ชุมนุม “No Kings” ทั่วสหรัฐฯ ต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ประท้วงนับล้านวิจารณ์นโยบายรัฐ

ชุมนุม "No Kings" ทั่วสหรัฐฯ ต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ประท้วงนับล้านวิจารณ์นโยบายรัฐ

29 มี.ค. 2569 10:16 น.

ชุมนุม “No Kings” ทั่วสหรัฐฯ ต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ประท้วงนับล้านวิจารณ์นโยบายรัฐ

ชาวอเมริกันนับล้านคนทั่วประเทศรวมตัวประท้วงใหญ่ “โน คิงส์” (No Kings) ครั้งที่ 3 ทั่วสหรัฐฯ แสดงพลังต้านนโยบายรัฐบาล “โดนัลด์ ทรัมป์” ทั้งประเด็นสงครามในอิหร่าน การกวาดล้างผู้อพยพ และค่าครองชีพพุ่งสูง ขณะที่ทำเนียบขาวตอกกลับเป็นแค่ “กลุ่มบำบัดอาการคลั่งต้านทรัมป์”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการประท้วงครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อแคมเปญ “No Kings” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในหลายเมืองทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อคัดค้านการบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกลุ่มผู้จัดงานระบุว่า ทรัมป์กำลังพยายามปกครองประเทศเยี่ยงทรราช และย้ำว่าอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของ “คนที่มีอำนาจ” 

บรรยากาศการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ฝูงชนจำนวนมหาศาลรวมตัวกันที่อนุสรณ์สถานลินคอล์นและเนชันแนล มอลล์ มีการเผาหุ่นจำลองของทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการถอดถอนและจับกุม

ส่วนที่รัฐมินนิโซตากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 รายเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมี บรูซ สปริงสทีน ศิลปินระดับตำนานขึ้นเวทีร้องเพลง “Streets of Minneapolis” เพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่

ด้านนครนิวยอร์ก ย่านไทม์สแควร์และมิดทาวน์ถูกปิดตายเนื่องจากปริมาณผู้ประท้วงที่ล้นหลาม ซึ่งในการประท้วงครั้งก่อนเมื่อเดือนตุลาคม เคยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงถึง 100,000 คน

นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์ได้ขยายอำนาจประธานาธิบดีอย่างกว้างขวางผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร ทั้งการยุบหน่วยงานรัฐบาลกลาง การส่งกองกำลังเนชันแนลการ์ดลงพื้นที่แม้ผู้ว่าการรัฐจะคัดค้าน รวมถึงการสั่งให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินคดีกับศัตรูทางการเมือง

โฆษกทำเนียบขาวออกมาตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ว่า เป็นเพียง “กลุ่มบำบัดอาการคลั่งต้านทรัมป์” และกล่าวว่าผู้ที่ให้ความสนใจมีเพียงแค่นักข่าวที่รับเงินมาทำข่าวเท่านั้น ขณะที่ตัวทรัมป์เองเคยให้สัมภาษณ์ผ่านฟ็อกซ์นิวส์ ว่าเขาไม่ใช่ “Kings” และสิ่งที่ทำไปก็เพื่อฟื้นฟูประเทศที่กำลังวิกฤต

ทั้งนี้ การชุมนุม “No Kings” ครั้งก่อนในเดือนตุลาคม มีผู้เข้าร่วมทั่วประเทศเกือบ 7 ล้านคน ขณะที่หลายรัฐมีการระดมเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาชาติเพื่อดูแลความสงบ แม้ผู้จัดจะยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสันติ

การประท้วง “No Kings” ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ขยายตัวในเมืองใหญ่ แต่ยังลามไปถึงเมืองเล็กๆ และรวมถึงกลุ่มชาวอเมริกันในต่างแดนอย่าง ปารีส, ลอนดอน และลิสบอน ที่ออกมาชูป้ายประณามผู้นำสหรัฐฯ ว่าเป็น “ฟาสซิสต์” และ “อาชญากรสงคราม” อีกด้วย.

ที่มา BBC

“คิม จองอึน” คุมเข้มทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง รุ่นอัปเกรด

"คิม จองอึน" คุมเข้มทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง รุ่นอัปเกรด

29 มี.ค. 2569 09:30 น.

“คิม จองอึน” คุมเข้มทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง รุ่นอัปเกรด

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือควบคุมการทดสอบภาคพื้นของเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งรุ่นใหม่ แรงขับสูงถึง 2,500 กิโลนิวตัน พร้อมตรวจสอบรถถังรุ่นใหม่และการฝึกหน่วยรบพิเศษ ตอกย้ำแผนยกระดับกองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ทั้งระบบ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานในวันนี้ (29 มี.ค.) ว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้เข้าตรวจสอบการทดสอบภาคพื้นดินของเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับสูง ซึ่งใช้วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์รุ่นใหม่ โดยการทดสอบครั้งนี้สามารถทำแรงขับสูงสุดได้ถึง 2,500 กิโลนิวตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการทดสอบครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วที่ทำได้ 1,971 กิโลนิวตัน

คิม จอง อึน ระบุว่า การทดสอบดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับศักยภาพทางทหารสู่ระดับสูงสุด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนากองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ให้ทันสมัย พร้อมย้ำว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เคซีเอ็นเอยังรายงานว่า ผู้นำเกาหลีเหนือได้เสนอภารกิจสำคัญในการเร่งพัฒนากองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “ฮวาซอง-20” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งผู้นำคิมระบุว่าความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงกองกำลังทางยุทธศาสตร์ของประเทศให้ทันสมัยตามแผนพัฒนาป้องกันประเทศ 5 ปี

นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้เข้าเยี่ยมชมการทดสอบสมรรถนะของรถถังประจัญบานหลักรุ่นใหม่ ซึ่งจัดโดยสถาบันอาวุธหุ้มเกราะ โดยผลการทดสอบยืนยันว่าระบบสกัดกั้นอาวุธต่อต้านรถถังที่ติดตั้งมานั้น มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 100% ในการทำลายอาวุธที่โจมตีเข้ามาจากทิศทางต่างๆ

ในวันเดียวกัน นายคิม จองอึน ยังได้เดินทางไปยังฐานฝึกหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อตรวจสอบการฝึกซ้อมของหน่วยรบย่อยในระดับต่างๆ พร้อมสั่งการให้เร่งยกระดับกองกำลังทางยุทธศาสตร์ของรัฐทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อตอบรับกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติในปัจจุบัน.

ที่มา Yonhap

สหรัฐฯ เผย ทหารเรือ-นาวิกโยธิน 3,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว

สหรัฐฯ เผย ทหารเรือ-นาวิกโยธิน 3,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว

29 มี.ค. 2569 06:05 น.

สหรัฐฯ เผย ทหารเรือ-นาวิกโยธิน 3,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว

เรือ ยูเอสเอส ตริโปลี ของสหรัฐฯ พร้อมทหารเรือกับนาวิกโยธินอีก 3,500 นาย เดินทางถึงภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะเข้าร่วมในปฏิบัติการใดของกองทัพสหรัฐฯ

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซนต์คอม (CENTCOM) ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก “ยูเอสเอส ตริโปลี” (USS Tripoli) พร้อมด้วยทหารเรือและนาวิกโยธินสหรัฐฯ จำนวน 3,500 นาย ได้เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว ในขณะที่กระทรวงกลาโหม กำลังพิจารณาขั้นตอนต่อไปของสงครามกับอิหร่าน

“ทหารเรือและนาวิกโยธินสหรัฐฯ บนเรือ USS Tripoli (LHA 7) ได้เดินทางถึงพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม” CENTCOM ระบุ โดยก่อนหน้านี้ ยูเอสเอส ตริโปลี ประจำการอยู่ที่ญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว CNN รายงานว่าเพนตากอนจะส่ง หน่วยนาวิกโยธินปฏิบัติการเฉพาะกิจ (MEU) เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเรือ ยูเอสเอส ตริโปลี จะเป็นผู้นำกองเรือรบสะเทินน้ำสะเทินบกที่จะถูกส่งมา

โดยปกติแล้ว หน่วยลักษณะนี้จะใช้สำหรับภารกิจต่างๆ เช่น การอพยพพลเมืองขนาดใหญ่ และปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบกที่ต้องมีการเคลื่อนกำลังจากเรือสู่ฝั่ง รวมถึงการจู่โจมและบุกยึด นอกจากนี้ยังประกอบด้วยส่วนรบภาคพื้นดินและส่วนรบทางอากาศ โดยบางหน่วยยังได้รับการฝึกฝนเพื่อปฏิบัติการพิเศษอีกด้วย

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับการวางกำลังพลครั้งนี้ให้ข้อมูลกับ CNN ก่อนหน้านี้ว่า การมีอยู่ของหน่วย MEU จะช่วยให้ผู้บัญชาการมีทางเลือกเพิ่มเติมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับคำถามที่เพิ่มมากขึ้นว่า จะมีการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าสู่ภูมิภาคนี้หรือไม่

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุม G7 เมื่อวันศุกร์ว่า สหรัฐฯ สามารถบรรลุเป้าหมายในอิหร่านได้ “โดยไม่ต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดินแม้แต่นายเดียว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

กบฏฮูตียิงมิสไซล์ระลอก 2 ใส่อิสราเอล ลั่นจะโจมตีต่อเนื่อง

กบฏฮูตียิงมิสไซล์ระลอก 2 ใส่อิสราเอล ลั่นจะโจมตีต่อเนื่อง

29 มี.ค. 2569 05:46 น.

กบฏฮูตียิงมิสไซล์ระลอก 2 ใส่อิสราเอล ลั่นจะโจมตีต่อเนื่อง

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนยิงมิสไซล์เข้าใส่อิสราเอลเป็นระลอกที่ 2 ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากยิงระลอกแรก โดยประกาศกร้าวว่าจะมีการโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนกว่าอิสราเอลจะยุติการโจมตีและการรุกราน

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 นายยาห์ยา ซารี โฆษกของกลุ่มติดอาวุธ ฮูตี ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกลุ่มได้ส่ง “ฝูงขีปนาวุธร่อน (cruise missiles) และโดรน” พุ่งเป้าไปที่ “ฐานทัพทหารที่สำคัญหลายแห่ง” ของอิสราเอลเป็นระลอกที่ 2

เขากล่าวเสริมว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้น “ประจวบเหมาะ” กับปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และสามารถ “บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างสำเร็จ” พร้อมระบุว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้นอีกตลอดหลายวันข้างหน้า “จนกว่าศัตรูผู้ก่ออาชญากรรมจะยุติการโจมตีและการรุกราน”

แถลงการณ์ผ่านบัญชี Telegram ของเขาเกิดขึ้นหลังจากสื่อของอิสราเอลและสหรัฐฯ รายงานเกี่ยวกับการโจมตีระลอกที่สองของกลุ่มฮูตี เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกลุ่มฮูตียืนยันว่าได้ยิงขีปนาวุธลูกแรกมุ่งหน้าสู่อิสราเอล นับตั้งแต่ความขัดแย้งกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. นับเป็นการเข้าร่วมสงครามอย่างเป็นทางการ

โดยในช่วงเช้าของวันนี้ ทางการอิสราเอลระบุว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากเยเมนไว้ได้ ส่วนในการโจมตีระลอกที่ 2 เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลก็ระบุว่า ขีปนาวุธทั้งสองลูกถูกสกัดกั้นไว้ได้ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายเกิดขึ้น

ด้านรัฐบาลเยเมนที่นานาชาติยอมรับ (ฝ่ายตรงข้ามกับฮูตี) ออกมาประณามอิหร่านว่า พยายามลากเยเมนและประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ่านกลุ่มติดอาวุธในเครือข่ายของตัวเอง

ทั้งนี้ เยเมนตกอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2558 เมื่อกลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเข้ายึดครองพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจากรัฐบาลที่นานาชาติรับรอง นำไปสู่การแทรกแซงโดยพันธมิตรที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำและได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

แถลงการณ์จากสภาประธานาธิบดีเยเมน ซึ่งบริหารงานจากเมืองท่าเอเดน ของซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า “การที่กลุ่มติดอาวุธฮูตีเข้ามาพัวพันในการปกป้องระบอบการปกครองของอิหร่าน” แสดงให้เห็นว่าอิหร่านกำลัง “ผลักดันตัวแทนของตนให้เปิดแนวรบอื่นๆ” เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อตนเอง

สภายังเตือนว่าการกระทำดังกล่าวจะยิ่งซ้ำเติม “สภาวะความเป็นอยู่และมนุษยธรรมที่ย่ำแย่… ในประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอยู่แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจปารีสรวบคนร้าย พยายามวางระเบิดหน้าตึก “แบงก์ ออฟ อเมริกา”

ตำรวจปารีสรวบคนร้าย พยายามวางระเบิดหน้าตึก “แบงก์ ออฟ อเมริกา”

29 มี.ค. 2569 03:05 น.

ตำรวจปารีสรวบคนร้าย พยายามวางระเบิดหน้าตึก “แบงก์ ออฟ อเมริกา”

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงปารีสสกัดแผนวางระเบิดหน้าธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา ได้สำเร็จ โดยจับกุมตัวชายคนหนึ่งได้ในขณะที่กำลังพยายามจะจุดชนวนระเบิด

สำนักข่าว AFP รายงานโดยอ้างการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่และแหล่งข่าวหลายคนว่า ตำรวจฝรั่งเศสสามารถยับยั้งเหตุพยายามลอบวางระเบิดหน้าธนาคารของสหรัฐฯ ในกรุงปารีสเมื่อเช้ามืดวันเสาร์ (28 มี.ค. 2569) ได้สำเร็จ โดยสามารถจับกุมชายคนหนึ่งขณะกำลังพยายามจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่อง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) บริเวณหน้าอาคารธนาคาร “แบงก์ ออฟ อเมริกา” (Bank of America) ในเขต 8 ซึ่งเป็นย่านหรูหราและอยู่ห่างจากถนนช็องเซลีเซเพียงไม่กี่ช่วงตึก

แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า ตำรวจได้เข้าชาร์จตัวชายคนดังกล่าวทันทีหลังจากที่เขาวางวัตถุระเบิด ซึ่งประกอบด้วยของเหลวปริมาณ 5 ลิตร ที่เชื่อว่าเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมด้วยตัวจุดชนวน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ส่วนประกอบของชุดจุดชนวนมีดินระเบิดบรรจุอยู่ 650 กรัม โดยวัตถุพยานทั้งหมดถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจปารีสเพื่อทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว

สำนักงานอัยการต่อต้านการก่อการร้ายของฝรั่งเศสเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ทางหน่วยงานได้เข้ามารับผิดชอบการสอบสวนในทันที และยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมได้นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของตำรวจแล้ว

ทางสำนักงานฯ ระบุว่า ได้เริ่มการสืบสวนผู้ต้องสงสัยรายนี้ในข้อหา “พยายามสร้างความเสียหายด้วยเพลิงไหม้หรือวิธีการที่เป็นอันตรายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย” และ “การสมคบคิดเพื่อก่ออาชญากรรมก่อการร้าย”

นอกจากนี้ สำนักงานอัยการยังให้ข้อมูลกับ AFP เพิ่มเติมว่า ทั้งตำรวจตุลาการกรุงปารีสและหน่วยข่าวกรองภายในประเทศของฝรั่งเศส (DGSI) ต่างมีส่วนร่วมในการสอบสวนครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อดีตนายกฯ เนปาลถูกจับกุม พัวพันสลายการชุมนุมนองเลือด

อดีตนายกฯ เนปาลถูกจับกุม พัวพันสลายการชุมนุมนองเลือด

29 มี.ค. 2569 02:33 น.

อดีตนายกฯ เนปาลถูกจับกุม พัวพันสลายการชุมนุมนองเลือด

อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาลถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมในวันเสาร์ ในฐานะผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงเมื่อปีก่อน จนทำให้มีประชาชนเสียชีวิตหลายสิบศพ

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 นายเคพี ชาร์มา โอลี อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภายหลังถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวในข้อหาพัวพันกับการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเมื่อปีก่อน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายโอลีถูกนำตัวส่งคลินิกแห่งหนึ่งในกรุงกาฐมาณฑุเพื่อตรวจร่างกายตามขั้นตอนปกติของตำรวจ ทันทีหลังจากที่เขาถูกจับกุมที่บ้านพักเมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา

ในการสลายการชุมนุมดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2568 มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 70 ศพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประท้วงที่ถูกตำรวจยิงระหว่างออกมาชุมนุมต่อต้านคำสั่งแบนสื่อสังคมออนไลน์ของรัฐบาล แต่สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นจากความโกรธแค้นเรื่องคอร์รัปชันและสภาวะเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ นายราเมช เลคัก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวัย 62 ปี ก็ถูกจับกุมในวันเสาร์เช่นกัน หลังจากคณะกรรมการสอบสวนเหตุความไม่สงบเสนอแนะให้ดำเนินคดีกับทั้งคู่ในข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลให้สัมภาษณ์กับบีบีซี แผนกภาษาเนปาลว่า นายโอลีต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อรอผลตรวจร่างกาย เนื่องจากเขาอายุ 74 ปีแล้ว และมีประวัติการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไตมาแล้วถึงสองครั้ง

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากที่ นายบาเลนดรา ชาห์ แรปเปอร์หนุ่มวัย 35 ปีที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หลังจากชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

ก่อนหน้านี้ นายโอลีได้ปฏิเสธผลการสอบสวนของคณะกรรมการ โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Annapurna Post ว่าผลการสอบสวนเหล่านี้คือ “การใส่ร้ายป้ายสีและเป็นความเกลียดชังทางการเมือง”

ทนายความของเขาบอกกับสำนักข่าว Reuters ว่า การควบคุมตัวในขั้นตอนการสอบสวนนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล “มันผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม เพราะไม่มีความเสี่ยงที่เขาจะหลบหนีหรือเลี่ยงการให้ปากคำ”

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้สนับสนุนพรรค CPN-UML ของนายโอลี ได้เริ่มรวมตัวประท้วงในกรุงกาฐมาณฑุ หลังจากที่กองเลขาธิการพรรคมีมติให้เปิดฉากการประท้วงทั่วประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดรนโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันสนามบินคูเวต ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

โดรนโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันสนามบินคูเวต ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

29 มี.ค. 2569 01:58 น.

โดรนโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันสนามบินคูเวต ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง

โดรนลำหนึ่งตกใส่แทงก์เก็บน้ำมันใกล้สนามบินในคูเวต ส่งผลให้เกิดไฟไหม้รุนแรง และจนถึงตอนนี้ก็ยังควบคุมเพลิงไม่ได้ แต่ยังไม่มีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 กองทัพคูเวตเปิดเผยว่า โดรนลำหนึ่งพุ่งเป้าโจมตีแทงก์เก็บน้ำมันใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต ส่งผลให้เกิดไฟไหม้รุนแรง ควันไฟสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากพื้นที่รอบสนามบิน ในขณะที่พนักงานดับเพลิงเร่งทำงานเพื่อควบคุมเพลิง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้

กองทัพคูเวตเสริมว่า การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อระบบเรดาร์ของสนามบิน แต่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ ทางการคูเวตระบุว่า โดรนที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านได้ก่อเหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติหลักของประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายและสร้างความเสียหายต่ออาคารผู้โดยสาร

ระบบป้องกันทางอากาศของประเทศตรวจพบโดรนทั้งหมด 15 ลำในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจนถึงวันเสาร์ (28 มี.ค.) ซึ่งบางส่วนมีเป้าหมายโจมตีไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติแห่งนี้โดยตรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

29 มี.ค. 2569 00:52 น.

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

สส.รีพับลิกันปฏิเสธข้อตกลงจัดสรรงบประมาณชั่วคราวที่เห็นชอบโดยวุฒิสภา แล้วผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวของตัวเอง ทำให้ภาวะขาดงบฯ ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิจะยังคงดำเนินต่อไป

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีของวุฒิสภาในการจัดสรรงบประมาณชั่วคราวให้แก่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และได้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณของตนเองเมื่อดึกวันศุกร์ที่ผ่านมา (27 มี.ค.) ซึ่งทำให้ภาวะชัตดาวน์บางส่วนของ DHS ที่ดำเนินมาหลายสัปดาห์จนกระทบการบิน ต้องยืดเยื้อออกไปอีก

ร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวดังกล่าว ซึ่งเสนอให้จัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนแก่ DHS เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผ่านมติด้วยคะแนนเสียง 213 ต่อ 203 หลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาล่างปฏิเสธที่จะรับร่างข้อตกลงจากวุฒิสภา เนื่องจากร่างฉบับนั้นตัดงบประมาณสำหรับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดนออกไป

เหตุการณ์นี้เป็นการตอกย้ำความขัดแย้งที่บีบให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินหลายพันคนต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งให้มีการชดเชยรายได้แก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นในท้ายที่สุดแล้วก็ตาม

นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการงบประมาณที่ “ยึดติดกับสถานะเดิมจะถูกตีตกทันทีเมื่อถึงวุฒิสภา และพวกพรรครีพับลิกันก็รู้ดีในข้อนี้”

เขายังกล่าวเสริมว่า “พรรคเดโมแครตพร้อมจะสนับสนุนงบประมาณด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิที่สำคัญ แต่เราจะไม่เซ็นเช็คเปล่าให้แก่กองกำลังตรวจคนเข้าเมืองที่ทำผิดกฎหมายและเป็นอันตรายของทรัมป์โดยไม่มีการปฏิรูป”

การลงมติในช่วงดึกนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร่างกฎหมายทวิภาคีของวุฒิสภาก่อนหน้านี้ว่าเป็น “เรื่องตลก” เพราะมีการตัดงบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการกวาดล้างและเนรเทศผู้อพยพอันอื้อฉาวของทรัมป์

ในทางกลับกัน พรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนฯ ได้เสนอร่างกฎหมายคู่ขนานที่จะจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่ง (TSA) รวมถึงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยตระเวนชายแดน

แต่ทั้งวุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรจะต้องผ่านร่างกฎหมายในเวอร์ชันเดียวกันก่อนที่จะสามารถส่งต่อไปยังโต๊ะทำงานของประธานาธิบดีเพื่อลงนามบังคับใช้ได้ ทำให้การชัตดาวน์บางส่วนของ DHS จะยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ การชัตดาวน์บางส่วนดังกล่าว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ TSA ซึ่งมีหน้าที่ตรวจคัดกรองผู้โดยสาร สัมภาระ และสินค้าที่สนามบินต่างๆ ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์

ภาวะชะงักงันนี้ทำให้บริการต่างๆ ในสนามบินล่าช้าอย่างหนัก โดยผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AFP รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่สนามบินนานาชาติ “ฮิวส์ตัน” แถวรอตรวจความปลอดภัยนั้นยาวเหยียดจนสุดสายตา และเจ้าหน้าที่สนามบินต้องคอยเดินแจกจ่ายน้ำดื่มให้แก่ผู้โดยสาร

เรื่องการผ่านงบประมาณนี้มีจุดขัดแย้งหลักอยู่ที่ข้อเรียกร้องของพรรคเดโมแครตที่ต้องการให้ปฏิรูปหน่วยงาน ICE หลังเจ้าหน้าที่ยิงชาวอเมริกันเสียชีวิต 2 ศพระหว่างการปราบปรามในรัฐมินนิโซตา และคลิปวิดีโอต่างๆ ที่ปรากฏออกมาทำให้เจ้าหน้าที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่ากระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

28 มี.ค. 2569 23:14 น.

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน บึมเลบานอนดับ 3 นักข่าว

อิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และนิคมอุตสาหกรรมของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ ขณะเดียวกันก็โจมตีรถของสื่อมวลชนในเลบานอน ทำให้มีนักข่าวเสียชีวิต 3 ศพแล้ว

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 อิสราเอลโจมตีเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่อโรงงานนิวเคลียร์และนิคมอุตสาหกรรมของอิหร่าน หลังจากขู่ว่าจะ “ยกระดับและขยายวง” การโจมตีในกรุงเตหะราน โดยทั้งสองฝ่ายแทบไม่มีทีท่าว่าจะอดกลั้น แม้จะมีความพยายามทางการทูตเกิดขึ้นก็ตาม

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า อิสราเอลโจมตีโรงงานเหล็กสองแห่งเมื่อคืนวันศุกร์ รวมถึงแห่งหนึ่งในจังหวัดคูเซสถานทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านซึ่งมีการใช้สารกัมมันตรังสี ขณะที่โรงงานผลิตน้ำมวลหนักในเมืองอารัก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลูโตเนียมที่สำคัญของอิหร่านก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

สื่ออิหร่านรายงานว่า พบผู้เสียชีวิต 1 ศพ จากการโจมตีของอิสราเอลที่นิคมอุตสาหกรรมเหล็กในเมืองอิสฟาฮาน นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่สองแห่งที่ส่งกระแสไฟฟ้าให้โรงงานดังกล่าวก็ได้รับความเสียหายด้วย

ด้านสำนักงานปรมาณูของอิหร่านระบุว่า โรงงานในจังหวัดแยซด์ซึ่งผลิต “เยลโลว์เค้ก” (yellowcake) หรือผงยูเรเนียมเข้มข้นที่ใช้สำหรับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเช่นกัน แต่ยืนยันว่าไม่มี “การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่ภายนอกสถานประกอบการ”

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่าอิหร่านจะทำให้ผู้โจมตี “ชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพง” หลังการโจมตีครั้งนี้

ในขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นของเลบานอนรายงานว่า มีนักข่าว 3 คนเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังรถของสื่อมวลชนทางตอนใต้ของประเทศ

นายอาลี ชูเอบ ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ Al Manar ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ดำเนินการโดยกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว Al Mayadin ชื่อ ฟาติมา และ โมฮาเหม็ด เฟโตนี เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศในเมืองเจซซีน (Jezzine)

ประธานาธิบดีโจเซฟ อาวุน แห่งเลบานอน ประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น “อาชญากรรมอย่างโจ่งแจ้ง” และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุว่า นักข่าวควรได้รับการคุ้มครองในระหว่างสงคราม

ทางด้านกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าได้สังหาร อาลี ชูเอบ ในการโจมตีจริง แต่กล่าวหาว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ปลอมตัวมาเป็นนักข่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

28 มี.ค. 2569 22:13 น.

ยูเครนลงนาม ข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกับกาตาร์

ยูเครนกับกาตาร์ลงนามข้อตกลงด้านการป้องกันร่วมกันแล้ว เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงเรื่องความเชี่ยวชาญในการต่อต้านขีปนาวุธและระบบอากาศยานไร้คนขับ

เมื่อ 28 มี.ค. 2569 ยูเครนลงนามในข้อตกลงด้านการป้องกันฉบับใหม่กับกาตาร์ โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อตกลงที่เพิ่งลงนามกับซาอุดีอาระเบียไปเมื่อวันศุกร์นี้ ในขณะที่กลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับต่างพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของยูเครนในด้านสงครามโดรน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึง “ความร่วมมือในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาโครงการร่วมกัน การลงทุนด้านการป้องกันประเทศ และการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญในการต่อต้านขีปนาวุธและระบบอากาศยานไร้คนขับ”

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ภายหลังการประชุมกับตัวแทนจากกาตาร์ว่า “เราได้หารือในประเด็นที่จะช่วยเสริมสร้างการปกป้องชีวิตในทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และได้บรรลุข้อตกลงความเป็นพันธมิตรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในภาคการกลาโหมเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี”

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เซเลนสกีได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยเช่นกัน เพื่อแบ่งปันความรู้ของยูเครนในการสกัดกั้นฝูงโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ที่ออกแบบโดยอิหร่านและผลิตโดยรัสเซีย ซึ่งยูเครนได้ฝึกฝนทักษะนี้จนเชี่ยวชาญตลอดระยะเวลา 4 ปีที่พวกเขาทำสงครามกับรัสเซีย

โดรนประเภทดังกล่าว ซึ่งถูกใช้โจมตียูเครนมาอย่างยาวนาน กำลังถูกอิหร่านนำมาใช้ในการโจมตีกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในแถบอ่าวอาหรับอยู่ในขณะนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn