นาซาพบชั้นหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร เตรียมนำตัวอย่างกลับโลก หาหลักฐานสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ

นาซาพบชั้นหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร เตรียมนำตัวอย่างกลับโลก หาหลักฐานสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ

11 ก.ย. 2568 09:31 น.

นาซาพบชั้นหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร เตรียมนำตัวอย่างกลับโลก หาหลักฐานสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ

องค์การนาซาแถลงการค้นพบชั้นหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร เตรียมนำตัวอย่างกลับโลกเพื่อตรวจพิสูจน์หาหลักฐานสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ

วันที่ 10 กันยายน 2568 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา แถลงว่า รถสำรวจ “เพอร์เซเวอแรนซ์” (Perseverance) บนดาวอังคารได้ค้นพบชั้นหินในร่องแม่น้ำโบราณ บริเวณแหล่ง “เนเร็ตวา วัลลิส” (Neretva Vallis) ซึ่งเคยเป็นทางน้ำไหลเข้าสู่หลุมอุกกาบาตเจเซโร ประกอบด้วยโคลนสีแดงเข้มและดินเหนียว ที่อาจมีส่วนเกี่ยวพันกับสารอินทรีย์โบราณ และอาจบ่งชี้ถึงร่องรอยของสิ่งมีชีวิตจุลชีพเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ “น่าตื่นเต้นที่สุด” นับตั้งแต่โครงการเริ่มต้น

โจเอล ฮูโรวิตซ์ หัวหน้าทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยสโตนีบรูค ระบุว่า การค้นพบครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าสารอินทรีย์เคยมีบทบาทในการสร้างลักษณะเนื้อหินในร่องน้ำโบราณบนดาวอังคาร พร้อมชี้ว่าตัวอย่างนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของภารกิจตามหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตยุคโบราณ

นักวิจัยระบุว่า จนถึงขณะนี้เพอร์เซเวอแรนซ์เก็บตัวอย่างแล้ว 30 ชิ้น รวมถึงหินที่ได้มาตั้งแต่ฤดูร้อนปีที่แล้ว โดยยังเหลืออีก 6 ชิ้นก่อนครบตามเป้า 36 ตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม รถสำรวจไม่สามารถตรวจพบชีวิตได้โดยตรง เพียงแต่เก็บหินและดินไว้ในหลอดพิเศษ รอส่งกลับโลกเพื่อตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บ ซึ่งแผนการนำกลับกำลังถูกชะลอไว้ เพราะนาซากำลังหาวิธีที่เร็วและประหยัดกว่า

นิกกี ฟอกซ์ ผู้บริหารโครงการวิทยาศาสตร์ของนาซา ระบุว่า  นี่คือร่องรอยสัญญาณที่เหลือทิ้งไว้ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเอง พร้อมย้ำว่าแม้หลักฐานนี้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ก็เป็นก้าวสำคัญของภารกิจที่ทั่วโลกจับตามองว่าจะไขปริศนาการมีอยู่จริงของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารได้หรือไม่.

ระทึก หลังคาโรงเรียนอินโดนีเซียถล่ม นักเรียนบาดเจ็บหลายสิบราย

ระทึก หลังคาโรงเรียนอินโดนีเซียถล่ม นักเรียนบาดเจ็บหลายสิบราย

11 ก.ย. 2568 09:16 น.

ระทึก หลังคาโรงเรียนอินโดนีเซียถล่ม นักเรียนบาดเจ็บหลายสิบราย

นักเรียนและครูวิ่งหนีตาย หลังเกิดเหตุหลังคาโรงเรียนอาชีวะของประเทศอินโดนีเซียพังถล่มลงมา ขณะที่นักเรียนกำลังเรียนอยู่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน 

ภาพจากคลิปที่เผยแพร่ในโลกโซเชียล เผยให้เห็นนักเรียนจำนวนมากต่างแตกตื่นวิ่งหนีไปตามทางเดินของอาคารเรียนชั้นสอง หลังจากที่หลังคาพังถล่ม ทำให้เพดานยุบตัวลงมา ภายในอาคารเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ขณะที่นักเรียนและครูต่างพากันออกมารวมตัวกันอย่างตื่นตระหนกที่ลานกีฬาของโรงเรียน

ขณะที่คลิปจากภายในอาคารแสดงให้ถล่มลงมาทับโต๊ะเก้าอี้นักเรียน โดยรายงานระบุว่ามีห้องเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 4 ห้อง

เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ 09.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ภายในห้องเรียน ซึ่งในตอนแรกหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเหตุแผ่นดินไหว

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีนักเรียนบาดเจ็บอย่างน้อย 35 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของการถล่มดังกล่าว.

ที่มา :Newsflare

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลังคาถล่ม

เกิดเหตุบึ้มสนั่นในหน่วยปืนใหญ่กองทัพเกาหลีใต้ ทหารบาดเจ็บ 10 นาย

เกิดเหตุบึ้มสนั่นในหน่วยปืนใหญ่กองทัพเกาหลีใต้ ทหารบาดเจ็บ 10 นาย

11 ก.ย. 2568 09:05 น.

เกิดเหตุบึ้มสนั่นในหน่วยปืนใหญ่กองทัพเกาหลีใต้ ทหารบาดเจ็บ 10 นาย

เกิดเหตุระเบิดที่หน่วยปืนใหญ่ของกองทัพเกาหลีใต้ ตั้งอยู่ในเมืองพาจู ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ส่งผลให้มีทหารบาดเจ็บ 10 นาย

วันที่ 11 กันยายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดที่หน่วยปืนใหญ่ของกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพาจู ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ  เมื่อเวลา 15.24 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) ส่งผลให้มีทหารบาดเจ็บ 10 นาย

รายงานข่าวระบุว่า กระสุนจำลองที่ใช้สร้างเอฟเฟกต์เสียง และควันคล้ายการยิงกระสุนจริงเกิดระเบิดโดยไม่ทราบสาเหตุระหว่างการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่โดยไม่ใช้กระสุนจริงที่หน่วยปืนใหญ่

โดยทหารทั้งสิบนาย ซึ่งเป็นทหารชั้นประทวน 5 นาย ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลายแห่งด้วยอาการบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ที่แขน ต้นขา และมือ แต่ไม่มีรายงานการบาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิต ด้านสารวัตรทหารกำลังสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง.

เนปาลเคอร์ฟิว จลาจลเผาป่วนทั่วเมือง ศูนย์ราชการ-บ้านประธานาธิบดี ภริยาอดีตนายกฯ สาหัส

เนปาลเคอร์ฟิว จลาจลเผาป่วนทั่วเมือง ศูนย์ราชการ-บ้านประธานาธิบดี ภริยาอดีตนายกฯ สาหัส

11 ก.ย. 2568 08:30 น.

เนปาลเคอร์ฟิว จลาจลเผาป่วนทั่วเมือง ศูนย์ราชการ-บ้านประธานาธิบดี ภริยาอดีตนายกฯ สาหัส

สถานการณ์เนปาลยังตึงเครียด กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องผ่านโซเชียลมีเดีย “X” ให้นายบาเลนดรา ชาห์ นายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุ อดีตนักร้องเพลงแร็ปที่มีผู้ติดตามทางอินสตาแกรมส่วนตัวกว่า 8 แสนคน นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

แอฟริกาใต้พิพากษาจำคุก 7 ชาวจีนคนละ 20 ปี ฐานลักพาตัว-บังคับใช้แรงงาน

แอฟริกาใต้พิพากษาจำคุก 7 ชาวจีนคนละ 20 ปี ฐานลักพาตัว-บังคับใช้แรงงาน

11 ก.ย. 2568 07:38 น.

แอฟริกาใต้พิพากษาจำคุก 7 ชาวจีนคนละ 20 ปี ฐานลักพาตัว-บังคับใช้แรงงาน

7 ชาวจีนถูกศาลแอฟริกาใต้พิพากษาให้จำคุกคนละ 20 ปี หลังละเมิดกฎหมายแรงงานและค้ามนุษย์ บังคับใช้แรงงานไม่เว้นแม้แต่เด็ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลในประเทศแอฟริกาใต้พิพากษาจำคุกจำเลยชาวจีนเพศชาย 4 คน และเพศหญิง 3 คน คนละ 20 ปี โทษฐานลักพาตัวและลักลอบนำชาวมาลาวีเข้าสู่แอฟริกาใต้ เพื่อบังคับใช้แรงงานพวกเขา

ชาวจีนกลุ่มนี้ถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของแอฟริกาใต้จับกุมได้เมื่อเกือบ 6 ปีก่อน ในตอนที่เจ้าหน้าที่บุกตรวจค้นโรงงานแห่งหนึ่งในเมืองโจฮันเนสเบิร์ก และพบชาวมาลาวี 91 คน โดย 37 คนในจำนวนนี้ยังเป็นเด็ก ถูกใช้แรงงานในสภาพน่าเวทนา

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา จำเลยทั้ง 7 คนได้แก่ เควิน เฉา, เฉิน ฮุย, ฉิน หลี่, โจว เจี่ยฉิง, หม่า เปียว, ไต้ จวิ้นยิง และจาง จื่อเหลียน ถูกศาลแอฟริกาใต้ตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาค้ามนุษย์, ลักพาตัว, ช่วยให้ผู้อพยพผิดกฎหมายอยู่ในแอฟริกาใต้, ละเมิดกฎหมายแรงงาน และอื่นๆ จำนวนกว่า 158-160 กระทง

การบุกเข้าตรวจค้นโรงงานดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสจากคนงานคนหนึ่งที่สามารถหลบหนีออกมาได้ โดยการสืบสวนในเวลาต่อมาพบว่า คนงานถูกบังคับให้ทำงานวันละ 11 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน โดยไม่มีการฝึกอบรมหรือมีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม และได้รับค่าแรงน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำของแอฟริกาใต้ด้วย (1.64 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง)

ทั้งนี้ ตามกฎหมายแรงงานของแอฟริกาใต้ ลูกจ้างไม่สามารถทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวันได้ และควรมีเวลาพักผ่อนต่อสัปดาห์อย่างน้อย 36 ชั่วโมงต่อเนื่องกันซึ่งรวมถึงวันอาทิตย์ด้วย เว้นแต่จะมีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รู้จัก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ผลักดันแนวคิดอนุรักษ์นิยม ก่อนถูกยิงดับในวัยเพียง 31 ปี

รู้จัก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ผลักดันแนวคิดอนุรักษ์นิยม ก่อนถูกยิงดับในวัยเพียง 31 ปี

11 ก.ย. 2568 07:02 น.

รู้จัก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ผลักดันแนวคิดอนุรักษ์นิยม ก่อนถูกยิงดับในวัยเพียง 31 ปี

ทำความรู้จัก ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวคนดังผู้สนับสนุนแนวคิดอนุรักษ์นิยม จนได้กลายเป็นพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนที่เขาจะถูกยิงเสียชีวิตในวัยเพียง 31 ปีเท่านั้น

ชาร์ลี เคิร์ก เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวและบุคคลในวงการสื่อสายอนุรักษ์นิยมที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เมื่อวันพุธที่ 11 ก.ย. เขาถูกยิงเสียชีวิตที่งานอีเวนต์ของมหาวิทยาลัยยูทาห์ ซึ่งมีผู้มาร่วมงานมากกว่า 3,000 คน โดยล่าสุด ผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวได้แล้ว

นายเคิร์ก ผู้เสียชีวิตในวัยเพียง 31 ปี เป็นที่รู้จักจากการจัดดีเบตกลางแจ้งตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เขาก่อตั้งองค์กรนักศึกษา “Turning Point USA” (TPUSA) ที่มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์อนุรักษ์นิยมในวิทยาลัยที่มีแนวคิดเสรีนิยมของสหรัฐฯ ในปี 2555 ตอนมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น

ในโซเชียลมีเดียและรายการพอดแคสต์รายวันของนายเคิร์ก มักมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เขาไปดีเบตกับนักศึกษา เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องอัตลักษณ์ของคนข้ามเพศ, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความศรัทธา หรือค่านิยมครอบครัว

เคิร์กเป็นลูกชายของสถาปนิกที่เติบโตในย่านชานเมือง พร็อสเพกต์ ไฮต์ส อันมั่งคั่งของนครชิคาโก เขาเข้าเรียนในวิทยาลัยชุมชนใกล้กับชิคาโกก่อนจะลาออกเพื่อทุ่มเทให้กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง และเคยสมัครเข้าเรียนที่ “เวสต์พอยต์” ซึ่งเป็นโรงเรียนนายร้อยทหารชั้นนำของสหรัฐฯ ด้วยแต่ไม่สำเร็จ

เรื่องดังกล่าวทำให้นายเคิร์กมักพูดติดตลกที่ตัวเองไม่มีปริญญาจากมหาวิทยาลัยตอนร่วมดีเบตกับนักศึกษาและนักวิชาการในหัวข้อที่เข้าใจยาก เช่น สัจนิยมหลังสมัยใหม่ (post-modernism)

บทบาทของนายเคิร์กในองค์กร TPUSA เริ่มโดดเด่นขึ้นมาหลังจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองในปี 2555 เขาจัดกิจกรรมรวมตัวนักศึกษาเพื่อ “ส่งเสริมหลักการความรับผิดชอบทางการคลัง, การค้าเสรี, และการจำกัดอำนาจรัฐบาล” จนปัจจุบัน TPUSA มีสาขาอยู่ในวิทยาลัยมากกว่า 850 แห่ง

ที่ผ่านมา นายเคิร์กเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อกล่าวปราศรัยในงานอีเวนต์ของพรรครีพับลิกันหลายงาน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่สมาชิกของกลุ่ม Tea Party ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ขณะที่รายงานข่าวจากสำนักข่าว CBS News ระบุว่า รายการวิทยุรายวันแนวอนุรักษ์นิยมของเขามีผู้ติดตามหลายล้านคนบนโซเชียลมีเดีย

เมื่อต้นปี 2568 นายเคิร์กเพิ่งไปกล่าวสุนทรพจน์ที่สมาคม Oxford Union ซึ่งเป็นสมาคมโต้วาทีเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเขียนหนังสือขายดีในปี 2563 ชื่อ The Maga Doctrine ซึ่งอ้างอิงถึงแคมเปญ “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again – MAGA) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

TPUSA มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาลงคะแนนเสียงให้กับทรัมป์และผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันคนอื่นๆ ในการเลือกตั้งเมื่อปีก่อน เขายังได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางว่าดึงดูดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใหม่ลงทะเบียนเลือกตั้งจำนวนหลายหมื่นคน และพลิกให้รัฐแอริโซนาเป็นของทรัมป์ได้สำเร็จ

เคิร์กยังได้เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเป็นแขกเยือนทำเนียบขาวเป็นประจำตลอดการดำรงตำแหน่งของนายทรัมป์ทั้งสองสมัย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ประกาศการเสียชีวิตของนายเคิร์กพร้อมกับยกย่องเขาว่า: “ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นตำนานได้จากไปแล้ว ไม่มีใครเข้าใจหรือมีหัวใจของเยาวชนในสหรัฐฯ ได้ดีไปกว่าชาร์ลีอีกแล้ว”

ประธานาธิบดีและทีมงานของเขามองว่า นายเคิร์กมีความเข้าใจทางการเมืองในเรื่องฐานรากของความเคลื่อนไหว MAGA เป็นอย่างดี เขาได้ขึ้นพูดในการประชุมของพรรครีพับลิกัน และเมื่อปีที่แล้วโดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้ตอบแทนด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมของ Turning Point ที่รัฐแอริโซนา

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นายเคิร์กได้เดินทางไปยังกรีนแลนด์ร่วมกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของทรัมป์ ในช่วงที่นายทรัมป์ ซึ่งตอนนั้นเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังโต้แย้งว่าสหรัฐฯ ควรเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้

ครอบครัวของนายเคิร์กนับถือศาสนาคริสต์นิกายอีแวนเจลิคัล โดยเขาแต่งงานกับอดีตนางงามรัฐแอริโซนาและมีบุตรด้วยกันสองคน ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการเมืองของเขา และเขาถูกมองว่าเป็นทั้งอนาคตของการเคลื่อนไหวแนวอนุรักษ์นิยมและบุคคลที่ทำให้เกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างมาก

การยกย่องครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดต่อผลงานเขา ที่มีต่อการเมืองของพรรครีพับลิกัน มาจากตัวทรัมป์เองในคลิปที่ถูกนำมาเปิดในตอนต้นรายการพอดแคสต์ของนายเคิร์ก โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “ผมอยากจะขอบคุณชาร์ลี เขาเป็นคนที่เหลือเชื่อมาก จิตวิญญาณของเขา ความรักที่เขามีต่อประเทศนี้ เขาทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งในการสร้างหนึ่งในองค์กรเยาวชนที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

เคิร์กได้พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองและสังคมมากมายในงานและพอดแคสต์ของเขา รวมถึงเรื่องการควบคุมอาวุธปืน

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน นายเคิร์กกล่าวว่า: “เป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่มันคุ้มค่าที่จะมีคนเสียชีวิตจากอาวุธปืนในแต่ละปี เพื่อที่เราจะสามารถมีสิทธิ์ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 2”

มุมมองบางอย่างของเขากลายเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก เช่นมุมมองต่อต้านคนข้ามเพศและแสดงความกังขาต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามรายงานของ CBS ซึ่งเป็นพันธมิตรข่าวของบีบีซี เขายังได้เผยแพร่ข้อกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริงต่อสาธารณะว่า การเลือกตั้งในปี 2020 ถูกขโมยไปจากนายทรัมป์

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Great Replacement” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแผนการที่จะนำชนกลุ่มน้อยเข้ามาแทนที่คนผิวขาว ตามรายงานของ CBS ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้สนับสนุนทรัมป์คนดัง ถูกยิงดับในอีเวนต์มหาวิทยาลัย

ช็อก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้สนับสนุนทรัมป์คนดัง ถูกยิงดับในอีเวนต์มหาวิทยาลัย

11 ก.ย. 2568 06:15 น.

ช็อก ชาร์ลี เคิร์ก ผู้สนับสนุนทรัมป์คนดัง ถูกยิงดับในอีเวนต์มหาวิทยาลัย

ชาร์ลี เคิร์ก หนึ่งในนักเคลื่อนไหวและบุคคลในวงการสื่อสายอนุรักษ์นิยมที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกยิงเสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม วัย 31 ปี และผู้สนับสนุนคนสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการจัดการดีเบตนอกสถานที่ตามมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วหลังถูกยิงในงานที่มหาวิทยาลัยในรัฐยูทาห์ เมื่อวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568

“ชาร์ลี เคิร์ก ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นตำนานได้จากไปแล้ว” ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย “ไม่มีใครเข้าใจหรือมีหัวใจของเยาวชนในสหรัฐฯ ได้ดีไปกว่าชาร์ลีอีกแล้ว”

เจ้าหน้าที่สืบสวนของ FBI กับสำนักงานความปลอดภัยสาธารณะรัฐยูทาห์ อัปเดตข้อมูลในงานแถลงข่าวว่า เคิร์กถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยทีมรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของเขาเอง และเสียชีวิตที่นั่น ขณะที่นายสเปนเซอร์ ค็อกซ์ ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ กล่าวว่า “นี่เป็นการลอบสังหารทางารเมือง”

มีผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งถูกจับกุมทันทีหลังเหตุยิง แต่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตี แม้ว่าจะยังคงถูกตั้งข้อหากีดขวางกระบวนการยุติธรรม

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ในงานแถลงข่าวกลับพูดขัดแย้งกันเอง ว่าผู้ต้องสงสัยเป็นมือปืนอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่แล้วหรือไม่ โดยที่ตำรวจระบุว่า การค้นหากำลังดำเนินการอยู่ จากนั้นนายค็อกซ์ก็กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวแล้ว

เจ้าหน้าที่บอกด้วยว่า กล้องวงจรปิดจับภาพผู้ก่อเหตุได้ โดยเห็นว่าเขาแต่งกายด้วยชุดสีดำล้วนและอาจยิงมาจากบนหลังคาอาคารในมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ แหล่งข่าวหลายคนระบุว่า กระสุนถูกยิงมาจากอาคารวิชาการที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 100-200 หลา โดยมีรายงานว่า ภรรยาของนายเคิร์กกับลูกน้อย 2 คนของเขา อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลุ่ม “เจน Z” เนปาลอ้าง การประท้วงถูกพวกฉวยโอกาส “ช่วงชิง” ไปแล้ว

กลุ่ม “เจน Z” เนปาลอ้าง การประท้วงถูกพวกฉวยโอกาส “ช่วงชิง” ไปแล้ว

11 ก.ย. 2568 01:16 น.

กลุ่ม “เจน Z” เนปาลอ้าง การประท้วงถูกพวกฉวยโอกาส “ช่วงชิง” ไปแล้ว

กลุ่มเจน Z ซึ่งเป็นหัวหอกการประท้วงในเนปาลอ้างว่า การเคลื่อนไหวของพวกเขากำลังถูกกลุ่มผู้ฉวยโอกาสช่วงชิงไป ในขณะที่กองทัพส่งทหารลาดตระเวนเพื่อคุมสถานการณ์แล้ว

เมื่อวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 กองทัพของประเทศเนปาล ส่งทหารเดินลาดตระเวนในเมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ หลังเกิดการประท้วงนองเลือดครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี หลังจากการประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันลุกลามกลายเป็นความรุนแรงเมื่อวันอังคาร ผู้ชุมนุมจุดไฟเผาอาคารรัฐสภา และบุกปล้นบ้านนักการเมืองท้องถิ่น

ล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตในการประท้วงตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 30 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 1,000 คน

ด้านกลุ่มเจน Z (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540-2555 ) ซึ่งเป็นหัวหอกในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล พยายามเว้นระยะห่างจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันอังคาร โดยระบุว่า การประท้วงของพวกเขา ถูกกลุ่มผู้ฉวยโอกาสช่วงชิงไปแล้ว

ทั้งนี้ กองทัพเนปาลซึ่งกำลังพยายามควบคุมสถานการณ์ความรุนแรง ได้เชิญผู้ประท้วงกลุ่มเจน Z เข้าร่วมการพูดคุยอย่างสันติ โดยหัวหน้ากลุ่มนักศึกษากำลังร่างรายการข้อเรียกร้องใหม่อยู่

รัฐบาลเนปาลยังประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวทั่วประเทศโดยคำสั่งจะมีผลไปจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ขณะที่กองทัพเตือนประชาชนว่า ผู้ใช้ความรุนแรงและทำลายทรัพย์สินสาธารณะจะต้องถูกลงโทษ โดยจนถึงตอนนี้มีผู้ถูกจับกุมตัวข้อหาใช้ความรุนแรงและขโมยของในร้านค้าแล้ว 27 คน โดยพบปืน 31 กระบอกในตัวคนกลุ่มนี้

ผู้ประท้วงเจน Z หลายคนรู้สึกประหลาดใจกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันอังคาร เช่น นาย ประภาต เพาเดล ผู้ประกอบกิจการในเมืองลลิตปูร์ กล่าวว่าเขาตกใจมากกับการเผาอาคารรัฐสภาแห่งชาติ และอาคารศาลสูงสุด ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ

ผู้ประท้วงหลายคนกังวลด้วยว่า การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของพวกเขา กำลังถูกช่วงชิงไปโดยกลุ่มผู้ฉวยโอกาสที่แทรกซึมเข้ามา โดยกองทัพเนปาลก็แสดงความเห็นแบบเดียวกัน โดยนายราชาลาม บัสเนต โฆษกกองทัพ บอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า “เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการควบคุมกลุ่มคนที่ใช้สถานการณ์นี้ฉวยโอกาสปล้น เผา และก่อเหตุต่างๆ”

ด้านกลุ่มผู้ประท้วงออกแถลงการณ์ระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้ “เคยเป็นและยังคงเป็นการเคลื่อนไหวอย่างสันติ และมีรากฐานมาจากหลักการของการมีส่วนร่วมทางพลเรือนอย่างสันติ” โดยพวกเขากำลังอาสาทำงานภาคพื้นดินเพื่อ “จัดการ” สถานการณ์อย่างมีความรับผิดชอบ ปกป้องพลเมือง และทรัพย์สินของสาธารณะ

ผู้ประท้วงระบุด้วยว่า จะไม่มีการนัดหมายประท้วงเพิ่มเติมตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไป และเรียกร้องให้กองทัพและตำรวจประกาศเคอร์ฟิวตามความจำเป็น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

10 ก.ย. 2568 23:34 น.

รัสเซียลั่น ไม่มีแผนโจมตีในโปแลนด์ หลังโดรนล้ำน่านฟ้าจนโดนยิงร่วง

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยัน ไม่มีแผนโจมตีเป้าหมายในโปแลนด์ หลังผู้นำโปแลนด์กล่าวหาว่าโดรนรัสเซียหลายลำรุกล้ำน่านฟ้า ก่อนโดนยิงตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกแถลงการณ์ในวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 ยืนยันว่า พวกเขาไม่มีแผนการโจมตีเป้าหมายใดๆ ในประเทศโปแลนด์ หลังจากรัฐบาลวอร์ซอออกมาระบุว่า โดรนของรัสเซียหลายลำรุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของ**พวกเขา** ก่อนจะถูกยิงตก

ตามการเปิดเผยของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พวกเขามีปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่เข้าใส่เป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมในภาคตะวันตกของยูเครน โดยใช้ทั้งมิสไซล์และโดรน โดยไม่มีแผนโจมตีเป้าหมายใดๆ ในดินแดนโปแลนด์

“โดรนของรัสเซียที่ถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ มีระยะทำการสูงสุดไม่เกิน 700 กม.” แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ “อย่างไรก็ตาม เราพร้อมที่จะจัดการหารือกับกระทรวงกลาโหมของโปแลนด์ในเรื่องนี้”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นหลังจาก นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพของโปแลนด์ตรวจพบโดรนอย่างน้อย 19 ลำรุกล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของพวกเขาเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่โดรน 3-4 ลำในจำนวนนี้ ถูกเครื่องบินของโปแลนด์และของนาโตยิงตก

นายทุสก์ยืนยันว่า โดรนจำนวนมากบินเข้าสู่ประเทศของเขาจากทางเบลารุส โดยโดรนลำสุดท้ายถูกยิงตกในเวลา 6.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น

นี่นับเป็นครั้งแรกที่โดรนของรัสเซียถูกยิงตกในดินแดนของชาติสมาชิกนาโต โดยนายทุสก์เตือนว่า โปแลนด์เข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

“ผมไม่มีเหตุผลที่จะอ้างว่าเราอยู่บนปากเหวของสงคราม แต่เส้นแบ่งได้ถูกข้ามไปแล้ว และมันอันตรายกว่าแต่ก่อนอย่างเทียบไม่ได้” นายกรัฐมนตรีโปแลนด์บอกกับรัฐสภา “สถานการณ์นี้ทำให้เราเข้าใกล้ความขัดแย้งอย่างเปิดเผยมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

10 ก.ย. 2568 22:11 น.

สื่อนอกตีข่าว ฝูงสิงโตรุมขย้ำ จนท.สวนสัตว์ในไทยจนเสียชีวิต

(Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP / TO GO WITH ‘THAILAND-ANIMAL-ENVIRONMENT-LION,FEATURE’ BY SARA HUSSEIN AND CHAYANIT ITTHIPONGMAETEE)

สื่อต่างประเทศรายงานข่าว เหตุฝูงสิงโตรุมขย้ำพนักงานของสวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์จนเสียชีวิต และตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ “ซาฟารีเวิลด์” ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ถูกฝูงสิงโตรุมขย้ำจนเสียชีวิต เมื่อวันพุธที่ 10 ก.ย. 2568 ทำให้เกิดการตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยและความถูกต้องในการครอบครองสิงโตของสวนสัตว์แห่งนี้

“ผู้ตายเป็นพนักงานของสวนสัตว์ซึ่งปกติทำหน้าที่ให้อาหารสิงโตอยู่แล้ว” นายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา บอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี และเสริมว่า ชายคนนี้ถูกสิงโตประมาณ 6-7 ตัวจู่โจมหลังจากเขาลงจากรถของตัวเอง

นพ. ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตอาจารย์และแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กล่าวว่า ชายคนนี้ลงจากรถยนต์ที่ไม่ได้คลุมหลังคา ลงมายืนอยู่คนเดียวโดยหันหลังให้เหล่าสิงโต ซึ่ง “ผมคิดว่ามันแปลกมาก”

“เขายืนอยู่ราว 3 นาที จากนั้นสิงโตตัวหนึ่งก็เดินเข้าหาอย่างช้า แล้วตะครุบเขาจากด้านหลัง แต่ชายคนนี้ไม่ได้กรีดร้องใดๆ” นพ. ธวัชชัย บอกกับสำนักข่าว ไทยรัฐทีวี

ด้านนายเอ็ดวิน วิค ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ “เพื่อนสัตว์ป่า” โพสต์แถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รายนี้ผ่านเฟซบุ๊ก และระบุว่า เหตุการณ์นี้ควรถูกใช้เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า สัตว์เหล่านี้ที่แม้จะถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์ตั้งแต่เกิด ก็ยังเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ และสัญชาตญาณของพวกมันสามารถถูกกระตุ้นขึ้นมาได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

แถลงการณ์ยืนยันว่า รายงานที่ว่าสิงโตกลุ่มนี้ถูกปล่อยให้หิวโซก่อนจะเกิดเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่นั้น ไม่มีมูลความจริง

ขณะที่เจ้าหน้าที่สวนสัตว์อาวุโสคนหนึ่ง ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม บอกกับสื่อท้องถิ่นของไทยว่า สิงโตทุกตัวในซาฟารีเวิลด์มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ผู้เสียชีวิตทำงานในสวนสัตว์มานานกว่า 30 ปีแล้ว และเป็นคนที่มีน้ำใจมาก

ทั้งนี้ การเป็นเจ้าของและเลี้ยงสิงโตในประเทศไทย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย และจำนวนสิงโตเลี้ยงในชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันในไทยมีสิงโตที่ลงทะเบียนแล้ว เลี้ยงอยู่ในสวนสัตว์, ฟาร์มเลี้ยงต่างๆ, คาเฟ่สัตว์เลี้ยง และในที่อยู่อาศัย เกือบ 500 ตัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna