ผู้รอดชีวิตไฟไหม้ฮ่องกงทยอยกลับบ้าน เผชิญซากความเสียหาย-บาดแผลทางใจ

ผู้รอดชีวิตไฟไหม้ฮ่องกงทยอยกลับบ้าน เผชิญซากความเสียหาย-บาดแผลทางใจ

20 เม.ย. 2569 11:00 น.

ผู้รอดชีวิตไฟไหม้ฮ่องกงทยอยกลับบ้าน เผชิญซากความเสียหาย-บาดแผลทางใจ

บรรยากาศการกลับคืนสู่ “บ้าน” ของผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัย “หวังฟุก คอร์ท” ย่านต่ายโป ซึ่งถือเป็นเหตุไฟไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 60 ปีของฮ่องกงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยทางการอนุญาตให้ผู้เช่าและเจ้าของห้องกลับเข้าสำรวจความเสียหายและเก็บกู้ทรัพย์สินสำคัญเป็นครั้งแรก หลังเหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 5 เดือน

เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวเตรียมใจ โดยหน่วยดับเพลิงเตือนว่าห้องพักกว่า 920 ห้องได้รับความเสียหาย และบางหลังถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงจากเหตุเพลิงไหม้ ภาพที่เผยแพร่โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลแสดงให้เห็นว่าเพดานและผนังของบางห้องชุดพังถล่มหรือไหม้เกรียมเป็นสีดำ และภายในเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง

พื้นที่ที่เสียหายของอาคารที่พักอาศัยในเขตต่ายโปของฮ่องกงถูกปิดกั้นเป็น “เขตอันตราย” ขณะเดียวกันก็มีการดำเนินการเสริมความแข็งแรงในบริเวณที่โครงสร้างอาคารเสียหาย โดยเมื่อกลับไปยังห้องพักของตน ผู้อยู่อาศัยจะต้องสวมหน้ากากอนามัย หมวกนิรภัย และถุงมือ

นายเคือง มัก วัย 78 ปี หนึ่งในผู้ประสบภัยที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้มานานกว่า 40 ปี เปิดเผยด้วยความอัดอั้นก่อนจะกลับเข้าไปว่า แม้จะทำใจไว้บ้างแล้วจากภาพที่นักสังคมสงเคราะห์ส่งมาให้ดู แต่การต้องเห็นบ้านที่เคยสร้างครอบครัวมาเหลือเพียงโครงสร้างเหล็กเส้นและเศษกระเบื้องเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก โดยเฉพาะของสะสมที่มีคุณค่าทางจิตใจ ทั้งภาพถ่ายวันแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน และจดหมายจากลูกชายที่คาดว่าถูกเผาวอดไปทั้งหมด

ในบรรดาผู้ประสบภัยกว่า 4,600 คน มีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งต้องเผชิญความลำบากอย่างหนัก เนื่องจากลิฟต์ในอาคาร 31 ชั้นยังใช้งานไม่ได้ ผู้สูงอายุบางรายต้องฝึกฝนร่างกายเพื่อให้สามารถเดินขึ้นบันไดไปตรวจสอบห้องพักของตนเองได้ นอกจากนี้ ทางการยังจำกัดเวลาการเข้าพักได้เพียง 3 ชั่วโมง และอนุญาตให้เข้าได้ไม่เกิน 4 คนต่อห้อง (หรือ 1 คนในห้องที่เสียหายหนัก) เพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ประชาชนยังคงรอคอยผลการสอบสวนหาสาเหตุเพลิงไหม้ที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 168 ศพ โดยข้อมูลเบื้องต้นจากคณะกรรมการอิสระระบุว่า ระบบความปลอดภัยและอุปกรณ์ดับเพลิงเกือบทั้งหมดในอาคารล้มเหลวเนื่องจาก “ความผิดพลาดของมนุษย์” ในวันเกิดเหตุ

แฮร์รี่ เหลียง ผู้รอดชีวิต หนึ่งในผู้อยู่อาศัยกลุ่มสุดท้ายที่ออกจากอาคารในวันที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ บอกว่าเขามีความรู้สึกผสมปนเปกันเกี่ยวกับการกลับมาครั้งนี้ แม้เขาอยากเห็นห้องชุดที่เขาใช้ชีวิตอยู่มานานที่สุด เขากล่าวว่าเขาผิดหวังกับเวลาเพียง 3 ชั่วโมงที่เขาได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นั่น เพราะมันไม่เพียงพอ

เจ้าหน้าที่ฮ่องกงเสนอที่จะซื้ออพาร์ตเมนต์คืนในราคาตลาดก่อนเกิดเพลิงไหม้ แม้ว่าจะมีความเสียหาย แต่กล่าวว่าการสร้างอาคารใหม่บนพื้นที่เดิมนั้น “เป็นไปไม่ได้” เขากล่าวว่า “ผมเชื่อว่าจริงๆ แล้วมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการรับข้อเสนอของรัฐบาล แต่ไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาถูกบังคับให้รับมัน” “ถ้าผมมีทางเลือก ผมคงไม่อยากออกจากหวังฟุกคอร์ทเลย”

รัฐบาลฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะรื้อถอนอาคารทั้ง 7 หลังที่ได้รับความเสียหายหนัก และเสนอแผนรับซื้อสิทธิ์การถือครองคืนจากเจ้าของห้อง อย่างไรก็ตาม ชาวเมืองบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าจากการตรวจสอบพบว่ามีห้องพักเพียงครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 1,700 ห้องที่เสียหายหนัก ส่วนที่เหลืออาจยังสามารถซ่อมแซมได้

บาดแผลทางจิตใจที่ยังไม่จางหายไม่ใช่แค่ผู้ที่สูญเสียบ้าน แต่ผู้อยู่อาศัยในอาคารหลังที่ 8 ซึ่งรอดพ้นจากไฟไหม้มาได้ ต่างก็ตกอยู่ในสภาวะกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรง โดยระบุว่าทุกครั้งที่มองออกไปเห็นอาคารรอบข้างที่ดำเป็นตอตะโก จะนึกถึงเพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เสียชีวิตในกองเพลิง ทำให้หลายครอบครัวไม่กล้าที่จะกลับมาอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมอีกต่อไป

ทั้งนี้ กระบวนการอนุญาตให้ผู้ประสบภัยกลับเข้าพื้นที่เพื่อเก็บของจะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด หลังมีรายงานการจับกุมผู้ต้องสงสัยเข้าไปลักทรัพย์ในพื้นที่อาคารร้างในช่วงที่ผ่านมา.

ที่มา ASSOCIATED PRESS / AFP

สิงคโปร์ อินโดฯ มาเลเซีย ยืนยันดูแล “ช่องแคบมะละกา” เปิดใช้งานปลอดภัย ท่ามกลางความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

สิงคโปร์ อินโดฯ มาเลเซีย ยืนยันดูแล "ช่องแคบมะละกา" เปิดใช้งานปลอดภัย ท่ามกลางความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

20 เม.ย. 2569 10:39 น.

สิงคโปร์ อินโดฯ มาเลเซีย ยืนยันดูแล “ช่องแคบมะละกา” เปิดใช้งานปลอดภัย ท่ามกลางความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สามประเทศเจ้าของชายฝั่งช่องแคบมะละกา และช่องแคบสิงคโปร์ หารือร่วมกันยืนยันพันธกิจรักษาเส้นทางเดินเรือช่องแคบมะละกาให้เปิดใช้งานปลอดภัย ท่ามกลางความเสี่ยงในตะวันออกกลาง

วันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานการท่าเรือและการเดินเรือสิงคโปร์ เปิดเผยว่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการกองทุนเครื่องช่วยการเดินเรือ ครั้งที่ 34 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์โดยที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางเสริมความปลอดภัยด้านการเดินเรือในช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าที่คับคั่งที่สุดของโลก

ทางการสิงคโปร์ระบุว่า ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์  ต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

นายเดวิด ฟู ประธานคณะกรรมการกองทุนเครื่องช่วยการเดินเรือ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านการปฏิบัติการที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น

ทั้งนี้ ช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ และเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าจากเอเชียไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่นๆ นักวิเคราะห์มองว่า การออกมาย้ำจุดยืนร่วมกันของ 3 ประเทศครั้งนี้ สะท้อนความพยายามรักษาเสถียรภาพการค้าโลก หลังหลายภูมิภาคเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางทะเลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

สหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์ เปิดศึกซ้อมรบร่วม ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์ เปิดศึกซ้อมรบร่วม ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

20 เม.ย. 2569 09:54 น.

สหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์ เปิดศึกซ้อมรบร่วม ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ทหารสหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์กว่า 17,000 นาย เปิดฉากซ้อมรบร่วม “บาลิกาตัน” โดยมีญี่ปุ่นเข้าร่วมด้วยเป็น่ครั้งแรก ยิงจริงใกล้ไต้หวัน-ทะเลจีนใต้ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

วันที่ 20 เมษายน 2569 กองทัพสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์เปิดฉากการซ้อมรบร่วมประจำปีอย่างเป็นทางการ โดยมีทหารเข้าร่วมมากกว่า 17,000 นาย การฝึกซ้อมจะใช้เวลารวม 19 วัน ภายใต้ชื่อ  “บาลิกาตัน” (Balikatan) ซึ่งมีความหมายว่า “เคียงบ่าเคียงไหล่” โดยมีทหารสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น รวมถึงกองกำลังจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส และแคนาดาเข้าร่วม

พันเอกโรเบิร์ต บันน์ โฆษกการฝึกฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวว่า การซ้อมรบครั้งนี้เป็นโอกาสแสดงให้เห็นถึงพันธมิตรอันแข็งแกร่งระหว่างสหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์ และตอกย้ำพันธกิจต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการฝึกครั้งนี้ คือการยิงจริงในพื้นที่ตอนเหนือของฟิลิปปินส์ ซึ่งหันหน้าเข้าสู่ช่องแคบไต้หวัน รวมถึงการฝึกในจังหวัดที่อยู่ใกล้ทะเลจีนใต้  

พร้อมกันนี้ยืนยันด้วยว่า การส่งกำลังพลสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเคลื่อนกำลังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี จะไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่สหรัฐฯ กำลังมีบทบาทอยู่ โดยการซ้อมรบครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ใกล้สิ้นสุดลง หลังสงครามเริ่มต้นจากการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์มองว่า การซ้อมรบครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเสริมศักยภาพพันธมิตร แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีน ท่ามกลางการแข่งขันอำนาจในเอเชียที่ทวีความเข้มข้นขึ้น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 5 ลูก ทดสอบหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์ อวดศักยภาพอาวุธ

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 5 ลูก ทดสอบหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์ อวดศักยภาพอาวุธ

20 เม.ย. 2569 08:25 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 5 ลูก ทดสอบหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์ อวดศักยภาพอาวุธ

เกาหลีเหนือเผย ได้ทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้เชิงยุทธวิธีจำนวน 5 ลูก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเป็นการทดสอบหัวรบชนิดคลัสเตอร์หรือระเบิดลูกปราย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้าง

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่าการทดสอบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบคุณลักษณะและอานุภาพของหัวรบคลัสเตอร์ รวมถึงหัวรบแบบทุ่นระเบิดแตกกระจาย

โดยรายงานถูกเผยแพร่ในช่วงเช้าวันจันทร์ ซึ่งเป็นรูปแบบปกติของสื่อรัฐเกาหลีเหนือที่มักรายงานเหตุการณ์ย้อนหลัง 1 วันหรือมากกว่านั้น

ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ได้ตรวจจับการยิงขีปนาวุธดังกล่าวตั้งแต่วันอาทิตย์แล้ว สะท้อนให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวทางทหารของเกาหลีเหนือยังคงอยู่ภายใต้การจับตาอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ

ภาพนิ่งที่เผยแพร่โดย KCNA แสดงให้เห็นผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ปรากฏตัวในพื้นที่ทดสอบ พร้อมด้วยบุตรสาว คิม จู แอ และเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง ซึ่งการปรากฏตัวของบุตรสาวผู้นำ ยังคงเป็นที่จับตาของนักวิเคราะห์ เนื่องจากเธอมักร่วมกิจกรรมสำคัญด้านกลาโหมในช่วงหลัง

หนึ่งในภาพที่เผยแพร่ ปรากฏแรงระเบิดบนเกาะขนาดเล็ก พร้อมน้ำกระเซ็นกระจายรอบพื้นที่ ซึ่งคาดว่าเป็นการแสดงให้เห็นผลกระทบของหัวรบคลัสเตอร์ที่สามารถกระจายแรงระเบิดเป็นวงกว้าง

ขณะที่ภาพอื่น ๆ แสดงให้เห็นการยิงขีปนาวุธจากท่าเทียบเรือที่ยื่นออกไปในทะเล

ทั้งนี้อาวุธแบบคลัสเตอร์ หรือระเบิดลูกปราย เป็นอาวุธที่ปล่อยระเบิดย่อยจำนวนมากในพื้นที่กว้าง ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อเป้าหมายทางทหารและพลเรือน

ที่ผ่านมา อาวุธชนิดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเวทีนานาชาติ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อพลเรือน และมักทิ้งระเบิดที่ไม่ระเบิดตกค้างในพื้นที่.

ที่มา : AP

น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด

น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด

20 เม.ย. 2569 08:15 น.

น้ำมันดิบตลาดโลกพุ่ง 7.5% หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดแรง ปรับเพิ่มอีกกว่า 7.5% หลังอิหร่านกลับมาจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงใกล้สิ้นสุด ตลาดกังวลสงครามลุกลามรอบใหม่ 

วันที่ 20 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งในการซื้อขายวันอาทิตย์ หลังอิหร่านกลับมาปิดกั้นการเดินเรือส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 20% ของโลก ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจปะทุอีกครั้ง

รายงานข่าวระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลก เพิ่มขึ้นราว 7% มาอยู่ที่ 96.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3,530 บาท หลังเมื่อวันศุกร์เพิ่งปิดตลาดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 10 มีนาคม จากข่าวอิหร่านจะเปิดช่องแคบอีกครั้ง ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 7.5% เช่นกัน อยู่ที่ 90.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 3,290 บาท

อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนเรื่องการเปิดเส้นทางยังไม่แน่นอน และยังไม่มีคำตอบว่าเรือชาติใดจะสามารถผ่านได้บ้าง ก่อนที่อิหร่านจะประกาศปิดช่องแคบอีกครั้งในวันเสาร์ จากข้อมูลติดตามเรือเดินทะเลระบุว่า ตลอดวันอาทิตย์ ไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันลำใดสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้เลย

ขณะเดียวกัน ผลจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังฉุดตลาดหุ้น และการเงินสหรัฐฯ โดยสัญญาล่วงหน้าดัชนีดาวโจนส์ลดลง 451 จุด หรือ 0.91% ขณะที่เอสแอนด์พี 500 และแนสแด็กลดลงราว 0.8% นักวิเคราะห์มองว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดต่อเนื่อง ราคาพลังงานโลกอาจพุ่งสูงอีกระลอก และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

ที่มา  CNN

สุดสะเทือนใจ พ่อกราดยิงลูก 7 คน ดับรวม 8 ศพในลุยเซียนา เหตุกราดยิงหมู่ร้ายแรงสุดตั้งแต่ปี 2024

สุดสะเทือนใจ พ่อกราดยิงลูก 7 คน ดับรวม 8 ศพในลุยเซียนา เหตุกราดยิงหมู่ร้ายแรงสุดตั้งแต่ปี 2024

20 เม.ย. 2569 08:09 น.

สุดสะเทือนใจ พ่อกราดยิงลูก 7 คน ดับรวม 8 ศพในลุยเซียนา เหตุกราดยิงหมู่ร้ายแรงสุดตั้งแต่ปี 2024

เกิดเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญในสหรัฐ เมื่อชายคนหนึ่งยิงเด็กเสียชีวิต 8 คน ในจำนวนนี้เป็นลูกของตัวเอง 7 คน นับเป็นเหตุยิงหมู่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของประเทศตั้งแต่ต้นปี 2024

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองชรีฟพอร์ตเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุคือ ชามาร์ เอลกินส์ โดยเหตุเกิดขึ้นช่วงเช้าวันอาทิตย์ตามเวลาในท้องถิ่น เด็กที่เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 1 ถึง 12 ปี ขณะที่ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าอาจมีอายุสูงสุดถึง 14 ปี นอกจากนี้ ยังมีเด็กชายวัย 13 ปีรอดชีวิต แต่ได้รับบาดเจ็บกระดูกหัก หลังพยายามหลบหนีด้วยการกระโดดลงจากหลังคาบ้าน

ตำรวจระบุว่า ผู้ก่อเหตุเริ่มต้นด้วยการยิงภรรยาของตนเอง ซึ่งเป็นแม่ของเด็ก ๆ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะไปยังอีกบ้านหนึ่งและก่อเหตุยิงเด็กทั้ง 8 คน รวมถึงผู้หญิงอีก 1 คน ซึ่งเป็นแม่ของเด็กคนที่ 8 โดยเธอมีอาการบาดเจ็บขั้นวิกฤต

หลังเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุได้หลบหนี พร้อมก่อเหตุชิงรถยนต์ และขับหลบหนีข้ามเขตการปกครอง ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมระหว่างการไล่ล่า โดยขณะนี้ตำรวจรัฐลุยเซียนาอยู่ระหว่างสอบสวนเหตุการณ์

ข้อมูลระบุว่า เอลกินส์เคยถูกจับกุมในปี 2019 ในคดีเกี่ยวกับอาวุธปืน และเคยรับราชการในกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐหลุยเซียนา เป็นเวลา 7 ปี จนถึงปี 2020

นายกเทศมนตรีเมืองชรีฟพอร์ตระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุด ที่เคยเกิดขึ้นในเมือง และสร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงต่อชุมชน ด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและผู้นำชุมชนต่างเรียกร้องให้มีการดูแลสุขภาพจิตของครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงประชาชนในพื้นที่

ข้อมูลจาก Gun Violence Archive ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ สหรัฐอเมริกาเกิดเหตุยิงหมู่แล้วอย่างน้อย 114 ครั้ง โดยนิยามเหตุยิงหมู่คือมีผู้ถูกยิงตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป (ไม่รวมผู้ก่อเหตุ) โดยครั้งนี้เป็นเหตุยิงหมู่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของประเทศตั้งแต่ต้นปี 2024.

ที่มา : AP

กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า

กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า

20 เม.ย. 2569 05:31 น.

กองทัพอิหร่านเตือน จะตอบโต้หลังสหรัฐฯ ยิง-ยึดเรือบรรทุกสินค้า

กองทัพอิหร่านออกมาประณามสหรัฐฯ ที่ยิงโจมตีและบุกยึดเรือสินค้าติดธงชาติอิหร่านบริเวณอ่าวโอมาน ชี้เป็นการปล้นทางทะเล และละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 กองทัพอิหร่านได้ออกคำเตือนว่าจะมีการตอบโต้ หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ ยิงถล่มและเข้ายึดเรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านในอ่าวโอมานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยฝ่ายอเมริกาอ้างว่า เรือลำนี้พยายามจะละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

“สหรัฐฯ ผู้รุกราน ได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและกระทำการปล้นสะดมทางทะเล ด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ของอิหร่านในน่านน้ำทะเลโอมาน” กองทัพอิหร่านระบุ ตามรายงานของ IRIB สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านที่โพสต์ผ่าน Telegram

กองทัพอิหร่านระบุเสริมว่า สหรัฐฯ ได้ทำลายอุปกรณ์เดินเรือและส่งกำลังทหารขึ้นบนดาดฟ้าเรือ ซึ่งถือเป็นการบุกรุกเรือลำดังกล่าวอย่างชัดเจน และ “เราขอเตือนว่า กองทัพแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะตอบโต้และล้างแค้นต่อการโจรกรรมด้วยอาวุธของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ในเร็วๆ นี้”

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า “วันนี้ เรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านชื่อว่า ทุสกา (Touska) ซึ่งมีความยาวเกือบ 900 ฟุต และมีน้ำหนักเกือบเท่าเรือบรรทุกเครื่องบิน พยายามที่จะแล่นผ่านวงล้อมปิดกั้นทางเรือของเรา และผลที่ออกมาก็ไม่ค่อยดีนักสำหรับพวกเขา”

“เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี ยูเอสเอส สปรูเอนซ์ (USS Spruance) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เข้าสกัดกั้นเรือ ทุสกา ในอ่าวโอมาน และได้ให้คำเตือนที่เหมาะสมเพื่อให้หยุดเรือ แต่ลูกเรือชาวอิหร่านปฏิเสธที่จะฟัง ดังนั้นกองทัพเรือของเราจึงหยุดพวกเขาไว้กับที่ด้วยการยิงถล่มจนเกิดรูโหว่ในห้องเครื่อง ขณะนี้หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมเรือลำดังกล่าวไว้แล้ว”

ต่อมา กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM – เซนต์คอม) ก็ออกมายืนยันโพสต์ของนายทรัมป์ และว่า เจ้าหน้าที่ยิงกระสุนหลายนัดเข้าไปที่ห้องเครื่องของเรือทุสกา เพื่อทำให้ระบบขับเคลื่อนของเรือ ใช้การไม่ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน ยิงกระสุนหลายนัด ถล่มห้องเครื่องเรือธงอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน ยิงกระสุนหลายนัด ถล่มห้องเครื่องเรือธงอิหร่าน

20 เม.ย. 2569 05:16 น.

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน ยิงกระสุนหลายนัด ถล่มห้องเครื่องเรือธงอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าเรือพิฆาตของพวกเขา ยิงกระสุนหลายนัดเข้าใส่เรือติดธงอิหร่านที่พยายามจะฝ่าวงล้อมการปิดกั้นทางทะเลของสหรัฐฯ บริเวณอ่าวโอมาน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM – เซนต์คอม) ออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ที่ 19 เม.ย. 2569 ระบุว่า เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี “ยูเอสเอส สปรูเอนซ์” (USS Spruance) เข้าสกัดเรือสินค้าติดธงอิหร่านชื่อว่า “ทุสกา” (Touska) ขณะที่เรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่านซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการปิดล้อม

“หลังจากลูกเรือของทุสกาไม่ปฏิบัติตามคำเตือนที่แจ้งไปซ้ำหลายครั้งตลอดระยะเวลา 6 ชั่วโมง เรือสปรูเอนซ์จึงได้สั่งให้ผู้ที่อยู่ในเรืออพยพออกจากห้องเครื่อง” CENTCOM ระบุในแถลงการณ์

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงยิงกระสุนหลายนัดเข้าไปที่ห้องเครื่องของเรือทุสกา เพื่อทำให้ระบบขับเคลื่อนของเรือ ใช้การไม่ได้

นอกจากนี้ แถลงการณ์ของกองทัพสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า นับตั้งแต่เริ่มมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านเมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ได้สั่งให้เรือพาณิชย์กลับลำหรือเดินทางกลับไปยังท่าเรือของอิหร่านแล้ว 25 ลำ

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ CENTCOM เป็นการให้รายละเอียดเพิ่มเติม หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเรื่องนี้ผ่าน Truth Social ไปก่อนแล้ว

“วันนี้ เรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านชื่อว่า ทุสกา (Touska) ซึ่งมีความยาวเกือบ 900 ฟุต และมีน้ำหนักเกือบเท่าเรือบรรทุกเครื่องบิน พยายามที่จะแล่นผ่านวงล้อมปิดกั้นทางเรือของเรา และผลที่ออกมาก็ไม่ค่อยดีนักสำหรับพวกเขา” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี ยูเอสเอส สปรูเอนซ์ (USS Spruance) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เข้าสกัดกั้นเรือ ทุสกา ในอ่าวโอมาน และได้ให้คำเตือนที่เหมาะสมเพื่อให้หยุดเรือ แต่ลูกเรือชาวอิหร่านปฏิเสธที่จะฟัง ดังนั้นกองทัพเรือของเราจึงหยุดพวกเขาไว้กับที่ด้วยการยิงถล่มจนเกิดรูโหว่ในห้องเครื่อง ขณะนี้หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมเรือลำดังกล่าวไว้แล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไฟไหม้ครั้งใหญ่ เผาบ้านมาเลเซียวอดนับพันหลัง กระทบประชาชนเฉียดหมื่น

ไฟไหม้ครั้งใหญ่ เผาบ้านมาเลเซียวอดนับพันหลัง กระทบประชาชนเฉียดหมื่น

20 เม.ย. 2569 04:25 น.

ไฟไหม้ครั้งใหญ่ เผาบ้านมาเลเซียวอดนับพันหลัง กระทบประชาชนเฉียดหมื่น

(ภาพจาก AFP PHOTO / MALAYSIA’S SANDAKAN FIRE AND RESCUE DEPARTMENT)

เกิดเพลิงไหม้ที่หมู่บ้านกลางน้ำบริเวณชายฝั่งรัฐซาบะฮ์ ของมาเลเซีย ทำลายบ้านไม้ไปกว่า 1,000 หลัง และทำให้ประชาชนเกือบหมื่นคนกลายเป็นคนไร้บ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในหมู่บ้านชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งของรัฐซาบะฮ์ ประเทศมาเลเซีย ทำลายบ้านชั่วคราวซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านยกพื้นสูงกลางน้ำไปกว่า 1,000 หลัง ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องกลายเป็นผู้ประสบภัยไร้ที่อยู่อาศัย

ข่าวระบุว่า เพลิงเริ่มลุกไหม้ในช่วงเช้าตรู่วันอาทิตย์ในหมู่บ้านกลางน้ำ (Water village) ในเขตซันดากัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐซาบะฮ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่สุดในมาเลเซีย รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์และบุคคลไร้สัญชาติ อาศัยอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นในบ้านไม้ยกพื้นสูง

กรมดับเพลิงและกู้ภัยรัฐซาบะฮ์ระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 01:32 น. และได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ 37 นายจากสถานีดับเพลิง 2 แห่งเพื่อเข้าควบคุมเพลิง

“…เพลิงไหม้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10 เอเคอร์ ส่งผลให้บ้านพักชั่วคราวริมน้ำประมาณ 1,000 หลัง ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์” กรมดับเพลิงระบุในแถลงการณ์ โดยการดับเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากเส้นทางที่คับแคบทำให้รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้

นอกจากนั้น แถลงการณ์ระบุอีกว่า “ระดับน้ำทะเลที่ลดต่ำลงยังทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าถึงแหล่งน้ำธรรมชาติได้ยากลำบาก” และลมที่พัดแรงยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วด้วย

ขณะที่นายจอร์จ อับดุล รักมัน ผู้บังคับการตำรวจเขตซันดากัน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Star ว่า “เหตุการณ์ครั้งใหญ่และน่าสลดใจนี้” ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยถึง 9,007 คน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

ด้านนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวว่ารัฐบาลกลางกำลังประสานงานกับหน่วยงานในรัฐซาบะฮ์ เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือและจัดหาที่พักพิงชั่วคราวให้แก่ผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

“สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือความปลอดภัยของผู้ประสบภัยและการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในพื้นที่” นายอันวาร์ระบุผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊ก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงใส่-ยึดเรืออิหร่านที่พยายามฝ่าวงล้อม

ทรัมป์เผย กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงใส่-ยึดเรืออิหร่านที่พยายามฝ่าวงล้อม

20 เม.ย. 2569 03:31 น.

ทรัมป์เผย กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงใส่-ยึดเรืออิหร่านที่พยายามฝ่าวงล้อม

โดนัลด์ ทรัมป์เผยว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงอาวุธเข้าใส่และบุกยึดเรือสินค้าของอิหร่าน หลังจากเรือลำนี้พยายามฝ่าการปิดล้อมท่าเรือของสหรัฐฯ และเตือนแล้วไม่ยอมฟัง

เมื่อ 19 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ทำการยิงและเข้ายึดเรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่าน หลังจากเรือลำดังกล่าวพยายามเดินเรือผ่านวงล้อมปิดกั้นทางเรือของสหรัฐฯ ในอ่าวโอมาน

“วันนี้ เรือบรรทุกสินค้าติดธงอิหร่านชื่อว่า ทูสกา (TOUSKAX ซึ่งมีความยาวเกือบ 900 ฟุต และมีน้ำหนักเกือบเท่าเรือบรรทุกเครื่องบิน พยายามที่จะแล่นผ่านวงล้อมปิดกั้นทางเรือของเรา และผลที่ออกมาก็ไม่ค่อยดีนักสำหรับพวกเขา” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

“เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี ยูเอสเอส สปรูเอนซ์ (USS SPRUANCE) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เข้าสกัดกั้นเรือ ทูสกา ในอ่าวโอมาน และได้ให้คำเตือนที่เหมาะสมเพื่อให้หยุดเรือ แต่ลูกเรือชาวอิหร่านปฏิเสธที่จะฟัง ดังนั้นกองทัพเรือของเราจึงหยุดพวกเขาไว้กับที่ด้วยการยิงถล่มจนเกิดรูโหว่ในห้องเครื่อง ขณะนี้หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมเรือลำดังกล่าวไว้แล้ว”

การประกาศของทรัมป์มีขึ้นในขณะที่เขาอ้างว่าอิหร่านได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงฉบับปัจจุบัน ด้วยการโจมตีเข้าใส่เรือสินค้าหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากรัฐบาลอิหร่านกลับมาบังคับใช้มาตรการควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญสายนี้อีกครั้ง โดยอ้างว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่าย “ผิดคำพูด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn