อพยพคนนับพัน จนท.ปารีสทำลายระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

อพยพคนนับพัน จนท.ปารีสทำลายระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

20 เม.ย. 2569 02:06 น.

อพยพคนนับพัน จนท.ปารีสทำลายระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

ประชาชนนับพันคนในย่านชานกรุงปารีส ต้องอพยพออกจากพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าเก็บกู้วัตถุระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถูกขุดพบเมื่อเดือนก่อน โดยเจ้าหน้าที่เลือกใช้วิธีจุดระเบิดแบบควบคุม

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 ประชาชนหลายพันคนในย่านโคลอมบ์ (Colombes) ชานเมืองทางตอนเหนือของกรุงปารีส ฝรั่งเศส ต้องอพยพออกจากพื้นที่ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการกู้ระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งพวกเขาสามารถจุดระเบิดทำลายมันได้อย่างปลอดภัย

ระเบิดลูกนี้ถูกขุดพบเมื่อเดือนมีนาคม โดยในเวลา 07:00 น. วันอาทิตย์ (19 เม.ย.) ประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในรัศมี 450 เมตรจากจุดที่พบระเบิด ได้รับคำสั่งจากตำรวจให้ออกจากที่พักอาศัย ในขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิด

สื่อฝรั่งเศสรายงานว่า ความพยายามถอดชนวนระเบิดในช่วงแรกล้มเหลว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจทำลายระเบิดลูกนี้ ด้วยการจุดระเบิดแบบควบคุมพื้นที่ ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าว ประสบความสำเร็จด้วยดี และคำสั่งอพยพก็ถูกยกเลิกในช่วงเย็นวันอาทิตย์

ทั้งนี้ ระเบิดลูกดังกล่าวถูกค้นพบเมื่อวันที่ 10 เมษายน ระหว่างการก่อสร้างบนถนน เดส์ ชองปารองส์ (des Champarons) ซึ่งเจ้าหน้าที่ปิดกั้นพื้นที่และนำทรายมากลบระเบิดเอาไว้ในระหว่างเตรียมการเคลื่อนย้าย

ก่อนเริ่มปฏิบัติการ นายอเล็กซานเดอร์ บรูแกร์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ภารกิจนี้มี “ความเสี่ยง” และต้องใช้ “การเตรียมพร้อมในระดับสูง” โดยมีการวางกำลังตำรวจเกือบ 800 นาย เพื่อควบคุมพื้นที่อพยพกว้าง 900 เมตร และมีการกำหนดเขตที่ 2 ซึ่งมีรัศมี 1 กิโลเมตรจากระเบิด ซึ่งอนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยอยู่แต่ในอาคารได้ แต่งดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมด

นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งศูนย์รองรับสำหรับผู้ที่ต้องออกจากบ้าน รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ด้วย

ตำรวจระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ทำการจุดชนวนระเบิดแบบควบคุมเมื่อเวลา 15:20 น. ของวันอาทิตย์ และคำสั่งอพยพถูกยกเลิกหลังเวลา 16:00 น. เล็กน้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง

สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง

20 เม.ย. 2569 01:01 น.

สื่ออิหร่านอ้าง ข่าวเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน ไม่เป็นความจริง

สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่าน ระบุว่ารายงานข่าวเกี่ยวกับ การเจรจารอบที่สองกับสหรัฐฯ ในปากีสถานนั้น “ไม่เป็นความจริง” ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่ากำลังส่งทีมไปอิสลามาบัด

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กำลังเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ ขณะที่สำนักข่าว CNN ของสหรัฐฯ รายงานอ้างแหล่งข่าวในอิหร่านว่า คณะผู้แทนของเตหะรานก็กำลังเดินทางไปเช่นกัน

แต่ต่อมา สำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลอิหร่านก็ออกมาระบุว่า รายงานดังกล่าวไม่เป็นความจริง พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่ามีการยื่นข้อเรียกร้องที่ “มากเกินไป” อีกทั้งยังพูดจาสลับไปมาและเปลี่ยนจุดยืนอยู่บ่อยครั้ง ประกอบกับการที่สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและการใช้ “วาทกรรมข่มขู่” เป็นสิ่งที่ขัดขวางความคืบหน้าของการเจรจามาโดยตลอด

“ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงยังไม่มีแนวโน้มที่สดใสสำหรับการเจรจาที่จะผลิดอกออกผล” IRNA ระบุในโพสต์บน Telegram อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการอ้างอิงถึงเจ้าหน้าที่หรือสถาบันใดเป็นพิเศษ

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสื่ออิหร่านอีกสองเจ้า ที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกมาแสดงความคลางแคลงใจต่อการเข้าร่วมเจรจาของอิหร่านเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านจะเข้าร่วมการเจรจาหรือไม่ และยังไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ระบุชื่อได้รายใดออกมาแถลงชี้แจงจุดยืนของอิหร่านอย่างชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เซเลนสกีโวยสหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนปรนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

เซเลนสกีโวยสหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนปรนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

19 เม.ย. 2569 23:31 น.

เซเลนสกีโวยสหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนปรนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ออกโรงประณามสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจขยายเวลาผ่อนปรนการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียออกไปอีก ชี้ เงินจากการขายน้ำมันเหล่านี้ จะถูกใช้เพื่อโจมตียูเครน

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาประณามการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ขยายระยะเวลาให้รัสเซียสามารถขายน้ำมันได้ต่อไป แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานอันเป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลาง

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้หมายความว่า ประเทศต่างๆ จะสามารถจัดซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ถูกบรรทุกอยู่บนเรือในทะเลเรียบร้อยแล้วได้จนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม

ทางสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า การผ่อนปรนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาวิกฤตการขาดแคลนพลังงาน ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ในการแถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เซเลนสกีกล่าวว่า “ทุกๆ ดอลลาร์ที่จ่ายเป็นค่าน้ำมันของรัสเซีย คือเงินทุนสำหรับสงครามในยูเครน” โดยรัสเซียถูกคว่ำบาตรเป็นวงกว้างมาตลอด นับตั้งแต่พวกเขาเปิดฉากบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

ผู้นำยูเครนกล่าวว่า รัสเซียมีเรือบรรทุกน้ำมันมากกว่า 110 ลำอยู่ใน “กองเรือเงา” (Shadow Fleet) ซึ่งเป็นเรือที่ไม่ระบุเจ้าของอย่างชัดเจนเพื่อช่วยในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยมีน้ำมันบรรจุอยู่ “มากกว่า 12 ล้านตัน”

เซเลนสกีเสริมว่า การขายน้ำมันเหล่านี้จะนำเงินเข้าคลังของมอสโกถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ซึ่งถือเป็น “ทรัพยากรที่จะถูกเปลี่ยนเป็นการโจมตีครั้งใหม่ต่อยูเครนโดยตรง” อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนไม่ได้อธิบายว่าตัวเลขดังกล่าวมีที่มาอย่างไร

ทั้งนี้ การโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา กระตุ้นให้อิหร่านทำการตอบโต้ ไม่เพียงแต่ต่ออิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น แต่ยังพุ่งเป้าไปที่แหล่งพลังงานและสถานที่ของพลเรือนอื่นๆ ในชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ด้วย

นอกจากนี้ อิหร่านยังได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่น้ำมันรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของโลกมักจะถูกขนส่งผ่าน นำไปสู่ความปั่นป่วนในตลาดพลังงาน ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก หากเส้นทางเดินเรือนี้ยังไม่ถูกเปิดออกในเร็ววัน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ในวันที่ 13 มี.ค. สหรัฐฯ ตัดสินใจผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย ซึ่งเรียกเสียงประณามอย่างหนักจากทั้งเซเลนสกีและพันธมิตรในยุโรป

ในการขยายระยะเวลาผ่อนปรนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ระบุว่าต้องการ “สร้างความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้” ในขณะที่การเจรจาเพื่อยุติสงครามกำลังถูกเร่งให้เร็วขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

19 เม.ย. 2569 22:37 น.

มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

มาเลเซียกลายเป็นชาติอาเซียนแห่งล่าสุด ที่ตัดสินใจติดต่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หลังจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตพลังงานดันราคาพุ่งสูง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มาเลเซียกลายเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาติล่าสุด ที่พยายามจัดหาน้ำมันจากรัสเซีย ท่ามกลางวิกฤตพลังงานอันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งขณะนี้ล่วงเลยเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 แล้ว

ตามรายงานของสำนักข่าว The Star นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเมื่อวันเสาร์ (18 เม.ย.) ว่า ปิโตรนาส (Petronas) บริษัทน้ำมันแห่งชาติ เตรียมเปิดการเจรจากับรัสเซียเพื่อซื้อน้ำมัน และรับประกันว่าจะมีปริมาณเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ

นายอันวาร์ตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาที่เคยคว่ำบาตรรัสเซียไปก่อนหน้านี้ ต่างก็กำลังแข่งขันกันเพื่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

“โชคดีที่ความสัมพันธ์ของเรากับรัสเซียยังคงแน่นแฟ้น ดังนั้น ทีมงานของปิโตรนาสจึงสามารถเจรจากับพวกเขาได้” นายอันวาร์กล่าวตามรายงานของ Sinar Harian หนังสือพิมพ์ภาษามาเลย์

ก่อนหน้านี้ มีรายงานระบุว่าประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ติดต่อไปยังรัสเซียหรือบรรลุข้อตกลงในการซื้อน้ำมันจากรัสเซียไปแล้วเช่นกัน

เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย ได้เข้าพบ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ณ กรุงมอสโก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “ความพยายามในการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองประเทศ ท่ามกลางพลวัตของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป”

นายเท็ดดี้ อินดรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง โดยเริ่มจากการประชุมทวิภาคี 2 ชั่วโมง ตามด้วยการหารือแบบตัวต่อตัวอีก 3 ชั่วโมง

“มีข้อตกลงร่วมกันในหลายประเด็น รวมถึงความร่วมมือระยะยาวในด้านพลังงานและทรัพยากรธรณี เช่น น้ำมันและก๊าซ ความมั่นคงทางพลังงาน และการเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 14 เม.ย. นางชารอน การิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ประเทศของเธอได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ขยายระยะเวลาการผ่อนผัน เพื่อให้สามารถจัดซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียได้

นางการินกล่าวเสริมว่า ฟิลิปปินส์กำลังกระจายแหล่งพลังงานให้มีความหลากหลาย โดยทางเลือกในการจัดหานั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รัสเซียเท่านั้น รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังคงจับตาผู้ผลิตในอเมริกาใต้ ซึ่งรวมถึงโคลอมเบียและอาร์เจนตินา ตลอดจนแคนาดาและสหรัฐฯ ด้วย

ขณะที่เมื่อเดือนก่อน นายกรัฐมนตรีฝั่ม มิญ จิ๊ญ ของเวียดนาม เดินทางเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ และลงนามข้อตกลงร่วมกันหลายฉบับ รวมถึงความร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่

ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่

19 เม.ย. 2569 21:27 น.

ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กำลังเดินทางไปปากีสถานเพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ ในขณะที่โจมตีรัฐบาลเตหะรานว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังมีเรือสินค้าถูกยิงในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กำลังเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ พร้อมทั้งกล่าวหาว่ารัฐบาลเตหะรานละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในช่องแคบฮอร์มุซ

“อิหร่านตัดสินใจลั่นกระสุนในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวานนี้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของเราอย่างสิ้นเชิง! กระสุนหลายนัดพุ่งเป้าไปที่เรือของฝรั่งเศสและเรือบรรทุกสินค้าจากสหราชอาณาจักร แบบนั้นมันไม่น่ารักเลยใช่ไหม? ตัวแทนของผมกำลังไปที่อิสลามาบัด ปากีสถาน พวกเขาจะถึงที่นั่นในเย็นวันพรุ่งนี้เพื่อการเจรจา” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ขณะเดียวกัน ในการให้สัมภาษณ์กับ New York Post เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ จะเดินทางไปยังปากีสถาน และ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขาจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอ้างผ่านโซเชียลมีเดียว่า การกระทำของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซนั้น ส่งผลเสียต่อตัวอิหร่านเอง โดยระบุว่า “เมื่อเร็วๆ นี้อิหร่านประกาศว่าจะปิดช่องแคบ ซึ่งมันแปลกมาก เพราะการปิดล้อมของเราได้ปิดมันไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขากำลังช่วยเราโดยไม่รู้ตัว และพวกเขาเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายสูญเสียจากการปิดเส้นทางเดินเรือ คิดเป็นเงินถึง 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน! สหรัฐฯ ไม่เสียอะไรเลย”

ผู้นำสหรัฐฯ เสริมอีกว่า รูปแบบการเดินเรือกำลังเปลี่ยนไป “ในความเป็นจริง ตอนนี้เรือหลายลำกำลังมุ่งหน้ามายังสหรัฐฯ ทั้งเท็กซัส ลุยเซียนา และอะแลสกา เพื่อบรรทุกสินค้า ต้องขอบคุณกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ที่อยากทำตัวเป็น ‘อันธพาล’ อยู่เสมอ!”

ทรัมป์บอกด้วยว่า สหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอที่เขาอ้างว่าเป็น “ข้อตกลงที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมาก” พร้อมกับออกคำเตือนอย่างรุนแรงหากการเจรจาล้มเหลว

“เรากำลังเสนอข้อตกลงที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลมาก และผมหวังว่าพวกเขาจะรับมันไว้ เพราะถ้าไม่ สหรัฐฯ จะทำลายโรงไฟฟ้าทุกแห่งและสะพานทุกแห่งในอิหร่านให้สิ้นซาก ไม่มีชายผู้แสนดีอีกต่อไป!”

“สิ่งเหล่านั้นจะพังทลายลงอย่างรวดเร็วและง่ายดาย และหากพวกเขาไม่รับข้อตกลงนี้ ผมจะถือเป็นเกียรติที่จะทำในสิ่งที่ควรทำ ซึ่งประธานาธิบดีคนอื่นๆ ควรจะทำกับอิหร่านมาตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ถึงเวลาแล้วที่เครื่องจักรสังหารของอิหร่านจะต้องจบสิ้นลง!” ทรัมป์ระบุทิ้งท้าย

อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวชาวอิหร่านหลายรายว่า คณะผู้แทนจากอิหร่านจะเดินทางถึงประเทศปากีสถานในวันอังคารนี้ เพื่อเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ โดยผู้แทนจะเป็นชุดเดิมกับในการเจรจารอบที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา

ทางฝั่งอิหร่านคาดหวังว่า จะมีการประกาศเชิงสัญลักษณ์ร่วมกันในวันพุธนี้ เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ซึ่งกำลังจะหมดลงในวันที่ 22 เม.ย.นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

“หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” วิ่งแซงมนุษย์ขาดลอย ทุบสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนที่ปักกิ่ง

"หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์" วิ่งแซงมนุษย์ขาดลอย ทุบสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนที่ปักกิ่ง

19 เม.ย. 2569 13:34 น.

“หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” วิ่งแซงมนุษย์ขาดลอย ทุบสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนที่ปักกิ่ง

กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โชว์ศักยภาพสุดล้ำในการแข่งขันปักกิ่งฮาล์ฟมาราธอน วิ่งแซงนักกีฬาอาชีพ ทุบสถิติโลกมนุษย์เกือบ 7 นาที สะท้อนความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในจีน

การแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอน รายการ Beijing E-Town Half Marathon ซึ่งจัดขึ้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในกรุงปักกิ่ง ในวันนี้ (19 เม.ย.) ภาพที่สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมคือภาพของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ฝีมือการผลิตของจีนจำนวนมาก วิ่งด้วยความเร็วสูงแซงหน้านักวิ่งที่เป็นมนุษย์ไปอย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะทางกายภาพและระบบนำทางอัตโนมัติที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น

ความก้าวหน้าในปีนี้ถือว่าก้าวกระโดดจากปีที่แล้วอย่างมาก เนื่องจากปีที่ผ่านมาหุ่นยนต์ส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาทางเทคนิคและวิ่งไม่จบการแข่งขัน อีกทั้งแชมป์หุ่นยนต์ปีที่แล้วยังทำเวลาไปถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งช้ากว่ามนุษย์กว่าเท่าตัว แต่ในปีนี้จำนวนทีมที่เข้าแข่งเพิ่มขึ้นจาก 20 ทีม เป็นกว่า 100 ทีม 

หุ่นยนต์ที่คว้าชัยชนะในครั้งนี้พัฒนาโดยแบรนด์สมาร์ทโฟนชื่อดังอย่าง Honor (ออเนอร์) โดยเข้าเส้นชัยด้วยเวลาเพียง 50 นาที 26 วินาที ซึ่งเร็วกว่าสถิติโลกของมนุษย์ที่ จาคอบ คิปลิโม นักวิ่งชาวอูกันดา เคยทำไว้ที่กรุงลิสบอนเมื่อเดือนก่อนที่ 57 นาที 31 วินาที

ตู่ เสี่ยวตี๋ วิศวกรจาก Honor เปิดเผยว่า หุ่นยนต์รุ่นนี้ใช้เวลาพัฒนาเพียง 1 ปี โดยออกแบบความยาวขาที่ 90-95 เซนติเมตร เพื่อเลียนแบบสรีระของนักวิ่งระดับโลก และที่น่าสนใจคือมีการนำ “ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว” ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนมาติดตั้งเพื่อควบคุมอุณหภูมิขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง

แม้หุ่นยนต์จะโชว์ความเร็วที่น่าทึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การวิ่งแข่ง แต่เป็นการทดสอบ “ความทนทานของโครงสร้าง” และ “การถ่ายโอนเทคโนโลยี” เพื่อนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตจริงในอนาคต โดยเฉพาะในงานที่อันตรายหรืองานในโรงงานที่ต้องการความแม่นยำ

ฉู่ เทียนฉี นักศึกษาด้านวิศวกรรมวัย 23 ปี หนึ่งในผู้ชมระบุว่า “โลกอนาคตจะเป็นยุคของ AI อย่างแน่นอน หากใครไม่เรียนรู้ที่จะใช้หรือยังต่อต้านมัน ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ปัจจุบันรัฐบาลจีนกำลังผลักดันนโยบายอย่างหนักเพื่อเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้ ทั้งการให้เงินอุดหนุนและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ก่อนหน้านี้ในงานฉลองตรุษจีน จีนยังได้โชว์หุ่นยนต์จากบริษัท ยูนิทรี ที่สามารถรำมวยจีนและใช้อาวุธได้อย่างคล่องแคล่ว ตอกย้ำความทะเยอทะยานในการครองตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และพลิกโฉมภาคการผลิตของโลกในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Reuters

ทรัมป์เผยพบเอกสาร “น่าสนใจ” เกี่ยวกับยูเอฟโอ เตรียมเปิดเผยเร็ว ๆ นี้

ทรัมป์เผยพบเอกสาร "น่าสนใจ" เกี่ยวกับยูเอฟโอ เตรียมเปิดเผยเร็ว ๆ นี้

19 เม.ย. 2569 12:47 น.

ทรัมป์เผยพบเอกสาร “น่าสนใจ” เกี่ยวกับยูเอฟโอ เตรียมเปิดเผยเร็ว ๆ นี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุพบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับยูเอฟโอ “ที่น่าสนใจ” จำนวนมาก และเตรียมเปิดเผยต่อสาธารณชนในเร็วๆ นี้ หลังสั่งการให้เร่งรัดการตรวจสอบข้อมูลสิ่งมีชีวิตนอกโลก 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว ระหว่างการปราศรัยในงานของกลุ่มเทิร์นนิงพอยต์ ยูเอสเอ (Turning Point USA) ที่เมืองฟีนิกซ์ โดยระบุว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมเปิดเผย “เอกสารที่น่าสนใจ” เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถอธิบายได้ หรือ UAP ในอนาคตอันใกล้นี้

ทรัมป์กล่าวต่อหน้าฝูงชนว่า “ตามที่ทุกคนจำได้ ผมได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเริ่มกระบวนการเปิดเผยไฟล์ข้อมูลของรัฐบาลที่เกี่ยวกับ UFO ซึ่งกระบวนการนี้กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี และผมต้องบอกเลยว่าเราพบเอกสารที่น่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งการเปิดเผยชุดแรกจะเริ่มขึ้นในเร็วๆ นี้” 

โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงในเวลาต่อมาว่า สำนักงานแก้ไขปัญหาความผิดปกติในทุกโดเมน (AARO) กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทำเนียบขาวเพื่อรวบรวมบันทึกเกี่ยวกับ UAP ทั้งหมด และเร่งรัดการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนสู่สาธารณะ ตามเจตนารมณ์ของประธานาธิบดีที่ต้องการผลักดันเรื่องความโปร่งใส

คำสั่งของทรัมป์เริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากที่เขาได้มอบหมายให้นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ เริ่มตรวจสอบไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับ “สิ่งมีชีวิตนอกโลก” อย่างละเอียด

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสมาชิกสภาคองเกรส โดยเฉพาะ สส. แอนนา พอลินา ลูนา จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเรียกร้องให้เพนตากอนปล่อยวิดีโอหลักฐาน 46 ชุดที่ได้จากการสอบสวน UAP โดยเธอย้ำว่าความไม่โปร่งใสในเรื่องนี้ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากวัตถุเหล่านี้ปรากฏตัวในน่านฟ้าที่อ่อนไหวรอบฐานทัพทหารสหรัฐฯ

ขณะที่ สส. ทิม เบอร์เชตต์ อีกหนึ่งแกนนำที่ผลักดันเรื่องนี้ ได้โพสต์ข้อความขอบคุณทรัมป์ทางโซเชียลมีเดียว่า “ขอบคุณที่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผม”

แม้จะมีการเตรียมเปิดเผยเอกสารครั้งใหญ่ แต่ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เพนตากอนระบุว่าแม้จะได้รับรายงานเกี่ยวกับ UAP หลายร้อยฉบับ และมี 21 กรณีที่แสดงพฤติกรรมผิดปกติจนน่าสนใจ แต่เจ้าหน้าที่ “ยังไม่พบหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์ดวงอื่น”

นอกจากนี้ รายงานเมื่อต้นปี 2024 ยังระบุว่าสิ่งที่ผู้คนพบเห็นส่วนใหญ่มักเป็นการระบุอัตลักษณ์ผิดพลาดจากวัตถุธรรมดาหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั่วไป อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยเอกสารชุดใหม่ที่ทรัมป์ระบุว่า “น่าสนใจมาก” ในครั้งนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ไขความลับที่รัฐบาลเก็บงำไว้มานานหลายทศวรรษ.

ที่มา NBC News

แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน

แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย "ใส่ชุดหมี" ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน

19 เม.ย. 2569 11:40 น.

แคลิฟอร์เนียสั่งจำคุก 3 ราย “ใส่ชุดหมี” ข่วนรถหรู หวังเคลมเงินประกันหลักล้าน

ศาลแคลิฟอร์เนียสั่งลงโทษจำคุกและภาคทัณฑ์ 3 ผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงประกันภัยสุดแปลก หลังใช้คนสวมชุดหมีปลอมบุกข่วนเบาะรถโรลส์-รอยซ์ และเมอร์เซเดส หวังเงินชดเชยกว่า 4.8 ล้านบาท สุดท้ายไม่รอดเพราะผู้เชี่ยวชาญชี้ “หมีท่าทางเหมือนคนเกินไป”

สำนักงานการประกันภัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียแถลงความคืบหน้าคดีฉ้อโกงสุดแปลกที่ตั้งรหัสปฏิบัติการว่า “Operation Bear Claw” (ปฏิบัติการกรงเล็บหมี) โดยล่าสุดศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษชาย 2 คน และหญิง 1 คน จากลอสแอนเจลิส ในข้อหาฉ้อโกงประกันภัยระดับอาญา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2024 เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องเคลมเงินประกันจากบริษัทหลายแห่ง รวมเป็นเงินเกือบ 142,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.53 ล้านบาท) โดยอ้างว่ารถยนต์หรูซึ่งประกอบด้วย โรลส์-รอยซ์ 1 คัน และเมอร์เซเดส-เบนซ์ อีก 2 คัน ถูกหมีป่าบุกเข้ามาสร้างความเสียหายภายในขณะจอดอยู่ในแถบเทือกเขาซานเบอร์นาร์ดิโน

กลุ่มผู้ต้องหาได้ส่งหลักฐานเป็นวิดีโอวงจรปิดที่เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายหมีกำลังตะกุยข่วนเบาะและแผงประตูรถจนเป็นรอยลึก อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทประกันส่งหลักฐานให้พนักงานสอบสวนและนักชีววิทยาจากกรมสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งแคลิฟอร์เนียตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญยืนยันชัดเจนว่า “สิ่งที่เห็นในคลิปคือมนุษย์ที่สวมชุดหมีอย่างแน่นอน”

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหา และพบ “ชุดหมีสีน้ำตาล” พร้อมอุปกรณ์เล็บเหล็กที่ใช้สำหรับสร้างรอยข่วน ตกเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาจำนนต่อหลักฐาน

จำเลย 3 รายได้รับสารภาพและถูกตัดสินโทษจำคุกในรูปแบบการกักตัวช่วงสุดสัปดาห์ (Weekend Jail) พร้อมด้วยการภาคทัณฑ์ โดยสองในสามถูกสั่งให้จ่ายเงินชดเชยความเสียหายคืนแก่บริษัทประกันเป็นเงินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท) ส่วนผู้ต้องหารายที่สี่มีกำหนดขึ้นศาลเพื่อฟังคำพิจารณาในเดือนกันยายนนี้

ทั้งนี้ ปัญหาหมีป่าบุกรุกบ้านเรือนหรือรื้อถังขยะเพื่อหาอาหารเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่แถบทะเลสาบทาโฮไปจนถึงชานเมืองลอสแอนเจลิส ซึ่งมักมีข่าวหมีแอบเปิดตู้เย็นหรือลงไปว่ายน้ำในสระหลังบ้านอยู่บ่อยครั้ง แต่ในกรณีนี้เป็นการฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ธรรมชาติมาใช้ในการก่ออาชญากรรมจนถูกจับกุมในที่สุด.

ที่มา Associated Press

“มาชาโด” เจ้าของโนเบลสันติภาพเวเนซุเอลา ขอบคุณ “ทรัมป์” ยอมเสี่ยงเพื่อเสรีภาพ

"มาชาโด" เจ้าของโนเบลสันติภาพเวเนซุเอลา ขอบคุณ "ทรัมป์" ยอมเสี่ยงเพื่อเสรีภาพ

19 เม.ย. 2569 11:03 น.

“มาชาโด” เจ้าของโนเบลสันติภาพเวเนซุเอลา ขอบคุณ “ทรัมป์” ยอมเสี่ยงเพื่อเสรีภาพ

“มารีอา โครีนา มาชาโด” เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา กล่าวขอบคุณ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่กล้าเสี่ยงเพื่ออิสรภาพของชาวเวเนซุเอลา พร้อมปฏิเสธการพบปะนายกรัฐมนตรีสเปน พร้อมเดินหน้าประสานสหรัฐฯ วางแผนกลับประเทศและผลักดันประชาธิปไตย

 มารีอา โครีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ กรุงมาดริด ในระหว่างการเดินทางเยือนยุโรป เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าชาวเวเนซุเอลาจะจดจำและซาบซึ้งในสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กระทำลงไปเพื่อช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากพันธนาการ

มาชาโดกล่าวชื่นชมทรัมป์ว่าเป็นผู้นำโลกที่ยอมเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชนในประเทศตนเองเพื่อสนับสนุนเสรีภาพของเวเนซุเอลา พร้อมย้ำว่าเธอ “ไม่เสียใจเลย” ที่ได้ส่งมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่ทรัมป์ในเชิงสัญลักษณ์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นการสดุดีในความกล้าหาญครั้งนี้

ในการเยือนสเปนครั้งนี้ มาชาโดได้ปฏิเสธที่จะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ผู้นำรัฐบาลผสมฝ่ายซ้ายของสเปน โดยให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากซานเชซกำลังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มหัวก้าวหน้าในบาร์เซโลนา ซึ่งขัดกับแนวคิดเสรีนิยมฝ่ายขวาของเธออย่างสิ้นเชิง

แม้ซานเชซจะแสดงท่าทีพร้อมพบมาชาโดทุกเมื่อและสนับสนุนให้ชาวเวเนซุเอลาตัดสินอนาคตด้วยตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากต่างชาติ แต่มาชาโดกลับเลือกที่จะพบปะกับ อิซาเบล ดิอาซ อายูโซ ผู้นำภูมิภาคมาดริดซึ่งเป็นคู่ปรับทางการเมืองที่สำคัญของซานเชซแทน ก่อนจะไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มชาวเวเนซุเอลาพลัดถิ่นที่จัตุรัสปูเอร์ตา เดล โซล

มาชาโดเปิดเผยว่าเธอกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเดินทางกลับเวเนซุเอลาเพื่อนำการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง หลังจากที่กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้าบุกกรุงการากัสและขับไล่นายกรัฐมนตรีนิโกลัส มาดูโร ออกจากอำนาจเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของ เดลซี โรดริเกซ

นอกจากนี้ เธอยังสนับสนุนให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก กลับมาดำเนินกิจการในเวเนซุเอลาอีกครั้ง เพื่อเข้ามาตรวจสอบระบบเศรษฐกิจและ “เปิดห้องนิรภัยของธนาคารกลาง” เพื่อแสดงให้เห็นถึงปริมาณทองคำสำรองที่แท้จริงของประเทศ

มาชาโดกล่าวทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้ภาพชัดเจนแล้วว่า มีทั้งฝ่ายที่ต้องการให้เวเนซุเอลาเป็นประชาธิปไตย และฝ่ายที่ต้องการรักษาอำนาจแบบเดิมไว้… คำถามง่ายๆ คือ ลองไปถามพวกเขาสิว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อไหร่”.

ที่มา AP / Reuters

ทุบสถิติประมูล “เสื้อชูชีพ” ผู้รอดชีวิตไททานิกปิดที่เกือบ 29 ล้านบาท

ทุบสถิติประมูล "เสื้อชูชีพ" ผู้รอดชีวิตไททานิกปิดที่เกือบ 29 ล้านบาท

19 เม.ย. 2569 10:20 น.

ทุบสถิติประมูล “เสื้อชูชีพ” ผู้รอดชีวิตไททานิกปิดที่เกือบ 29 ล้านบาท

เปิดประมูลของสะสมหายากจากเรือไททานิก โดย “เสื้อชูชีพ” ของผู้รอดชีวิตชั้นเฟิสต์คลาส ทำราคาพุ่งสูงกว่า 9 แสนดอลลาร์ หรือมากกว่า 28 ล้านบาท ขณะที่ของใช้อื่นๆ ยังคงได้รับความสนใจล้นหลาม ตอกย้ำความหลงใหลในประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นอมตะแม้เวลาจะผ่านไปกว่าหนึ่งศตวรรษ

สำนักประมูล เฮนรี อัลดริดจ์ แอนด์ ซัน ในเมืองดีไวเซส ทางตะวันตกของอังกฤษ ได้จัดการประมูลสิ่งของที่ระลึกจากเรือ “อาร์เอ็มเอส ไททานิก” (RMS Titanic) โดยไฮไลต์สำคัญคือ “เสื้อชูชีพ” ของนางสาวลอรา เมเบิล ฟรานคาเตลลี ผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 670,000 ปอนด์ หรือประมาณ 906,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28.94 ล้านบาท) ให้กับผู้ประมูลทางโทรศัพท์ที่ไม่ประสงค์ออกนาม

เสื้อชูชีพสีครีมที่ทำจากผ้าใบยัดไส้ด้วยไม้ก๊อกตัวนี้ มีความพิเศษอย่างยิ่งเนื่องจากปรากฏลายเซ็นของเธอและเพื่อนผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ที่หนีออกมาด้วยเรือช่วยชีวิตลำเดียวกัน โดยแอนดรูว์ อัลดริดจ์ ผู้ประมูล ระบุว่าในปัจจุบันมีเสื้อชูชีพที่ผู้รอดชีวิตสวมใส่จริงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น และส่วนใหญ่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ จึงยากมากที่จะมีการนำออกมาประมูลสู่ตลาด

นอกจากเสื้อชูชีพแล้ว ยังมีการประมูล “เบาะรองนั่ง” จากเรือช่วยชีวิตของไททานิก ซึ่งปิดประมูลไปที่ราคา 390,000 ปอนด์ (ประมาณ 18.4 ล้านบาท) โดยผู้ชนะการประมูลคือเจ้าของพิพิธภัณฑ์ไททานิกในรัฐเทนเนสซีและรัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งราคาเหล่านี้ได้รวมค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มของผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว

แอนดรูว์ อัลดริดจ์ กล่าวว่า “ราคาประมูลครั้งนี้สะท้อนถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องในเรื่องราวของไททานิก รวมถึงความเคารพต่อผู้โดยสารและลูกเรือที่เรื่องราวของพวกเขาถูกทำให้เป็นอมตะผ่านสิ่งของเหล่านี้” 

เรือไททานิก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็นเรือที่ “ไม่มีวันจม” ได้ชนภูเขาน้ำแข็งนอกชายฝั่งนิวฟันด์แลนด์ระหว่างการเดินทางเที่ยวแรกจากอังกฤษไปนิวยอร์ก และจมลงเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1912 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 ราย จากทั้งหมดประมาณ 2,200 ราย

สำหรับนางสาวฟรานคาเตลลี เธอเดินทางมาพร้อมกับนายจ้างคือ ลูซี ดัฟฟ์ กอร์ดอน แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดัง และสามีคือนายคอสโม ดัฟฟ์ กอร์ดอน ทั้งสามรอดชีวิตมาได้ด้วย “เรือช่วยชีวิตลำที่ 1” ซึ่งภายหลังกลายเป็นประเด็นอื้อฉาว เนื่องจากเรือลำดังกล่าวถูกปล่อยลงน้ำโดยมีผู้โดยสารเพียง 12 คน ทั้งที่สามารถรองรับได้ถึง 40 คน และไม่ได้พยายามวนกลับไปรับผู้รอดชีวิตที่ลอยคออยู่ในน้ำเย็นจัดแต่อย่างใด

สถิติการประมูลของที่ระลึกไททานิกที่สูงที่สุดในโลกยังคงเป็นของ “นาฬิกาพกทองคำ” ซึ่งถูกประมูลไปเมื่อปี 2025 ในราคามากกว่า 2 ล้านดอลลาร์ (ราว 64 ล้านบาท) โดยนาฬิกาเรือนนี้เป็นของ อิซิดอร์ สเตราส์ มหาเศรษฐีเจ้าของห้าง Macy’s ซึ่งสวมใส่ในขณะที่เขาและภรรยาตัดสินใจสละสิทธิ์การลงเรือช่วยชีวิตเพื่อให้คนหนุ่มสาวได้ไปแทน กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวความเสียสละอันเป็นตำนานของเรือลำนี้.

ที่มา Associated Press