UK ปลดเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ หลังโดนแฉให้กำลังใจ “เอปสตีน”

UK ปลดเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ หลังโดนแฉให้กำลังใจ “เอปสตีน”

12 ก.ย. 2568 01:43 น.

UK ปลดเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ หลังโดนแฉให้กำลังใจ “เอปสตีน”

สหราชอาณาจักรปลดเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ หลังจากเขาถูกแฉว่า ยังคงให้กำลังใจนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังจากที่เขาโดนตัดสินความผิดคดีค้าประเวณีเมื่อปี 2551

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายปีเตอร์ แมนเดลสัน ถูกปลดออกจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐอเมริกาแล้ว ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย. 2568 หลังจากความเกี่ยวข้องระหว่างเขากับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ก่อคดีทางเพศกับผู้เยาว์ผู้ล่วงลับ กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์

นายแมนเดลสันถูกกดดันอย่างหนักเรื่องความสัมพันธ์กับเอปสตีน หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 ก.ย.) รัฐสภาสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารที่เรียกว่า “หนังสือวันเกิด” (birthday book) ซึ่งเป็นข้อความที่บุคคลต่างๆ ส่งมาอวยพรวันเกิดอายุครบ 50 ปีของนายเอปสตีนเมื่อปี 2546 และนายแมนเดลสันก็เป็นหนึ่งในนั้น

นักการเมืองมากประสบการณ์จากพรรคแรงงานรายนี้ เขียนข้อความอวยพรนายเอปสตีนพร้อมระบุว่า เอปสตีนคือ “เพื่อนที่ดีที่สุดของผม”

เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรพยายามปกป้องเอกอัครราชทูตของเขา โดยกล่าวระหว่างการประชุมรัฐสภาว่า เขาเชื่อมั่นในตัวนายแมนเดลสันอย่างเต็มที่

แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ปัญหากลับบานปลายยิ่งขึ้น เมื่อสำนักข่าว บลูมเบิร์ก เผยแพร่อีเมลการสนทนาระหว่างนายแมนเดลสันกับนายเอปสตีน โดยในอีเมลดังกล่าว นายแมนเดลสันแสดงการสนับสนุนเพื่อนคนนี้ของเขา และเสนอที่จะพูดคุยเกี่ยวกับคดีอื้อฉาวของเอปสตีนในรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2551 กับผู้ติดต่อทางการเมืองของเขา

ทั้งนี้ เมื่อปี 2551 นายเอปสตีนยอมรับความผิดข้อหาค้าประเวณี 2 กระทง และถูกพิพากษาจำคุก 13 เดือน ตามข้อตกลงสารภาพผิดที่เขาทำไว้กับอัยการ แต่อีเมลที่บลูมเบิร์กเปิดเผยแสดงให้เห็นว่า นายแมนเดลสันยังคงให้การสนับสนุนนายเอปสตีนหลังจากเขาถูกตัดสินความผิดแล้ว

“ผมเป็นห่วงคุณมากๆ และผมรู้สึกสิ้นหวังและโกรธกับสิ่งที่เกิดขึ้น” อีเมลของนายแมนเดลสันระบุ เขายังให้คำแนะนำกับเอปสตีนว่าให้สู้กลับโดยใช้กลยุทธ์จากตำรา “ตำราพิชัยสงคราม” ของซุนวู

กระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักรระบุในแถลงการณ์ว่า อีเมลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง” ของอดีตเอกอัครราชทูตกับเอปสตีนนั้น “แตกต่างอย่างมากจากข้อมูลที่ทราบในตอนที่เขาได้รับการแต่งตั้ง”

นายแมนเดลสันระบุในจดหมายที่ส่งถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตหลังจากถูกปลดว่า บทบาทของเขาในฐานะเอกอัครราชทูตคือ “สิทธิพิเศษในชีวิตของผม” “สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประกาศในวันนี้เป็นสิ่งที่ผมเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผมยังคงรู้สึกแย่มากเมื่อคิดถึงเรื่องที่ผมเคยคบหากับเอปสตีนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และเรื่องความทุกข์ทรมานของเหยื่อของเขา”

หลังจากนี้ นายเจมส์ รอสโค จะเป็นรักษาการเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐฯ

เรื่องอื้อฉาวของนายแมนเดลสันสร้างปัญหาทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้งให้กับนายสตาร์เมอร์ เนื่องจากเขาถูกตั้งคำถามอยู่แล้วว่า ทำถูกหรือไม่ที่แต่งตั้งนายแมนเดลสันเป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ ทั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนายเอปสตีนเป็นที่ทราบกันดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ หวั่นโดนล้วงความลับ

นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ หวั่นโดนล้วงความลับ

11 ก.ย. 2568 23:26 น.

นาซาห้ามชาวจีนเข้าร่วมโครงการอวกาศ หวั่นโดนล้วงความลับ

นาซา เริ่มห้ามชาวจีนไม่ให้เข้าร่วมโครงการอวกาศของพวกเขาแล้ว ตอกย้ำการแข่งขันด้านอวกาศระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (10 ก.ย. 2568) เบธานี สตีเวนส์ เลขานุการฝ่ายสื่อของ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา กล่าวว่า “นาซาได้ดำเนินการภายในที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองจีน รวมถึงการจำกัดการเข้าถึง สถานที่, สิ่งของ และเครือข่าย ทั้งทางกายภาพและทางไซเบอร์ เพื่อรับรองความปลอดภัยของงานของเรา”

ขณะที่สำนักข่าว บลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสื่อแรกที่รายงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายของนาซา ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ชาวจีนจะได้รับอนุญาตให้ทำงานในฐานะ ผู้ทำสัญญาหรือนักศึกษา เพื่อช่วยเหลือในงานวิจัย ไม่ใช่พนักงาน

แต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา แหล่งข่าวชาวจีนหลายคนบอกกับบลูมเบิร์กว่า จู่ๆ พวกเขาก็ถูกล็อกเอาต์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ของนาซา และถูกห้ามเข้าพบแบบตัวต่อตัวได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนาซาเกิดขึ้นในขณะที่ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีวาทกรรมต่อต้านจีนมากขึ้นในหลายด้าน รวมถึงด้านอวกาศซึ่งสหรัฐฯ กับจีนกำลังแข่งขันกันเพื่อส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง

สหรัฐฯ มีโครงการ “อาร์ทีมิส” (Artemis) ซึ่งตั้งเป้าจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2580 หลังจากไม่ได้ส่งคนไปดวงจันทร์อีกนับตั้งแต่โครงการอพอลโล (Apollo) ในช่วงปี 2512-2515 แต่สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหางบประมาณบานปลายและความล่าช้าอื่นๆ

ส่วนจีน ตั้งเป้าหมายจะส่งนักบินอวกาศของพวกเขาไปดวงจันทร์ภายในปี 2583 และการพัฒนาโครงการในช่วงที่ผ่านมา ก็สำเร็จตรงตามกำหนดเวลา

“เรากำลังอยู่ในการแข่งขันด้านอวกาศครั้งที่ 2” นายฌอน ดัฟฟี รักษาการผู้อำนวยการของนาซากล่าว “จีนอยากกลับไปดวงจันทร์ก่อนพวกเรา แต่มันจะไม่เกิดขึ้น ในอดีตอเมริกาเป็นผู้นำด้านอวกาศ และเราจะยังคงเป็นผู้นำด้านอวกาศต่อไปในอนาคต”

จีนยังต้องการเป็นประเทศแรกของโลก ที่นำตัวอย่างจากพื้นผิวของดาวอังคารกลับมายังโลก โดยจะส่งหุ่นยนต์ไปในปี 2571 และจะนำตัวอย่างกลับมาอย่างเร็วที่สุดในปี 2574

ส่วนรัฐบาลทรัมป์ส่งสัญญาณผ่านการเสนอแผนงบประมาณฉบับใหม่ของเขาแล้วว่า ต้องการยกเลิกปฏิบัติการ “Mars sample return” ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับสำนักงานอวกาศยุโรป เพื่อนำตัวอย่างจากดาวอังคารกลับมายังโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

FBI ยืนยัน พบปืนของคนร้ายแล้ว แต่มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังลอยนวล

FBI ยืนยัน พบปืนของคนร้ายแล้ว แต่มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังลอยนวล

11 ก.ย. 2568 22:06 น.

FBI ยืนยัน พบปืนของคนร้ายแล้ว แต่มือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังลอยนวล

FBI เปิดเผยว่า กำลังตามล่าตัวมือปืนผู้ก่อเหตุยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวคนดังจนเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่พบปืนของคนร้ายแล้ว และมีภาพของเขาแล้วด้วย แต่ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย. 2568 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวเปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนเหตุลอบยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดังเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยนาย โบ เมสัน กรรมาธิการสำนักงานความปลอดภัยสาธารณะระบุว่า การสืบสวนมีความคืบหน้าบ้าง รวมถึงสามารถตามรอยความเคลื่อนไหวของคนร้ายได้แล้ว

ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายงานไม่ตรงกันเรื่องคนร้ายถูกควบคุมตัวแล้วหรือไม่ แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยืนยันแล้วว่า มือปืนยังคงหลบหนี หลังจากก่อเหตุยิงนายเคิร์ก ซึ่งกำลังร่วมงานอีเวนต์ขององค์กรนักศึกษา “จุดเปลี่ยนสหรัฐอเมริกา” (Turning Point USA – TPUSA) ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง ที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ยูทาห์ วัลเลย์

ตามการเปิดเผยของนายเมสัน คนร้ายมาถึงวิทยาเขตในเวลา 11.52 น. วันพุธ (10 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะเดินขึ้นบันไดอาคารหลังหนึ่งไปบนดาดฟ้า และข้ามไปยังดาดฟ้าของตึกอีกหลัง เพื่อไปยังจุดยิง โดยหลังก่อเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยก็กระโดดลงจากดาดฟ้าแล้วหนีออกจากวิทยาเขตไปยังชุมชนใกล้เคียง

ต่อมานาย โรเบิร์ต โบห์ลส์ เจ้าหน้าที่พิเศษของสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ผู้รับผิดชอบคดีนี้ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (ตามเวลาท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่สืบสวนพบอาวุธที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นปืนไรเฟิลที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเมื่อวานนี้อยู่ในป่าที่คนร้ายใช้หลบหนี เจ้าหน้าที่ยังพบและกำลังวิเคราะห์ “รอยรองเท้า” และ “รอยแขนท่อนล่าง” ด้วย

นายโบห์ลส์ยังกล่าวขอบคุณชาวอเมริกันที่ให้เบาะแสกับเจ้าหน้าที่มากกว่า 130 รายการด้วย

ด้านรายละเอียดของคนร้าย นายโบ เมสัน กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยดูเหมือนจะอยู่ในวัยนักศึกษามหาวิทยาลัย เพราะเขาทำตัวกลมกลืนกับคนในวิทยาเขตได้อย่างดี แต่เจ้าหน้าที่จะยังไม่เปิดเผยข้อมูลอื่นๆ ในตอนนี้

ขณะที่นายโบห์ลส์ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่มีภาพวิดีโอคนร้ายแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยลักษณะพิเศษบนใบหน้าของเขาได้เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน นายโบห์ลส์ยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าคนร้ายหลบหนีไปไกลแค่ไหนแล้ว แต่เชื่อว่าตอนนี้ยังไม่มีความเสี่ยงต่อสังคม และเจ้าหน้าที่กำลังใช้ทุกทรัพยากรที่มีเพื่อตามหาตัวคนผู้นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บาหลีอ่วม น้ำท่วมคร่าแล้ว 14 ศพ ยังสูญหายอีก 2 เร่งค้นหาต่อเนื่อง

บาหลีอ่วม น้ำท่วมคร่าแล้ว 14 ศพ ยังสูญหายอีก 2 เร่งค้นหาต่อเนื่อง

11 ก.ย. 2568 14:53 น.

บาหลีอ่วม น้ำท่วมคร่าแล้ว 14 ศพ ยังสูญหายอีก 2 เร่งค้นหาต่อเนื่อง

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่บาหลี อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นเป็น 14 ศพ จากเดิมที่อยู่ที่ 9 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 2 คน แม้ฝนจะหยุดตกและระดับน้ำเริ่มลดลงแล้วก็ตาม

อับดุล มูฮารี โฆษกหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นในเมือง เดนปาซาร์ เมืองหลวงและศูนย์กลางการท่องเที่ยวของบาหลี โดยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 125 นาย ลงพื้นที่ค้นหาผู้สูญหาย ขณะที่ประชาชนมากกว่า 500 คน ต้องอพยพไปยังโรงเรียนและมัสยิดเพื่อความปลอดภัย

น้ำท่วมจากฝนตกหนักต่อเนื่องในเดนปาซาร์และอีก 6 จาก 8 เขตของบาหลี ส่งผลให้ถนนสายสำคัญหลายสายถูกตัดขาด รวมถึงเส้นทางเข้าสู่สนามบินนานาชาติของเกาะ นอกจากนี้ยังมีรายงานดินถล่มในหลายพื้นที่ โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดจมหาย หลังแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ขณะนี้ยังไม่มีรายงานชาวต่างชาติได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไม่มีการยกเลิกเที่ยวบินในวันพฤหัสบดี

ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงสูบน้ำออกจากอาคารที่ถูกน้ำท่วม ขณะที่กองทัพอินโดนีเซียส่งกำลังพลกว่า 500 นาย ช่วยเคลียร์โคลน เศษซาก และก้อนหินที่ปกคลุมถนน และเร่งทำความสะอาด หลังจากที่ฝนหยุดตก และระดับน้ำโดยทั่วไปเริ่มลดลง 

ทั้งนี้ นอกจากความเสียหายในบาหลีแล้ว ฝนตกหนักยังส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในจังหวัด นูซาเตงการาตะวันออก  โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 4 ศพด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บาหลี

ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” บุตรสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจแล้ว

ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ "คิม จูแอ" บุตรสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจแล้ว

11 ก.ย. 2568 14:19 น.

ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” บุตรสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจแล้ว

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ (NIS) เปิดเผยว่า คิม จูแอ บุตรสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ซึ่งได้เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งพร้อมกับบิดาเมื่อเร็วๆ นี้ ถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไปที่ได้รับการยอมรับแล้ว

การปรากฏตัวของคิม จูแอ ในเวทีระดับนานาชาติได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เมื่อเธอเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกพร้อมกับบิดา เพื่อเข้าพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

สส. อี ซอง-กึน ของเกาหลีใต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังได้รับข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองว่า “หน่วยงานประเมินว่าคิม จูแอ ได้สร้าง ‘เรื่องราวการปฏิวัติ’ ที่เพียงพอเพื่อเสริมสร้างตำแหน่งของเธอในฐานะผู้สืบทอดอำนาจ” โดยเห็นว่าการเข้าร่วมการเยือนจีนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ผู้สืบทอดอำนาจให้สมบูรณ์

คิม จูแอ ปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกในปี 2022 เมื่อเธอร่วมกับบิดาในพิธีปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีป หลังจากนั้น สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือได้เรียกเธอว่า “บุตรที่รัก” และ “บุคคลผู้ยิ่งใหญ่แห่งการชี้นำ” ซึ่งเป็นคำที่สงวนไว้สำหรับผู้นำระดับสูงและผู้สืบทอดตำแหน่งเท่านั้น

ก่อนปี 2022 การมีตัวตนของคิม จูแอ ได้รับการยืนยันเพียงครั้งเดียวจากอดีตนักบาสเกตบอล NBA เดนนิส ร็อดแมน ที่อ้างว่าเคยพบเด็กหญิงคิม จูแอ ในปี 2013

เดิมทีทางการเกาหลีใต้เคยระบุว่า คิม จองอึน และภริยา มีบุตรชายคนแรกในปี 2010 และคิม จูแอ เป็นบุตรคนที่สอง อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่าไม่สามารถยืนยันการมีอยู่ของบุตรชายคนโตได้

สส. อี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าข่าวลือที่ว่าคิม จองอึน มีบุตรอีกคนนอกเหนือจากคิม จูแอ รวมถึงบุตรที่มีความพิการหรือกำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น “ไม่น่าเชื่อถือ” เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะปกปิดข้อมูลดังกล่าวได้.

ที่มา AFP 

เจ้าชายแฮร์รีเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ชาร์ลส์ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ชี้เป็นสัญญาณแห่งการคืนดี

เจ้าชายแฮร์รีเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ชาร์ลส์ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ชี้เป็นสัญญาณแห่งการคืนดี

11 ก.ย. 2568 12:17 น.

เจ้าชายแฮร์รีเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ชาร์ลส์ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ชี้เป็นสัญญาณแห่งการคืนดี

เจ้าชายแฮร์รีได้เข้าเฝ้าฯ พระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่พระตำหนักแคลเรนซ์เฮาส์ในกรุงลอนดอนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเข้าเฝ้าและพบหน้าพระบิดาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2024 และเป็นอีกก้าวเล็กๆ ที่อาจมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองพระองค์

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งชี้ถึงความเปลี่ยนแปลง ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี เมื่อเดือนพฤษภาคม เจ้าชายแฮร์รี่มีท่าทีที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน หลังจากที่เคยเปิดเผยเรื่องราวความรู้สึกอันเจ็บปวดผ่านสารคดีทางเน็ตฟลิกซ์ และเขียนวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์อย่างรุนแรงในหนังสือบันทึกความทรงจำ “Spare” ครั้งนี้พระองค์ตรัสว่า “ข้าพเจ้าอยากจะฟื้นความสัมพันธ์กับราชวงศ์” และเสริมว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะต่อสู้กันอีกต่อไป ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า”

ภาพถ่ายในหนังสือพิมพ์ Mail on Sunday เมื่อเดือนกรกฎาคม แสดงให้เห็นทีมงานสื่อสารของเจ้าชายแฮร์รี่กำลังประชุมกับผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของกษัตริย์ชาร์ลส์ การที่ภาพนี้หลุดออกมาถึงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ระดับชาติ แม้ทั้งสองฝ่ายจะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ปล่อยภาพ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันแล้ว

นอกจากนี้ การที่ทั้งสองฝ่ายยังคงไม่ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับรายละเอียดและกำหนดการนัดพบ ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่น่าจับตา เนื่องจากในความขัดแย้งที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจและความขมขื่น การเก็บเงียบของทั้งสองฝ่ายย่อมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษาบรรยากาศการพูดคุย

เจ้าชายแฮร์รีเสด็จฯ เยือนสหราชอาณาจักรในสัปดาห์นี้เพื่อเข้าร่วมงานการกุศลต่างๆ แต่ยังคงพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2020 ครั้งสุดท้ายที่ทรงพบกับพระราชบิดาคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ไม่นานหลังจากที่กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง

การเข้าเฝ้าฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันพุธที่ผ่านมา (10 ก.ย.) ทั้งสำนักพระราชวังบักกิงแฮมและทีมงานของเจ้าชายแฮร์รีต่างเห็นพ้องกันที่จะไม่ให้ความเห็นหรือรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับการสนทนาที่เกิดขึ้นในที่ประชุม

ในเวลาต่อมา สำนักพระราชวังยืนยันว่ากษัตริย์ทรงมีพระราชปฏิสันถารส่วนพระองค์กับพระโอรสเป็นเวลาประมาณ 50 นาที โดยมีเพียงการจิบชาเท่านั้น เจ้าชายแฮร์รีบอกกับสื่อสั้นๆ ว่าเป็นการพูดคุยที่ดีกับพระบิดา

หากเจ้าชายแฮร์รีเสด็จกลับสหรัฐฯ โดยไม่ได้พบกับพระราชบิดา ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์คงยากที่จะกลับมาดีดังเดิม การพบกันครั้งนี้จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่สำคัญบนเส้นทางแห่งการฟื้นความสัมพันธ์ ซึ่งอาจจะยังอีกยาวไกล

ในสัปดาห์นี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าเจ้าชายแฮร์รีจะทรงพบกับเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รีมีกำหนดเสด็จกลับสหรัฐฯ ในวันนี้ การที่พระองค์ได้ใช้เวลาอยู่ในห้องร่วมกับพระราชบิดาเพื่อจิบชาเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปีครึ่ง ถือเป็นก้าวเล็กๆ แต่มีความหมายอย่างยิ่งในการปูทางไปสู่การคืนดีในอนาคต.

ที่มา BBC

เหตุบุกจับแรงงานฮุนไดในสหรัฐฯ ส่อทำบริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุน

เหตุบุกจับแรงงานฮุนไดในสหรัฐฯ ส่อทำบริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุน

11 ก.ย. 2568 11:20 น.

เหตุบุกจับแรงงานฮุนไดในสหรัฐฯ ส่อทำบริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุน

การบุกเข้าจับกุมแรงงานสัญชาติเกาหลีใต้กว่า 300 คน ที่โรงงานฮุนไดในรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งให้แก่ภาคธุรกิจของเกาหลีใต้ โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้ออกมาเตือนว่าเหตุการณ์นี้อาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุนในสหรัฐฯ

ทางการเกาหลีใต้ระบุว่า แรงงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนที่ถูกจับกุมจากปฏิบัติการจู่โจมดังกล่าว มีกำหนดเดินทางกลับประเทศในวันศุกร์นี้ (12 ก.ย.) หลังจากที่กำหนดการเดิมต้องล่าช้าออกไป “เนื่องจากสถานการณ์ในฝั่งสหรัฐฯ” 

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง กล่าวระหว่างการแถลงข่าวครบรอบ 100 วันในการดำรงตำแหน่งว่า “สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง” พร้อมชี้ให้เห็นว่าการส่งแรงงานชาวเกาหลีใต้เข้าไปช่วยตั้งโรงงานในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติ หากการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป การตั้งโรงงานในสหรัฐฯ ก็จะกลายเป็นเรื่องยากขึ้น และอาจทำให้บริษัทต่างๆ ตั้งคำถามว่าคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาทางการค้าที่ละเอียดอ่อน ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้แสดงความกังวลอย่างยิ่ง

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เปิดเผยว่ารัฐบาลเกาหลีกำลังเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางเลือกเรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโควตาหรือการสร้างประเภทวีซ่าใหม่ๆ นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่าการเดินทางกลับของแรงงานที่ถูกจับกุมต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากมีคำสั่งจากทำเนียบขาว โดยระบุว่าได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งการว่าแรงงานควรมีอิสระที่จะอยู่ในสหรัฐฯ หากพวกเขาต้องการ

ในขณะที่ทางด้านของบริษัท LG Energy Solution ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงงานร่วมกับฮุนได ชี้แจงว่าพนักงานหลายคนที่ถูกจับกุมนั้นถือวีซ่าประเภทต่างๆ หรืออยู่ในโครงการยกเว้นวีซ่า

สื่อในเกาหลีใต้ต่างพากันเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “เรื่องน่าตกใจ” และเตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางธุรกิจของเกาหลีใต้ในสหรัฐฯ ในทางกลับกัน ทำเนียบขาวได้ออกมาปกป้องปฏิบัติการดังกล่าว โดยปฏิเสธความกังวลที่ว่าการจู่โจมจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนจากต่างชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ในโซเชียลมีเดียเรียกร้องให้บริษัทต่างชาติจ้างงานชาวอเมริกัน โดยกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอำนวยความสะดวกให้บริษัทต่างชาติสามารถนำแรงงานเข้ามาในประเทศได้อย่างรวดเร็วและถูกกฎหมาย หากพวกเขายอมรับและปฏิบัติตามกฎหมายการเข้าเมืองของสหรัฐฯ

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตรที่ใกล้ชิด ซึ่งมีทั้งความร่วมมือทางยุทธศาสตร์และการลงทุนทางเศรษฐกิจที่ใหญ่หลวงระหว่างกัน.

ที่มา BBC

ความตายของ “ชาร์ลี เคิร์ก” ตอกย้ำรอยร้าวทางการเมืองที่ร้าวลึกของสหรัฐฯ

ความตายของ "ชาร์ลี เคิร์ก" ตอกย้ำรอยร้าวทางการเมืองที่ร้าวลึกของสหรัฐฯ

11 ก.ย. 2568 11:03 น.

ความตายของ “ชาร์ลี เคิร์ก” ตอกย้ำรอยร้าวทางการเมืองที่ร้าวลึกของสหรัฐฯ

การจากไปอย่างกะทันหันของ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมวัย 31 ปี จากเหตุถูกยิงเสียชีวิตที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองโอเรม รัฐยูทาห์ กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงในสังคมอเมริกัน

ข่าวการเสียชีวิตของเคิร์กที่แพร่สะพัด ทำให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเดิมตั้งใจให้เป็นช่วงเวลาสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัย ต้องกลายเป็นการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างสมาชิกสภาฯ ทั้งสองพรรค

  • บรรยากาศตึงเครียดในรัฐสภา

ลอเรน โบเบิร์ต สส. พรรครีพับลิกันจากรัฐโคโลราโด ได้ยกมือขอให้มีการนำสวดมนต์เพื่อเคิร์ก พร้อมกล่าวว่า “การสวดมนต์ในใจจะได้ผลลัพธ์ในใจ” ซึ่งทำให้ สส. พรรคเดโมแครตบางส่วนตั้งคำถามว่า เหตุใดเหตุการณ์การสังหารที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่ไม่โดดเด่นเท่าเคิร์กถึงไม่ได้รับความสนใจในลักษณะเดียวกัน การโต้เถียงนี้ลุกลามจนมีการกล่าวหาและสาบานเกี่ยวกับประเด็นการเมืองที่เกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรม

ในขณะที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกัน ต้องทุบค้อนเพื่อเรียกความสงบเรียบร้อย มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “ออกกฎหมายปืนสิ!”

  • ต่างฝ่ายต่างโทษ ต่างฝ่ายต่างมุมมอง

เคิร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Turning Point USA และเป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การเสียชีวิตของเขาทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมจำนวนมากไม่พอใจอย่างรุนแรงและกล่าวโทษฝ่ายเสรีนิยมว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรงทางการเมือง ในขณะที่ฝ่ายเดโมแครตเลือกที่จะใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังกว่า โดยประณามความรุนแรงทางการเมืองโดยรวม และเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

นักการเมืองหลายคนต่างออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัมป์ ที่ออกมากล่าวว่า ความรุนแรงและการฆาตกรรมเป็นผลมาจากวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชังต่อผู้ที่เห็นต่าง ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนสตีเฟน มิลเลอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว และลอรา ลูมเมอร์ ผู้ภักดีต่อทรัมป์ ต่างเรียกร้องให้มีการจัดการอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มฝ่ายซ้าย

ในทางตรงกันข้าม บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดี ได้ออกแถลงการณ์ว่า “เรายังไม่รู้แรงจูงใจของผู้ที่ยิงและสังหารชาร์ลี เคิร์ก แต่ความรุนแรงที่เลวทรามแบบนี้ไม่มีที่ยืนในระบอบประชาธิปไตยของเรา” ขณะที่ กาบบี กิฟฟอร์ดส์ อดีต สส. พรรคเดโมแครตที่เคยถูกยิงบาดเจ็บสาหัส กล่าวว่า สังคมประชาธิปไตยจะมีความเห็นต่างทางการเมืองอยู่เสมอ แต่เราต้องไม่ปล่อยให้อเมริกาเผชิญหน้ากับความเห็นต่างด้วยความรุนแรง

  • รอยร้าวที่ยากจะประสาน

การเสียชีวิตของเคิร์กไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับตอกย้ำความแตกแยกในสังคมอเมริกันให้ลึกยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า รอยร้าวทางการเมืองในสหรัฐฯ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แม้จะมีผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสที่ชี้ว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความรุนแรงทางการเมือง แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า เหตุการณ์เช่นนี้อาจเติมเชื้อไฟให้กับบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดอยู่แล้วให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งที่ร้อนระอุ ยังคงมีนักการเมืองบางส่วนที่พยายามลดความตึงเครียดลง โดยวุฒิสมาชิกทอม ทิลลิส จากพรรครีพับลิกัน ได้กล่าวว่า การเสียชีวิตของเคิร์กไม่ควรถูกนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้น “ทุกคนที่ส่งเสริมให้มีการตอบโต้ด้วยความรุนแรง แทนที่จะใช้การพูดคุยอย่างมีอารยะ ต่างก็ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของเขา”

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำพูดของทิลลิสจะได้รับความสนใจจากทั้งสองฝ่ายหรือไม่ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับความแตกแยกที่ยากจะประสานรอยร้าว และการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลความจริงไปทุกที.

ที่มา Reuters

เลือกตั้งพม่าเดือด คุก 7 ปี หนุ่มโพสต์วิจารณ์ นับเป็นคนแรกที่ถูกลงโทษตามกม.เลือกตั้งฉบับใหม่

เลือกตั้งพม่าเดือด คุก 7 ปี หนุ่มโพสต์วิจารณ์ นับเป็นคนแรกที่ถูกลงโทษตามกม.เลือกตั้งฉบับใหม่

11 ก.ย. 2568 09:56 น.

เลือกตั้งพม่าเดือด คุก 7 ปี หนุ่มโพสต์วิจารณ์ นับเป็นคนแรกที่ถูกลงโทษตามกม.เลือกตั้งฉบับใหม่

เลือกตั้งพม่าเดือด คุก 7 ปี หนุ่มโพสต์วิจารณ์ นับเป็นคนแรกที่ถูกลงโทษตามกฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งฉบับใหม่ของเมียนมา ด้านกองทัพออกมาย้ำโทษแรงถึงขั้นประหารชีวิต

วันที่ 10 กันยายน 2568 เว็บไซต์ข่าวอิระวดี ของเมียนมา รายงานว่า รัฐบาลทหารได้ใช้กฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้งฉบับใหม่เล่นงานประชาชนเป็นครั้งแรก โดยตัดสินจำคุกนายโก เนย์ ตเว อายุ 36 ปี ชาวเมืองตองยี รัฐฉาน เป็นเวลา 7 ปี ฐานโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีนี้

รายงานข่าวระบุว่านายโก เนย์ ตเว ใช้บัญชี “Lashio Baegyi” แชร์คลิปเหตุปล้นช่วงกลางวันในเมืองลาเสี้ยว เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งคนร้ายได้ทำร้ายร่างกายหญิงคนขับรถและยิงเข้าที่ขา พร้อมเขียนข้อความพาดพิงรัฐบาลทหารว่า “หากอยากได้คะแนนเสียงจากประชาชน ควรหันมารับใช้และดูแลความปลอดภัยของประชาชนก่อน”

ถ้อยคำที่นายโก เนย์ ตเว โพสต์ถูกตีความว่าเป็นการบ่อนทำลายการเลือกตั้ง และเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายใหม่ที่ประกาศออกใช้เมื่อ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา

พล.อ. ตุน ตุน น่อง รัฐมนตรีมหาดไทย เผยว่าจนถึงวันที่ 2 ก.ย. มีผู้ถูกดำเนินคดีแล้ว 3 ราย ในจำนวนนี้ถูกตัดสินโทษแล้ว 1 รายและคาดว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวอย่างให้สังคมเห็น

โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดโทษรุนแรง ตั้งแต่จำคุก 3–5 ปี สำหรับการก่อวินาศกรรมเลือกตั้ง และ 5–10 ปี (หรือจำคุกตลอดชีวิตหากทำเป็นกลุ่ม) สำหรับการทำลายหีบบัตรหรือเครื่องลงคะแนน และโทษร้ายแรง 10–20 ปี สำหรับการทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และหากมีผู้เสียชีวิตจะลงโทษประหารชีวิต

ขณะที่กองทัพเมียนมาประกาศว่าการเลือกตั้งรอบแรกจะจัดขึ้นวันที่ 28 ธ.ค. ครอบคลุม 102 เขต หรือราวหนึ่งในสามของประเทศ พร้อมเร่งจัดเวทีสาธิตการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ โดยบังคับให้ข้าราชการและประชาชนในย่างกุ้งเข้าร่วม อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายประณามว่าเป็นการจัดฉากเลือกตั้งที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทหารครองอำนาจต่อ ขณะที่ผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งที่จะเข้ามามีเพียง กัมพูชา และ เบลารุส.

กองทัพเนปาลลาดตระเวนคุมสถานการณ์ประท้วงรุนแรง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอีกกว่า 1,000 คน

กองทัพเนปาลลาดตระเวนคุมสถานการณ์ประท้วงรุนแรง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอีกกว่า 1,000 คน

11 ก.ย. 2568 09:53 น.

กองทัพเนปาลลาดตระเวนคุมสถานการณ์ประท้วงรุนแรง ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บอีกกว่า 1,000 คน

เนปาลยังคงตึงเครียดจากเหตุจลาจลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังการชุมนุมต่อต้านคอร์รัปชันบานปลายกลายเป็นการเผาทำลายอาคาร ล่าสุดกองทัพต้องส่งกำลังลาดตระเวนตามท้องถนนเพื่อควบคุมสถานการณ์ 

กรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ยังคงตึงเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังการชุมนุมต่อต้านคอร์รัปชันบานปลายกลายเป็นการเผาทำลายอาคารรัฐสภาและบ้านพักนักการเมือง จนล่าสุดกองทัพต้องส่งกำลังลาดตระเวนตามท้องถนนเพื่อควบคุมสถานการณ์ 

มีรายงานว่าตลอด 2 วันแห่งความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้ว 30 ศพ และบาดเจ็บอีกมากกว่า 1,000 คน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกลุ่มเยาวชน Gen Z ซึ่งเป็นหัวหอกในการชุมนุม ประกาศว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเผาทำลายทรัพย์สิน โดยย้ำว่าขบวนการของพวกเขาเป็นการเคลื่อนไหวโดยสันติและถูกผู้ฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซง โดยเป้าหมายยังคงยึดหลักสันติวิธีและการมีส่วนร่วมพลเมืองอย่างสร้างสรรค์ พร้อมจัดอาสาสมัครลงพื้นที่ช่วยจัดการความเรียบร้อยและปกป้องทรัพย์สินสาธารณะ 

ด้าน โฆษกกองทัพ ราจาราม บาสเนต ยอมรับว่ามีกลุ่มแฝงตัวก่อความรุนแรง ปล้นสะดม และจุดไฟเผาจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพกำลังเร่งควบคุม

มีรายงานว่าสนามบินกาฐมาณฑุเปิดทำการอีกครั้งเมื่อวันพุธ  แต่ทั่วเมืองยังอยู่ภายใต้เคอร์ฟิวเข้มงวด รถทหารตั้งด่านตรวจบัตรประชาชนและประกาศผ่านลำโพงให้ประชาชนงดเดินทางที่ไม่จำเป็น

ทั้งนี้ การลาออกของนายกรัฐมนตรีได้สร้างสูญญากาศทางการเมือง โดยยังไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมานำประเทศต่อไป โดยกลุ่ม Gen Z ย้ำว่าผู้นำคนใหม่ต้องไม่มีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองเก่า ต้องโปร่งใส มีคุณธรรม และทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อกลุ่มผลประโยชน์หรือคอร์รัปชั่น พร้อมเสนอชื่อ สุศิลา การ์กี อดีตประธานศาลฎีกา และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ตำแหน่งนี้  ให้มานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีชั่วคราว เพื่อคลี่คลายวิกฤติ แต่ก็ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อดังกล่าว 



สำหรับมาตรการเคอร์ฟิวทั่วประเทศ มีผลจนถึงเช้าวันนี้ตามเวลาในท้องถิ่น (11 ก.ย.) โดยกองทัพเตือนประชาชนว่า ผู้ใช้ความรุนแรงและทำลายทรัพย์สินสาธารณะจะต้องถูกลงโทษ โดยจนถึงตอนนี้มีผู้ถูกจับกุมตัวข้อหาใช้ความรุนแรงและขโมยของในร้านค้าแล้ว 27 คน โดยพบปืน 31 กระบอกในตัวคนกลุ่มนี้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าว เนปาลประท้วง