“โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

"โดนัลด์ ทรัมป์" เตรียมร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม "ข้อตกลงสันติภาพ" ไทย-กัมพูชา

14 ต.ค. 2568 13:25 น.

“โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา จะเข้าร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ที่จะมีขึ้นในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงปลายเดือนนี้

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวต่อผู้สื่อข่าวที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ตั้งตารอที่จะเป็นสักขีพยานข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม นี้

ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาได้ปะทุกลายเป็น การปะทะทางทหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ราย และพลเรือนต้องอพยพหนีออกจากบ้านเรือนราว 300,000 คน

หลังจากการสู้รบห้าวัน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะ หยุดยิง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มี ประธานาธิบดีทรัมป์ มีส่วนร่วมในการเป็นคนกลางบางส่วน แม้ว่าหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายยังคงแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอยู่เป็นระยะ

ก่อนหน้านี้ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เคยกล่าวว่า ตนได้เสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ได้รับรางวัล โนเบลสาขาสันติภาพ โดยให้เครดิตกับ “การทูตเชิงนวัตกรรม” ของทรัมป์ ที่ช่วยยุติการปะทะดังกล่าว

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เคยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ได้รับจดหมายจากผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งแสดงความปรารถนาที่จะเห็นเพื่อนบ้านที่กำลังต่อสู้กันทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขความตึงเครียดได้.

จีนประกาศพร้อมสู้สงครามการค้าสหรัฐฯ จนถึงที่สุด ลั่นอย่าพูดเรื่องเจรจาหากยังข่มขู่ด้วยภาษี

จีนประกาศพร้อมสู้สงครามการค้าสหรัฐฯ จนถึงที่สุด ลั่นอย่าพูดเรื่องเจรจาหากยังข่มขู่ด้วยภาษี

14 ต.ค. 2568 12:18 น.

จีนประกาศพร้อมสู้สงครามการค้าสหรัฐฯ จนถึงที่สุด ลั่นอย่าพูดเรื่องเจรจาหากยังข่มขู่ด้วยภาษี

จีนประกาศพร้อมสู้สงครามการค้ากับสหรัฐฯ จนถึงที่สุดลั่นไม่หวั่นสงครามภาษี เตือนสหรัฐฯ อย่าพูดเรื่องเจรจาหากยังข่มขู่ขึ้นภาษี 

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า ในเรื่องสงครามภาษีและสงครามการค้า จุดยืนของจีนยังเหมือนเดิม ซึ่งหากอีกฝ่ายอยากสู้ จีนจะสู้จนถึงที่สุด แต่หากอยากเจรจาประตูก็ยังเปิดอยู่เสมอ โดยรัฐบาลจีนประกาศพร้อมสู้จนถึงที่สุดในสงครามการค้ารอบใหม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกาศเตรียมขึ้นภาษีสินค้าจากจีน เพิ่มอีก 100% เพื่อตอบโต้ที่จีนออกมาตรการควบคุมการส่งออกในกลุ่มแร่หายาก (rare earths) ซึ่งเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่จีนถือครองอิทธิพลในตลาดโลก

โฆษกฯ งระบุว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถพูดเรื่องการเจรจาในขณะเดียวกันกับการข่มขู่ด้วยมาตรการจำกัดใหม่ ๆ ได้ เพราะนั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการปฏิสัมพันธ์กับจีน 

ขณะเดียวกัน ทางการจีนเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ ระบุว่า การส่งออกของจีนในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดตั้งแต่เดือนมีนาคม และเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่พุ่งแตะ 34.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบัน สินค้าจีนต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อย่างน้อย 30% ภายใต้มาตรการที่ทรัมป์ กล่าวหาจีนว่าเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของยาเสพติดเฟนทานิลและใช้กลยุทธ์การค้าไม่เป็นธรรม ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยภาษีนำเข้าระดับ 10%

กระทรวงพาณิชย์จีนยืนยันว่า การจำกัดการส่งออกแร่หายากเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และย้ำว่าจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจ “จะปกป้องความมั่นคงทั้งของตนเองและของนานาชาติอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ การประชุมครึ่งปีของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) ที่จัดขึ้นในกรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อผลกระทบระดับโลกของสงครามภาษีที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสองชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ทำเนียบขาวยังคงยืนยันว่า ผลกระทบของมาตรการภาษีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ “อยู่ในระดับจำกัด” และจะเป็นผลดีในระยะยาว.

ฝนถล่มเม็กซิโก น้ำท่วม-ดินถล่ม ตาย-สูญหายเกือบ 130 ราย

ฝนถล่มเม็กซิโก น้ำท่วม-ดินถล่ม ตาย-สูญหายเกือบ 130 ราย

14 ต.ค. 2568 12:11 น.

ฝนถล่มเม็กซิโก น้ำท่วม-ดินถล่ม ตาย-สูญหายเกือบ 130 ราย

รัฐบาลเม็กซิโกเปิดเผยว่า เหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ที่พัดถล่มหลายพื้นที่ของประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 64 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีก 65 ราย รวมเกือบ 130 ราย หลังพายุดีเปรสชันเขตร้อนทำให้เกิด ดินถล่ม และ น้ำท่วม ในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวและรัฐทางภาคกลางของประเทศ

ประธานาธิบดี คลอเดีย ไชน์บาม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่มีใครคาดคิดว่าปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงปลายฤดูฝน “จะมีความรุนแรงถึงขนาดนี้” เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการมุ่งเน้นไปที่การเตรียมรับมือพายุโซนร้อนและพายุเฮอริเคน 2 ลูก ในมหาสมุทรแปซิฟิก

พลเรือเอก เรย์มุนโด โมราเลส ผู้บัญชาการกองทัพเรือเม็กซิโก ชี้แจงว่า อุทกภัยครั้งใหญ่นี้เป็นผลมาจาก มวลอากาศร้อนและเย็นมาบรรจบกัน เหนือแม่น้ำที่เต็มไปด้วยน้ำอยู่แล้ว ประกอบกับสภาพพื้นที่ภูเขาที่อ่อนแอลงจากการที่มีฝนตกต่อเนื่องมาหลายเดือน

ประธานาธิบดีไชน์บามกล่าวเพิ่มเติมว่า มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ประมาณ 100,000 หลังคาเรือน และเธอกำหนดนัดพบกับกระทรวงการคลังเพื่อหารือเกี่ยวกับความพยายามในการฟื้นฟูประเทศ

ลอรา เวลาซเกซ ผู้ประสานงานการป้องกันพลเรือนแห่งชาติ เปิดเผยว่า รัฐเวรากรูซ และ รัฐอิดัลโก เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยรัฐเวรากรูซมีรายงานผู้เสียชีวิต 29 ราย และสูญหาย 18 ราย ส่วนรัฐอิดัลโกมีผู้เสียชีวิต 21 ราย และสูญหาย 43 ราย

นอกจากนี้ ฝนที่ตกลงมายังได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สะพาน และทำให้ถนนเต็มไปด้วยโคลน เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันนายถูกระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออพยพประชาชน ทำความสะอาด และเฝ้าระวังในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ขณะที่ระบบไฟฟ้าที่ดับไปในหลายเมืองใน 5 รัฐ ได้รับการกู้คืนเป็นส่วนใหญ่แล้ว ทางการยังเตรียมมุ่งเน้นการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เช่น ไข้เลือดออก ที่มียุงเป็นพาหะ ซึ่งมักจะขยายพันธุ์ในน้ำนิ่งหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ด้วย.

ที่มา Reuters

กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

กรุงโซลเตรียมสร้าง "หลุมหลบภัยนิวเคลียร์" สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

14 ต.ค. 2568 11:22 น.

กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

ทางการกรุงโซลเดินหน้าโครงการ “Defense Seoul 2030” ท่ามกลางภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ เตรียมสร้างหลุมหลบภัยใต้ดินในโครงการที่พักอาศัยขนาดใหญ่ย่านซงพา-กู มีระบบช่วยชีวิตครบครัน ให้ประชาชนสามารถเอาตัวรอดจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เคมี หรือชีวภาพได้นานถึง 14 วัน

กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ เตรียมสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์แห่งแรกสำหรับพลเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาคารชุดพักอาศัยขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2028

รัฐบาลกรุงโซลและ บริษัท Seoul Housing and Communities ได้วางแผนก่อสร้างหลุมหลบภัยใต้ดินนี้ เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยสำหรับผู้พักอาศัยในกรณีที่เกิดการโจมตีจากภายนอกด้วยอาวุธ นิวเคลียร์ ชีวภาพ หรือเคมี

หลุมหลบภัยดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นที่ชั้นใต้ดินชั้นที่ 3 ของโครงการที่พักอาศัยในย่านการัก-ดง เขตซงพา-กู ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ประกอบด้วยอาคารชุด 16 หลัง มีที่พักอาศัยรวม 1,240 ยูนิต

หลุมหลบภัยนี้มีพื้นที่รวม 2,147 ตารางเมตร และสามารถรองรับผู้คนได้พร้อมกันถึง 1,020 คน โดยจะติดตั้งระบบที่จำเป็นสำหรับการยังชีพ เช่น ระบบระบายอากาศ ที่กรองสารอันตรายได้, ระบบกักเก็บและจ่ายน้ำ, และ ระบบสุขาภิบาล ที่ครบวงจร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เข้าไปหลบภัยสามารถเอาตัวรอดได้นานสูงสุดถึง 14 วัน

ทั้งนี้ เมื่อไม่ได้อยู่ในช่วงฉุกเฉิน หลุมหลบภัยแห่งนี้จะถูกปรับไปใช้เป็นศูนย์ออกกำลังกายของชุมชน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า โครงการนี้ถูกขับเคลื่อนจากความจำเป็นในการรับมือกับภัยคุกคามทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากเกาหลีเหนือ และสถานการณ์ความมั่นคงโลกที่ไม่มีเสถียรภาพ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ

เจ้าหน้าที่ของกรุงโซลกล่าวว่า “เนื่องจากภัยคุกคามยุคใหม่แตกต่างจากในอดีต เราจึงเปิดตัวโครงการนี้เพื่อขยายบทบาทของที่พักพิงเพื่อป้องกันพลเรือน เราหวังว่านี่จะเป็นก้าวใหม่ในการปกป้องพลเมืองได้ดียิ่งขึ้น และยกระดับระบบความมั่นคงของกรุงโซล” 

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานสำคัญ “Defense Seoul 2030” ที่รัฐบาลกรุงโซลประกาศไว้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว.

ที่มา The Korea Herald

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกร้องให้ส่งตัวชาวเกาหลีที่ถูกลักพาตัวในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกร้องให้ส่งตัวชาวเกาหลีที่ถูกลักพาตัวในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว

14 ต.ค. 2568 11:03 น.

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกร้องให้ส่งตัวชาวเกาหลีที่ถูกลักพาตัวในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว

ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงเกาหลีใต้ประกาศเร่งด่วนให้ส่งตัวพลเมืองกลับจากกัมพูชา หลังพบคดีลวงไปทำงาน-กักขังทรมานเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ พร้อมเตรียมส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนร่วมมือทางการกัมพูชา หลังเหตุสะเทือนขวัญนักศึกษาถูกฆ่าตายในเมืองกัมปอต

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 สำนักประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า นายวี ซอง แล็ก ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภาครัฐ เรียกร้องให้เร่งอพยพพลเมืองเกาหลีใต้ที่อยู่ในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว หลังเกิดเหตุหลอกลวงแรงงานและการกักขังอย่างผิดกฎหมายต่อชาวเกาหลีใต้หลายร้อยรายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

โดยที่ประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภาครัฐซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหลายหน่วยงานร่วมเข้าหารือ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อวางมาตรการป้องกันและรับมือสถานการณ์

นาง คัง ยู-จอง โฆษกทำเนียบประธานาธิบดี แถลงว่า นายวีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการส่งตัวพลเมืองที่อยู่ในอันตรายกลับประเทศทันทีด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม  พร้อมย้ำว่าการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดที่อยู่ระหว่างการควบคุมตัวยังต้องเป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้รัฐบาลยังพิจารณาความเป็นไปได้ในการส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนเดินทางไปกัมพูชา เพื่อประสานกับทางการท้องถิ่นในการตรวจสอบและช่วยเหลือผู้ที่รอการส่งกลับ

ก่อนหน้านี้ นาย โช ฮย็อน รัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดเผยต่อสภาว่า เกาหลีใต้กำลังหารือกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องบินพิเศษไปรับผู้ที่ติดค้างกลับประเทศโดยเร็วที่สุด ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง มีคำสั่งให้กระทรวงต่างประเทศและหน่วยงานด้านความมั่นคงทุ่มเททุกมาตรการทางการทูตเพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในต่างแดน

ทั้งนี้ แรงกดดันต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ทวีความรุนแรงขึ้น หลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีใต้รายหนึ่งถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์สีดำใกล้ภูเขาโบกอร์ เมืองกัมปอต โดยตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีน 2 คนที่อยู่ในรถขณะเกิดเหตุ รายงานระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ สถานทูตและสถานกงสุลเกาหลีใต้ในกัมพูชาได้รับแจ้งเหตุลักษณะเดียวกันถึง 330 กรณี ทั้งการหลอกไปทำงาน บังคับใช้แรงงาน และการกักขังหน่วงเหนี่ยว.

ปธน.มาดากัสการ์แถลง “จำเป็นต้องหนีเอาชีวิตรอด” หลังทหารพยายามยึดอำนาจ

ปธน.มาดากัสการ์แถลง "จำเป็นต้องหนีเอาชีวิตรอด" หลังทหารพยายามยึดอำนาจ

14 ต.ค. 2568 09:41 น.

ปธน.มาดากัสการ์แถลง “จำเป็นต้องหนีเอาชีวิตรอด” หลังทหารพยายามยึดอำนาจ

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์หนีออกนอกประเทศ หลังม็อบ Gen-Z ประท้วงกดดัน แถลงจากสถานที่ลับว่าจำเป็นต้องหนีเอาชีวิตรอดหลังจากทหารพยายามออกมายึดอำนาจ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเปิดเจรจา หาทางออกอย่างสันติ

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีอ็องดรี ราโชเอลินา ของมาดากัสการ์  แถลงผ่านโทรทัศน์แห่งชาติ จากสถานที่ลับแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า จำเป็นต้องหาที่ปลอดภัยเพื่อปกป้องชีวิต  หลังเกิดเหตุทหารบางส่วนก่อกบฏและพยายามยึดอำนาจจากรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเปิดการเจรจา หาทางออกจากสถานการณ์นี้อย่างสันติ และย้ำว่าควรเคารพรัฐธรรมนูญ

นายราโชเอลินา เผยว่า เหตุจลาจลปะทุขึ้นเมื่อวันเสาร์ หลังหน่วยรบพิเศษเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่นำโดยคนรุ่นใหม่ ซึ่งออกมาเรียกร้องให้เขาและคณะรัฐมนตรีลาออก ท่ามกลางความไม่พอใจที่สะสมมานานต่อวิกฤติไฟฟ้าและน้ำประปาขัดข้องทั่วประเทศ แม้ไม่ได้ระบุว่าเดินทางออกจากประเทศอย่างไร แต่รายงานข่าวอ้างว่า ผู้นำมาดากัสการ์ถูกอพยพออกนอกประเทศโดยเครื่องบินของกองทัพฝรั่งเศส

ทั้งนี้ การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน จากปัญหาน้ำและไฟฟ้าขัดข้อง แต่ได้ลุกลามกลายเป็นกระแสต่อต้านผู้นำและรัฐบาลทั่วประเทศ ถือเป็นเหตุไม่สงบครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 .

3 ผู้ศึกษาทฤษฎี “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2025

3 ผู้ศึกษาทฤษฎี “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2025

14 ต.ค. 2568 05:42 น.

3 ผู้ศึกษาทฤษฎี “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2025

3 นักเศรษฐศาสตร์ผู้วิจัยเรื่อง “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ไปครอง ปิดฉากการประกาศรางวัลประจำโนเบลปี 2025

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568 คณะกรรมการโนเบลประกาศว่า ศ.โจเอล โมเคียร์, ศ.ฟิลิปป์ อาเกียน และ ศ.ปีเตอร์ ฮาวิตต์ เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2025 (พ.ศ. 2568) ไปครอง จากการศึกษาว่า นวัตกรรมและพลังของ “การทำลายเชิงสร้างสรรค์” สามารถผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับมาตรฐานชีวิตทั่วโลกได้อย่างไร

งานวิจัยของพวกเขาอธิบายว่า เทคโนโลยีทำให้เกิดผลิตภัณฑ์และวิธีการผลิตใหม่ ๆ ซึ่งเข้ามาแทนที่ของเก่าได้อย่างไร จนส่งผลให้เกิดมาตรฐานการครองชีพ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน ซึ่งเป็นผู้มอบรางวัล ระบุว่า นักวิชาการทั้งสามได้เป็น “ผู้บุกเบิก” ในการอธิบายเรื่อง “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

พวกเขายังแสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยไม่มีเหตุผล “ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ไม่ใช่การเติบโต เป็นภาวะปกติของประวัติศาสตร์มนุษย์ส่วนใหญ่ งานของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าเราต้องตระหนักถึงและต่อต้าน ภัยคุกคามต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

ด้านผู้ได้รับรางวัลเองก็เน้นย้ำถึงความท้าทายจาก นโยบายการค้า ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐบาลเขา ซึ่งบางคนมองว่าเป็นการโจมตี เสรีภาพทางวิชาการ

ศ.อาเกียน นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเตือนว่า “เมฆดำ” กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางอุปสรรคต่อการค้าและการเปิดกว้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีชนวนมาจาก สงครามการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ เขายังกล่าวด้วยว่า นวัตกรรมในอุตสาหกรรมสีเขียว และการขัดขวางการผงาดขึ้นของบริษัทผูกขาดด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นในอนาคต

ศ.อาเกียนยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ พัฒนานโยบายการแข่งขันที่เข้มงวด เพื่อจัดการกับการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สุดท้ายอาจลงเอยด้วยการครอบงำทุกอย่าง จนยับยั้งการเข้ามาของผู้สร้างนวัตกรรมรายใหม่ที่มีศักยภาพ “เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้สร้างนวัตกรรมในวันนี้ จะไม่ไปบั่นทอนการเข้ามาและนวัตกรรมในอนาคต?”

ทั้งนี้ ศ.โจเอล โมเคียร์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้รับรางวัลครึ่งหนึ่งของเงินรางวัล 11 ล้านโครนสวีเดน (ราว 37.7 ล้านบาท) โดยส่วนที่เหลือแบ่งกันระหว่างนักวิชาการอีกสองคน ได้แก่ ศ.ฟิลิปป์ อาเกียน จากวิทยาลัยแห่งฝรั่งเศส กับ ศ.ปีเตอร์ ฮาวิตต์ จากมหาวิทยาลัยบราวน์

ศ.โมเคียร์ นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชาวอเมริกัน-อิสราเอล แต่เกิดในเนเธอร์แลนด์ ได้รับรางวัลจากการวิจัยที่ระบุถึง ข้อกำหนดเบื้องต้น สำหรับการเติบโตที่ยั่งยืนผ่าน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่วน ศ.อาเกียน กับ ศ.ฮาวิตต์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดา ได้รับรางวัลร่วมกันจากการวิเคราะห์ว่า “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters , the guardian

ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา แย้มก้าวต่อไปของกาซา

ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา แย้มก้าวต่อไปของกาซา

14 ต.ค. 2568 04:37 น.

ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา แย้มก้าวต่อไปของกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้นำโลกหลายคนร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซาแล้ว โดยที่นายทรัมป์ได้แย้มถึงแผนการในอนาคตสำหรับฉนวนกาซาด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้นำโลกอีกหลายคนร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซาแล้ว ที่การประชุมสุดยอดในเมืองตากอากาศ ชาร์มเอลชีค ของอียิปต์เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568

ข้อตกลงดังกล่าวเน้นย้ำถึง พันธสัญญา ที่จะยุติความขัดแย้งซึ่งดำเนินมานานกว่า 2 ปี และแสดงวิสัยทัศน์สำหรับภูมิภาคที่นิยามโดย “ความหวัง ความมั่นคง และ วิสัยทัศน์ร่วม เพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง” แต่กลับมี รายละเอียดน้อยมาก

“เราเข้าใจว่าสันติภาพที่ยั่งยืนคือสันติภาพที่ทั้งชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลสามารถเจริญรุ่งเรืองได้ โดยที่สิทธิมนุษยชนพื้นฐานของพวกเขาได้รับการปกป้อง ความมั่นคงของพวกเขาได้รับการรับรอง และศักดิ์ศรีของพวกเขาได้รับการยกย่อง” ข้อตกลงดังกล่าวระบุ “นี่คือบทใหม่สำหรับภูมิภาค”

หลังจากลงนาม นายทรัมป์ได้ขึ้นกล่าวปราศรัย โดยเขาเรียกตนเองว่าเป็น นักเจรจาข้อตกลง (dealmaker) และกล่าวว่าข้อตกลงนี้มีศักยภาพที่จะเป็น “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” พร้อมกับใช้เวลาพอสมควรในการขอบคุณผู้นำจากประเทศต่างๆ เช่น อียิปต์, ปากีสถาน, ฮังการี และสหภาพยุโรป

นายทรัมป์บอกอีกว่า “สำหรับประชาชนในกาซา สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นในตอนนี้คือต้องฟื้นฟูพื้นฐานคุณภาพชีวิต เราจะมีเงินจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่กาซา และจะมีการสร้างใหม่และการก่อสร้างมากมาย” โดยย้ำด้วยว่า หลายประเทศที่มี “ความมั่งคั่ง อำนาจ และศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่” ได้เสนอตัวและระบุว่าพวกเขาต้องการช่วยฟื้นฟูกาซา

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์เตือนว่า “การฟื้นฟูกาซาจำเป็นต้องมีการ ปลดอาวุธ และต้องอนุญาตให้มี กองกำลังตำรวจพลเรือนที่ซื่อสัตย์ชุดใหม่ เพื่อสร้างเงื่อนไขที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในกาซา”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้กล่าวถึงการจัดตั้ง คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนหยุดยิงของเขาด้วย โดยระบุว่า “เราจะให้พวกคุณบางคนอยู่ในคณะกรรมการสันติภาพ ทุกคนอยากจะอยู่ในคณะกรรมการสันติภาพ”

อนึ่ง คณะกรรมการสันติภาพ คือ คณะกรรมการเปลี่ยนผ่านระหว่างประเทศใหม่ ที่จะดูแลรัฐบาลชั่วคราวที่จะก่อตั้งขึ้นในฉนวนกาซาหลังจากนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านการปกครองจากกลุ่มฮามาสให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลที่ยังมีชีวิตจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยังอยู่ในมือของกลุ่มฮามาส ในขณะที่อิสราเอลก็ปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ประมาณ 1,700 คน เป็นการแลกเปลี่ยน

นายทรัมป์ระบุว่า การได้เห็นตัวประกันกลับมาอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวที่พวกเขาไม่ได้พบมานานนั้น เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ “มันเป็นความรักและความโศกเศร้าในระดับที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน”

อย่างไรก็ตาม ฮามาสยังคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้ว 4 รายจากทั้งหมด 28 รายให้แก่อิสราเอลแล้วด้วย แต่พวกเขายอมรับว่า ไม่รู้ว่าร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วอีก 24 รายอยู่ที่ไหน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อินเดีย-แคนาดาตกลงรีเซ็ตความสัมพันธ์ หลังขัดแย้งปมผู้นำชาวซิกข์ถูกสังหาร

อินเดีย-แคนาดาตกลงรีเซ็ตความสัมพันธ์ หลังขัดแย้งปมผู้นำชาวซิกข์ถูกสังหาร

14 ต.ค. 2568 03:23 น.

อินเดีย-แคนาดาตกลงรีเซ็ตความสัมพันธ์ หลังขัดแย้งปมผู้นำชาวซิกข์ถูกสังหาร

รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียกับแคนาดา ตกลงขั้นตอนต่างๆ ในการรีเซ็ตความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ที่ตกต่ำถึงขีดสุดจากกรณีการลอบสังหารผู้นำชาวซิกข์บนแผ่นดินแคนาดาเมื่อ 2 ปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อินเดียและแคนาดาตกลงมาตรการหลายอย่างในการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายที่กรุงนิวเดลี โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ฟื้นฟูความสัมพันธ์” ที่ตกต่ำลงอย่างหนักหลังจากผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ถูกลอบสังหารบนแผ่นดินแคนาดา

น.ส.อนิตา อานันท์ รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา ซึ่งเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ได้เข้าพบกับนาย เอส. ไจชังการ์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดีย และนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี

โดยผู้นำแคนาดาบอกกับ น.ส.อานันท์ ว่า การเดินทางเยือนอินเดียครั้งนี้จะเสริมความเข้มแข็งในความพยายามเพื่อสร้างแรงผลักดันใหม่ให้แก่ความเป็นหุ้นส่วนของทั้งสองประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับแคนาดาตกต่ำถึงขีดสุดในปี 2566 เมื่อนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาในขณะนั้น กล่าวหาว่าอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนาย ฮาร์ดีป ซิงห์ นิจจาร์ ผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ แต่อินเดียปฏิเสธ ทำให้ทั้งสองฝ่ายงัดมาตรการตอบโต้กัน ทั้งระงับบริการวีซ่า และขับไล่นักการทูตระดับสูงของกันและกัน

แคนาดาเป็นที่อยู่ของพลเมืองเชื้อสายอินเดียเกือบ 1.7 ล้านคน ทำให้เรื่องความคืบหน้าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดในทั้งสองประเทศ

หลังจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศที่กรุงเดลี ทั้งอินเดียและแคนาดาได้ประกาศมาตรการหลายอย่าง รวมถึงการเริ่มต้นการหารือระดับรัฐมนตรีเกี่ยวกับการค้าและการลงทุนทวิภาคี

“การฟื้นฟูความเป็นหุ้นส่วนนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทาความเปราะบางที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของพันธมิตรระดับโลกอีกด้วย” แถลงการณ์ร่วมระบุ

ทั้งนี้ สัญญาณของการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างอินเดียกับแคนาดา เริ่มปรากฏให้เห็นในปีนี้ นับตั้งแต่นาย มาร์ก คาร์นีย์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแคนาดา

ในเดือนมิถุนายน นายคาร์นีย์และนายโมดีได้จัดการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศกลุ่ม G7 ที่ประเทศแคนาดา และสองเดือนต่อมา ทั้งสองประเทศก็ได้แต่งตั้ง “ข้าหลวงใหญ่” คนใหม่ ประจำประเทศของกันและกัน

น.ส.อานันท์และนายไจชังการ์ยังได้พบกันนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กในเดือนกันยายนด้วย

นอกจากเริ่มต้นการหารือครั้งใหม่แล้ว ทั้งสองประเทศจะกลับมาจัดการประชุม “แคนาดา-อินเดีย ซีอีโอ ฟอรัม” (Canada–India CEO Forum) อีกครั้ง ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้บริหารจากทั้งสองประเทศเพื่อเพิ่มการค้าและการลงทุนทวิภาคี

การประกาศนี้เกิดขึ้นในขณะที่อินเดียกำลังรับมือกับการเก็บภาษีศุลกากร 50% ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดไว้สำหรับสินค้าอินเดีย

และ น.ส.อานันท์ยังมีกำหนดเข้าพบนาย ไพยุช โกยัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า ก่อนที่จะเดินทางไปยังเมืองมุมไบเพื่อพูดคุยกับผู้นำทางธุรกิจเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนและเศรษฐกิจด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

14 ต.ค. 2568 01:41 น.

ปธน.มาดากัสการ์เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วง

ประธานาธิบดีของมาดากัสการ์เดินทางออกจากประเทศแล้ว วันเดียวหลังจากออกมาเตือนว่า กำลังมีการยึดอำนาจเกิดขึ้นในประเทศ ท่ามกลางการประท้วงของกลุ่มคน Gen Z

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แห่งมาดากัสการ์ หลบหนีออกจากชาติแอฟริกาแห่งนี้แล้ว ตามการเปิดเผยของผู้นำฝ่ายค้านและเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568 โดยนี่นับเป็นครั้งที่ 2 ของมาดากัสการ์ ที่กลุ่มผู้ประท้วงคนหนุ่มสาวสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้สำเร็จ ท่ามกลางการประท้วงของกลุ่มคน Gen Z ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายซีเตนี ร็องเดรียนาโซโลไอโก ผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภามาดากัสการ์บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า ประธานาธิบดีราโจเอลินาเดินทางออกจากมาดากัสการ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากหน่วยทหารบางส่วนแปรพักตร์ และเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วง

“เราโทรศัพท์หาเจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดี และพวกเขายืนยันว่าเขาเดินทางออกนอกประเทศแล้ว” นายร็องเดรียนาโซโลไอโกกล่าว พร้อมเสริมว่าไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบันของนายราโจเอลินา

ก่อนหน้านี้ สำนักงานประธานาธิบดีมาดากัสการ์ระบุว่า นายราโจเอลินาจะมีแถลงการณ์ต่อประชาชนในเวลา 19.00 น. วันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น แต่ตอนนี้ พวกเขายังไม่ออกมาแสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับข่าวการหลบหนีออกจากประเทศของนายราโจเอลินา

ด้านแหล่งข่าวในกองทัพมาดากัสการ์บอกกับ รอยเตอร์ส ว่า นายราโจเอลินาเดินทางออกจากประเทศด้วยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศสเมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่สถานีวิทยุ RFI ของฝรั่งเศสระบุว่า เขาได้บรรลุข้อตกลงบางอย่างกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส

แหล่งข่าวคนเดิมบอกอีกว่า เครื่องบินขนส่งทางทหาร Casa ของกองทัพฝรั่งเศส ลงจอดที่สนามบินแซงต์มารี ของมาดากัสการ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และ 5 นาทีหลังจากนั้น ก็มีเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งเดินทางมาถึง และส่งผู้โดยสารซึ่งถูกระบุว่าคือนายราโจเอลินา ขึ้นเครื่อง Casa

ทั้งนี้ การประท้วงในมาดากัสการ์ปะทุขึ้นเมื่อ 25 ก.ย. 2568 จากความไม่พอใจเรื่องปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่สถานการณ์บานปลายอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการจลาจลจากความไม่พอใจในเรื่องอื่น ๆ เป็นวงกว้างมากขึ้น รวมถึงปัญหาคอร์รัปชัน ธรรมาภิบาลที่ล้มเหลว และการขาดแคลนบริการพื้นฐาน

นายราโจเอลินา ดูเหมือนจะถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นหลังจากที่สูญเสียการสนับสนุนจากหน่วย CAPSAT ซึ่งเป็นหน่วยทหารชั้นยอดที่เคยช่วยให้เขาเข้ายึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อปี 2552

หน่วย CAPSAT ได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพวกเขาปฏิเสธที่จะยิงใส่ผู้ประท้วง และได้คุ้มกันผู้ประท้วงหลายพันคนไปยังจัตุรัสหลักของเมืองหลวง อันตานานาริโว

นอกจากนั้น ทหารหน่วยนี้ยังประกาศว่า กำลังเข้าควบคุมกองทัพและแต่งตั้งผู้บัญชาการกองทัพคนใหม่ ทำให้นายราโจเอลินาต้องออกมาเตือนเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีความพยายามที่จะยึดอำนาจเกิดขึ้นภายในประเทศแห่งนี้

ต่อมาในวันจันทร์ สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า กลุ่มย่อยของกองกำลังสารวัตรทหารซึ่งสนับสนุนการประท้วง ก็ได้เข้าควบคุมกองกำลังสารวัตรทหารในพิธีการอย่างเป็นทางการ โดยมีเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลเข้าร่วมด้วย

หลังจากนั้น วุฒิสภามาดากัสการ์ก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายความไม่พอใจของผู้ประท้วง ถูกปลดออกจากตำแหน่งแล้ว และมีการแต่งตั้งนาย ฌอง อองเดร เอ็นเดรอมานจารี ดำรงตำแหน่งแทนชั่วคราว

อนึ่ง ตามกฎหมายของมาดากัสการ์ ในยามที่ไม่มีประธานาธิบดี ประธานวุฒิสภาจะปฏิบัติหน้าที่แทนไปก่อน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna