ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในเวลาเพียง 1 เดือน

ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในเวลาเพียง 1 เดือน

13 ก.ย. 2568 10:21 น.

ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในเวลาเพียง 1 เดือน

ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดชี้ให้เห็นกาซาซิตีถูกทำลายราบ หลังกองทัพอิสราเอลประกาศแผนยึดครองเมือง CNN เผยนับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม มีอาคารบ้านเรือนกว่า 1,800 หลังถูกทำลาย ส่วนใหญ่เป็นย่านพักอาศัย

สำนักข่าว CNN เผยภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุด เปรียบเทียบกับในช่วงเดือนก่อนหน้า ชี้ให้เห็นการทำลายล้างครั้งใหญ่ในเมืองกาซาซิตี หลังจากที่กองทัพอิสราเอลประกาศแผนยึดครองเมือง โดยผลวิเคราะห์ของ CNN พบว่านับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อาคารบ้านเรือนกว่า 1,800 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ส่วนใหญ่เป็นย่านที่อยู่อาศัย

โดยภาพถ่ายดาวเทียมระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม – 5 กันยายน แสดงให้เห็นว่า การทำลายส่วนใหญ่เกิดจากปฏิบัติการรื้อถอนแบบ “บล็อกต่อบล็อก” โดยใช้รถขุดและรถตัก มากกว่าการทิ้งระเบิดทางอากาศ ย่านที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ไซตูน และ อัลตุฟฟะห์ ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นนับพันคน รวมถึง จาบาลิยา ที่มีอาคารกว่า 750 หลังถูกทำลาย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อิสราเอลสั่งให้ชาวปาเลสไตน์ทุกคนออกจากกาซาซิตีและทุกย่านของเมือง ก่อนเริ่มปฏิบัติการรุกใหญ่ครั้งใหม่ ทำให้เกิดความหวั่นวิตกถึงการพลัดถิ่นครั้งมโหฬาร หลายครอบครัวต้องอพยพ แต่บางคนเลือกที่จะอยู่ต่อเพราะเชื่อว่าหนีไปก็ยังเจอความตาย

ด้านโฆษกป้องกันพลเรือนกาซาเผยว่า ระหว่างวันที่ 5-8 กันยายน กองทัพอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่อาคารสูง 5 แห่ง รวม 209 ห้องพัก ซึ่งแต่ละห้องมีคนอาศัยอย่างน้อย 20 คน รวมแล้วกว่า 4,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัยทันที

การทำลายล้างครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤต ความอดอยากที่ยูเอ็นระบุว่าเป็นฝีมือมนุษย์ ในเขตกาซา โดยสถานการณ์คาดว่าจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ หากการโจมตีดำเนินต่อไป

ขณะที่ โวล์เกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เตือนว่าการยกระดับโจมตีในกาซาซิตีจะยิ่งนำไปสู่การพลัดถิ่นครั้งมโหฬาร การสังหารผู้บริสุทธิ์ และการทำลายล้างอย่างไร้เหตุผล

โดยรายงานล่าสุดของยูเอ็นประเมินว่ากว่า 78% ของอาคารในฉนวนกาซาถูกทำลายหรือเสียหาย จากการโจมตีที่ยืดเยื้อมานานเกือบสองปี.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กาซา

สั่งปลดทันที นักบินดื่มแอลกอฮอล์ ทำเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

สั่งปลดทันที นักบินดื่มแอลกอฮอล์ ทำเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

13 ก.ย. 2568 09:22 น.

สั่งปลดทันที นักบินดื่มแอลกอฮอล์ ทำเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

สายการบิน Air Peace สั่งปลดนักบินทันที หลังผลตรวจชี้นักบินและผู้ช่วยมีแอลกอฮอล์ในร่างกาย เป็นเหตุให้เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์ระหว่างการลงจอดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 

เหตุระทึกเครื่องบินโดยสาร โบอิ้ง 737 ของสายการบิน Air Peace ไถลออกนอกทางวิ่งระหว่างการลงจอดตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ผลสรุปแล้ว หลังผลตรวจอย่างละเอียดยืนยันว่า นักบินและผู้ช่วยนักบินมีแอลกอฮอล์ในร่างกาย 

โดยสำนักงานสอบสวนความปลอดภัยการบินของไนจีเรีย (NSIB) เปิดเผยว่า หลังเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจหาสารแอลกอฮอล์และสารเสพติดจากลูกเรือทั้งหมด พบว่า นักบินวัย 64 ปี และผู้ช่วยนักบินวัย 28 ปี มีผลตรวจเป็นบวกต่อ Ethyl Glucuronide (EtG) ซึ่งบ่งชี้ถึงการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงก่อนปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่หนึ่งในพนักงานต้อนรับบนเครื่องก็ถูกตรวจพบสาร THC ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในกัญชา เคราะห์ดีที่ผู้โดยสารทั้ง 103 คนไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ล่าสุดสายการบิน Air Peace ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ได้ปลดนักบินอาวุโสออกจากตำแหน่งทันที ฐานละเมิดมาตรการด้านความปลอดภัยการบิน ส่วนผู้ช่วยนักบินได้รับอนุญาตให้กลับมาปฏิบัติงาน หลังหน่วยงานกำกับการบินพลเรือนไนจีเรีย (NCAA) สรุปผลสอบเบื้องต้นว่าเขามีสุขภาพการบินสมบูรณ์ และไม่พบพฤติกรรมที่เข้าข่ายเสี่ยง

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า นักบินที่ถูกไล่ออกจากตำแหน่งมีประสบการณ์การบินรวมกว่า 18,000 ชั่วโมง ขณะที่ผู้ช่วยนักบินสะสมชั่วโมงบินแล้วเกือบ 1,200 ชั่วโมง

แม้ไนจีเรียจะไม่พบอุบัติเหตุเครื่องบินตกมาหลายปี แต่ยังคงมีเหตุเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์หรือยางแตกขณะลงจอดเป็นระยะ ล่าสุด NSIB แนะนำให้เพิ่มการอบรมลูกเรือและเสริมมาตรการตรวจสอบภายในเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ

เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ

13 ก.ย. 2568 08:36 น.

เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ

เปิดประวัติ ไทเลอร์ โรบินสัน ผู้ต้องหาวัย 22 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุสะเทือนขวัญปลิดชีพ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมหนุนทรัมป์

คดีสะเทือนขวัญ เหตุยิงสังหาร ชาร์ลี เคิร์กอินฟลูเอนเซอร์สายอนุรักษ์นิยมชื่อดัง ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว คือ ไทเลอร์ โรบินสัน  เด็กหนุ่มวัย 22 ปี ซึ่งสนใจในดนตรี และน่าจะมีอนาคตที่สดใส

โรบินสันเคยสอบได้คะแนนสูงสุดติด 1% ของประเทศในการสอบ ACT และได้รับทุนการศึกษาสี่ปีจากมหาวิทยาลัยยูทาห์สเตต ขณะเรียนมัธยม แม่ของเขามักโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความภูมิใจในความสำเร็จของลูกชาย พร้อมคลิปขณะเขาอ่านข้อความตอบรับทุนการศึกษา

แต่เส้นทางชีวิตกลับพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง เมื่อโรบินสันกลายเป็นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงใส่เคิร์ก ขณะเขามาร่วมงานที่มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์

แม้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุแรงจูงใจที่แน่ชัด แต่ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ สเปนเซอร์ ค็อกซ์ เปิดเผยว่า ครอบครัวของโรบินสันให้ข้อมูลว่า ผู้ต้องหามีท่าทีไม่พอใจกับแนวคิดของเคิร์ก และก่อนวันเกิดเหตุยังพูดถึงการปรากฏตัวของเคิร์กในงานดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ยังพบปลอกกระสุนที่ถูกแกะสลักข้อความต่อต้านฟาสซิสต์ ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับมุมมองทางการเมืองที่โรบินสันมีในช่วงหลัง

ตามบันทึกของรัฐ โรบินสันไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม เขาเคยลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด และยังถูกระบุว่าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่เคลื่อนไหว เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด

เดิมทีโรบินสันเคยเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยยูทาห์สเตตหนึ่งภาคเรียน ก่อนย้ายไปเรียนต่อในหลักสูตรช่างไฟฟ้าที่วิทยาลัยเทคนิคดิกซี ซึ่งอยู่ในระบบการศึกษาของรัฐยูทาห์

ผู้ต้องหามีบ้านอยู่กับพ่อแม่ในเมืองวอชิงตัน รัฐยูทาห์ ครอบครัวประกอบด้วยพ่อ แม่ และน้องชายอีก 2 คน พ่อของเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับหินแกรนิต ส่วนแม่ทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ข้อมูลจากเพื่อนบ้านยืนยันว่า ครอบครัวนี้เป็น ครอบครัวที่น่ารัก และเคยไปโบสถ์มอร์มอนด้วยกัน

ขณะที่อดีตเพื่อนร่วมโรงเรียนเล่าว่า โรบินสันเป็นคนเงียบ ๆ สนใจดนตรี และมักอยู่กับเพื่อนในวงดุริยางค์โรงเรียน เหมือนเด็กธรรมดาคนหนึ่ง 

ทั้งนี้ หลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 33 ชั่วโมงเพื่อตามล่าตัวผู้ก่อเหตุ โดยในตอนแรกมีการควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยอีก 2 ราย แต่ถูกปล่อยตัวภายหลัง จนกระทั่งมีเพื่อนครอบครัวโทรแจ้งตำรวจว่า โรบินสันได้พูดหรือแสดงท่าทีคล้ายยอมรับว่าเขาเป็นผู้ลงมือยิง

เจ้าหน้าที่บุกจับกุมโรบินสันได้ในคืนวันพฤหัสบดี โดยไม่มีการต่อสู้ขัดขืน เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำยูทาห์เคาน์ตี เมืองสแปนิชฟอร์ก ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 19 กิโลเมตร

ขณะนี้ โรบินสันถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวมถึงข้อหาอื่น ๆ แต่ยังไม่ถูกฟ้องอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ชาร์ลี เคิร์ก

อดีตปธ.ศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ รักษาการของเนปาล ขณะที่ยอดเหยื่อประท้วง เพิ่มเป็น 51 ศพ

อดีตปธ.ศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ รักษาการของเนปาล ขณะที่ยอดเหยื่อประท้วง เพิ่มเป็น 51 ศพ

13 ก.ย. 2568 06:40 น.

อดีตปธ.ศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ รักษาการของเนปาล ขณะที่ยอดเหยื่อประท้วง เพิ่มเป็น 51 ศพ

สุศิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการของเนปาล หลังเกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ที่ ทำให้การเมืองและสังคมเนปาลล่มสลาย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 51 ศพ

วันที่ 12 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางสุศิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกา เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง ซึ่งจัดขึ้นด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมที่กรุงกาฐมาณฑุ หลังการเจรจายืดเยื้อหลายชั่วโมงระหว่างรัฐบาลและแกนนำผู้ชุมนุมต้านคอร์รัปชันจบลงด้วยข้อตกลงประนีประนอม ท่ามกลางเสียงเชียร์ของบรรดาเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ร่วมผลักดันให้เธอขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาล

ขณะเดียวกัน มีประกาศยุบสภาและกำหนดจัดเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 5 มีนาคม 2569 โดยนายกรัฐมนตรีรักษาการมีเวลาเพียงไม่กี่วันในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชั่วคราว ภารกิจเร่งด่วนคือฟื้นฟูความสงบ นำผู้ก่อเหตุรุนแรงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่หวั่นใจว่าประชาธิปไตยอันเปราะบางอาจพังทลาย

โดยนางสุศิลา คาร์กี เป็นนักกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในความซื่อสัตย์ แม้จะเคยถูกยื่นถอดถอนสมัยดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาแต่ก็รอดพ้นมาได้ และยังมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลโคอิราลา เส้นสายการเมืองใหญ่ แห่งพรรคเนปาลี คองเกรส

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด กองทัพยังคงตรึงกำลังลาดตระเวนกลางกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการจลาจลซ้ำรอย ในขณะที่สายตาชาวเนปาลและนานาชาติจับจ้องว่า ผู้นำหญิงคนแรกของประเทศ จะพาประเทศออกจากวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษได้หรือไม่.

กองทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์โรงเรียนในรัฐยะไข่ ครู-นร.ตาย 22 ศพ ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อกับกองทัพอาระกัน

กองทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์โรงเรียนในรัฐยะไข่ ครู-นร.ตาย 22 ศพ ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อกับกองทัพอาระกัน

13 ก.ย. 2568 04:07 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งบอมบ์โรงเรียนในรัฐยะไข่ ครู-นร.ตาย 22 ศพ ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อกับกองทัพอาระกัน

กองทัพเมียนมาส่งเครื่องบินรบโจมตีหมู่บ้านในรัฐยะไข่ ทิ้งระเบิดถล่มโรงเรียน มีผู้เสียชีวิต 22 ศพส่วนใหญ่เป็นเด็กนร. ขณะที่การสู้รบยังดุเดือดหลังกองทัพเปิดยุทธการทวงคืนพื้นที่จากกองทัพอาระกัน

วันที่ 12 กันยายน 2568 สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่า กองทัพเมียนมาส่งเครื่องบินรบโจมตีหมู่บ้าน ธายัต ตะบิน เมือง เกาตอ รัฐยะไข่ จนโรงเรียนประจำของเอกชนถูกระเบิดถล่มพังยับ มีผู้เสียชีวิต 22 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนและเด็กในละแวกใกล้เคียง

รายงานข่าวระบุว่า ยอดตายเบื้องต้นอยู่ที่ 18 ศพก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 22 ศพ หลังมีนักเรียน 4 คนบาดเจ็บสาหัสเสียชีวิตตามมาในเวลาต่อมา ภาพถ่ายเผยให้เห็นอาคารเรียนถูกทำลายย่อยยับ ขณะที่อาคารรอบข้างเสียหายหนัก

โดยหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนสายย่างกุ้ง–ซิตตเว เป็นแหล่งรวมโรงเรียนเอกชนและหอพักนักเรียนหลายแห่ง แต่สื่อของฝ่ายกองทัพอ้างว่า กองทัพอาระกัน ได้ใช้หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ฝึกกำลังพล

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยท้องถิ่นเผยว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้อย่างน้อย 22 ศพแล้ว ขณะที่ชาวบ้านยืนยันว่าในช่วงเกิดเหตุไม่มีการสู้รบภาคพื้นดินใด ๆ ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา เครื่องบินรบกองทัพพม่าทิ้งระเบิดถล่มเมืองมรัคอู คร่าชีวิตพลเรือน 14 ศพ ในจำนวนนี้มีเด็กเล็กและวัยรุ่นรวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลของกองทัพอาระกัน ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา การโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่าในรัฐยะไข่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 106 ศพ ขณะที่ปัจจุบันกองทัพอาระกันยึดครองพื้นที่ในรัฐยะไข่ได้ถึง 14 จาก 17 อำเภอ รวมทั้งเมือง พะเลตวา ในรัฐชิน ขณะที่เมืองหลวง ซิตตเว และเมืองท่าสำคัญอย่าง จ๊อกเพียว ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ .

รวบแล้ว มือสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก” ถูกครอบครัวหิ้วส่งตร.เอง หลังสารภาพพ่อ

รวบแล้ว มือสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก” ถูกครอบครัวหิ้วส่งตร.เอง หลังสารภาพพ่อ

12 ก.ย. 2568 22:27 น.

รวบแล้ว มือสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก” ถูกครอบครัวหิ้วส่งตร.เอง หลังสารภาพพ่อ

เจ้าหน้าที่รัฐยูทาห์ ประกาศจับกุม “ไทเลอร์ โรบินสัน” ผู้ต้องสงสัยฆาตกรรม “ชาร์ลี เคิร์ก” นักเคลื่อนไหวการเมืองฝ่ายขวาชื่อดังของสหรัฐฯ หลังครอบครัวและเพื่อนสนิทนำตัวส่งมอบตำรวจ ผู้ว่าการยูทาห์ยกย่องครอบครัวทำสิ่งถูกต้อง

วันที่ 12 กันยายน 2568 นายสเปนเซอร์ ค็อกซ์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ แถลงว่าเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวนาย ไทเลอร์ โรบินสัน จากยูทาห์ตะวันตกเฉียงใต้ ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวา ชาร์ลี เคิร์ก ได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 33 ชั่วโมง นับจากก่อเหตุ

นายค็อกซ์เปิดเผยว่า ครอบครัวและเพื่อนของโรบินสันเป็นผู้พาเจ้าตัวเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ หลังจากเขาได้สารภาพกับบิดาว่าเป็นผู้ก่อเหตุ อีกทั้งครอบครัวยังให้ข้อมูลว่าโรบินสันมีท่าที หมกมุ่นทางการเมืองมากขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และแสดงความไม่ชอบต่อเคิร์กอย่างชัดเจน ขณะที่นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ยกย่องการสอบสวนว่าเป็น ความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ที่สามารถปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเผยไทม์ไลน์การสืบสวนตั้งแต่วันเกิดเหตุ.

ยูเอ็นเผย เกาหลีเหนือประหารชีวิตคนเพิ่มขึ้น โทษฐานดูหนัง-ละครต่างประเทศ

ยูเอ็นเผย เกาหลีเหนือประหารชีวิตคนเพิ่มขึ้น โทษฐานดูหนัง-ละครต่างประเทศ

12 ก.ย. 2568 17:07 น.

ยูเอ็นเผย เกาหลีเหนือประหารชีวิตคนเพิ่มขึ้น โทษฐานดูหนัง-ละครต่างประเทศ

รายงานล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยข้อมูลว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือภายใต้การปกครองของ คิม จอง อึน ได้เพิ่มมาตรการลงโทษประหารชีวิตอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกับประชาชนที่ถูกจับได้ว่ารับชมและเผยแพร่สื่อภาพยนตร์และละครต่างประเทศ การกระทำนี้สะท้อนถึงการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้นในทุกมิติของชีวิตประชาชน

รายงานจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  ระบุว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ออกกฎหมายใหม่ถึง 6 ฉบับที่อนุญาตให้ใช้โทษประหารชีวิตได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการรับชมหรือเผยแพร่สื่อต่างประเทศ เพื่อเป็นการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จ

ผู้หลบหนีออกจากเกาหลีเหนือกว่า 300 คนที่ให้สัมภาษณ์กับ UN เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา มีการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในที่สาธารณะบ่อยขึ้น เพื่อสร้างความหวาดกลัวและยับยั้งไม่ให้ประชาชนคนอื่นทำผิดกฎหมาย

คัง กยูริ ซึ่งหลบหนีในปี 2023 บอกว่าเพื่อนของเธอสามคนถูกประหารชีวิต หลังจากถูกจับได้ว่าครอบครองเนื้อหาเกี่ยวกับเกาหลีใต้ และเธอได้ร่วมการพิจารณาคดีของเพื่อนวัย 23 ปีคนหนึ่งที่ถูกตัดสินประหารชีวิต

ผู้ที่หนีรอดออกมาบอกว่า เคยมีความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นเมื่อคิม จอง อึน ขึ้นสู่อำนาจ แต่ความหวังนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและปากท้องกลับเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2019 ที่ผู้นำคิม หันมามุ่งเน้นโครงการอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง

ผู้ที่ให้ข้อมูลเกือบทั้งหมดเปิดเผยว่าพวกเขามีอาหารไม่เพียงพอ การได้กินข้าววันละ 3 มื้อถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีประชาชนจำนวนมากเสียชีวิตจากภาวะอดอยาก

รัฐบาลใช้เทคโนโลยีการสอดแนมที่ล้ำหน้าขึ้นเพื่อตรวจสอบและควบคุมประชาชนอย่างทั่วถึง รวมถึงปราบปรามตลาดมืดซึ่งเป็นช่องทางทำมาหากินของหลายครอบครัว และเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน โดยมีคำสั่งให้ทหารยิงผู้ที่พยายามหลบหนีทันที

รายงานยังระบุว่าเกาหลีเหนือใช้แรงงานบังคับมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ที่มาจากครอบครัวยากจน ซึ่งถูกส่งไปทำงานในโครงการก่อสร้างและเหมืองแร่ที่มีอันตรายถึงชีวิต และยังมีการเกณฑ์เด็กกำพร้าและเด็กข้างถนนมาเป็นแรงงานด้วย

แม้จะเคยมีรายงานตั้งแต่ปี 2014 ว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือมีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในค่ายกักกันทางการเมือง แต่รายงานล่าสุดยืนยันว่ายังมีค่ายเหล่านี้เปิดใช้งานอยู่ และผู้ต้องขังยังคงถูกทรมาน ทารุณ และเสียชีวิตจากภาวะทุพโภชนาการ

ฟอลเคอร์ เติร์ก โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติส่งเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณา แต่ความพยายามนี้ถูกขัดขวางมาโดยตลอดจากสมาชิกถาวรอย่างรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของเกาหลีเหนือ

แม้สถานการณ์จะดูมืดมน แต่รายงานของ UN ก็ชี้ให้เห็นถึงความหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเกาหลีเหนือที่แสดงความปรารถนาอย่างชัดเจนที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและอนาคตที่ดีขึ้น.

ที่มา BBC

แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 คน กลับถึงบ้าน หลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ กวาดจับที่โรงงานแบตเตอรี

แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 คน กลับถึงบ้าน หลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ กวาดจับที่โรงงานแบตเตอรี

12 ก.ย. 2568 16:28 น.

แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 คน กลับถึงบ้าน หลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ กวาดจับที่โรงงานแบตเตอรี

แรงงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนได้เดินทางกลับถึงบ้านแล้วในวันนี้ หนึ่งสัปดาห์หลังจากถูกบุกจับและควบคุมตัวในปฏิบัติครั้งใหญ่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ที่ไซต์งานโครงการผลิตแบตเตอรีในรัฐจอร์เจีย

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่สวมหน้ากากอนามัย ทยอยลงจากเครื่องบินเช่าเหมาลำที่ท่าอากาศยานอินชอน โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงหัวหน้าคณะทำงานของประธานาธิบดีรอต้อนรับ โดยมีเสียงปรบมือแสดงความยินดี

การเดินทางกลับในครั้งนี้เป็นผลจากการเจรจาอย่างเข้มข้นตลอดทั้งสัปดาห์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ เพื่อให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวและส่งตัวแรงงานกลับบ้าน หลังภาพการควบคุมตัวแรงงานในลักษณะใส่กุญแจมือและโซ่ตรวนได้สร้างความตกตะลึงแก่ชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก

ปัญหาการขอวีซ่าที่เหมาะสมสำหรับแรงงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำงานในโครงการต่างๆ ในสหรัฐฯ เป็นเวลานาน เป็นความท้าทายที่บริษัทเกาหลีใต้ต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง และทำให้แรงงานบางส่วนต้องอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเรื่องวีซ่าของสหรัฐฯ

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ และสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ในช่วงเวลาที่ทั้งสองกำลังจะสรุปข้อตกลงการค้าสำคัญ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ

นอกจากแรงงานเกาหลีใต้ ยังมีผู้ถูกกักตัวจากจีน 10 คน ญี่ปุ่น 3 คน และชาวอินโดนีเซีย 1 คน ซึ่งทำงานให้กับบริษัท LG Energy Solution และผู้รับเหมาช่วง โดยโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมลงทุนกับ บริษัทฮุนได มอเตอร์ ในการสร้างโรงงานแบตเตอรี

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเดินทางไปกรุงวอชิงตันดีซี ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พิจารณาวีซ่าประเภทใหม่สำหรับแรงงานในบริษัทเกาหลีที่ลงทุนในสหรัฐฯ โดยทั้งสองประเทศกำลังพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือในเรื่องนี้

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ได้เตือนว่า เหตุการณ์นี้อาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุนในสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในภาคการผลิต.


ที่มา Reuters

เนปาล: ยอดตายเหตุประท้วงพุ่ง 51 ศพ เตรียมตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นนายกฯ รักษาการ

เนปาล: ยอดตายเหตุประท้วงพุ่ง 51 ศพ เตรียมตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นนายกฯ รักษาการ

12 ก.ย. 2568 13:17 น.

เนปาล: ยอดตายเหตุประท้วงพุ่ง 51 ศพ เตรียมตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นนายกฯ รักษาการ

ความรุนแรงจากการประท้วงต่อต้านการทุจริตในเนปาลทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 51 ศพ ขณะที่สถานการณ์เริ่มสงบลงหลังนายกรัฐมนตรีลาออก และมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการแต่งตั้งอดีตประธานศาลฎีกาหญิงเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเนปาลเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด จากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่นำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาล โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 51 ราย รวมถึงผู้ประท้วง 21 ราย และตำรวจ 3 นาย 

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นจากคำสั่งห้ามใช้โซเชียลมีเดียของรัฐบาล ประกอบกับความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาคอร์รัปชันและการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยผู้ประท้วงได้จุดไฟเผารัฐสภา ส่งผลให้นายเค.พี. ชาร์มา โอลิ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก และกองทัพต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ในกรุงกาฐมาณฑุ

สถานการณ์ล่าสุด นักโทษกว่า 12,533 คน ยังคงหลบหนีอยู่ โดยบางส่วนพยายามข้ามชายแดนไปยังอินเดียและถูกจับกุม ส่วนกองทัพเนปาลสามารถยึดปืนที่ถูกปล้นไปได้มากกว่า 100 กระบอก

แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า นางสุศิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกาเนปาล มีแนวโน้มสูงที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ เนื่องจากเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มผู้ประท้วง “Gen Z” ซึ่งเป็นพลังหลักในการประท้วงครั้งนี้ คาดว่าการแต่งตั้งนางคาร์กี มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากการประชุมที่บ้านพักประธานาธิบดีราม จันทรา พูเดล ซึ่งกำหนดไว้เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น  ตามแหล่งข่าวจากกลุ่ม Gen Z ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาครั้งนี้

แม้จะเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจมาหลายปีตั้งแต่ยกเลิกระบอบกษัตริย์ในปี 2008 แต่สัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ในกรุงกาฐมาณฑุกำลังกลับคืนสู่ภาวะปกติ ร้านค้าหลายแห่งเริ่มเปิดทำการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับมาใช้กระบองแทนปืน ขณะที่ทหารยังคงลาดตระเวนตามถนนอยู่บ้าง.

ที่มา Reuters  AFP

ผู้คุมอึ้ง แหกคุกเนปาลนับหมื่นคน มามอบตัวแล้ว 1 สารภาพหวั่นโดนเพิ่มโทษ

ผู้คุมอึ้ง แหกคุกเนปาลนับหมื่นคน มามอบตัวแล้ว 1 สารภาพหวั่นโดนเพิ่มโทษ

12 ก.ย. 2568 13:12 น.

ผู้คุมอึ้ง แหกคุกเนปาลนับหมื่นคน มามอบตัวแล้ว 1 สารภาพหวั่นโดนเพิ่มโทษ

คดีระทึกแหกคุกครั้งใหญ่ในเนปาล ล่าสุดกลับมีเรื่องชวนอึ้ง เมื่อนักโทษรายหนึ่งตัดสินใจกลับไปมอบตัวเอง หลังหลบหนีออกมาได้ไม่กี่ชั่วโมง เหตุผลคือกลัวถูกลงโทษหนักกว่าเดิมหากถูกจับได้ในภายหลัง

จากเหตุการณ์จลาจลและการเผาเรือนจำทั่วประเทศเนปาล ส่งผลให้นักโทษกว่า 15,000 คน แหกคุกออกมาเมื่อวันอังคาร (9 ก.ย.) ท่ามกลางการประท้วงของเยาวชน Gen Z ที่ไม่พอใจการคอร์รัปชันและการแบนโซเชียลมีเดีย จนทำให้ นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี ต้องประกาศลาออก

ล่าสุด เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เมือง ธันคาฑี ในจังหวัดไกลาลี ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อ 1 ในนักโทษ 692 คนที่แหกคุกออกไป ตัดสินใจกลับเข้ามอบตัวในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยมีครอบครัวพามาส่งถึงหน้าประตูเรือนจำ

นักโทษที่ไม่เปิดเผยชื่อรายนี้ บอกกับครอบครัวว่า แม้ตอนนี้จะหลบหนีออกมาได้ แต่หากถูกตำรวจจับกุมในภายหลัง อาจถูกตั้งข้อหาเพิ่มในคดีแหกคุก และทำให้โทษหนักขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ครอบครัวยังให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า หากรัฐบาลใหม่มองว่าเขากลับใจจริง อาจมีโอกาสได้รับอภัยโทษด้วย

รายงานระบุว่า ตอนที่ชายคนนี้ไปถึงเรือนจำ เจ้าหน้าที่รักษาการณ์ภายในยังอยู่ แต่ประตูใหญ่ด้านนอกถูกล็อก ทำให้เขาต้องตะโกนเรียกซ้ำ ๆ จนในที่สุดเจ้าหน้าที่จึงเปิดให้เข้าไปและดำเนินการส่งตัวกลับเข้าคุมขัง

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวต่างประเทศ เหตุการณ์แหกคุกครั้งใหญ่ในเนปาลมีนักโทษหลบหนีจากเรือนจำหลายแห่ง เช่น

  • เรือนจำกลางกาฐมาณฑุ: 3,300 คน
  • เรือนจำ Nakkhu ในลลิตปูร์: 1,400 คน
  • เรือนจำ Dillibazar: 1,100 คน
  • เรือนจำเขตบันเก : 436 คน
  • สถานพินิจเยาวชนบันเก : 122 คน

จนถึงขณะนี้กองทัพเนปาลยืนยันว่า สามารถจับกุมตัวนักโทษกลับมาได้ราว 200 คน เท่านั้น ขณะที่ความรุนแรงจากเหตุปะทะทำให้มีผู้ต้องขังเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ราย

วิกฤตครั้งนี้นับเป็นความท้าทายใหญ่สุดในรอบหลายทศวรรษของเนปาล กองทัพและตำรวจยังคงเร่งตามล่าผู้หลบหนี ขณะที่ต้องตรึงกำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยด้วย.

ที่มา : NDTV.com

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เนปาล