ชาวเกาหลีใต้เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ 4 คนกลับถึงบ้านแล้ว ทางการลั่นส่งกลับอีก 63 คนภายในสุดสัปดาห์นี้

ชาวเกาหลีใต้เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ 4 คนกลับถึงบ้านแล้ว ทางการลั่นส่งกลับอีก 63 คนภายในสุดสัปดาห์นี้

15 ต.ค. 2568 15:31 น.

ชาวเกาหลีใต้เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ 4 คนกลับถึงบ้านแล้ว ทางการลั่นส่งกลับอีก 63 คนภายในสุดสัปดาห์นี้

ชาวเกาหลีใต้ 4 คน ที่ถูกคุมตัวในกัมพูชาภายใต้ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ เดินทางกลับถึงเกาหลีแล้ว ขณะที่ผอ.สำนักความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้เผยจะส่งกลับอีก 63 คนในสุดสัปดาห์นี้

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ เผย ชาวเกาหลีใต้จำนวน 4 คนจาก 63 คน ที่ถูกควบคุมตัวในประเทศกัมพูชาภายใต้ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ข้ามชาติ ได้เดินทางกลับถึงเกาหลีแล้วในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการช่วยเหลือพลเมืองที่ตกอยู่ในวงจรอาชญากรรมต่างแดน ขณะที่นายวี ซอง-รัก ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้เผยจะส่งกลับชาวเกาหลีใต้อีก 63 คน ภายในสุดสัปดาห์นี้ จากเดิมที่ตั้งเป้าจะส่งกลับได้ทั้งหมดภายในเวลา 1 เดือน โดยเตรียมจัดเที่ยวบินพิเศษเช่าเหมาลำให้ทั้ง 63 คนกลับประเทศพร้อมกัน 

โดยตำรวจยืนยันว่า ผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้ได้ถูกส่งตัวกลับโดยสายการบินแห่งชาติของเกาหลีใต้ 2 เที่ยวบินเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยบางรายอยู่ใน บัญชีเฝ้าระวังของอินเตอร์โพล หลังทางการเกาหลีออกหมายจับล่วงหน้า

ตามกฎหมายการบินของเกาหลีใต้ เครื่องบินพาณิชย์ของชาติสามารถรับผู้ต้องสงสัยได้ไม่เกิน 2 คนต่อเที่ยวบิน และต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุมตัวอย่างน้อย 2 นายต่อผู้ต้องสงสัยหนึ่งราย ซึ่งทำให้กระบวนการนำตัวผู้ต้องขังทั้งหมดกลับประเทศต้องใช้เวลาหลายเที่ยวบิน

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อ กระแสสังคมที่กดดันอย่างหนักในเกาหลีใต้ หลังมีข่าวนักศึกษาชายวัย 20 ปีถูกล่อลวงไปทำงานกับแก๊งสแกมในกัมพูชา ก่อนถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลโซลต้องจัดตั้งทีมเฉพาะกิจร่วมกับกัมพูชาเพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยทีมจะเดินทางถึงกัมพูชาในวันนี้.

ที่มา : ยอนฮับ

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์กัมพูชา

เผยมีชาวเกาหลีใต้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชากว่า 1,000 คน เหยื่อถูกกักขังพุ่งเกือบ 550 ราย

เผยมีชาวเกาหลีใต้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชากว่า 1,000 คน เหยื่อถูกกักขังพุ่งเกือบ 550 ราย

15 ต.ค. 2568 14:16 น.

เผยมีชาวเกาหลีใต้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชากว่า 1,000 คน เหยื่อถูกกักขังพุ่งเกือบ 550 ราย

รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ หรือการฉ้อโกงออนไลน์ ในกัมพูชา ซึ่งมีแรงงานจากหลายประเทศรวมกันกว่า 200,000 คน พร้อมประกาศตั้งทีมตอบสนองพิเศษร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

นาย วี ซอง-รัก ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ แถลงเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ว่า รัฐบาลได้รับรายงานว่ามีชาวเกาหลีใต้จำนวนมากทำงานในธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ ในกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายหลอกลวงผู้ใช้จากทั่วโลก รวมถึงในเกาหลีใต้เอง โดยหน่วยงานภายในประเทศประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้อง “ราว 1,000 คน”

ข้อมูลของทางการระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียหายหรือญาติของชาวเกาหลีใต้กว่า 330 คน แจ้งเหตุว่าถูกหลอกลวงหรือกักขังในกัมพูชา โดยกว่า 80% ของกรณีได้รับการแก้ไขแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคดีที่อยู่ระหว่างตรวจสอบราว 79 ราย

สถานการณ์ในกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2024 โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีถูกทรมานจนเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม ซึ่งจุดชนวนความไม่พอใจอย่างมากในประเทศ ทั้งนี้ การส่งศพกลับเกาหลีล่าช้า เนื่องจากเกาหลีใต้ร้องขอให้มีการชันสูตรร่วม กับทางการกัมพูชา ซึ่งเพิ่งได้รับการยินยอมเมื่อไม่นานมานี้

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานรัฐบาลร่วม ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรม โดยมี คิม จินอา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศคนที่สองเป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งจะเดินทางไปกรุงพนมเปญในค่ำวันนี้ (15 ต.ค.) เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา

หนึ่งในภารกิจหลักคือการผลักดันให้จัดตั้ง คณะทำงานร่วมเกาหลี–กัมพูชา เพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และเตรียมจัดตั้ง “Korean Desk” ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา เพื่อประสานงานกรณีชาวเกาหลีโดยเฉพาะ

รัฐบาลยังมีแผนให้ความช่วยเหลือด้าน การเสริมศักยภาพด้านความมั่นคงของกัมพูชา ผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (ODA) และเพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตในพนมเปญ เพื่อดูแลพลเมืองเกาหลีใต้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยง

วี ซอง-รัก กล่าวเพิ่มเติมว่า เกาหลีใต้จะเร่งผลักดันการส่งตัวชาวเกาหลีที่ถูกจับกุมกว่า 60 คนกลับประเทศเพื่อสอบสวนต่อ เนื่องจากบางรายอาจมีส่วนร่วมโดยสมัครใจในกิจกรรมสแกมเมอร์ ซึ่งหากพบว่ามีความผิด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ยังเตือนว่า มีกรณีซึ่งบางคนที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศแล้ว แต่กลับเดินทางไปกัมพูชาอีกครั้งเพื่อทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ โดยรัฐบาลเตรียมออกมาตรการ ป้องกันการกลับเข้าไปในอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ ทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงประสานให้กัมพูชา ห้ามผู้ที่เคยถูกจับกุมกลับเข้าประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณายกระดับคำเตือนการเดินทางไปยังกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอาชญากรรมแพร่ระบาด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกชักจูงด้วย “ข้อเสนองานรายได้สูง” ซึ่งมักเป็นกับดักเข้าสู่เครือข่ายสแกมเมอร์

 นายวี กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือพลเมืองของเราให้พ้นจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว และสร้างระบบความร่วมมือที่มั่นคงกับทางการกัมพูชา เพื่อยุติการหลอกลวงออนไลน์ที่กำลังสร้างความเสียหายร้ายแรงทั้งต่อผู้เสียหายและภาพลักษณ์ของประเทศ”.

ที่มา YTN

รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งคณะทำงานพิเศษลงพื้นที่กัมพูชา เร่งคดีหลอกไปทำงาน-ทรมานชาวเกาหลี

รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งคณะทำงานพิเศษลงพื้นที่กัมพูชา เร่งคดีหลอกไปทำงาน-ทรมานชาวเกาหลี

15 ต.ค. 2568 11:56 น.

รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งคณะทำงานพิเศษลงพื้นที่กัมพูชา เร่งคดีหลอกไปทำงาน-ทรมานชาวเกาหลี

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมส่งคณะทำงานร่วม เดินทางไปยังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในเย็นวันนี้ เพื่อหารือกับทางการกัมพูชาในระดับสูง เร่งรัดการสอบสวนคดีอาชญากรรมที่มักเกิดกับชาวเกาหลีใต้ ทั้งการหลอกลวงงาน การลักพาตัว รวมถึงคดีนักศึกษาเกาหลีที่ถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคม พร้อมหารือแผนส่งตัวผู้ต้องขังชาวเกาหลีที่ถูกจับกุมในคดีฉ้อโกงออนไลน์กลับประเทศ

คณะทำงานร่วมชุดนี้ นำโดย คิม จิน-อา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 และมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) เข้าร่วมด้วย

ภารกิจหลักของคณะทำงานคือการ เข้าพบและหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา เพื่อเรียกร้องความร่วมมือในการสอบสวนคดีและหารือเรื่องการสอบสวนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีนักศึกษาเกาหลีใต้ที่ถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จะมีการประสานงานเรื่องแผนการส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่ถูกกัมพูชาควบคุมตัวในข้อหาผิดกฎหมายกลับประเทศ โดยปัจจุบันมีชาวเกาหลีใต้ 63 คน ถูกคุมขังอยู่ในกัมพูชาในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ การฉ้อโกงทางออนไลน์ ซึ่งมีรายงานว่าส่วนหนึ่งเข้าร่วมโดยสมัครใจ เบื้องต้นมีแผนจะนำตัวผู้ที่ถูกออกหมายจับกลับประเทศก่อน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าชาวเกาหลีใต้จำนวนมากในกลุ่มนี้ แสดงความจำนงที่จะยังคงอยู่ในกัมพูชา ทำให้การส่งตัวกลับอย่างรวดเร็วยังคงไม่แน่นอน

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่า ณ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 80 คน ที่เดินทางไปกัมพูชาแล้วไม่สามารถติดต่อหรือยืนยันความปลอดภัยได้ โดยเชื่อว่าในจำนวนนี้อาจมีทั้งผู้ที่ถูกกักขังและลักพาตัว รวมถึงกลุ่มมิจฉาชีพ ที่จงใจตัดการติดต่อไปด้วย

จำนวนการร้องเรียนคดีถูกกักขังได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเพียง 17 คดี ในปี 2023 เป็น 220 คดี ในปีที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศเชื่อว่าสาเหตุมาจากการที่กลุ่มมิจฉาชีพได้ย้ายฐานปฏิบัติการมายังประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การเดินทางง่ายกว่า หลังจากที่พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำบริเวณชายแดนพม่า ลาว และไทย ถูกกำหนดให้เป็นเขตห้ามเดินทางเมื่อต้นปี 2023

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ารัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาส่ง นายพัค อิล อดีตเอกอัครราชทูตประจำเลบานอน ไปปฏิบัติหน้าที่ในกัมพูชา เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสถานการณ์แทนตำแหน่งเอกอัครราชทูตคนปัจจุบันที่ว่างลงในขณะนี้.

ที่มา Yonhap

สื่อเกาหลีใต้เผย โฆษณา “งานต่างประเทศรายได้ดี” 3แสน/ด.เกลื่อนโซเชียลเกาหลีใต้ วอนปชช.อย่างหลงเชื่อ

สื่อเกาหลีใต้เผย โฆษณา "งานต่างประเทศรายได้ดี" 3แสน/ด.เกลื่อนโซเชียลเกาหลีใต้ วอนปชช.อย่างหลงเชื่อ

15 ต.ค. 2568 11:32 น.

สื่อเกาหลีใต้เผย โฆษณา “งานต่างประเทศรายได้ดี” 3แสน/ด.เกลื่อนโซเชียลเกาหลีใต้ วอนปชช.อย่างหลงเชื่อ

สื่อเกาหลีใต้เผย โฆษณางานต่างประเทศรายได้สูงเกลื่อนโซเชียล หลอกเยาวชนเดินทางไปเอเชียตอ.เฉียงใต้ นักวิชาการเตือนอย่าหลงเชื่อคำว่ารายได้หลักแสน ด้านตร.เตรียมกวาดล้างแพลตฟอร์มรับสมัคร

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว Korea Times รายงานว่า ขณะนี้มีโฆษณางานต่างประเทศปลอมแพร่กระจายทั่วโซเชียล โดยใช้ข้อความชวนเชื่ออย่าง “รายได้เดือนละ 8,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 330,000 บาท ตลอดจน มีที่พักหรู-ตั๋วเครื่องบินฟรี เพื่อหลอกคนรุ่นใหม่ให้เดินทางไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการ “คอลเซ็นเตอร์หลอกลวง” (Voice Phishing) 

รายงานข่าวระบุว่า จากการส่งผู้สื่อข่าวไปสวมบทเป็นผู้สมัครงาน ได้รับการตอบกลับจากผู้แอบอ้างเป็นผู้จัดการภายใน 5 นาที โดยอีกฝ่ายยอมรับตรงๆ ว่าเป็นงานผิดกฎหมายแต่ยืนยันว่าสถานที่ทำงานปลอดภัยและจำเป็นต้องไปทำงานต่างประเทศ อย่างในกัมพะูชา เวียดนาม หรือไทย พร้อมอ้างว่าสามารถทำเงินได้ถึง 10 ล้านวอนต่อสัปดาห์ ประมาณ 270,000 บาท

ขณะที่ช่องโหว่การตรวจสอบเปิดทางอาชญากรรมแม้ตำรวจเกาหลีใต้จะประกาศเพิ่มการตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์และระงับบัญชีต้องสงสัย แต่โฆษณาประเภทนี้ยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง โดยมักใช้ถ้อยคำหลอกล่อ เช่น  ไม่มีคนจีนเกี่ยวข้อง ปลอดภัย ไม่มีการกักขัง หรือ  สามารถใช้โทรศัพท์และออกไปข้างนอกได้หลังเลิกงาน 

ศาสตราจารย์ลี บยองฮุน นักสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยชุงอัง เตือนว่า การไล่ตามรายได้เกินจริงอาจทำให้ตกเป็นเหยื่อ หรือกลายเป็นผู้ร่วมก่ออาชญากรรมโดยไม่รู้ตัว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างระบบป้องกันไม่ให้กลุ่มอาชญากรรมเข้าถึงผู้หางานออนไลน์ได้ง่ายเช่นนี้

ขณะเดียวกันศาสตราจารย์ลี อุงฮยอก ผู้เชี่ยวชาญด้านตำรวจศึกษา มหาวิทยาลัยคอนกุก ระบุว่า เจ้าหน้าที่ต้องขยายการสอบสวนโฆษณางานผิดกฎหมายในต่างประเทศ และทำลายเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังเพื่อสกัดเส้นทางนำคนเข้าสู่วงจรอาชญากรรม.

ที่มา Korea Times

OpenAI เตรียมเปิดให้ผู้ใหญ่ใช้งาน “คอนเทนต์อีโรติก” บน ChatGPT

OpenAI เตรียมเปิดให้ผู้ใหญ่ใช้งาน "คอนเทนต์อีโรติก" บน ChatGPT

15 ต.ค. 2568 11:29 น.

OpenAI เตรียมเปิดให้ผู้ใหญ่ใช้งาน “คอนเทนต์อีโรติก” บน ChatGPT

OpenAI ประกาศเตรียมขยายขอบเขตการใช้งานของ ChatGPT ให้ครอบคลุมเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ รวมถึง “เนื้อหาอีโรติก” หรือเนื้อหาเชิงเร้าอารมณ์ โดยจะเปิดให้เฉพาะผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันอายุเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหม่ที่ แซม อัลท์แมน ซีอีโอ OpenAI ระบุว่า ต้องการ “ปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ให้เหมาะสมกับวัย”

ในโพสต์บน X เมื่อวันอังคาร อัลท์แมนกล่าวว่า ChatGPT เวอร์ชันใหม่จะมีความสามารถต่อการ “ตอบสนองในลักษณะใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น” แต่ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่าจะเปิดใช้งานหรือไม่ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ต่อคู่แข่งอย่าง xAI ของอีลอน มัสก์ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวแชตบ็อตเชิงเร้าอารมณ์สองตัวบนแพลตฟอร์ม Grok

นักวิเคราะห์มองว่าความคืบหหน้านี้อาจช่วยเพิ่มจำนวนผู้สมัครสมาชิกแบบชำระเงินให้กับ OpenAI แต่ก็อาจกระตุ้นให้เกิดแรงกดดันจากฝ่ายกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการปกป้องเยาวชนจากเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่

แหล่งข่าวระบุว่าการปรับนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังบริษัทถูกฟ้องเมื่อช่วงต้นปี โดยครอบครัวชาวแคลิฟอร์เนียกล่าวหาว่า ChatGPT มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของวัยรุ่นอายุ 16 ปี เนื่องจากระบบไม่สามารถป้องกันการสนทนาเชิงภาวะซึมเศร้าได้อย่างเพียงพอ

อัลท์แมนยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา OpenAI ตั้งข้อจำกัดของ ChatGPT อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจิต แต่ปัจจุบันบริษัทได้พัฒนาเครื่องมือด้านความปลอดภัยมากขึ้น ทำให้สามารถ “ผ่อนคลายข้อจำกัดได้โดยไม่เสี่ยงต่อผู้ใช้”

อัลท์แมนระบุว่า “เมื่อเดือนธันวาคม เราจะเริ่มใช้ระบบตรวจสอบอายุ (age-gating) อย่างเต็มรูปแบบ และเปิดให้มีเนื้อหาเพิ่มเติม เช่น อีโรติก สำหรับผู้ใช้ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ใหญ่” 

อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบางรายแสดงความกังวล เช่น เจนนี คิม จากบริษัทกฎหมาย Boies Schiller Flexner ตั้งคำถามว่า “OpenAI จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเด็กและเยาวชนจะไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่เหล่านี้ได้” พร้อมระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ “กำลังใช้ผู้คนเป็นหนูทดลอง”

รายงานก่อนหน้านี้โดย TechCrunch ยังเปิดเผยว่า มีบัญชีผู้ใช้ที่ระบุอายุเป็นเยาวชนสามารถสร้างเนื้อหาอีโรติกได้ ซึ่ง OpenAI ระบุภายหลังว่ากำลังดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว

นอกจากนี้ รายงานขององค์กรไม่แสวงกำไร Centre for Democracy and Technology (CDT) พบว่า 1 ใน 5 ของนักเรียน เคยมีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือรู้จักคนที่มีประสบการณ์ดังกล่าว สะท้อนความจำเป็นในการกำหนดมาตรการด้านจริยธรรมของเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เพิ่งคัดค้านร่างกฎหมายที่จะห้ามไม่ให้บริษัทพัฒนาแชตบ็อตสำหรับเด็ก โดยให้เหตุผลว่า “วัยรุ่นจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีโต้ตอบกับระบบ AI อย่างปลอดภัย” ส่วนระดับรัฐบาลกลาง สำนักงานคณะกรรมการการค้าของสหรัฐฯ (FTC) กำลังสอบสวนการทำงานของแชตบ็อตที่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก

ประกาศของอัลท์แมนมีขึ้นในช่วงที่ตลาดเทคโนโลยี AI กำลังเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุน หลังมีการตั้งคำถามถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้ แม้ OpenAI จะมีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เคยมีกำไร.

ที่มา BBC

พบรอยเท้าไดโนเสาร์อายุ 166 ล้านปี ยาวกว่า 200 เมตรในเหมืองอังกฤษ

พบรอยเท้าไดโนเสาร์อายุ 166 ล้านปี ยาวกว่า 200 เมตรในเหมืองอังกฤษ

15 ต.ค. 2568 11:03 น.

พบรอยเท้าไดโนเสาร์อายุ 166 ล้านปี ยาวกว่า 200 เมตรในเหมืองอังกฤษ

นักบรรพชีวินวิทยาพบแนวรอยเท้าไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ หรือ ซอโรพอด ในเหมืองหินที่มณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ สหราชอาณาจักร มีความยาวรวมกว่า 220 เมตร ถือเป็นร่องรอยไดโนเสาร์ที่ยาวและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในทวีปยุโรป โดยการค้นพบครั้งนี้ได้มอบเบาะแสสำคัญในการทำความเข้าใจการเคลื่อนที่ของสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้

ทีมนักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์จำนวนหลายร้อยรอยที่เหมืองหินเดวาร์สฟาร์ม ใกล้เมืองบิสเตอร์ มณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ ขณะดำเนินการขุดหินปูน ซึ่งรอยเท้าเหล่านี้ถูกระบุว่าเป็นของไดโนเสาร์ตระกูลซอโรพอด (Sauropod) หรือไดโนเสาร์กินพืชสี่เท้าคอยาวและหางยาว ขนาดราว 16 เมตร และน้ำหนักอาจถึง 10 ตัน

หนึ่งในรอยทางที่พบมีความยาวกว่า 220 เมตร ประกอบด้วยรอยเท้าเกือบ 100 รอย แต่ละรอยมีขนาดกว้างราว 1 เมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเกิดจากไดโนเสาร์สายพันธุ์ Cetiosaurus ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนี้เมื่อราว 171–165 ล้านปีก่อน พร้อมพบรอยเท้า 3 นิ้วบางส่วนซึ่งอาจเป็นของไดโนเสาร์กินเนื้อในกลุ่มเมกาโลซอร์ (Megalosaur)

ดร.ดันแคน เมอร์ด็อก จากพิพิธภัณฑ์ฯ ระบุว่า รอยเท้าเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคำนวณขนาดและความเร็วในการเคลื่อนที่ของไดโนเสาร์ได้ โดยจากระยะก้าวและสัดส่วนของรอยเท้า พบว่าไดโนเสาร์คอยาวเหล่านี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วราว 4–5 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 6.4-8 กม./ชม.) หรือเทียบเท่าความเร็วเดินของมนุษย์ทั่วไป

เมื่อราว 166 ล้านปีก่อน พื้นที่ซึ่งเป็นมณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ในปัจจุบันมีภูมิอากาศคล้ายรัฐฟลอริดาหรือบาฮามาสในยุคใหม่ เป็นพื้นที่ทะเลตื้นและโคลนตมที่โผล่พ้นน้ำเป็นช่วง ๆ ไดโนเสาร์ยักษ์ใช้เส้นทางนี้เพื่อข้ามระหว่างเกาะต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ในทะเลภายใน

ศาสตราจารย์เคียร์สตี เอดการ์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมกล่าวว่า “นี่เป็นการค้นพบที่หายากมากในสหราชอาณาจักร เนื่องจากส่วนใหญ่เราพบรอยเท้าในพื้นที่ชายฝั่งขนาดเล็ก แต่ที่นี่กลับเป็นแหล่งรอยทางขนาดใหญ่ที่ให้ภาพรวมชีวิตของไดโนเสาร์ในยุคจูราสสิกได้อย่างชัดเจน”

ขณะนี้ทีมนักวิจัยกำลังบันทึกรายละเอียดของรอยเท้าอย่างละเอียดก่อนจะทำการฝังกลบเพื่อป้องกันการเสียหาย และยังไม่มีแผนเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนเข้าชมในระยะใกล้ อย่างไรก็ตาม มีการหารือร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและบริษัทผู้ดำเนินกิจการเหมืองเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขุดสำรวจเพิ่มเติมในอนาคต.

ที่มา Independent

มหาดไทยกัมพูชานั่งไม่ติด อ้างชาวเกาหลีใต้ 80 คนที่ถูกคุมตัว ปฏิเสธจะเดินทางกลับประเทศ

มหาดไทยกัมพูชานั่งไม่ติด อ้างชาวเกาหลีใต้ 80 คนที่ถูกคุมตัว ปฏิเสธจะเดินทางกลับประเทศ

15 ต.ค. 2568 10:55 น.

มหาดไทยกัมพูชานั่งไม่ติด อ้างชาวเกาหลีใต้ 80 คนที่ถูกคุมตัว ปฏิเสธจะเดินทางกลับประเทศ

มหาดไทยกัมพูชารีบแถลงแก้ตัว ขณะนี้คุมตัวชาวเกาหลีใต้ไว้ 80 คน แต่ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศเอง พร้อมลงคลิปหญิงเกาหลีใต้อย่างน้อย 2 คน พูดยืนยันว่าพวกเธออาศัยในกัมพูชาอย่างสงบสุข

หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ออกมาเปิดเผยว่า ยังมีพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่สูญหายและไม่ทราบชะตากรรมอีกราว 80 ราย และกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของชาวเกาหลีใต้ที่อาจถูกหลอกลวงเข้าไปในกัมพูชาล่าสุด กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อประเด็นดังกล่าว

โดยในเพจเฟซบุ๊ก กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา มีการโพสต์คลิปของนาย ทัช สุขะ โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ที่ออกมาแถลงเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 80 คนที่ขณะนี้ถูกกรมตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชาควบคุมตัวไว้ แต่ชาวเกาหลีใต้เหล่านี้ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ แม้ว่าเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้จะติดต่อพวกเขาแล้วก็ตาม  โดยระบุว่าเขาไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้สูญหาย 80 คนตามที่สื่อเกาหลีใต้รายงานนั้น เป็นกลุ่มเดียวกับที่กรมตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวอยู่หรือไม่

ขณะเดียวกัน ในเฟซบุ๊กของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาก็ได้ลงแถลงการณ์ชี้แจงต่อประเด็นที่ชาวเกาหลีใต้ถูกฆาตกรรม โดยระบุว่าตร.กัมพูชาสามารถจับกุมชาวจีนได้อย่างน้อย 3 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมดังกล่าว และกำลังจัดทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการให้แก่เกาหลีใต้ต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการโพสต์คลิปของผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ 2 คน ที่อ้างว่าพวกเธออยู่ในกัมพูชามานาน และใช้ชีวิตและทำงานอย่างสงบสุข ไม่ได้เผชิญกับเรื่องราวที่น่ากลัว เหมือนกับที่เป็นข่าว แต่ก็มีชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตว่า พวกเธอออกมาพูดด้วยความจริงใจ หรือเป็นการพูดตามบทที่มีการวางเอาไว้ให้หรือไม่.

ที่มา : FB กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

มาเลเซียสั่งปิดรร.หลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังพบไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก นร.ติดเชื้อป่วยกว่า 6,000 คน

มาเลเซียสั่งปิดรร.หลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังพบไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก นร.ติดเชื้อป่วยกว่า 6,000 คน

15 ต.ค. 2568 10:11 น.

มาเลเซียสั่งปิดรร.หลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังพบไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก นร.ติดเชื้อป่วยกว่า 6,000 คน

มาเลเซียสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ หลังพบไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก นร.ติดเชื้อป่วยกว่า 6,000 คน พบคลัสเตอร์เพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่าในหนึ่งสัปดาห์

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายโมห์ด อาซัม อาหมัด อธิบดีกรมการศึกษาของมาเลเซีย เปิดเผยว่า มีนักเรียนทั่วประเทศราว 6,000 คนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ทำให้หลายโรงเรียนต้องสั่งปิดชั่วคราวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในหมู่เด็กและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่ทางการได้เตรียมแนวทางรับมือ โดยย้ำให้โรงเรียนกลับมาใช้มาตรการป้องกันโรคติดเชื้อที่เคยใช้ช่วงโควิด-19 อาทิ สวมหน้ากากอนามัย และลดกิจกรรมรวมกลุ่มขนาดใหญ่ของนักเรียน พร้อมระบุว่าการติดเชื้อเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ด้านกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานคลัสเตอร์ไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 97 จุด จาก 14 จุดในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่พบในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก โดยที่รัฐสลังงอร์ มีจำนวนคลัสเตอร์มากที่สุด 43 จุด รองลงมาคือ กัวลาลัมเปอร์และปุตราจายา 15 จุด  ปีนัง 10 จุด  ยะโฮร์ 9 จุด และ เกดะห์ 5 จุด

ขณะเดียวกันนาย รัฐมนตรีสาธานาธิสุขมาเลเซีย ระบุว่าจะหารือกับกระทรวงศึกษาเพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการควบคุมการระบาดในสถานศึกษา โดยเน้นให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กและบุคลากรเป็นหลัก.

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ค้ามนุษย์หลอกเหยื่อทั่วโลกสูญ 5 แสนล้านบาท

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ค้ามนุษย์หลอกเหยื่อทั่วโลกสูญ 5 แสนล้านบาท

15 ต.ค. 2568 09:22 น.

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ค้ามนุษย์หลอกเหยื่อทั่วโลกสูญ 5 แสนล้านบาท

อังกฤษ-สหรัฐฯ จับมือคว่ำบาตร “Prince Group” เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา บังคับแรงงานให้หลอกลงทุนคริปโตและโรแมนซ์สแกม ยึดบิตคอยน์ได้ 127,000 เหรียญ มูลค่ากว่า 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 รัฐบาลอังกฤษ และสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินกิจการ “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์” (scam centers) ขนาดใหญ่ โดยใช้แรงงานที่ถูกค้ามนุษย์มาบังคับให้ก่ออาชญากรรมออนไลน์

รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยว่า ศูนย์เหล่านี้ตั้งอยู่ในกัมพูชา เมียนมา และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยจะโพสต์โฆษณางานปลอมเพื่อหลอกเหยื่อให้มาทำงาน ก่อนถูกบังคับให้หลอกลวงออนไลน์ เช่น แกล้งทำความรู้จักเหยื่อในรูปแบบรักออนไลน์ แล้วชักชวนให้ลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายไปทั่วโลก

นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเหล่านี้กำลังทำลายชีวิตของผู้คนจำนวนมาก และนำเงินสกปรกไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนเพื่อฟอกเงิน 

ทางด้านกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การคว่ำบาตรครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค โดยพุ่งเป้าไปยังบุคคลกว่า 146 คนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม “Prince Group” ซึ่งอังกฤษก็ได้คว่ำบาตรเช่นกัน

รายงานข่าวระบุว่า รายชื่อที่ถูกคว่ำบาตรประกอบด้วยบุคคลและนิติบุคคลรวม 12 ราย หนึ่งในนั้นคือนายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีเชื้อสายจีน-กัมพูชา วัย 38 ปี ประธานกลุ่ม Prince Group ซึ่งถูกสหรัฐฯ ตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกงผ่านระบบสื่อสาร และฟอกเงิน ตามหมายฟ้องจากศาลรัฐบาลกลางในบรู๊กลิน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

ทางด้านอัยการสหรัฐฯระบุว่า นายเฉินและพวกได้จัดตั้งค่ายแรงงานบังคับในกัมพูชา กักขังผู้คนไว้เพื่อให้ทำการหลอกลงทุนคริปโต โดยต่อมานำเงินที่ได้ไปฟอกผ่านธุรกิจพนันออนไลน์และเหมืองขุดคริปโต โดยทางการสหรัฐฯ ได้ยึดบิตคอยน์กว่า 127,271 เหรียญ มูลค่าราว 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 520,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ.

สลด ไฟไหม้โรงงานสิ่งทอบังกลาเทศ แก๊สเคมีระเบิดคร่าชีวิตคนงาน 16 ศพ

สลด ไฟไหม้โรงงานสิ่งทอบังกลาเทศ แก๊สเคมีระเบิดคร่าชีวิตคนงาน 16 ศพ

15 ต.ค. 2568 08:50 น.

สลด ไฟไหม้โรงงานสิ่งทอบังกลาเทศ แก๊สเคมีระเบิดคร่าชีวิตคนงาน 16 ศพ

เกิดเหตุสลด ไฟไหม้โรงงานสิ่งทอในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ คร่าชีวิตคนงานแล้วอย่างน้อย 16 ศพ เจ้าหน้าที่เผยมีการระเบิดในโกดังเคมี ปล่อยแก๊สพิษแพร่ไปยังอาคารข้างเคียง

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงงานผลิตเสื้อผ้าและโกดังเก็บสารเคมี ในย่านเมียร์ปูร์ ในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ราย และบาดเจ็บอีกหลายคน ตามรายงานของหน่วยดับเพลิงและกู้ภัยบังกลาเทศ

พันโท โมฮัมหมัด ตาจูล อิสลาม เชาดูรี ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของกรมดับเพลิงและป้องกันพลเรือน เปิดเผยว่า เพลิงเริ่มลุกไหม้จากชั้น 3 ของอาคารสูง 7 ชั้น ซึ่งเป็นส่วนของโรงงานเสื้อผ้า ก่อนลามไปยังโกดังเก็บสารเคมีที่อยู่ติดกัน และเกิดการระเบิด ส่งผลให้มีการปล่อยแก๊สพิษรั่วไหลไปทั่วพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการสูดดมแก๊ส โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้ในช่วงเย็นวันเดียวกัน แต่ภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิตยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ บังกลาเทศถือเป็นประเทศผู้ผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน มีแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ราว 4 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง โดยอุตสาหกรรมสิ่งทอสร้างรายได้กว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรป อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมนี้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่ย่ำแย่ และมักเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้และอาคารถล่มอยู่บ่อยครั้ง จากปัญหาการละเมิดกฎหมายก่อสร้างและการขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด.