ฝรั่งเศสประท้วง “Block Everything” ปิดถนนทั่วประเทศ ต้านชนชั้นการเมือง-แผนลดงบประมาณ

ฝรั่งเศสประท้วง "Block Everything" ปิดถนนทั่วประเทศ ต้านชนชั้นการเมือง-แผนลดงบประมาณ

10 ก.ย. 2568 16:21 น.

ฝรั่งเศสประท้วง “Block Everything” ปิดถนนทั่วประเทศ ต้านชนชั้นการเมือง-แผนลดงบประมาณ

เกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส โดยผู้ประท้วงได้ออกมาก่อความวุ่นวาย เผาถังขยะ และปะทะกับตำรวจในหลายพื้นที่ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อชนชั้นนำทางการเมืองและแผนการลดงบประมาณของรัฐบาล

ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาชุมนุมทั่วฝรั่งเศสวันนี้ (10 ก.ย.) โดยจุดไฟเผาถังขยะ ตั้งแนวกีดขวางถนน และปะทะกับตำรวจเป็นระยะ ภายใต้แคมเปญ “Block Everything” (ปิดทุกอย่าง) ที่มีเป้าหมายกดดันชนชั้นการเมืองและต่อต้านมาตรการตัดงบประมาณของรัฐบาล

กองกำลังรักษาความปลอดภัยกว่า 80,000 นาย รวมถึง 6,000 นายในกรุงปารีส ถูกส่งลงพื้นที่เพื่อทลายสิ่งกีดขวางและควบคุมสถานการณ์ ตำรวจยืนยันว่ามีผู้ถูกจับกุมหลายสิบคน เฉพาะในกรุงปารีสมีอย่างน้อย 132 คน

การประท้วงเกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง หลังรัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจจนทำให้นายกฯ ฟรองซัวส์ บาอิรู ต้องพ้นตำแหน่ง และประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แต่งตั้ง เซบาสเตียง เลอกอร์นู ขึ้นแทนเมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ในเวลาไม่ถึง 2 ปี ที่ยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายซ้าย

ที่เมืองน็องต์ ผู้ชุมนุมปิดทางด่วนด้วยยางรถยนต์และถังขยะเผาไฟ ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาสลาย ขณะที่มงต์เปลลิเยร์และตูลูสก็มีการปะทะเช่นกัน โดยบางจุดมีผู้ถือป้ายเพื่อเรียกร้องให้นายมาครงลาออก

การเคลื่อนไหว “Block Everything” ที่เริ่มจากกลุ่มฝ่ายขวาบนโซเชียลเมื่อเดือนพฤษภาคม ก่อนจะถูกฝ่ายซ้ายและซ้ายจัดเข้ามาร่วม จนขยายตัวเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อ “ชนชั้นนำที่ไร้ประสิทธิภาพ” และนโยบายรัดเข็มขัด นักวิเคราะห์เปรียบเทียบการประท้วงครั้งนี้กับเหตุการณ์ “เสื้อกั๊กเหลือง” ในปี 2018 ที่เริ่มต้นจากการต่อต้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่สุดท้ายได้ขยายวงกว้างเป็นการประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีมาครงและนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของเขา

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้ยกฟ้องหญิงถูกจำคุก ฐานกัดลิ้นชายพยายามข่มขืน หลังต่อสู้ยาวนาน 61 ปี

เกาหลีใต้ยกฟ้องหญิงถูกจำคุก ฐานกัดลิ้นชายพยายามข่มขืน หลังต่อสู้ยาวนาน 61 ปี

10 ก.ย. 2568 14:52 น.

เกาหลีใต้ยกฟ้องหญิงถูกจำคุก ฐานกัดลิ้นชายพยายามข่มขืน หลังต่อสู้ยาวนาน 61 ปี

นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของความยุติธรรมในเกาหลีใต้ เมื่อศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีของหญิงวัย 79 ปี ซึ่งเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงเมื่อ 61 ปีที่แล้ว หลังจากที่เธอกัดลิ้นชายที่พยายามข่มขืนจนขาด เพื่อป้องกันตัว

ชเว มัลจา วัย 18 ปีในขณะนั้น ถูกตัดสินจำคุก 10 เดือน ขณะที่ชายผู้ก่อเหตุซึ่งอายุ 21 ปี กลับได้รับโทษเบากว่า คือจำคุกเพียง 6 เดือน และไม่เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาพยายามข่มขืน ศาลยังระบุว่า การกระทำของเธอเกินกว่า “ขอบเขตการป้องกันตัวที่สมเหตุสมผล” ทำให้เธอซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ต้องหา

ตามบันทึกของศาล คนร้ายได้กดชเวลงกับพื้น ที่สถานเกิดเหตุในเมืองกิมแฮ เธอสามารถหลุดออกมาได้หลังจากกัดลิ้นของเขาขาดไปประมาณ 1.5 ซม. สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า ชายคนดังกล่าวเรียกร้องค่าเสียหายจากการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง และถึงขั้นบุกเข้าไปในบ้านของชเวด้วยมีดในครั้งหนึ่ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชเว มัลจา ไม่เคยยอมแพ้ เธอเริ่มรวบรวมหลักฐานและยื่นคำร้องขอรื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ในปี 2018 หลังจากได้รับแรงบันดาลใจจากกระแส #MeToo แม้ว่าศาลชั้นต้นจะปฏิเสธคำร้องของเธอมาโดยตลอด แต่ในที่สุด ศาลฎีกาก็อนุมัติให้รื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2024

ในการพิจารณาคดีครั้งแรก อัยการได้กล่าวขอโทษชเวต่อหน้าศาลและขอให้ศาลยกฟ้องเธอ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

หลังทราบคำตัดสิน ชเวกล่าวว่า “ฉันยอมให้คดีนี้ผ่านไปไม่ได้… ฉันอยากจะยืนหยัดเพื่อเหยื่อคนอื่น ๆ ที่มีชะตากรรมเดียวกับฉัน” พร้อมทั้งขอบคุณผู้สนับสนุนและวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในอดีตที่ “ใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อเหยียบย่ำผู้อ่อนแอและบิดเบือนกฎหมาย”

คดีของชเว มัลจา ได้รับการกล่าวถึงในตำรากฎหมายของเกาหลีใต้ว่าเป็นตัวอย่างคลาสสิกที่ศาลไม่ยอมรับการกระทำเพื่อป้องกันตัวในเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศ

ทนายความของชเวกล่าวว่า คำตัดสินในอดีตนั้นเกิดจาก “การตัดสินที่ผิดพลาดจากอคติทางเพศและทัศนคติของสังคม” แต่ด้วยการต่อสู้ที่ไม่ยอมแพ้ของคุณชเว ทำให้กระบวนการยุติธรรมได้มีโอกาสแก้ไขความผิดพลาดในครั้งนี้

องค์กรสิทธิสตรีในเกาหลีใต้เชื่อว่าคำตัดสินในครั้งนี้จะปูทางไปสู่ความยุติธรรมให้กับเหยื่อความรุนแรงทางเพศ และจะเป็นการส่งสัญญาณว่า “การกระทำเพื่อป้องกันตัวของผู้หญิงนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”.

ที่มา BBC

ออสเตรเลียอนุมัติวัคซีนรักษาโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา

ออสเตรเลียอนุมัติวัคซีนรักษาโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา

10 ก.ย. 2568 12:27 น.

ออสเตรเลียอนุมัติวัคซีนรักษาโรคหนองในเทียมสำหรับโคอาลา

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซันไชน์โคสต์ (UniSC) ของออสเตรเลีย ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคหนองในเทียมในโคอาลา หลังใช้เวลากว่า 10 ปี ล่าสุดวัคซีนได้รับการอนุมัติให้ใช้จริงเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการกอบกู้ประชากรโคอาลาที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ดร.ปีเตอร์ ทิมส์ นักจุลชีววิทยาผู้ร่วมวิจัย ระบุว่า ในบางพื้นที่อัตราการติดเชื้อในโคอาลามีสูงถึง 70% และหลายฝูงกำลังใกล้สูญพันธุ์ทุกวัน วัคซีนชนิดเข็มเดียวที่พัฒนาขึ้นสามารถลดอัตราการแสดงอาการของโรคในช่วงวัยสืบพันธุ์ และลดอัตราการเสียชีวิตของโคอาลาในธรรมชาติได้อย่างน้อย 65%

โรคหนองในเทียมในโคอาลาแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการผสมพันธุ์ ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ตาอักเสบ ตาบอด และภาวะมีบุตรยาก อีกทั้งการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอาจเป็นอันตราย เนื่องจากทำลายแบคทีเรียในลำไส้ที่ช่วยย่อยใบยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นอาหารหลักของโคอาลา ทำให้สัตว์เสี่ยงอดตาย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประชากรโคอาลาในออสเตรเลียตะวันออกเผชิญปัญหาจากการตัดไม้ทำลายป่า ไฟป่า ศัตรูธรรมชาติ และการขยายตัวของเมือง แต่โรคหนองในเทียมถือเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง คาดว่าประชากรโคอาลาในปัจจุบันเหลือเพียงราว 50,000 ตัว และอาจสูญพันธุ์ในบางรัฐภายในหนึ่งชั่วอายุคน

ทีมวิจัยหวังว่าวัคซีนจะสามารถแจกจ่ายได้ฟรีตั้งแต่ต้นปีหน้า โดยเริ่มจากโรงพยาบาลสัตว์ป่าและพื้นที่เสี่ยงที่สุด อย่างไรก็ตาม การติดตาม จับ และฉีดวัคซีนให้โคอาลาในธรรมชาติยังมีต้นทุนสูงมาก และทีมยังขาดงบประมาณเพียงพอ

ดร.ทิมส์ เน้นว่าวัคซีนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยโคอาลาได้ หากไม่แก้ปัญหาสำคัญที่สุดคือ “การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย”

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม มาร์รี วอตต์ กล่าวว่าวัคซีนนี้จะช่วยให้คนรุ่นหลังยังมีโอกาสได้เห็นโคอาลาในธรรมชาติ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เดินหน้าฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อย่างจริงจัง ล่าสุดรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ประกาศเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ใหม่ 176,000 เฮกตาร์ เพื่อจัดตั้ง อุทยานแห่งชาติเกรต โคอาล่า ซึ่งคาดว่าจะช่วยปกป้องโคอาลาได้กว่า 12,000 ตัว และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อีกกว่า 100 สายพันธุ์.

ที่มา BBC

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

10 ก.ย. 2568 11:56 น.

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

เกิดเหตุการณ์ระทึกขึ้นที่ประเทศสวีเดนเมื่อ เอลิซาเบท แล็นน์ รัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ เพิ่งรับตำแหน่งได้เพียงวันเดียว เกิดล้มฟุบหมดสติกลางเวที จนล้มหัวฟาดกับโพเดียมกลางวงแถลงข่าว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารตามเวลาในท้องถิ่น ในระหว่างงานแถลงข่าวร่วมกับ นายกรัฐมนตรีอูล์ฟ คริสเตอร์ซอน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ โดยภาพจากคลิปวิดีโอซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นขณะที่แล็นน์ยืนอยู่ข้างโพเดียมพลาสติกใส ก่อนจะทรุดตัวล้มลง ศรีษะชนกับมุมโพเดียมก่อนกระแทกพื้น

เอ็บบา บุช รองนายกรัฐมนตรีสวีเดน รีบวิ่งเข้ามาช่วยพลิกร่างของแล็นน์ให้นอนหงาย ขณะที่นักการเมืองและผู้สื่อข่าวจำนวนหนึ่งกรูเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้นเธอดูเหมือนจะหมดสติไปชั่วครู่ ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว การแถลงข่าวถูกยกเลิกทันที

รายงานระบุว่า แล็นน์ถูกพาออกจากห้องไปพักฟื้น แต่ไม่นานก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมอธิบายว่าอาการดังกล่าวเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดตก แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเธอได้รับบาดเจ็บจากการล้มด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ แล็นน์เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเมืองโกเธนเบิร์ก ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีสาธารณสุขในวันเดียวกัน โดยมารับหน้าที่แทนที่ แอ็คโค แอนการ์เบิร์ก โยฮันส์สัน ซึ่งเพิ่งประกาศลาออกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา.

ที่มา : News.com.au

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สวีเดน

“ทรัมป์” ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์

"ทรัมป์" ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์

10 ก.ย. 2568 11:37 น.

“ทรัมป์” ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮามาสในกาตาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ตนเอง “ไม่พอใจ” ต่อการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งขยายสงครามกับฮามาสออกนอกเขตกาซาเป็นครั้งแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่เพิ่มสูงขึ้น

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่าการโจมตีดังกล่าว “มีเหตุผลชอบธรรม” เนื่องจากมุ่งเป้าผู้นำระดับสูงของฮามาสที่อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นชนวนสงครามกาซา

ฮามาสยืนยันว่ามีสมาชิกเสียชีวิต 5 คน รวมถึงลูกชายของคาลิล อัล-ฮัยยา หัวหน้าทีมเจรจา แต่ปฏิเสธว่าความพยายามลอบสังหารคณะผู้เจรจาของกลุ่มไม่สำเร็จ พร้อมประณามการโจมตีว่าเป็น “อาชญากรรมโหดเหี้ยม” และ “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง”

กาตาร์ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพอากาศใหญ่ประจำอยู่ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาด” โดยยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 1 นายและบาดเจ็บอีกหลายคน

พยานในกรุงโดฮาระบุว่า ได้ยินเสียงระเบิดถึง 8 ครั้งในย่านคาทารา โดยอาคารพักอาศัยซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเมืองฮามาสถูกโจมตีอย่างหนัก อิสราเอลยอมรับในไม่กี่นาทีต่อมาว่าเป็นผู้ปฏิบัติการครั้งนี้ และกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าเป็นการ “โจมตีแม่นยำ” มุ่งเป้าผู้นำระดับสูงของฮามาส โดยสื่ออิสราเอลรายงานว่ามีเครื่องบินรบถึง 15 ลำใช้ระเบิด 10 ลูกโจมตีเป้าหมายเดียวภายในไม่กี่วินาที

ทางการอิสราเอลระบุเป้าหมายรวมถึงคาลิล อัล-ฮัยยา และซาเฮอร์ จาบาริน ผู้นำฮามาสที่ลี้ภัยอยู่นอกรัฐปาเลสไตน์

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐฯ ได้รับแจ้งล่วงหน้าว่าอิสราเอลจะโจมตีกาตาร์ พร้อมวิจารณ์ว่า “การโจมตีฝ่ายเดียวในดินแดนของกาตาร์ซึ่งเป็นประเทศเอกราชและพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ ไม่ได้ช่วยเป้าหมายของอิสราเอลหรืออเมริกา” อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบขาวย้ำว่าการกำจัดฮามาสถือเป็น “เป้าหมายที่เหมาะสม”

หลังเหตุการณ์ ทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยทั้งกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอลและผู้นำกาตาร์ โดยให้คำมั่นต่อฝ่ายกาตาร์ว่า “เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกบนแผ่นดินกาตาร์” ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลยืนยันว่า ปฏิบัติการนี้เป็น “การตัดสินใจอย่างอิสระของอิสราเอล” และแสดงความรับผิดชอบโดยสมบูรณ์.

ที่มา BBC

สุดสลด ภรรยาอดีตนายกฯ เนปาลดับ หลังถูกผู้ประท้วงจุดไฟเผาบ้าน ยอดตายพุ่ง 22 ศพ

สุดสลด ภรรยาอดีตนายกฯ เนปาลดับ หลังถูกผู้ประท้วงจุดไฟเผาบ้าน ยอดตายพุ่ง 22 ศพ

10 ก.ย. 2568 11:19 น.

สุดสลด ภรรยาอดีตนายกฯ เนปาลดับ หลังถูกผู้ประท้วงจุดไฟเผาบ้าน ยอดตายพุ่ง 22 ศพ

สถานการณ์ความรุนแรงในเนปาลทวีความตึงเครียดหนัก โดยมีรายงานภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรี เสียชีวิตจากบาดแผลไฟไหม้รุนแรง หลังกลุ่มผู้ประท้วงบุกจุดไฟเผาบ้านพักของทั้งคู่ในย่านดัลลู กรุงกาฐมาณฑุ

การชุมนุมประท้วงในเนปาลยกระดับความรุนแรงต่อเนื่อง ล่าสุดมีรายงานว่า ราบิ ลักษมี จิตรกร ภรรยาของ นายชาลานาถ ข่านาล อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล ตกเป็นหนึ่งในเหยื่อความรุนแรงครั้งนี้ด้วย โดยผู้ประท้วงได้ บังคับลากเธอกลับเข้าไปในตัวบ้านพักในย่านดัลลู กรุงกาฐมาณฑุ ก่อนจะจุดไฟเผา ส่งผลให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลผู้ป่วยไฟไหม้กีร์ติปูร์ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ เธอเสียชีวิตจากบาดแผลไฟไหม้รุนแรง 

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการ ประท้วงใหญ่ที่นำโดยคนรุ่น Gen Z ซึ่งยืดเยื้อมาติดต่อกันมาแล้วหลายวัน แม้รัฐบาลจะประกาศยกเลิกคำสั่ง แบนโซเชียลมีเดีย รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรี เค. พี. ชาร์มา โอลี ที่ประกาศลาออกแล้วก็ตาม แต่กระแสความไม่พอใจยังคงรุนแรง มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 22 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 300 คน

ความไม่สงบลุกลามไปยังสถานที่ทางการเมืองและรัฐบาลหลายแห่ง ทั้งการ เผาอาคารสิงหะดูบาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการในกรุงกาฐมาณฑุ, การวางเพลิงเผาทำเนียบรัฐบาล รวมถึงบ้านพักของประธานาธิบดี ราม จันทรา เปาเดล นายกรัฐมนตรีโอลี และอดีตนายกฯ หลายคน  ก็ถูกเพลิงเผาทำลาย

รายงานระบุว่า ในการโจมตีบ้านพักของนายเดวา เขาและภรรยา อรสุ รานา เดวา ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกผู้ประท้วงทำร้ายด้วย ขณะเดียวกัน สำนักงานพรรคการเมืองหลายแห่งก็เป็นเป้าหมายของการโจมตีเช่นกัน

ทั้งนี้ สื่อในอินเดียอ้างแหล่งข่าวในกองทัพรายงานว่า ก่อนที่นายโอลีจะตัดสินใจลาออก นายโอลีได้หารือกับ พลเอก อโศก ราช ซิกเดล ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อขอการสนับสนุนทางทหารในการควบคุมความวุ่นวายและเพื่อความปลอดภัยของตนเอง แต่ผู้บัญชาการกองทัพแนะนำให้เขาลาออก โดยย้ำว่ากองทัพสามารถเข้ามารักษาความสงบได้ ก็ต่อเมื่อนายโอลียอมสละอำนาจเท่านั้น.

ที่มา : indiatoday

คลิกอ่านข่าว เหตุประท้วงเนปาล

โปแลนด์สกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตียูเครน

โปแลนด์สกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตียูเครน

10 ก.ย. 2568 11:17 น.

โปแลนด์สกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตียูเครน

โปแลนด์เปิดเผยว่า ได้ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วมกับนาโตในการยิงสกัดโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้า ขณะรัสเซียเปิดการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ตะวันตกของยูเครน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่โปแลนด์ต้องใช้กำลังในน่านฟ้าของตนเองนับตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุ

กองบัญชาการทหารโปแลนด์ระบุว่า น่านฟ้าโปแลนด์ถูกละเมิดหลายครั้งโดย “วัตถุคล้ายโดรน” ระหว่างการโจมตีของรัสเซียในยูเครน พร้อมยืนยันว่ามีการใช้อาวุธจริงในการสกัดกั้น และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาซากวัตถุที่ถูกยิงตก โดยเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ พอดลาสกี มาซอวีคี และลูบลิน อยู่ในที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัย

วลาดิสลาฟ โคซิเนียก-คามิช รัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ ยืนยันว่าเครื่องบินรบของโปแลนด์ได้ใช้อาวุธต่อ “วัตถุไม่เป็นมิตร” และย้ำว่ากองทัพโปแลนด์กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการนาโต

ด้านองค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐฯ (FAA) รายงานว่า โปแลนด์ได้ปิดสนามบินชั่วคราว 4 แห่ง รวมถึงสนามบินโชแปงในกรุงวอร์ซอว์ และสนามบินยาซิออนกา เมืองเชซูฟ ทางตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางขนส่งผู้โดยสารและอาวุธไปยังยูเครน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโปแลนด์ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการ

กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า ตลอดทั้งคืน ยูเครนทุกภูมิภาค รวมถึงโวลินและลวิฟซึ่งติดชายแดนโปแลนด์ อยู่ภายใต้สัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ขณะที่ก่อนหน้านี้ยูเครนเคยรายงานว่าโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์และคุกคามเมืองซาโมสช์ แต่ต่อมาได้ลบข้อความดังกล่าวออกจากเทเลแกรม

ส่วนในสหรัฐฯ ดิ๊ก เดอร์บิน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ระบุว่าการรุกล้ำน่านฟ้าชาตินาโตซ้ำๆ ของรัสเซีย เป็นสัญญาณว่า “วลาดิเมียร์ ปูติน กำลังทดสอบความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องโปแลนด์และชาติในเขตบอลติก” ขณะที่ โจ วิลสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ประณามการกระทำนี้ว่าเป็น “การโจมตีพันธมิตรนาโต” และถือเป็น “การประกาศสงคราม” พร้อมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการคว่ำบาตรที่ “จะทำลายเครื่องจักรสงครามของรัสเซียให้สิ้นซาก”

เขาย้ำว่า “ปูตินไม่ได้พอใจแค่การแพ้ในยูเครนและสังหารผู้บริสุทธิ์ แต่กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของนาโตโดยตรงบนดินแดนพันธมิตร”.

ที่มา Reuters

นักวิชาการคนดังของกัมพูชา ล่ารายชื่อ 26,000 คน ส่งถึงรัฐสภาสวีเดน เรียกร้องทบทวนขายกริพเพนให้ไทย

นักวิชาการคนดังของกัมพูชา ล่ารายชื่อ 26,000 คน ส่งถึงรัฐสภาสวีเดน เรียกร้องทบทวนขายกริพเพนให้ไทย

10 ก.ย. 2568 11:06 น.

นักวิชาการคนดังของกัมพูชา ล่ารายชื่อ 26,000 คน ส่งถึงรัฐสภาสวีเดน เรียกร้องทบทวนขายกริพเพนให้ไทย

นักวิชาการคนดังของกัมพูชา ล่ารายชื่อประชาชนกว่า 26,000 คน ส่งถึงสภาสวีเดน เรียกร้องทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย อ้างถูกนำไปใช้ถล่มชายแดนกระทบพลเรือนหลายแสนชีวิตต้องอพยพ

วันที่ 10 กันยายน 2568 นายพิช จันเทรีย นักวิชาการด้านสังคมศึกษา ศิษย์เก่าจากสถาบันการทหารสหรัฐเวสต์พอยต์ และนักวิจารณ์สังคมชื่อดังของกัมพูชา เป็นที่รู้จักในชื่อ “มูน พิช” ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนจำนวน 26,456 รายชื่อ เพื่อยื่นคำร้องต่อประธานสภาสวีเดน และประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนการอนุมัติขายเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน”ให้แก่ประเทศไทย  

โดยนักวิชาการรายนี้ อ้างว่าเครื่องบินกริพเพน ถูกใช้โจมตีไม่เพียงแต่เป้าหมายทางทหาร แต่ยังรวมถึงพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์รวมถึงเด็กได้รับผลกระทบ และประชาชนกัมพูชาหลายแสนคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน เด็กจำนวนมากไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ

เขากล่าวว่า แม้คำร้องอาจไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายของสวีเดนได้ในทันที แต่ก็หวังว่าจะช่วยให้รัฐบาลสวีเดนพิจารณาข้อตกลงด้านการทหารกับไทยอย่างรอบคอบมากขึ้น และตระหนักถึงบทบาทของสวีเดนในฐานะผู้นำด้านสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยในเวทีโลก

ขณะที่ นายคิน พา ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งราชบัณฑิตยสถานกัมพูชาเปิดเผยว่าสวีเดนไม่ควรขายเครื่องบินรบให้ไทย หลังจากเพิ่งยุติการปะทะกันที่ชายแดน เพราะจะเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือในฐานะประเทศที่อ้างตนเป็นผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา สวีเดนและไทยเพิ่งลงนามข้อตกลงขายเครื่องบินกริพเพนรุ่น E/F จำนวน 4 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดีลรวม 12 ลำ มูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,500 ล้านบาท เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเหตุโจมตีชายแดน.

ส่องกระแสวัยรุ่น “Nepo kid” ลูกคุณหนูเนปาลใช้ชีวิตหรูสะท้อนความเหลื่อมล้ำนำไปสู่การประท้วงนองเลือด

ส่องกระแสวัยรุ่น "Nepo kid" ลูกคุณหนูเนปาลใช้ชีวิตหรูสะท้อนความเหลื่อมล้ำนำไปสู่การประท้วงนองเลือด

10 ก.ย. 2568 10:00 น.

ส่องกระแสวัยรุ่น “Nepo kid” ลูกคุณหนูเนปาลใช้ชีวิตหรูสะท้อนความเหลื่อมล้ำนำไปสู่การประท้วงนองเลือด

การประท้วงใหญ่ปะทุขึ้นในเนปาล หลังรัฐบาลแบนโซเชียลมีเดีย จุดกระแสความไม่พอใจในกลุ่ม Gen Z ที่ออกมาเรียกร้อง “เลิกแบนโซเชียล หยุดโกงบ้านเมือง” ดันแฮชแท็ก #NepoKids พุ่งอันดับหนึ่งบนโลกออนไลน์

วันที่ 10 กันยายน 2568 สถานการณ์ประท้วงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเนปาลยังคงทวีความรุนแรง ในขณะที่แฮชแท็ก #NepoKids ยังคงขึ้นเทรนด์เพื่อสะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่าง วัยรุ่นเนปาลทั่วไปที่ต้องเผชิญปัญหาความยากจน อัตราการว่างงานสูง กับกลุ่มวัยรุ่นลูกหลานนักการเมืองที่มักจะเปิดเผยให้เห็นในโลกโซเชียล ถึงการใช้ชีวิตหรูหราแบบลูกคนรวยที่ไม่ต้องวิตกเรื่องใดๆ 

การประท้วงครั้งใหญ่ปะทุในกรุงกาฐมาณฑุ มีขึ้นหลังรัฐบาลสั่งปิดกั้นการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์มที่ไม่ลงทะเบียนตามกฎระเบียบใหม่ อ้างว่ามีการใช้โซเชียลปลอมตัวตนเพื่อเผยแพร่คำพูดสร้างความเกลียดชัง ข่าวปลอม และก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยบริการจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อบริษัทปฏิบัติตามคำสั่ง

รายงานข่าวระบุว่าตั้งแต่วันศุกร์ (5 ก.ย.) ผู้ใช้งานในเนปาลไม่สามารถเข้าใช้ Facebook, Instagram, WhatsApp, YouTube, Snapchat, Pinterest และ X (Twitter เดิม) ได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากโกรธแค้นและสับสน ขณะที่บางแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Viber และ WeTalk ลงทะเบียนแล้วจึงยังใช้งานได้ตามปกติ

นอกจากเสียงต้านการปิดกั้นโซเชียลมีเดียแล้ว กระแสคำว่า “Nepo Kids” หรือ “Nepobabies” ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีอย่างหนัก โดยเป็นคำย่อมาจาก “Nepotism” หมายถึงวัยรุ่นที่ได้รับอภิสิทธิ์จากเส้นสายหรือครอบครัว มากกว่าความสามารถของตนเอง 

เดิมทีคำนี้นิยมนำมาใช้เรียกลูกหลานคนดังในวงการบันเทิง หรือลูกหลานนักการเมืองที่ได้รับโอกาสพิเศษโดยไม่ต้องแข่งขันเท่าเทียม แต่ในเนปาล คำนี้ถูกนำมาใช้เสียดสีบุตรหลานนักการเมืองที่ใช้ชีวิตหรูหรา เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ซื้อของแบรนด์เนม ท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชนทั่วไป จนกลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนช่องว่างและความไม่พอใจต่อชนชั้นนำทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่า “ร่ำรวยบนภาษีประชาชน”

การชุมนุมประท้วงบานปลายจนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ ผู้ประท้วงชูป้ายข้อความ เช่น “การประท้วงของ Gen Z” หรือ “หยุดคอร์รัปชัน ไม่ใช่หยุดโซเชียล” (Shut down corruption and not social media) และ “เยาวชนต้านโกง” (Youths against corruption)  

คลิปวิดีโอใน TikTok ซึ่งแม้เคยถูกแบนก่อนหน้านี้ แต่ปัจจุบันใช้งานได้ในเนปาล ถูกแชร์อย่างกว้างขวาง โดยนำภาพชีวิตหรูหราของบุตรนักการเมือง ที่ถูกเรียกว่า Nepo Kids หรือ “ลูกคุณหนู” “เด็กเส้น” มาเปรียบเทียบกับความยากลำบากของลูกชาวบ้านที่ต้องห่างพ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด หรือต่างแดน และยังต้องส่งเงินกลับบ้านจุนเจือครอบครัว ได้จุดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ว่าความสำเร็จของลูกนักการเมืองเกิดจากสิทธิพิเศษ ไม่ใช่ความสามารถส่วนตัว

นักศึกษาวัย 24 ปี ผู้ร่วมชุมนุมเปิดเผยกับสื่อต่างประเทศว่า พวกเธอออกมาประท้วงไม่ใช่เพราะการแบนโซเชียลเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อประท้วงการทุจริตคอร์รัปชันที่หยั่งรากลึกในเนปาล และรัฐบาลมีท่าทีเผด็จการ ทำให้ทุกคนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และยังเชื่อว่าการต่อสู้ครั้งนี้ต้องไปให้สุดและจบที่รุ่นของพวกเธอ.

ตู้คอนเทนเนอร์หลายสิบตู้ ร่วงจากเรือบรรทุกสินค้าในสหรัฐฯ

ตู้คอนเทนเนอร์หลายสิบตู้ ร่วงจากเรือบรรทุกสินค้าในสหรัฐฯ

10 ก.ย. 2568 09:21 น.

ตู้คอนเทนเนอร์หลายสิบตู้ ร่วงจากเรือบรรทุกสินค้าในสหรัฐฯ

เกิดเหตุตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า 60 ตู้ หล่นจากเรือบรรทุกสินค้า “มิสซิสซิปปี้” ลงสู่ผิวน้ำ บริเวณท่าเรือลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย เจ้าหน้าที่เร่งเก็บกู้

ตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า 60 ตู้ หล่นจากเรือบรรทุกสินค้า “มิสซิสซิปปี้” ซึ่งติดธงชาติโปรตุเกส บริเวณท่าเรือลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย เคราะห์ดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ทำให้ท่าเทียบเรือ Pier G ซึ่งเป็นหนึ่งในหกท่าเทียบเรือของลองบีช ต้องสั่งระงับการขนถ่ายสินค้าเป็นการชั่วคราว ขณะเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเก็บกู้และรักษาความปลอดภัย

ด้านกองกำลังพิทักษ์ชายฝั่งสหรัฐฯระบุว่ามีตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 67 ตู้ลอยอยู่ในน้ำ โดยบางส่วนของตู้คอนเทนเนอร์ได้ตกลงไปบนเรือ STAX 2 ซึ่งเป็นเรือควบคุมมลพิษที่จอดติดอยู่กับเรือมิสซิสซิปปี้ ซึ่งแม้ว่าตู้จะว่างเปล่า แต่ตู้คอนเทนเนอร์แต่ละตู้ยังมีน้ำหนักระหว่าง 2–4 เมตริกตัน

ท่าเรือลองบีชตั้งอยู่ห่างจากนครลอสแอนเจลิสไปทางใต้ราว 32 กิโลเมตร ถือเป็นหนึ่งในท่าเรือคมนาคมทางทะเลที่พลุกพล่านที่สุดของสหรัฐฯ โดยมีตู้คอนเทนเนอร์กว่า 40% ของทั้งประเทศผ่านทางท่าเรือแห่งนี้และท่าเรือลอสแอนเจลิส

สำหรับเรือ Mississippi ซึ่งติดธงชาติโปรตุเกส เดินทางออกจากท่าเรือหยานเถียน เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม ก่อนจะมาถึงท่าเรือลองบีช ส่วนสาเหตุที่ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์หล่นลงทะเลยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตู้คอนเทนเนอร์