ระเบิดสนั่นร้านอาหารกึ่งบาร์ในสเปน บาดเจ็บ 25 ราย

ระเบิดสนั่นร้านอาหารกึ่งบาร์ในสเปน บาดเจ็บ 25 ราย

14 ก.ย. 2568 11:57 น.

ระเบิดสนั่นร้านอาหารกึ่งบาร์ในสเปน บาดเจ็บ 25 ราย

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งหนึ่งในย่าน บัลเลคัส ของกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 25 คน โดย 3 คนมีอาการสาหัส เจ้าหน้าที่ได้ยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตหรือติดอยู่ใต้ซากอาคาร

ภาพจากหน่วยกู้ภัยของมาดริดเผยให้เห็นความเสียหายอย่างหนัก ทั้งเพดานที่พังถล่ม ประตูกระเด็นออกจากบานพับ และเศษกระจกกระจัดกระจายเกลื่อนถนน ขณะที่รถดับเพลิง รถพยาบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากเข้าประจำการในที่เกิดเหตุ

เฟอร์นันโด ซานเชซ ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเล่าว่า “ผมอยู่ที่บ้านและรู้สึกถึงแรงระเบิด เราวิ่งออกไปทันที… มันวุ่นวายมาก ผู้คนพยายามจะย้ายรถที่จอดขวางกันอยู่”

แม้สื่อสเปนจะรายงานว่าต้นเหตุของการระเบิดมาจากแก๊สรั่ว แต่ อินมาคูลาดา ซานซ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและเหตุฉุกเฉินของมาดริด กล่าวว่า “เร็วเกินไปที่จะสรุปสาเหตุ”

เจ้าหน้าที่จากหน่วยป้องกันพลเรือนและบริการทางการแพทย์ได้เข้าให้การรักษาผู้บาดเจ็บทั้งหมด 25 คน โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยพร้อมสุนัขดมกลิ่นและโดรนเพื่อสำรวจพื้นที่ และยืนยันว่าไม่มีใครติดค้างอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ทั้งนี้ ผู้อยู่อาศัยในอาคารที่ได้รับผลกระทบ 9 หลัง จะต้องถูกย้ายออกจากพื้นที่ชั่วคราวเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อความปลอดภัย.

ที่มา REUTERS

โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างโจมตียูเครน

โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างโจมตียูเครน

14 ก.ย. 2568 11:12 น.

โรมาเนียสกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างโจมตียูเครน

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเปิดเผยว่า กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้าของประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่รัสเซียกำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนใกล้กับชายแดน

นายไอโอนุต มอสเตียนู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโรมาเนีย กล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ F-16 สามารถเข้าใกล้โดรนดังกล่าวได้สำเร็จก่อนที่มันจะบินกลับเข้าไปในน่านฟ้ายูเครน ในเวลาไล่เลี่ยกัน โปแลนด์ซึ่งเป็นสมาชิกนาโต ก็สั่งการให้เครื่องบินขึ้นสกัดโดรนรัสเซียที่รุกล้ำน่านฟ้าเช่นกัน

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียแถลงว่า ได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 ลำ และ Eurofighters อีก 2 ลำ ขึ้นสกัดโดรนที่ตรวจพบในน่านฟ้าของประเทศ โดยได้ติดตามจนกระทั่งมันหายไปจากเรดาร์ และได้ออกคำเตือนให้ประชาชนในเขต ทุลเชอา ที่อยู่ใกล้ชายแดนแม่น้ำดานูบและยูเครนหลบภัย

 โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่าข้อมูลยืนยันว่าโดรนลำดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในดินแดนโรมาเนียประมาณ 10 กิโลเมตร และอยู่ในน่านฟ้าของนาโต นานกว่า 50 นาที พร้อมประณามว่านี่คือ “การขยายวงสงครามของรัสเซียอย่างชัดเจน” และเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรและใช้มาตรการทางภาษีกับรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ นาโตได้ประกาศแผนการเสริมสร้างการป้องกันในฝั่งตะวันออกของยุโรป หลังจากโปแลนด์ยิงโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้าของตนตก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกนาโต ยิงโดรนระหว่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน

แม้โรมาเนียจะมีกฎหมายที่อนุญาตให้กองทัพสามารถยิงโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้าได้ในช่วงเวลาปกติ แต่ยังไม่มีการอนุมัติกฎระเบียบการบังคับใช้ทั้งหมด ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

มาเรีย มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดน โพสต์แสดงความเห็นว่าการละเมิดน่านฟ้าครั้งนี้เป็น “การละเมิดน่านฟ้านาโตที่ยอมรับไม่ได้อีกครั้ง” และยืนยันว่าสวีเดนจะยืนเคียงข้างโรมาเนียในฐานะพันธมิตรนาโต และสมาชิกสหภาพยุโรป.

ที่มา Reuters

ต้านทุจริตยุคดิจิทัล! นายกฯ แอลเบเนียแต่งตั้ง “รัฐมนตรี AI” เข้าครม.

ต้านทุจริตยุคดิจิทัล! นายกฯ แอลเบเนียแต่งตั้ง "รัฐมนตรี AI" เข้าครม.

14 ก.ย. 2568 10:35 น.

ต้านทุจริตยุคดิจิทัล! นายกฯ แอลเบเนียแต่งตั้ง “รัฐมนตรี AI” เข้าครม.

เอดี รามา นายกรัฐมนตรีแอลเบเนีย สร้างความฮือฮาด้วยการแต่งตั้ง “รัฐมนตรี” ที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริต โดยใช้ชื่อว่า “ดิเอลลา” (Diella) ซึ่งมีความหมายว่า “ดวงอาทิตย์” ในภาษาแอลเบเนีย

นายกรัฐมนตรีรามาโพสต์บนเฟซบุ๊กยืนยันว่า ดิเอลลาจะเป็นสมาชิกคณะรัฐมนตรีที่ไม่มีตัวตนจริง แต่ถูกสร้างขึ้นในโลกเสมือนจริง โดยจะทำหน้าที่กำกับดูแลให้ “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปลอดการทุจริต 100%” และช่วยให้การทำงานของรัฐบาลรวดเร็วและโปร่งใสยิ่งขึ้น

ระบบการจัดซื้อจัดจ้างนำไปสู่เรื่องอื้อฉาวและการคอร์รัปชันในแอลเบเนียมายาวนาน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแอลเบเนียเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพที่แสวงหาช่องทางฟอกเงินจากการค้ายาเสพติดและอาวุธทั่วโลก และเป็นที่ที่การทุจริตได้แพร่กระจายไปยังช่องทางอำนาจต่างๆ โดยภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้การเข้าร่วมสหภาพยุโรปของแอลเบเนียมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งนายรามาต้องการให้สำเร็จภายในปี 2030 แต่นักวิเคราะห์ทางการเมืองกล่าวว่าอาจต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

ดิเอลลาได้รับการพัฒนาร่วมกับ Microsoft โดยใช้เทคนิคและโมเดล AI ที่ทันสมัย เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องแม่นยำของการทำงาน นายกรัฐมนตรีรามาหวังว่าดิเอลลาจะช่วยทำลายอคติ ความกลัว และความแข็งกระด้างของระบบราชการ ทำให้กระบวนการบริหารงานภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ดิเอลลาเคยเป็นผู้ช่วยเสมือนจริงในชุดแต่งกายพื้นบ้านของแอลเบเนีย ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในการเข้าถึงเอกสารดิจิทัลกว่า 1 ล้านฉบับบนแพลตฟอร์มบริการสาธารณะ e-Albania

การแต่งตั้งรัฐมนตรี AI ครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามจากฝ่ายค้านว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่คาดว่าจะมีกระบวนการทางกฎหมายเพื่อกำหนดสถานะของดิเอลลาอย่างเป็นทางการต่อไป

พรรคสังคมนิยมของนายกรัฐมนตรีรามาชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน และตั้งเป้าที่จะนำพาแอลเบเนียเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปภายใน 5 ปี โดยหวังว่าจะเจรจาแล้วเสร็จภายในปี 2027 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านที่มองว่าประเทศยังไม่พร้อม.

ที่มา Reuters

พรรคการเมืองใหญ่เนปาลยื่นคำขาด ประธานาธิบดีต้องคืนอำนาจสภาที่ถูกยุบ

พรรคการเมืองใหญ่เนปาลยื่นคำขาด ประธานาธิบดีต้องคืนอำนาจสภาที่ถูกยุบ

14 ก.ย. 2568 10:08 น.

พรรคการเมืองใหญ่เนปาลยื่นคำขาด ประธานาธิบดีต้องคืนอำนาจสภาที่ถูกยุบ

พรรคการเมืองใหญ่ของเนปาล 8 พรรค ได้ออกมาเรียกร้องให้ ประธานาธิบดีราม จันทรา พูเดล คืนสถานะให้กับรัฐสภาที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ โดยให้เหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นภัยต่อประชาธิปไตย หลังจากแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาลที่เป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศ

การตัดสินใจยุบสภาของประธานาธิบดีเกิดขึ้นตามข้อเสนอแนะของ นางซูชีลา คาร์กี นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ที่ออกมาต่อต้านการคอร์รัปชัน และการแบนสื่อสังคมออนไลน์จนลุกลามเป็นความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตกว่า 51 ราย

การประท้วงเริ่มจากประเด็นการแบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะลุกลามเป็นการเรียกร้องให้ต่อต้านการทุจริตและการใช้ชีวิตหรูหราของบุตรหลานนักการเมือง ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาอาคารรัฐสภาและทำเนียบรัฐบาล ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีคนก่อนต้องลาออก

พรรคการเมืองสำคัญ 8 พรรค รวมถึง Nepali Congress และ CPN-UML ได้ร่วมกันลงนามในแถลงการณ์คัดค้านการยุบสภา โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อแนวทางปฏิบัติทางตุลาการของเนปาล อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองทั้ง 8 พรรคกล่าวว่าข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง ซึ่งรวมถึงการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 5 มีนาคมปีหน้า ควรได้รับการแก้ไขผ่านสถาบันที่ได้รับการโหวตจากประชาชน

ประธานาธิบดีพูเดลได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจและร่วมมือกันจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยย้ำว่ารัฐธรรมนูญยังคงมีผลบังคับใช้ ระบบรัฐสภายังคงมีผลบังคับใช้ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐยังคงอยู่ ประชาชนมีโอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้าบนเส้นทางประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการจัดการเลือกตั้งภายใน 6 เดือน

นายกรัฐมนตรีคาร์กี ซึ่งเป็นสตรีคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งในเนปาล จะต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อย การฟื้นฟูอาคารรัฐสภา และสิ่งก่อสร้างสำคัญที่ได้รับความเสียหาย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้ประท้วงที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ปัจจุบันกองทัพเนปาลได้ถอนกำลังออกจากท้องถนนแล้ว ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศกำลังค่อย ๆ กลับคืนสู่ภาวะปกติ หลังเหตุการณ์ประท้วงครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ.

ที่มา BBC

ญี่ปุ่นมีคนอายุเกิน 100 ปี เพิ่มขึ้นปีที่ 55 ติดต่อกัน ใกล้ถึง 100,000 คนแล้ว

ญี่ปุ่นมีคนอายุเกิน 100 ปี เพิ่มขึ้นปีที่ 55 ติดต่อกัน ใกล้ถึง 100,000 คนแล้ว

14 ก.ย. 2568 06:27 น.

ญี่ปุ่นมีคนอายุเกิน 100 ปี เพิ่มขึ้นปีที่ 55 ติดต่อกัน ใกล้ถึง 100,000 คนแล้ว

ญี่ปุ่นมีศตวรรษิกชน หรือผู้ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 55 ติดต่อกันแล้ว โดยจำนวนล่าสุดอยู่ที่ 99,763 คน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ก.ย. 2568 อ้างการเปิดเผยของกระทรวงสุขภาพ, แรงงาน และสวัสดิการ ของประเทศญี่ปุ่น ว่า จำนวนผู้ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปในแดนอาทิตย์อุทัย เพิ่มขึ้น 4,644 คนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. ปีก่อน

กระทรวงสุขภาพฯ ของญี่ปุ่น เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวล่วงหน้าก่อนถึงวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. ซึ่งเป็นวันผู้สูงอายุ ทำให้ตอนนี้ประเทศญี่ปุ่นมีศตวรรษิกชน หรือผู้ที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 99,763 คน แบ่งเป็นผู้หญิง 87,784 คน หรือคิดเป็นประมาณ 88% ของจำนวนทั้งหมด ขณะที่มีผู้ชายทั้งสิ้น 11,979 คน

ผู้ที่มีอายุมากที่สุดคือนาง ชิเงโกะ คากาวะ หญิงอายุ 114 ปี ชาวเมืองยามาโตะโคริยามะ ในจังหวัดนาระ ส่วนชายที่มีอายุมากที่สุดในญี่ปุ่นคือนาย คิโยทากะ มิซุโนะ อายุ 111 ปี ชาวเมืองอิวาตะ จังหวัดชิซุโอกะ

สถิติล่าสุดหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วญี่ปุ่นจะมีศตวรรษิกชน 80.58 คนต่อประชากรทุกๆ 100,000 คน โดยจังหวัดชิมาเนะ มีอัตราดังกล่าวสูงที่สุดเป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน โดยอยู่ที่ 168.69 คนต่อประชากร 100,000 คน

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเริ่มบันทึกสถิติศตวรรษิกชนนี้ในปี 2507 โดยในตอนนั้นพวกเขามีคนอายุ 100 ปีขึ้นไปเพียง 153 คน ก่อนจะเพิ่มขึ้นจนเกิน 1,000 คนในปี 2524 และทะลุ 10,000 คนในปี 2541

อายุขัยเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นก็เพิ่มสูงขึ้น โดยจากข้อมูลล่าสุดในปี 2567 ผู้หญิงในญี่ปุ่นจะมีอายุขัยเฉลี่ย 87.13 ปี ส่วนผู้ชายอยู่ที่ 81.09 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

โรมาเนียส่งเครื่องบินรบสกัด หลังโดรนล้ำน่านฟ้า ขณะรัสเซียโจมตียูเครน

โรมาเนียส่งเครื่องบินรบสกัด หลังโดรนล้ำน่านฟ้า ขณะรัสเซียโจมตียูเครน

14 ก.ย. 2568 05:49 น.

โรมาเนียส่งเครื่องบินรบสกัด หลังโดรนล้ำน่านฟ้า ขณะรัสเซียโจมตียูเครน

โดรนไม่ทราบฝ่ายบินรุกล้ำเข้าสู่น่านฟ้าของโรมาเนีย ทำให้กองทัพต้องส่งเครื่องบินรบเข้าสกัด ขณะที่ผู้นำยูเครนกล่าวหารัสเซียว่า พยายามขยายขอบเขตของสงคราม

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเปิดเผย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (13 ก.ย. 2568 ) โรมาเนียได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้น หลังจากโดรนลำหนึ่งได้รุกล้ำน่านฟ้าของพวกเขา ระหว่างที่รัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนใกล้ชายแดน

นายอิโอนุต โมสเตียนู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโรมาเนียกล่าวว่า นักบินเครื่องบินขับไล่ F-16 เกือบจะสามารถยิงโดรนลำดังกล่าวได้ เนื่องจากมันบินในระดับต่ำมาก ก่อนที่มันจะบินออกจากน่านฟ้าของประเทศไปทางยูเครน

โรมาเนียซึ่งเป็นชาติสมาชิกสหภาพยุโรปและนาโต และมีพรมแดนร่วมกับยูเครนยาว 650 กม. ไม่ได้ยืนยันว่าโดรนดังกล่าวเป็นของประเทศใด แต่เคยพบเศษซากโดรนของรัสเซียตกบนดินแดนของพวกเขามาแล้วหลายครั้ง

เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เพิ่งเกิดเหตุโดรนของรัสเซียนับสิบลำรุกล้ำน่านฟ้าของประเทศโปแลนด์ และถูกเครื่องบินรบของโปแลนด์และกลุ่มนาโตยิงตกไปหลายลำ

เหตุโดรนล้ำน่านฟ้าดังกล่าวยังทำให้โปแลนด์ตัดสินใจส่งเครื่องบินรบเตรียมความพร้อม และปิดสนามบินในเมืองลูบลิน (Lublin) ทางตะวันออกของประเทศในวันเสาร์

ทั้งนี้ ตามแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมโรมาเนีย เมื่อวันเสาร์กองทัพได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 ลำ กับเครื่องบินยูโรไฟท์เตอร์อีก 2 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจลาดตระเวนทางอากาศของเยอรมนีในโรมาเนียออกปฏิบัติการ และเตือนพลเมืองในเขตตูลเชอา ทางตะวันออกเฉียงใต้และติดชายแดนยูเครนให้หาที่หลบภัย

ด้านประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนระบุผ่าน X ว่า ข้อมูลที่เขาได้รับมาชี้ว่า โดรนลำดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในดินแดนโรมาเนียลึกถึง 10 กม. และบินอยู่ในน่านฟ้าของโรมาเนียนานประมาณ 50 นาที

“นี่คือการขยายขอบเขตของสงครามของรัสเซียอย่างชัดเจน และนี่คือวิธีการแบบฉบับของรัสเซีย” นายเซเลนสกีกล่าว “มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเป็นสิ่งจำเป็น การตั้งกำแพงภาษีต่อการค้าของรัสเซียเป็นสิ่งจำเป็น และการป้องกันร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้ ชาวบ้านอพยพกว่า 250,000 คน

อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้ ชาวบ้านอพยพกว่า 250,000 คน

14 ก.ย. 2568 03:30 น.

อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้ ชาวบ้านอพยพกว่า 250,000 คน

อิสราเอลโจมตีเมืองกาซาซิตี้อย่างรุนแรงมากขึ้นในวันเสาร์ อ้างเพื่อกำจัดกลุ่มติดอาวุธ “ฮามาส” ทำให้ชาวเมืองต้องอพยพออกไปกว่า 250,000 คนแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีในเมืองกาซาซิตี้ขึ้นอีกในวันเสาร์ที่ 13 ก.ย. 2568 โดยเน้นหนักที่การโจมตีทางอากาศต่างจากก่อนหน้านี้ ทำให้อาคารบ้านเรือนพังราบ ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีการโจมตี

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลประกาศเตือนประชาชนทุกคนในกาซาซิตี้ ให้อพยพออกไปในทันที ท่ามกลางความคาดหมายว่าอิสราเอลกำลังจะมีปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินครั้งใหญ่ในเมืองแห่งนี้

ในวันเสาร์ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า ประชาชนราว 250,000 คน อพยพออกจากเมืองกาซาซิตี้แล้ว และกำลังมุ่งหน้าลงใต้ IDF เผยอีกว่า พวกเขาทำลายอาคารสูงที่เชื่อว่าถูกผู้ก่อการร้ายใช้เพื่อส่งเสริมและดำเนินการโจมตีกองทัพอิสราเอลด้วย

นายเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวก่อนหน้านี้ว่า กาซาซิตี้คือฐานที่มั่นขนาดใหญ่แห่งสุดท้ายของกลุ่มฮามาส ซึ่งกองทัพวางแผนจะยึดเมืองแห่งนี้เพื่อกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธ แต่แผนการยึดเมืองกำลังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ

องค์การสหประชาชาติเตือนว่า การโจมตีที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีการประกาศภาวะอดอยาก จะยิ่งผลักให้ประชาชนเข้าสู่หายนะที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กาซาซิตี้เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซา และเป็นหัวใจของประวัติศาสตร์ชาวปาเลสไตน์ทั้งในด้านการเมืองและสังคม

ผู้อยู่อาศัยในกาซาซิตี้บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า กองทัพอิสราเอลมุ่งเป้าโจมตีโรงเรียนกับที่หลบภัยชั่วคราว และมักจะประกาศเตือนก่อนที่การโจมตีจะเริ่มขึ้นเพียงไม่นาน หลายครอบครัวถูกบีบให้ต้องหลบหนีในตอนกลางคืน มุ่งหน้าสู่ทางตะวันตกของฉนวนกาซา

อิสราเอลบอกให้ชาวบ้านอพยพไปทางใต้ของฉนวนกาซา แต่บางครอบครัวมีทุนทรัพย์ในการเดินทางไม่เพียงพอ ในขณะที่กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้ประชาชนปักหลักอยู่ที่เดิมต่อไป และอย่าเดินทางออกจากเมือง

อย่างไรก็ตาม ประกาศของฮามาสสร้างความไม่พอใจแก่ชาวกาซาหลายคน รวมถึงนายรูเบน คาลีด ซึ่งระบุว่า “เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) นักบวชของฮามาสกล่าวหาใครก็ตามที่หนีออกจากเมืองว่าเป็นพวกขี้ขลาดที่หลบหนีจากสนามรบ”

“แล้วทำไมเขาไม่ไปบอกผู้นำฮามาสให้ออกมามอบตัวและปล่อยตัวประกันเพื่อที่เราจะได้ยุติสงครามนี้เสียที เราไม่ได้อยากไป แต่เราไม่มีทางเลือก” นายคาลีดกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น พร้อมคว่ำบาตรมอสโก แต่ชาตินาโตต้องหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย

ทรัมป์ลั่น พร้อมคว่ำบาตรมอสโก แต่ชาตินาโตต้องหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย

14 ก.ย. 2568 01:52 น.

ทรัมป์ลั่น พร้อมคว่ำบาตรมอสโก แต่ชาตินาโตต้องหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย พร้อมคว่ำบาตรรัสเซียเพื่อกดดันให้ยุติสงครามในยูเครน หากชาติสมาชิกนาโตทุกประเทศเห็นชอบร่วมกัน และหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงชาติสมาชิกองค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ในวันเสาร์ที่ 13 ก.ย. 2568 เพื่อเรียกร้องให้ประเทศเหล่านี้หยุดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงต่อมอสโก เพื่อยุติสงครามในยูเครน

“ผมพร้อมที่จะคว่ำบาตรรัสเซียอย่างรุนแรงเมื่อชาติสมาชิกนาโตทั้งหมดเห็นชอบ และเริ่มทำอย่างเดียวกัน และเมื่อชาติสมาชิกนาโตทั้งหมดหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย” นายทรัมป์ระบุผ่านโพสต์บน Truth Social

นายทรัมป์ยังเสนอให้นาโตตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนในอัตรา 50% – 100% เพื่อลดอำนาจทางเศรษฐกิจที่จีนมีต่อรัสเซีย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยขู่เอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า เขาจะคว่ำบาตรรัสเซีย และคว่ำบาตรเชิงทุติยภูมิต่อประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียเช่น จีนกับอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ หากมอสโกไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครน

เมื่อเดือนสิงหาคม นายทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าจากอินเดียเพิ่มอีก 25% เป็นทั้งหมด 50% เพื่อลงโทษที่แดนภารตะซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่สงครามในยูเครนปะทุขึ้นเมื่อปี 2565 อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ทำแบบเดียวกันกับประเทศจีน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

13 ก.ย. 2568 23:42 น.

ผู้ประท้วงนับแสนคนรวมตัวกลางกรุงลอนดอน ชุมนุมหนุน-ต้านผู้อพยพ

ผู้ประท้วงนับแสนคนเดินขบวนในพื้นที่ใจกลางกรุงลอนดอน เพื่อต่อต้านผู้อพยพ ในขณะที่ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มก็รวมตัวเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ โดยมีตำรวจกั้นระหว่างทั้งสองกลุ่ม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนนับแสนคนออกมาเดินขบวนในพื้นที่ใจกลางกรุงลอนดอน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ก.ย. 2568 เพื่อร่วมการชุมนุมที่จัดโดยนาย ทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวต่อต้านผู้อพยพและอิสลามภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง” (Unite the Kingdom)

ผู้ประท้วงไปรวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ (Whitehall) ที่พวกเขาฟังคำกล่าวปราศรัยของบุคคลมากมาย รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มจำนวนประมาณ 5,000 คน ก็ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง จัดโดยองค์กร “Stand Up To Racism” (SUTR)

ด้านสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอนเปิดเผยว่า มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 1,000 นายถูกส่งไปประจำตามจุดต่างๆ ในกรุงลอนดอน เพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยมีการตั้งแบร์ริเออร์เพื่อขวางกั้นระหว่างผู้ชุมนุมทั้ง 2 กลุ่ม พวกเขายังขอกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยอื่นๆ จำนวน 500 นายมาร่วมในปฏิบัติการด้วย

ตำรวจเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่บางนายถูกผู้ประท้วงขว้างปาสิ่งของเข้าใส่ และต้องใช้กำลังเพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมฝ่าการปิดล้อม หรือบุกไปหาผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้าม

ทั้งนี้ ที่เวทีบนถนนไวท์ฮอลล์ นายโรบินสัน ผู้มีชื่อจริงว่า สตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์บรรดานักการเมือง “พูดเลียนแบบ” ความคิดของเขา และอ้างว่า ศาลของสหราชอาณาจักรตัดสินว่าสิทธิ์ของผู้อพยพผิดกฎหมายสำคัญกว่าสิทธิ์ของประชาชนท้องถิ่น

คำพูดของนายโรบินสันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนก่อน ศาลอุทธรณ์อังกฤษกลับคำตัดสินที่ห้ามผู้ขอลี้ภัยเข้าพักในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ส่วนที่การชุมนุมต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ น.ส.ไดแอน แอบบอตต์ สส.อิสระ บอกกับผู้ชุมนุมว่า พวกเขามารวมตัวกันที่นี่เพื่อยืนหยัดร่วมกัน “เรารู้ดีว่าการเหยียดเชื้อชาติ, ความรุนแรง และลัทธิฟาสซิสต์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คุณรู้อะไรมั้ย? เราเอาชนะการเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรงได้มาตลอด”

อนึ่ง เรื่องผู้อพยพกลายเป็นประเด็นที่ครอบงำการเมืองในสหราชอาณาจักรอย่างรุนแรง มากกว่าความกังวลเรื่องเศรษฐกิจซบเซาเสียอีก เนื่องจาก UK กำลังเผชิญกับผู้ขอลี้ภัยจำนวนมากจนเป็นสถิติใหม่ โดยนับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 จนถึงตอนนี้ มีผู้อพยพนั่งเรือเล็กข้ามช่องแคบอังกฤษมาถึงสหราชอาณาจักรมากกว่า 28,000 คนแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , reuters

เนปาลเริ่มสงบ หลังได้นายกฯ หญิงคนแรก ยกเลิกเคอร์ฟิวในเมืองหลวงแล้ว

เนปาลเริ่มสงบ หลังได้นายกฯ หญิงคนแรก ยกเลิกเคอร์ฟิวในเมืองหลวงแล้ว

13 ก.ย. 2568 21:53 น.

เนปาลเริ่มสงบ หลังได้นายกฯ หญิงคนแรก ยกเลิกเคอร์ฟิวในเมืองหลวงแล้ว

ทางการเนปาลยกเลิกมาตรการเคอร์ฟิวในกรุงกาฐมาณฑุแล้ว หลังนายกฯ คนใหม่รับตำแหน่ง และความสงบเริ่มกลับคืนมา หลังการประท้วงใหญ่ทำให้รัฐบาลล่มและมีผู้เสียชีวิตถึง 51 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการเนปาลยกเลิกมาตรการเคอร์ฟิวในกรุงกาฐมาณฑุ กับพื้นที่โดยรอบแล้วในวันเสาร์ที่ 13 ก.ย. 2568 เนื่องจากสถานการณ์เริ่มกลับมาอยู่ในความสงบ ตามหลังการแต่งตั้งนาง สุชิลา การ์กี เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเป็นผู้นำหญิงคนแรกของประเทศ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศเนปาลเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบครั้งใหญ่ เมื่อประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ ผู้ชุมนุมโจมตีอาคารรัฐบาลกับบ้านของนักการเมืองหลายแห่ง รวมถึงจุดไฟเผาภายในรัฐสภา และปะทะกับตำรวจจนมีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 51 ศพ

การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ (8 ก.ย.) จากความไม่พอใจที่รัฐบาลมีมาตรการห้ามใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ก่อนที่การประท้วงจะลุกลามกลายเป็นเหตุความรุนแรงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความโกรธแค้นของประชาชนที่มีต่อการคอร์รัปชันของบรรดานักการเมือง และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่คนกลุ่มนี้ได้รับ ซึ่งสวนทางกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 ก.ย.) นายราม จันทรา พูเดล ประธานาธิบดีเนปาล แต่งตั้งนาง สุชิลา การ์กี อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดของเนปาล เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ก่อนที่เธอจะประกาศยุบสภา และกำหนดวันจัดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 5 มี.ค. 2569

นางการ์กีได้รับความนิยมจากชาวเนปาลตั้งแต่สมัยที่เธอเป็นผู้พิพากษาหญิงเพียงคนเดียวของศาลสูงสุดในช่วงปี 2559-2560 แล้ว และเป็นที่รู้จักกันดีเรื่องจุดยืนของเธอในการต่อต้านการคอร์รัปชันในรัฐบาล

ในวันทำงานวันแรกหลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นางการ์กีเดินทางเยี่ยมเยียนผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บ ที่โรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ และให้คำมั่นกับผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนที่นอนรักษาตัวอยู่ว่า เธอจะทำงานเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเนปาล โดยที่เธอไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าวที่มารออยู่หน้าโรงพยาบาล

ทั้งนี้ นางการ์กีรับตำแหน่งต่อจากนาย เค.พี. ชาร์มา โอลี ผู้ลาออกจากตำแหน่งในวันอังคารที่ผ่านมา (9 ก.ย.) และต้องหลบหนีผู้ประท้วงออกจากบ้านพักของตัวเอง ก่อนที่ในคืนวันเดียวกัน กองทัพจะส่งทหารเข้าควบคุมถนนสายต่างๆ ในกรุงกาฐมาณฑุ ประกาศเคอร์ฟิว และการเจรจาระหว่างผู้ประท้วง, กองทัพ กับประธานาธิบดีเนปาลเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวก็เริ่มต้นขึ้น

ข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนมากในการประท้วงที่เกิดขึ้นคือผู้ชุมนุมที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิง และมีบางรายที่เป็นนักโทษซึ่งพยายามฉวยโอกาสจากความวุ่นวายเพื่อหลบหนีออกเรือนจำ ขณะที่ตำรวจเนปาลระบุว่า มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 นายด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the hill