“โอเวน คูเปอร์” คว้าเอมมีนำชายอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์จาก “Adolescence”

"โอเวน คูเปอร์" คว้าเอมมีนำชายอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์จาก "Adolescence"

15 ก.ย. 2568 11:01 น.

“โอเวน คูเปอร์” คว้าเอมมีนำชายอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์จาก “Adolescence”

โอเวน คูเปอร์ นักแสดงชาวอังกฤษวัย 15 ปี สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีรางวัลเอมมี อวอร์ดส์ ปีล่าสุด ด้วยการคว้ารางวัลนักแสดงชายสมทบยอดเยี่ยมในสาขามินิซีรีส์ จากผลงานการแสดงในเรื่อง “Adolescence” ทำให้เขากลายเป็นผู้ชนะฝ่ายชายที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนซีรีส์ “The Pitt” ได้รับรางวัลซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม ขณะที่ “The Studio” คว้ารางวัลซีรีส์แนวคอมเมดี้ยอดเยี่ยม 

ซีรีส์ความยาว 4 ตอนเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยคว้ารางวัลใหญ่ในงานนี้ไปหลายสาขา รวมถึงรางวัลมินิซีรีส์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับและผู้เขียนบทยอดเยี่ยม รวมถึงรางวัลการแสดงของนักแสดงอย่าง สตีเฟน เกรแฮม และ เอริน โดเฮอร์ตี

ในบทบาทของ เจมี มิลเลอร์ เด็กชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร คูเปอร์กล่าวในสุนทรพจน์ขณะขึ้นรับรางวัลด้วยความตื่นเต้นว่า “การได้มายืนตรงนี้มันเหนือจริงมาก” และเสริมว่า “ผมคิดว่าคืนนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าคุณตั้งใจ มีสมาธิ และก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย คุณสามารถทำทุกอย่างในชีวิตให้สำเร็จได้”

“ใครจะไปสนว่ามันจะน่าอายมั้ย? ทุกอย่างเป็นไปได้ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยเมื่อสามปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ผมอยู่ตรงนี้” เขายังขอบคุณครอบครัว ทีมงาน และนักแสดงร่วมทุกคน โดยทิ้งท้ายอย่างถ่อมตัวว่า “แม้รางวัลนี้จะมีชื่อผม แต่จริงๆ แล้วมันเป็นของทุกคนที่อยู่เบื้องหลังกล้อง”

การชนะรางวัลครั้งนี้ทำให้ คูเปอร์ ทำลายสถิติเดิมของ สกอตต์ จาโคบี ที่เคยคว้ารางวัลนี้ไปเมื่อปี 1973 ในวัย 16 ปี โดยซีรีส์ Adolescence ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากนักวิจารณ์และผู้ชมในการนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบของสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียที่มีต่อวัยรุ่น

นอกจากนี้ ในงานประกาศรางวัลเอมมีครั้งที่ 77 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ก.ย.)  ยังได้มีการประกาศผลรางวัลสำคัญอื่นๆ โดยซีรีส์แนวดราม่าที่เล่าเรื่องราวในห้องฉุกเฉินอย่าง The Pitt ได้รับการยกย่องให้เป็นซีรีส์แนวดราม่ายอดเยี่ยมแห่งปี ขณะที่ The Studio คว้ารางวัลซีรีส์แนวคอมเมดี้ยอดเยี่ยมไปครอง

The Pitt ถือเป็นม้ามืดที่พลิกเอาชนะเต็งหนึ่งอย่าง Severance ที่เข้าชิงมากที่สุด โดย โนอาห์ ไวลี นักแสดงนำจาก The Pitt ก็คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในสาขาดราม่าไปครองได้เป็นครั้งแรกในชีวิต ส่วน เซท โรเกน นักแสดงและผู้สร้างร่วมของ The Studio ก็ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในสาขาคอมเมดี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน

ในส่วนของรางวัลนักแสดงนำและนักแสดงสมทบหญิงในสาขาคอมเมดี้ จีน สมาร์ท และ ฮันนาห์ ไอน์บินเดอร์ จากซีรีส์ Hacks ก็สามารถคว้ารางวัลไปได้ โดยเป็นรางวัลเอมมีตัวที่สี่ของ สมาร์ท จากบทบาทนี้ ขณะที่ ไอน์บินเดอร์ ได้รับรางวัลแรกหลังจากเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงมาแล้วถึงสามครั้ง โดยเธอเปิดเผยว่าเคยปลอบใจตัวเองว่า “การแพ้เท่กว่า”

สำหรับรางวัลเอมมี อวอร์ดส์ ได้รับการตัดสินโดยสมาชิกของสถาบันโทรทัศน์ (Television Academy) ซึ่งประกอบไปด้วยนักแสดง ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ ประมาณ 26,000 คน.

ที่มา BBC  Reuters

ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งฯ จากอินโดนีเซีย ทางการอินโดฯ เร่งตรวจสอบ

ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งฯ จากอินโดนีเซีย ทางการอินโดฯ เร่งตรวจสอบ

15 ก.ย. 2568 09:29 น.

ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งฯ จากอินโดนีเซีย ทางการอินโดฯ เร่งตรวจสอบ

ไต้หวันผงะ พบสารก่อมะเร็งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งจากอินโดนีเซีย ขณะที่ทางการอินโดนีเซียเร่งตรวจสอบ ยืนยันที่ขายในประเทศยังปลอดภัย

วันที่ 14 กันยายน 2568 สำนักข่าวอันตารา ของอินโดนีเซียรายงานว่า ศูนย์ความปลอดภัยด้านอาหารของไต้หวัน ได้ตรวจพบสาร “เอทิลีนออกไซด์” (Ethylene Oxide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่จัดว่าอาจก่อมะเร็ง ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ Indomie รส Soto Banjar Limau Kulit ผลิตโดยบริษัทอินโดฟู้ด (Indofood)

นาย ทารูนา อิคราร์ หัวหน้าสำนักงานควบคุมอาหารและยาอินโดนีเซีย (BPOM) ยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของไต้หวัน โดยพบว่าเป็นสินค้าที่ถูกนำเข้าไปยังไต้หวันผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่ใช่ตัวแทนผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการ และไม่มีการรับรู้จากบริษัทผู้ผลิต

พร้อมกันนี้ ระบุว่า ทางบริษัทอินโดฟู้ดกำลังตรวจสอบวัตถุดิบและสาเหตุที่ทำให้พบสารชนิดนี้ พร้อมรายงานผลต่อหน่วยงาน ขณะที่ยืนยันว่าตามกฎหมายของอินโดนีเซีย สินค้าชนิดนี้มีทะเบียนจำหน่ายถูกต้อง และยังปลอดภัยต่อการบริโภคในประเทศ

ขณะเดียวกัน ทางการอินโดนีเซียแนะผู้บริโภคให้ตรวจสอบฉลาก บรรจุภัณฑ์ วันหมดอายุ และข้อมูลโภชนาการทุกครั้งก่อนซื้อ พร้อมขออย่าตื่นตระหนกต่อรายงานข่าว

โดยที่ผ่านมามาตรฐานความปลอดภัยอาหารในประเทศต่างๆ ยังมีความแตกต่างดัน โดยไต้หวันห้ามตรวจพบสารเอทิลีนออกไซด์ในอาหารโดยเด็ดขาด ขณะที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และอินโดนีเซียมีกฎระเบียบต่างออกไป ส่วนคณะกรรมาธิการโคเด็กซ์ ภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยังไม่ได้กำหนดปริมาณสารตกค้างสูงสุดของสารนี้ในอาหาร 

ทั้งนี้ เอทิลีนออกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสีใช้ในกระบวนการผลิตสารเคมีต่างๆ อาทิ พลาสติก ผ้าใยสังเคราะห์ น้ำยาซักล้าง และกาว รวมถึงใช้ฆ่าเชื้ออุปกรณ์การแพทย์และทันตกรรมที่ไม่สามารถฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำหรือรังสีได้

ที่มา Antara

WHO ชี้ปี 2024 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคตายพุ่งเป็น 50% ของผู้ติดเชื้อทั่วโลก

WHO ชี้ปี 2024 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคตายพุ่งเป็น 50% ของผู้ติดเชื้อทั่วโลก

15 ก.ย. 2568 09:26 น.

WHO ชี้ปี 2024 ผู้ป่วยอหิวาตกโรคตายพุ่งเป็น 50% ของผู้ติดเชื้อทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกเผยจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจาก โรคอหิวาตกโรคทั่วโลกในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยมีผู้ป่วยกว่า 560,000 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นถึง 50% ภายในปีเดียว

รายงานขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ชี้ว่าโรคอหิวาตกโรคยังคงระบาดหนักใน แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 98% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยมี 12 ประเทศ ที่รายงานผู้ติดเชื้อมากกว่า 10,000 ราย และ 7 ประเทศเผชิญการระบาดใหญ่เป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา ที่น่าสนใจคือ ประเทศคอโมโรส เกาะเล็กๆ ในแอฟริกาตะวันออก พบการกลับมาของอหิวาตกโรค หลังจากหายไปนานกว่า 15 ปี

โดยจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจาก โรคอหิวาตกโรค ทั่วโลกในปี 2024 ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยมีผู้ป่วยรายงานกว่า 560,000 คนใน 60 ประเทศและดินแดน เพิ่มขึ้นราว 5% เมื่อเทียบกับปี 2023 ขณะที่ผู้เสียชีวิตทะยานขึ้นกว่า 6,000 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในปีเดียว เฉพาะในทวีปแอฟริกา อัตราการเสียชีวิตต่อจำนวนผู้ป่วย เพิ่มจาก 1.4% ในปี 2023 เป็น 1.9% ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ 

โดย WHO ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคอหิวาตกโรคแพร่ระบาดต่อเนื่อง ได้แก่ ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอพยพย้ายถิ่น และปัญหาขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ สุขอนามัย และสุขาภิบาล โดยโรคนี้แพร่ได้รวดเร็วผ่านน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระ

ขณะที่สถานการณ์ในปี 2025 ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2025 จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม มี 31 ประเทศและดินแดน รายงานการระบาดของอหิวาตกโรคและท้องร่วงเฉียบพลัน โดยมีผู้ป่วยมากกว่า 409,000 คนทั่วโลก ลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2024

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตกลับ เพิ่มขึ้น 46% โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4,738 ราย ซึ่งตอกย้ำถึงความท้าทายใหญ่ที่ประชาคมโลกต้องเร่งแก้ไขในการควบคุมโรคที่ยังคงคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก.

ที่มา : CCTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อหิวาตกโรค

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอลบินเหนือโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการนาโตสกัดภัยจากรัสเซีย

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอลบินเหนือโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการนาโตสกัดภัยจากรัสเซีย

15 ก.ย. 2568 08:19 น.

ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอลบินเหนือโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการนาโตสกัดภัยจากรัสเซีย

กองทัพอากาศฝรั่งเศสส่งเครื่องบินรบราฟาเอล 2 ลำ ขึ้นปฏิบัติภารกิจบินผ่านน่านฟ้าโปแลนด์ ภายใต้ปฏิบัติการ อีสต์เทิร์น เซนทรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการร่วมของนาโตบริเวณแนวตะวันออกของยุโรป

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของฝรั่งเศสในการเสริมกำลังป้องปรามของนาโต ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นาโตประกาศเสริมยุทโธปกรณ์ใหม่ทั้งทางอากาศและภาคพื้นดินบริเวณพรมแดนที่ติดกับ เบลารุส รัสเซีย และยูเครน เพื่อตอบโต้ความเสี่ยงจากการรุกรานของรัสเซีย หลังเกิดเหตุ โดรนรัสเซียบินล้ำเข้าน่านฟ้าโปแลนด์

พลเอกผู้บัญชาการสูงสุดของนาโตในยุโรปยืนยันว่า ปฏิบัติการ อีสต์เทิร์น เซนทรี ( Eastern Sentry ) จะเพิ่มศักยภาพด้านการป้องกัน โดยมีการสนับสนุนจากหลายประเทศ ได้แก่ เครื่องบินรบ ราฟาเอล ของฝรั่งเศส เครื่องบินรบ F-16 ของเดนมาร์ก เรือฟริเกต และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร

ด้านนาย วลาดิสลาฟ โคซิเนียก-คามีช รัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ โพสต์ข้อความบน X ว่าปฏิบัติการนี้เป็นสัญลักษณ์ของการป้องปรามเชิงรุก และความพร้อมในการปกป้องทุกพื้นที่ที่จำเป็น

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ มี โดรนรัสเซียหลายลำรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ ทำให้นาโตต้องสั่งเครื่องบินรบขึ้นสกัดและยิงตก เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความกังวลที่มีมายาวนานว่าสงครามรัสเซีย–ยูเครนซึ่งยืดเยื้อมากว่า 3 ปี อาจลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

แม้ รัสเซีย อ้างว่าไม่ได้มีเป้าหมายโจมตีโปแลนด์ และพันธมิตรอย่าง เบลารุส ชี้ว่าโดรนหลงทิศเพราะถูกก่อกวนสัญญาณ แต่ผู้นำยุโรปหลายประเทศเชื่อว่านี่คือการยั่วยุโดยเจตนาของรัสเซีย

ส่วน นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ โดนัลด์ ทัสก์ ออกมาปฏิเสธความเห็นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่าการบินล้ำเข้าน่านฟ้าโปแลนด์ของโดรนอาจเป็นเพียงความผิดพลาด.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินรบ

เอร์เมโต ปัสโกอัล “พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล” เสียชีวิตขณะมีอายุ 89 ปี

เอร์เมโต ปัสโกอัล “พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล” เสียชีวิตขณะมีอายุ 89 ปี

15 ก.ย. 2568 06:18 น.

เอร์เมโต ปัสโกอัล “พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล” เสียชีวิตขณะมีอายุ 89 ปี

นายเอร์เมโต ปัสโกอัล พ่อมดแห่งดนตรีบราซิล ผู้ผสมผสานดนตรีแจ๊สเข้ากับดนตรีพื้นบ้านแดนแซมบ้า เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุ 89 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า นายเอร์เมโต ปัสโกอัล นักประพันธ์เพลงชาวบราซิลผู้มีชื่อเสียงจากการผสมดนตรีแจ๊สเข้ากับดนตรีพื้นบ้านของบราซิล เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 89 ปี โดยรายล้อมไปด้วยครอบครัวและเพื่อนๆ นักดนตรีของเขา

ครอบครัวของนายปัสโกอัลประกาศข่าวการเสียชีวิตของเขาผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ

นายปัสโกอัลเรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรีหลักหลายชนิดด้วยตัวเอง และก้าวผ่านความยากจนในวัยเด็กสู่การเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ถึงขั้นที่ ไมล์ส เดวิส นักดนตรีที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ยกย่องเขาว่าเป็น “นักดนตรีที่สำคัญที่สุดในโลก”

นายปัสโกอัลประพันธ์เพลงบรรเลงไว้มากกว่า 2,000 ชิ้น และยังคงเรียบเรียงดนตรีและบันทึกเสียงให้กับศิลปินต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าสู่วัย 80 ปี

นายปัสโกอัลเล่นเปียโนและฟลุตเป็นหลัก แต่ยังสามารถเล่นแซกโซโฟน กีตาร์ กลอง และหีบเพลงชักได้ด้วย เขายังมักนำสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานของเขาอยู่เสมอ เช่นระหว่างการบันทึกเสียงอัลบั้มเปิดตัว Slaves Mass ให้กับค่าย Warner Brothers ในปี 1976 เขาถึงกับนำหมูเป็นๆ สองตัวเข้ามาในสตูดิโอด้วย

ทั้งนี้ เอร์เมโต ปัสโกอัล เกิดเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2479 ในหมู่บ้านชนบททางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐอาลาโกอัส แต่เนื่องจากเขาเกิดมาพร้อมกับภาวะผิวเผือก (albinism) ทำให้เขาไม่สามารถทำงานกลางแจ้งกับครอบครัวได้ เขาจึงใช้เวลาอยู่ในบ้านและฝึกฝนดนตรีด้วยตัวเอง

เมื่ออายุ 10 ปี เขาเริ่มเล่นดนตรีตามงานเต้นรำและงานแต่งงาน ก่อนที่จะไปเล่นดนตรีแนวฟอร์โรและดนตรีพื้นบ้านบราซิลประเภทอื่น ๆ ทั่วทั้งภูมิภาค

ต่อมาในช่วงปลายยุค 50 ปัสโกอัลได้ย้ายไปอยู่ ริโอ เด จาเนโร และได้รู้จักกับวงการดนตรีแจ๊สของที่นั่น และเริ่มทำการแสดงในไนต์คลับและเข้าร่วมวงออร์เคสตราของสถานีวิทยุ

การผสมผสานดนตรีแจ๊สเข้ากับดนตรีพื้นบ้านแบบดั้งเดิมของบราซิล ทำให้ปัสโกอัลได้รับความสนใจจากเหล่าศิลปินชื่อดังที่สุดของบราซิลในด้านนั้น โดยนักร้องชื่อดังอย่าง เอลิส เรจินา และมือเพอร์คัสชัน แอร์โต มอเรรา ต่างเคยร่วมแสดงกับปัสโกอัล

นายมอเรรายังร่วมเดินทางกับปัสโกอัลไปทัวร์สหรัฐอเมริกาด้วยกัน และที่นั่นเองที่ปัสโกอัลได้พบกับ ไมล์ส เดวิส

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะได้รับความนับถือจากบุคคลสำคัญในวงการแจ๊ส แต่ปัสโกอัลกลับปฏิเสธที่จะถูกเรียกว่าเป็นนักดนตรีแจ๊ส เนื่องจากเขาได้รับอิทธิพลจากดนตรีบราซิลอย่างโชรินโญและแซมบ้าไม่แพ้กัน

“เมื่อพวกเขาคิดว่าผมกำลังทำสิ่งหนึ่งอยู่ ผมก็ได้ทำสิ่งอื่นไปแล้ว… มันไหลลื่นมาก” ปัสโกอัลบอกกับ Jazz World ในปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่

นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่

15 ก.ย. 2568 05:23 น.

นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศกร้าว จะไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์สร้างความแตกแยก หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของฝ่ายต่อต้านผู้อพยพเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศกร้าวในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า บริเตนจะไม่ยอมให้ใครนำธงชาติไปใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง, ความหวาดกลัว และความแตกแยก เพียง 1 วันหลังเกิดการประท้วงใหญ่ต่อต้านผู้อพยพในกรุงลอนดอน ซึ่งผู้ชุมนุมใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประชาชนมากกว่า 150,000 คน ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนใจกลางกรุงลอนดอน ภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง” (Unite the Kingdom) ซึ่งจัดโดยนายทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด เพื่อแสดงการต่อต้านผู้อพยพ

ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มจำนวนประมาณ 5,000 คน ก็ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง จัดโดยองค์กร “Stand Up To Racism” (SUTR)

ก่อนหน้านี้ นายปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจของสหราชอาณาจักร ออกมาระบุว่า กลุ่มผู้เดินขบวนกำลังแสดงให้เห็นถึงเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเสรีภาพในการพูด

อย่างไรก็ตาม เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ว่า “ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะประท้วงอย่างสงบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญในค่านิยมของประเทศเรา”

“แต่เราจะไม่อดทนต่อการใช้ความรุนแรงกับตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง หรือต่อการที่ประชาชนต้องรู้สึกหวาดกลัวบนท้องถนนเพียงเพราะภูมิหลังหรือสีผิวของพวกเขา”

“สหราชอาณาจักรเป็นชาติที่สร้างขึ้นอย่างน่าภาคภูมิใจบนพื้นฐานของความอดทน ความหลากหลาย และความเคารพซึ่งกันและกัน ธงชาติของเราเป็นตัวแทนของประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และเราจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตามนำมันไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ความหวาดกลัว และความแตกแยก”

อนึ่ง ระหว่างการประท้วงเมื่อวันเสาร์ มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ชุมนุม 26 นาย โดย 4 นายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมตัว 24 คน

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงต่อต้านผู้อพยพที่ไปรวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ (Whitehall) ได้ฟังคำกล่าวปราศรัยของบุคคลมากมาย รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วนนายโรบินสัน ผู้มีชื่อจริงว่า สตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์บรรดานักการเมือง “พูดเลียนแบบ” ความคิดของเขา และอ้างว่า ศาลของสหราชอาณาจักรตัดสินว่าสิทธิ์ของผู้อพยพที่เข้าเมืองผิดกฎหมายสำคัญกว่าสิทธิ์ของประชาชนท้องถิ่น

คำพูดของนายโรบินสันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนก่อน ศาลอุทธรณ์อังกฤษกลับคำตัดสินที่ห้ามผู้ขอลี้ภัยเข้าพักในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ขณะที่นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีคนดัง ก็ได้กล่าวปราศรัยต่อผู้ชุมนุมที่ไวท์ฮอลล์ ผ่านวิดีโอลิงก์ โดยบอกให้พวกเขา “สู้กลับหรือไม่ก็ตาม” โดยสื่อถึงการอพยพเข้าประเทศอย่างไม่มีการควบคุมที่กำลังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล UK

คำพูดดังกล่าวทำให้นายไคล์ออกมาโจมตีว่า “ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกรัฐมนตรีกาตาร์วอนโลก “หยุด 2 มาตรฐาน” จี้ลงโทษอิสราเอล

นายกรัฐมนตรีกาตาร์วอนโลก “หยุด 2 มาตรฐาน” จี้ลงโทษอิสราเอล

15 ก.ย. 2568 04:10 น.

นายกรัฐมนตรีกาตาร์วอนโลก “หยุด 2 มาตรฐาน” จี้ลงโทษอิสราเอล

นายกรัฐมนตรีกาตาร์ เรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติหยุด 2 มาตรฐาน หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่กรุงโดฮา ก่อนที่การประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับและอิสราเอลจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล ธานี นายกรัฐมนตรีของประเทศกาตาร์ ออกมาเรียกร้องต่อประชาคมนานาชาติให้ “หยุด 2 มาตรฐาน” และลงโทษอิสราเอลสำหรับอาชญากรรมที่พวกเขาก่อขึ้น

ชีค อัล ธานี พูดเรื่องดังกล่าวในการประชุมเตรียมการก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับและอิสลามวาระฉุกเฉิน ซึ่งจัดโดยกาตาร์ หลังอิสราเอลส่งเครื่องบินรบโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ เมื่อสัปดาห์ก่อน

“ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมนานาชาติจะหยุดใช้ 2 มาตรฐาน และลงโทษอิสราเอลสำหรับอาชญากรรมทั้งหมดที่พวกเขาก่อ และอิสราเอลจำเป็นต้องรู้ว่า สงครามกวาดล้างที่พี่น้องชาวปาเลสไตน์ของเรากำลังเผชิญ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากดินแดนของตัวเองนั้น จะไม่ประสบผลสำเร็จ” ชีค อัล ธานี กล่าว

ด้านนาย มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงต่างประเทศของกาตาร์เผยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับและอิสราเอลที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันจันทร์ จะมีการพิจารณาร่างมติเกี่ยวกับกรณีที่อิสราเอลโจมตีกาตาร์ด้วย

ทั้งนี้ ผู้นำที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวรวมถึงนาย มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน, นายโมฮัมเหม็ด เชีย อัล-ซูดานี นายกรัฐมนตรีอิรัก และนายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงโดฮาในวันอาทิตย์

คาดกันว่า นายเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี จะเข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย แต่ยังไม่แน่ชัดว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฏราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย จะเข้าร่วมการประชุมหรือไม่

ขณะที่นาย บาสเซม นาอิม สมาชิกคณะกรรมการบริหารของกลุ่มฮามาสคาดหวังว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะนำไปสู่ “จุดยืนที่เด็ดขาดและเป็นหนึ่งเดียวของชาติอาหรับ-อิสลาม” รวมถึง “มาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม” ต่ออิสราเอลและสงครามที่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ไม่เผยชนวนสังหาร

มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ไม่เผยชนวนสังหาร

15 ก.ย. 2568 03:04 น.

มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจ ไม่เผยชนวนสังหาร

ผู้ว่าการรัฐยูทาห์เผย ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก ยังไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสืบสวน และไม่ยอมเปิดเผยแรงจูงใจในการก่อเหตุ

นายสเปนเซอร์ ค็อกซ์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ บอกกับสื่อสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า นายไทเลอร์ โรบินสัน วัย 22 ปี ผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ลงมือยิงสังหารนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดัง ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สืบสวน และไม่เปิดเผยเรื่องแรงจูงใจในการก่อเหตุ

นายโรบินสันตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลอบยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก ซึ่งกำลังร่วมงานอีเวนต์ขององค์กรนักศึกษา “จุดเปลี่ยนสหรัฐอเมริกา” (Turning Point USA – TPUSA) ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง ที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ยูทาห์ วัลเลย์เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) ก่อนที่นายโรบินสันจะถูกจับกุมตัวได้ในคืนวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น

เมื่อวันอาทิตย์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ หลายสำนัก โดยเขายืนยันว่า คนรอบตัวนายโรบินสันให้ความร่วมมือกับการสืบสวนเป็นอย่างดี

นักข่าวถามนายค็อกซ์เกี่ยวกับรายงานที่ว่า นายโรบินสันเคยคุยกับคนอื่นบนแพลตฟอร์ม “ดิสคอร์ด” (Discord) หลังลงมือก่อเหตุ และพูดติดตลกว่าตัวเองเป็นมือปืนด้วย ว่าเป็นความจริงหรือไม่?

นายค็อกซ์ตอบว่า “ตอนนี้เรายืนยันได้แค่ว่า การสนทนาเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน แต่พวกเขาไม่เชื่อว่าจะเป็นนายโรบินสันจริงๆ ทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นจนกระทั่งเขายอมรับว่า เขาเป็นคนก่อเหตุจริงๆ”

นายค็อกซ์เคยให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ด้วยว่า นายโรบินสัน ซึ่งเป็นชาวรัฐยูทาห์ ถูกปลูกฝังด้วยอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายอย่างลึกซึ้ง

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ในรายการ State of the Union ของช่อง CNN เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาตอบว่าข้อมูลดังกล่าวได้มาจากเพื่อนและครอบครัวของผู้ต้องสงสัย โดยอธิบายว่า “มีอีกหลายอย่างที่เรากำลังเรียนรู้ และอีกมากมายที่เราจะได้รู้” พร้อมเสริมว่าเมื่อมีการยื่นฟ้องอย่างเป็นทางการแล้ว จะมี “หลักฐานและข้อมูลต่าง ๆ เปิดเผยออกมาอีกมาก”

ผู้ว่าฯ ยูทาห์เผยอีกว่า หนึ่งในคนที่กำลังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนคือ เพื่อนร่วมห้องของนายโรบินสัน โดยเพื่อนคนนี้ไม่เคยรู้เรื่องแผนการลอบสังหารนายเคิร์กมาก่อน

นายค็อกซ์ยืนยันว่า เพื่อนร่วมห้องของนายโรบินสันคนนี้กำลังอยู่ระหว่างการแปลงเพศจากชายเป็นหญิง หลังถูกถามเรื่องดังกล่าวโดย CNN แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการสืบสวนหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ เนปาลรับปาก จะส่งมอบอำนาจภายใน 6 เดือน-จี้หยุดคอร์รัปชัน

นายกฯ เนปาลรับปาก จะส่งมอบอำนาจภายใน 6 เดือน-จี้หยุดคอร์รัปชัน

15 ก.ย. 2568 01:05 น.

นายกฯ เนปาลรับปาก จะส่งมอบอำนาจภายใน 6 เดือน-จี้หยุดคอร์รัปชัน

รักษาการนายกฯ เนปาลเปิดใจครั้งแรก ยืนยันจะอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 6 เดือนก่อนส่งต่ออำนาจ พร้อมเรียกร้องให้มีการยุติการคอร์รัปชันตามที่ผู้ประท้วงต้องการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางสุชิลา การ์กี รักษาการนายกรัฐมนตรีของประเทศเนปาล ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กล่าวในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า เธอจะอยู่ในตำแหน่งนี้ไม่เกิน 6 เดือนเท่านั้น ก่อนจะส่งต่ออำนาจให้รัฐบาลประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ยุติการคอร์รัปชันในประเทศ

“ดิฉันไม่ได้ปรารถนาตำแหน่งนี้เลย แต่เป็นเพราะเสียงเรียกร้องจากประชาชนตามท้องถนนต่างหากที่ทำให้ดิฉันต้องยอมรับ” นางการ์กีเปิดใจครั้งแรกนับตั้งแต่สาบานรับตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ โดยเธอรับปากว่าจะส่งต่ออำนาจให้รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในวันที่ 5 มี.ค.ปีหน้า

ทั้งนี้ นางการ์กีได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเนปาล หลังจากประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหลายเมืองทั่วประเทศเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ ผู้ชุมนุมโจมตีอาคารรัฐบาลกับบ้านของนักการเมืองหลายแห่ง รวมถึงจุดไฟเผาภายในรัฐสภา และปะทะกับตำรวจจนมีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 72 ศพ

การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ (8 ก.ย.) จากความไม่พอใจที่รัฐบาลมีมาตรการห้ามใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ก่อนที่การประท้วงจะลุกลามกลายเป็นเหตุความรุนแรงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความโกรธแค้นของประชาชนที่มีต่อการคอร์รัปชันของบรรดานักการเมือง และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่คนกลุ่มนี้ได้รับ ซึ่งสวนทางกับสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน

นางการ์กีสาบานตนรับตำแหน่งหลังจากมีการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่าง ผู้ประท้วงซึ่งถูกเรียกว่า “ขบวนการเจนซี” (Gen Z) , กองทัพ กับประธานาธิบดีเนปาล

“เราต้องทำงานให้สอดคล้องกับแนวคิดของคนรุ่น Gen Z” นางการ์กีกล่าว “สิ่งที่คนกลุ่มนี้เรียกร้องคือการยุติการคอร์รัปชัน, การมีธรรมาภิบาลที่ดี และความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ”

อนึ่ง นางการ์กีได้รับความนิยมจากชาวเนปาลตั้งแต่สมัยที่เธอเป็นหัวหน้าผู้พิพากษาหญิงของศาลสูงสุดในช่วงปี 2559-2560 แล้ว และเป็นที่รู้จักกันดีเรื่องจุดยืนของเธอในการต่อต้านการคอร์รัปชันในรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เธอก็ถูกถอดถอนหลังอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 11 เดือนเท่านั้น

หลังจากนี้ คณะรัฐมนตรีชั่วคราวของนางการ์กีจะต้องเผชิญความท้าทายมากมาย รวมถึง การฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อยในสังคม, ซ่อมแซมหรือสร้างอาคารรัฐสภาและอาคารสำคัญอื่น ๆ ที่ถูกโจมตีขึ้นมาใหม่ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แฟนมวยเศร้า ริกกี้ แฮตตัน อดีตกำปั้นแชมป์โลก เสียชีวิตในวัย 46 ปี

แฟนมวยเศร้า ริกกี้ แฮตตัน อดีตกำปั้นแชมป์โลก เสียชีวิตในวัย 46 ปี

15 ก.ย. 2568 00:37 น.

แฟนมวยเศร้า ริกกี้ แฮตตัน อดีตกำปั้นแชมป์โลก เสียชีวิตในวัย 46 ปี

ริกกี้ แฮตตัน อดีตนักมวยอาชีพดีกรีแชมป์โลก เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 46 ปี โดยร่างของเขาถูกพบภายในบ้านตัวเอง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ และเบื้องต้นตำรวจไม่พบความน่าสงสัยใดๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายริกกี้ แฮตตัน อดีตแชมป์โลกมวยสากลอาชีพชาวอังกฤษ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 46 ปี โดยร่างของแฮตตันถูกพบที่บ้านของเขาเองในเมืองไฮด์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 โดยที่ตำรวจเกรเตอร์แมนเชสเตอร์ ไม่พบความน่าสงสัยใดๆ ในการเสียชีวิตของเขา

ตามการเปิดเผยของตำรวจ เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากประชาชนให้ไปตรวจสอบที่ถนน โบลเอเคอร์ (Bowlacre) ในเมืองไฮด์ เขตเทมไซด์ เมื่อเวลา 6.45 น. วันอาทิตย์ และพบร่างของชายวัย 46 ปีรายหนึ่ง ซึ่ง ณ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อว่ามีสถานการณ์น่าสงสัยใดๆ

ทั้งนี้ แฮตตันคว้าแชมป์โลกในรุ่นไลต์เวลเตอร์เวตและเวลเตอร์เวต และด้วยสไตล์การชกที่ดุดันทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักมวยชาวอังกฤษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคของเขา โดยคู่ต่อสู้คนสำคัญของเขา ได้แก่ คอสตย่า ซึยู, ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ และ แมนนี่ ปาเกียว

แฮตตันเปิดเผยเรื่องที่เขาต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิตหลังจากการแขวนนวม และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาได้ประกาศว่าจะกลับคืนสังเวียนอีกครั้งในการชกอาชีพกับ ไอซ่า อัล ดาห์ ที่เมืองดูไบในเดือนธันวาคมนี้ แต่เขากลับจากไปอย่างกะทันหัน

บุคคลในวงการมวยมากมายต่างออกมาร่วมแสดงความเสียใจกับการจากไปของนายแฮตตัน เช่น ไทสัน ฟิวรี อดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวตของอังกฤษได้กล่าวคำยกย่องแฮตตันผ่านข้อความบนอินสตาแกรมว่า “ขอแสดงความเสียใจต่อตำนานอย่างริกกี้ แฮตตัน ขอให้เขาไปสู่สุคติ” “ริกกี้ แฮตตัน จะมีได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจากไปเร็วขนาดนี้”

อาเมียร์ ข่าน อดีตแชมป์โลกชาวอังกฤษอีกคน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์) ยกย่องแฮตตันว่าเป็น “ทั้งที่ปรึกษา นักสู้ และหนึ่งในนักมวยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษ”

ข่านระบุอีกว่า “ในฐานะนักสู้ เรามักจะบอกตัวเองว่าเราแข็งแกร่ง เราฝึกฝน เราทุ่มเท เราโดนต่อย เราลุกขึ้นสู้ แต่บางครั้งการต่อสู้ที่ยากที่สุดเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ภายในจิตใจ”

“ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ และเราต้องพูดคุยถึงเรื่องนี้ เราต้องยื่นมือออกไป เราต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน”

“ริกกี้ ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง ทั้งการชก ช่วงเวลาแห่งชัยชนะ และความมุ่งมั่นของคุณ ขอบคุณที่ผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า และแสดงให้เราเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna