเป็นชาติสมาชิก NATO ล่าสุดที่รายงานเหตุโดรนรุกล้ำน่านฟ้า ส่วนโปแลนด์ก็ต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นตอบโต้การโจมตีทางอากาศครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่กิโลเมตรจากพรมแดนยูเครน

โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ แถลงประณามการกระทำของรัสเซียว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงยุโรป และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่า เครื่องบินรบอังกฤษไม่ใช่แค่แสดงแสนยานุภาพ แต่มีบทบาทสำคัญในการ ป้องปรามการรุกราน และรักษาความมั่นคงของ NATO รวมถึงความมั่นคงแห่งชาติของอังกฤษ

นอกจากนี้ ฝรั่งเศสและเยอรมนีได้ยืนยันว่าจะส่งเครื่องบินรบเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในโปแลนด์ ขณะที่เลขาธิการนาโตเผยว่า เดนมาร์ก จะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษเปิดเผยว่า ได้เรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงลอนดอนเข้าพบ เพื่อแสดงจุดยืนประท้วงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว โดยระบุว่า การรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์และ NATO ของรัสเซียถือเป็นการละเมิดที่ร้ายแรงและไม่อาจยอมรับได้

ด้านประธานาธิบดียูเครน โวโลดิมีร์ เซเลนสกี เตือนว่า รัสเซียกำลังขยายปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรนอย่างเจตนา ซึ่งอาจสร้างความตึงเครียดยิ่งขึ้นต่อความมั่นคงของภูมิภาคยุโรป.

ที่มา  : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินรบ

อิสราเอลยอมรับ สงครามในกาซา 2 ปีคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ และทำให้บาดเจ็บเกิน 10% ของจำนวนประชากร

อิสราเอลยอมรับ สงครามในกาซา 2 ปีคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ และทำให้บาดเจ็บเกิน 10% ของจำนวนประชากร

16 ก.ย. 2568 09:12 น.

อิสราเอลยอมรับ สงครามในกาซา 2 ปีคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ และทำให้บาดเจ็บเกิน 10% ของจำนวนประชากร

อดีตผู้บัญชาการกองทัพอิสราเอล เผยตัวเลขสะเทือนใจ สงครามกาซ่านานเกือบ 2 ปี ทำให้ชาวปาเลสไตน์กว่า 2 แสนคนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ คิดเป็นเกิน 10% ของประชากรในฉนวนกาซ่า  

วันที่ 15 กันยายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานอ้างคำเปิดเผยของพลเอกเฮิร์ซี ฮาเลวี อดีตเสนาธิการทหาร กองทัพอิสราเอล ที่เปิดเผยว่า สงครามในฉนวนกาซ่าที่ดำเนินมากว่าเกือบ 2 ปี ได้สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยมีชาวปาเลสไตน์มากกว่า 200,000 คน หรือกว่า 10% ของประชากรทั้งหมดราว 2.2 ล้านคน เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ

โดยตัวเลขนี้มีความใกล้เคียงกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ ที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 65,000 ศพ และบาดเจ็บกว่า 164,000 ราย นับตั้งแต่การโจมตีเริ่มขึ้น ขณะที่ตลอดช่วงสงคราม เจ้าหน้าที่อิสราเอลมักตั้งข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของตัวเลขนี้ที่อาจจะสูงเกินจริง ขณะที่พลเอกฮาเลวี กล่าวถ้อยแถลงนี้ระหว่างการพบปะชุมชนในไอน์ ฮาเบซอร์ ทางตอนใต้ของอิสราเอล แต่ไม่ได้รับการรายงานอย่างกว้างขวาง 

ทั้งนี้ ฮาเลวีดำรงตำแหน่งเสนาธิการกองทัพในช่วง 17 เดือนแรกของสงคราม ก่อนลาออกเมื่อเดือนมีนาคม หลังถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลวในการป้องกันการโจมตีใหญ่ของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 . 

ไฟไหม้สลัมกรุงมะนิลา เมืองหลวงฟิลิปปินส์ เผาวอดหลายร้อยหลัง ชาวบ้านไร้ที่อยู่อาศัยนับพันคน

ไฟไหม้สลัมกรุงมะนิลา เมืองหลวงฟิลิปปินส์ เผาวอดหลายร้อยหลัง ชาวบ้านไร้ที่อยู่อาศัยนับพันคน

16 ก.ย. 2568 08:54 น.

ไฟไหม้สลัมกรุงมะนิลา เมืองหลวงฟิลิปปินส์ เผาวอดหลายร้อยหลัง ชาวบ้านไร้ที่อยู่อาศัยนับพันคน

เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงกลางดึกในชุมชน “แฮปปี้แลนด์” ย่านสลัมยากจนที่สุดในเมืองหลวงของฟิลิปปินส์ เผาวอดบ้านเรือนหลายร้อยหลัง ชาวบ้านกว่า 500 ครอบครัวไร้ที่อยู่ ความเสียหายไม่ต่ำกว่า 39 ล้านบาท

วันที่ 15 กันยายน 2568 สำนักข่า่วต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงเผาบ้านเรือนของประชาชนในเขตชุมชนแออัด “แฮปปี้แลนด์”  ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนแออัดที่ยากจนที่สุดของเมือง ตั้งอยู่ในเขตดอนโต กรุงมะนิลา เมื่อช่วงกลางดึกของวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา

โดยเปลวไฟลุกลามอย่างรุนแรงไปทั่วบ้านไม้ และเพิงสังกะสีที่ปลูกเรียงรายอย่างหนาแน่น โดยมี รถดับเพลิงกว่า 28 คัน ถูกระดมเข้าควบคุมสถานการณ์ เพลิงโหมอยู่นานนับชั่วโมง ก่อนถูกควบคุมได้สำเร็จในเวลา 06.02 น. ของวันถัดมา

เจ้าหน้าที่ สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติ ระบุว่า ไฟไหม้ครั้งนี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย และส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 1,000 คน หรือราว 500 ครอบครัว ความเสียหายประเมินเบื้องต้นราว 1.5 ล้านเปโซ หรือประมาณ 39 ล้านบาท

ทางด้านผู้บัญชาการสถานีดับเพลิงที่ 1 กรุงมะนิลา เผยว่า สาเหตุที่ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบ้านเรือนทำด้วยวัสดุเบาและบางส่วนเป็นร้านรับซื้อของเก่า จึงติดไฟง่ายและขยายวงกว้าง โดยกรมสวัสดิการสังคมได้เร่งจัดหาที่พักชั่วคราวรองรับครอบครัวผู้ประสบภัยแล้ว 

ทั้งนี้ ชุมชน “แฮปปี้แลนด์” มีประชากรราว 12,000 คน อาศัยอยู่ท่ามกลางกองขยะ ชื่อของชุมชนมาจากคำว่า “ฮาปิแลน” (Hapilan) ในภาษาท้องถิ่นวิซายัน แปลว่า “กองขยะ” ออกเสียงใกล้เคียงคำว่าแฮปปี้แลนด์ ซึ่งความหมายตรงข้ามกัน สะท้อนถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายของพื้นที่.

แม่วาฬเพชฌฆาตใจสลายแบกศพลูกน้อยว่ายวนในทะเลสหรัฐฯ

แม่วาฬเพชฌฆาตใจสลายแบกศพลูกน้อยว่ายวนในทะเลสหรัฐฯ

16 ก.ย. 2568 08:28 น.

แม่วาฬเพชฌฆาตใจสลายแบกศพลูกน้อยว่ายวนในทะเลสหรัฐฯ

สุดสลด วาฬเพชฌฆาตแม่ลูกอ่อนในวอชิงตัน พยุงซากศพลูกแรกเกิดว่ายวนในทะเลสหรัฐฯ นักวิจัยชี้วาฬสายพันธุ์นี้เสี่ยงสูญพันธุ์ เหลือตามธรรมชาติเพียง 73 ตัว

เกิดเรื่องสะเทือนใจอีกครั้งกลางทะเลซาลิช รัฐวอชิงตัน ของสหรัฐฯ เมื่อมีผู้แจ้งพบเห็นวาฬเพชฌฆาตเพศเมียรหัส J36 กำลังพยุงซากลูกแรกเกิดที่ยังมีสายสะดือติดอยู่ ราวกับพยายามปลุกให้ลูกฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา

โดยนักวิจัยจากศูนย์วิจัยวาฬสมาคมอนุรักษ์ทะเลซีด็อก และ พันธมิตรอนุรักษ์สัตว์ป่าสวนสัตว์ซานดิเอโก (Center for Whale Research, Sea Doc Society and San Diego Zoo Wildlife Alliance) ยืนยันว่า ลูกวาฬเพศเมียตัวดังกล่าวตายแล้ว คาดว่าน่าจะมีอายุไม่เกิน 3 วัน ก่อนจะถูกพบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

แม้ว่าการตายของลูกวาฬแรกเกิดจะเป็นเรื่องพบได้บ่อย แต่สำหรับฝูงเซาท์เทิร์น เรสซิเด้นท์ ออร์กา (Southern Resident Orca) ที่อยู่ระหว่างวอชิงตันกับแคนาดา ถือว่าน่าเป็นห่วงยิ่ง เนื่องจากจำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเหลือเพียง 73 ตัวเท่านั้น

สาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนอาหารอย่าง ปลาแซลมอนชินุก รวมถึงมลพิษในทะเล และเสียงเรือที่รบกวนการล่า ทำให้โอกาสการอยู่รอดของวาฬสายพันธุ์นี้ยิ่งลดลง

กรณีนี้ยังสะท้อนภาพเหตุการณ์ในปี 2018 เมื่อวาฬเพศเมียอีกตัวในฝูงเดียวกัน ชื่อ ทาเลควาห์ (Tahlequah ) รหัส J35 เคยสร้างความสะเทือนใจทั่วโลกด้วยการอุ้มซากลูกที่ตายติดตัวไปกว่า 17 วัน เป็นระยะทางกว่า 1,600 กิโลเมตร

นักอนุรักษ์เตือนว่า หากสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง วาฬเพชฌฆาตเซาท์เทิร์น เรสซิเด้นท์ อาจใกล้สูญพันธุ์เร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าว วาฬเพชฌฆาต

สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

16 ก.ย. 2568 06:17 น.

สหรัฐฯ ทำลายเรือเวเนซุเอลาในน่านน้ำสากล ดับ 3 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า สหรัฐฯ โจมตีทำลายเรือของเวเนซุเอลาลำหนึ่ง ซึ่งกำลังขนยาเสพติดเดินทางมายังสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านข้อความบน Truth Social ว่า กองทัพสหรัฐฯ ทำลายเรือของเวเนซุเอลาลำหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากำลังขนยาเสพติดและกำลังเดินทางในน่านน้ำสากลเพื่อมุ่งหน้ามายังสหรัฐฯ

นายทรัมป์ระบุว่า การโจมตีเรือของแก๊งค้ายาเสพติดดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้แนบหลักฐานใดๆ ที่ยืนยันว่า เรือลำนี้กำลังขนยาเสพติดอยู่เลย

ก่อนหน้านี้ไม่นาน นายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเพิ่งออกมากล่าวว่า ประเทศของเขาจะป้องกันตนเองต่อความก้าวร้าวของสหรัฐฯ พร้อมเรียกนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ว่าเป็น “เจ้าแห่งสงครามและความตาย” (lord of death and war)

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาเพิ่มสูงขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ ส่งเรือรบไปยังน่านน้ำทางใต้ของทะเลแคริบเบียนเพื่อทำปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติด และดำเนินการโจมตีเรือของเวเนซุเอลาจนมีผู้เสียชีวิต 11 ศพ

“เมื่อเช้านี้ กองทัพสหรัฐฯ ทำการโจมตีเป้าหมายที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นผู้ก่อการร้ายยาเสพติดและแก๊งค้ายาเสพติดหัวรุนแรงเป็นพิเศษ ด้วยอาวุธพลังงานจลน์เป็นครั้งที่ 2 ตามคำสั่งของผม” นายทรัมป์ระบุบน Truth Social “แก๊งค้ายาเสพติดหัวรุนแรงเหล่านี้ เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ”

โพสต์ดังกล่าวยังแนบคลิปวิดีโอความยาว 30 วินาที แสดงให้ช่วงเวลาที่ เรือที่กำลังเดินทางในทะเลลำหนึ่งระเบิดและลุกเป็นไฟ

นายทรัมป์กล่าวในเวลาต่อมาที่ห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาวสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ ได้บันทึกข้อพิสูจน์และหลักฐานเอาไว้แล้วว่า เรือลำดังกล่าวเป็นของกลุ่มก่อการร้ายยาเสพติด “สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่ดูที่สินค้า ซึ่งกระจายไปทั่วมหาสมุทรแล้ว ว่ามันเป็นถุงใบใหญ่ที่ใส่โคเคนกับเฟนทานิลอยู่เต็มไปหมด”

“เราบันทึกภาพไว้แล้ว เราทำอย่างระมัดระวัง เพราะเรารู้ว่าพวกคุณจะต้องตามเล่นงานเรา เราจึงระมัดระวังมาก”

นายทรัมป์กล่าวต่อว่า การลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ ทางทะเลนั้น ลดลงด้วยความพยายามในช่วงไม่นานมานี้ แต่ยอมรับด้วยว่า ยาเสพติดยังคงเข้าสู่สหรัฐฯ ผ่านเส้นทางทางบนได้อยู่ “ตอนนี้เรากำลังบอกแก๊งค้ายาเหล่านั้นว่า เราจะหยุดพวกเขาด้วย”

ด้านนายนิโคลัส มาดูโร กล่าวว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ “ได้ถูกทำลายลงด้วยการข่มขู่ว่าจะโจมตีด้วยระเบิดของสหรัฐฯ แล้ว”

“เราได้ย้ายจากช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ถูกบั่นทอนไปสู่ช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ขาดสะบั้นโดยสิ้นเชิง” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะใช้ “สิทธิ์อันชอบธรรมในการปกป้องตนเองอย่างเต็มที่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc