Waymo จับมือญี่ปุ่น เดินหน้าแท็กซี่ไร้คนขับในโตเกียว เปิดเต็มรูปแบบปี 2027

Waymo จับมือญี่ปุ่น เดินหน้าแท็กซี่ไร้คนขับในโตเกียว เปิดเต็มรูปแบบปี 2027

15 ก.ย. 2569 10:25 น.

Waymo จับมือญี่ปุ่น เดินหน้าแท็กซี่ไร้คนขับในโตเกียว เปิดเต็มรูปแบบปี 2027

Waymo จับมือพันธมิตรญี่ปุ่น เตรียมให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับในโตเกียว ตั้งเป้าเปิดบริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบปี 2027 ประเดิมรถขนาดเล็ก ก่อนขยายเป็นราว 100 คันในย่านสำคัญของเมือง

โตเกียวเตรียมก้าวเข้าสู่ยุคแท็กซี่ไร้คนขับ เมื่อ Waymo บริษัทเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในเครือ Alphabet จับมือกับ GO ผู้ให้บริการแอปเรียกรถแท็กซี่ของญี่ปุ่น และบริษัทแท็กซี่ Nihon Kotsu ประกาศตั้งเป้าเปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับเชิงพาณิชย์ในกรุงโตเกียวภายในปี 2027

ทั้ง 3 บริษัทระบุว่าจะเริ่มต้นด้วยรถจำนวนไม่มาก ก่อนทยอยขยายจำนวนรถเป็นประมาณ 100 คัน ครอบคลุมย่านสำคัญของกรุงโตเกียว แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับการได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการทดสอบและยืนยันความพร้อมของเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการของ Waymo ซึ่งหากได้รับการอนุมัติและระบบผ่านการตรวจสอบแล้ว บริการดังกล่าวจะให้บริการ โดยไม่มีคนขับอยู่หลังพวงมาลัย และผู้โดยสารสามารถเรียกรถผ่านทั้งแอป GO และแอป Waymo

เทเคดรา มาวาคานา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Waymo กล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ รถแท็กซี่จะให้บริการแบบไร้คนขับสำหรับประชาชน และบริษัทจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนรถอย่างเหมาะสม จนในที่สุดผู้คนในโตเกียวสามารถดาวน์โหลดแอปและเรียกรถได้

การประกาศครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Waymo ในการรุกตลาดญี่ปุ่น หลังบริษัทเริ่มเก็บข้อมูลการขับขี่บนถนนในกรุงโตเกียวเมื่อปี 2025 โดยใช้รถ Jaguar I-PACE ที่มีคนขับ ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยีของบริษัทออกปฏิบัติการบนถนนสาธารณะนอกสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก

บริษัทระบุว่า บริการแท็กซี่ไร้คนขับอาจช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนคนขับในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญกับการลดลงของจำนวนประชากรและความต้องการแรงงานในภาคขนส่ง

ขณะเดียวกัน นิสสัน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีแท็กซี่ไร้คนขับร่วมกับ Wayve สตาร์ตอัปจากอังกฤษ และ Uber Technologies เช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะนำมาให้บริการในอนาคตอันใกล้.

ที่มา : channelnewsasia

“คิม จอง อึน” ย้ำอีกรอบกระชับสัมพันธ์รัสเซีย เดินหน้าร่วมมือรอบด้าน พร้อมหนุนสงครามยูเครน

"คิม จอง อึน" ย้ำอีกรอบกระชับสัมพันธ์รัสเซีย เดินหน้าร่วมมือรอบด้าน พร้อมหนุนสงครามยูเครน

15 ก.ย. 2569 10:18 น.

“คิม จอง อึน” ย้ำอีกรอบกระชับสัมพันธ์รัสเซีย เดินหน้าร่วมมือรอบด้าน พร้อมหนุนสงครามยูเครน

“คิม จอง อึน” ให้คำมั่นขยายและกระชับความร่วมมือกับรัสเซียรอบด้าน ย้ำความสัมพันธ์พันธมิตร พร้อมประกาศสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน

วันที่ 15 กันยายน 2569 สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้ รายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ให้คำมั่นว่าจะขยายและกระชับความร่วมมือร่วมกันกับรัสเซียในทุกด้าน หลังได้รับสารแสดงความยินดีจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เนื่องในวันครบรอบก่อตั้งเกาหลีเหนือปีที่ 78

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่านายคิม จอง อึน กล่าวขอบคุณปูตินอย่างสุดซึ้ง พร้อมยืนยันว่าเกาหลีเหนือยังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะขยายและกระชับความร่วมมือกับรัสเซียอย่างรอบด้าน โดยยึดมั่นในมิตรภาพ ความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรของสองประเทศ แม้ไม่ได้เป็นการระบุชัดเจนว่าความร่วมมือที่กล่าวถึงครอบคลุมเรื่องใดบ้าง แต่คาดว่าน่าจะหมายถึงการขยายความร่วมมือด้านการทหารและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่แน่นแฟ้นขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือและรัสเซียลงนามในสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบครอบคลุมระหว่างการเยือนกรุงเปียงยางของผู้นำรัสเซีย เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 โดยสนธิสัญญากำหนดให้ทั้งสองฝ่ายให้ความช่วยเหลือทางทหารโดยไม่ล่าช้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจมตี โดยที่ผ่านมาเกาหลีเหนือส่งกำลังทหารหลายพันนาย รวมถึงอาวุธตามแบบ ไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับยูเครน ซึ่งยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศแน่นแฟ้นมากขึ้น.

ที่มา Yonhap

ไอซ์แลนด์เตรียมเสนอร่างกม. ห้ามล่าวาฬเชิงพาณิชย์ หากผ่านจะเหลือแค่ญี่ปุ่น-นอร์เวย์ ที่ยังล่าวาฬ

ไอซ์แลนด์เตรียมเสนอร่างกม. ห้ามล่าวาฬเชิงพาณิชย์ หากผ่านจะเหลือแค่ญี่ปุ่น-นอร์เวย์ ที่ยังล่าวาฬ

15 ก.ย. 2569 09:41 น.

ไอซ์แลนด์เตรียมเสนอร่างกม. ห้ามล่าวาฬเชิงพาณิชย์ หากผ่านจะเหลือแค่ญี่ปุ่น-นอร์เวย์ ที่ยังล่าวาฬ

รัฐบาลไอซ์แลนด์เตรียมเสนอร่างกฎหมายห้ามล่าวาฬเชิงพาณิชย์ต่อรัฐสภาในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า หากผ่านจะเหลือญี่ปุ่นและนอร์เวย์เพียง 2 ประเทศที่ยังล่าวาฬ

วันที่ 15 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลไอซ์แลนด์ประกาศเตรียมเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 เพื่อห้ามการล่าวาฬเชิงพาณิชย์  โดยอ้างอิงรายงานของคณะทำงานด้านการบริหารจัดการการล่าวาฬ ซึ่งเสนอแนวทางยุติการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ในประเทศ ซึ่งหากร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบไอซ์แลนด์จะยุติการล่าวาฬเพื่อการค้า และเหลือเพียงญี่ปุ่นกับนอร์เวย์ที่ยังคงเป็นประเทศล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์ต่อไป

รายงานข่าวระบุว่า การประกาศของรัฐบาลไอซ์แลนด์ มีขึ้นหลังจากบริษัทล่าวาฬเพียงแห่งเดียวของประเทศ์ไม่ได้ออกล่าวาฬเลยในปี 2567 และ 2568 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการเนื้อวาฬที่ลดลง ขณะที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสวัสดิภาพสัตว์ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงขณะนี้ มีวาฬถูกล่าในไอซ์แลนด์แล้ว 80 ตัว พร้อมชี้ว่าร่างกฎหมายมีแรงสนับสนุนอย่างมากทั้งจากฝ่ายการเมืองและประชาชน และหวังว่ารัฐสภาจะผลักดันให้กฎหมายผ่านด้วยเหตุผลด้านจริยธรรมและสวัสดิภาพสัตว์

ทั้งนี้ ไอซ์แลนด์เคยเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ แม้จะเผชิญเสียงคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์สัตว์และนานาชาติ ขณะที่ญี่ปุ่นและนอร์เวย์ยังคงดำเนินการล่าวาฬเพื่อการค้าเช่นกัน

ที่มา AFP

ลูกชายทรัมป์ยอมรับมหาเศรษฐีรัสเซียใกล้ชิดปูติน จ่ายค่างานฉลองวิวาห์ให้เป็นของขวัญ

ลูกชายทรัมป์ยอมรับมหาเศรษฐีรัสเซียใกล้ชิดปูติน จ่ายค่างานฉลองวิวาห์ให้เป็นของขวัญ

15 ก.ย. 2569 09:00 น.

ลูกชายทรัมป์ยอมรับมหาเศรษฐีรัสเซียใกล้ชิดปูติน จ่ายค่างานฉลองวิวาห์ให้เป็นของขวัญ

โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ และภรรยายอมรับว่าเศรษฐีรัสเซียใกล้ชิดปูตินช่วยออกค่าใช้จ่ายงานฉลองวิวาห์ 2 คืนในบาฮามาส อ้างเป็นของขวัญจากเพื่อน

วันที่ 15 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเบตตินา ทรัมป์ ภรรยา ยอมรับว่านายอูมาร์ เครมเลฟ มหาเศรษฐีชาวรัสเซียและผู้ใกล้ชิดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายบางส่วนสำหรับงานฉลองพิธีวิวาห์ของทั้งคู่ ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

คำยืนยันของบุตรชายประธานาธิบดีทรัมป์ มีขึ้นหลังสำนักข่าวสืบสวนสอบสวน ProPublica รายงานว่านายเครมเลฟเป็นผู้จ่ายเงินหลายแสนดอลลาร์ สำหรับงานฉลองวิวาห์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวในบาฮามาส โดยเขาเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายสำหรับงานฉลอง 2 คืนหลังพิธีแต่งงาน โดยงานฉลองจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวอีกแห่ง ซึ่งมีค่าเช่าประมาณคืนละ 100,000 ดอลลาร์ หรือราว 3.2 ล้านบาท นอกจากนี้ นายเครมเลฟยังรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมถึงการแสดงดอกไม้ไฟมูลค่าประมาณ 70,000 ดอลลาร์ หรือราว 2.2 ล้านบาท

ในขณะที่แถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านบัญชีอินสตาแกรมของเบตตินา ระบุว่า เครมเลฟซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของทั้งคู่เป็นเจ้าภาพจัดงานฉลอง 2 คืนหลังพิธีแต่งงาน และทั้งคู่มองว่าเป็นของขวัญแต่งงานที่มีน้ำใจอย่างยิ่งจากเพื่อน พร้อมแสดงความขอบคุณต่อนายเครมเลฟ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเฝ้าระวังด้านจริยธรรมในสหรัฐฯ ตั้งคำถามถึงภาพลักษณ์ด้านผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะการรับของขวัญมูลค่าสูงจากบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับผู้นำต่างชาติ อาจสร้างภาพว่าครอบครัวประธานาธิบดีมีความใกล้ชิดกับบุคคลในแวดวงของรัฐบาลรัสเซีย แม้นายทรัมป์ จูเนียร์จะเป็นพลเมืองทั่วไปและไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาล จึงไม่มีกฎหมายห้ามรับของขวัญจากชาวต่างชาติในลักษณะนี้ก็ตาม

รายงานข่าวระบุว่า นายเครมเลฟเป็นประธานสมาคมมวยสากลนานาชาติ ซึ่งได้รับเงินทุนจากบริษัทก๊าซพรอม ที่มีรัฐบาลรัสเซียเป็นผู้สนับสนุน และคณะกรรมการโอลิมปิกสากลเคยระงับการรับรองสมาคมมวยสากลนานาชาติ ส่วนหนึ่งจากประเด็นความเชื่อมโยงกับบริษัทพลังงานรัสเซีย

ทั้งนี้ ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวทรัมป์กับรัสเซียเคยเป็นข้อถกเถียงครั้งใหญ่ในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2559 จนนำไปสู่การสอบสวนโดยอัยการพิเศษ ขณะที่ทรัมป์ จูเนียร์เคยจัดการพบปะกับบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับรัสเซียที่ทรัมป์ ทาวเวอร์ ซึ่งถูกตรวจสอบอย่างละเอียดระหว่างการสอบสวนครั้งนั้น.

ที่มา  BBC

วิกฤติหมอกควันไฟป่าอินโดฯยังรุนแรง อากาศร้อน-แล้งยิ่งซ้ำเติม

วิกฤติหมอกควันไฟป่าอินโดฯยังรุนแรง อากาศร้อน-แล้งยิ่งซ้ำเติม

15 ก.ย. 2569 08:32 น.

วิกฤติหมอกควันไฟป่าอินโดฯยังรุนแรง อากาศร้อน-แล้งยิ่งซ้ำเติม

หมอกควันไฟป่าปกคลุมปอนเตียนักของอินโดนีเซีย กระทบเที่ยวบิน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งดับไฟในหลายพื้นที่ของเกาะกาลิมันตัน หลังสภาพอากาศร้อนและฤดูแล้งที่ยาวนานทำให้สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงขึ้น

เมืองปอนเตียนัก ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตกของอินโดนีเซีย ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันสีขาวและเหลืองหนาทึบตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทัศนวิสัยลดลงเหลือต่ำกว่า 1 กิโลเมตร และทำให้เที่ยวบินในพื้นที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องหลายวัน

หมอกควันดังกล่าวเกิดจากไฟป่าในหลายพื้นที่ของเกาะกาลิมันตัน โดยสถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและรูปแบบสภาพอากาศเอลนีโญที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่คุณภาพอากาศที่ย่ำแย่และทัศนวิสัยที่จำกัด ยังเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการดับไฟป่า

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียระบุว่า ขณะนี้มีการใช้อุปกรณ์ดับไฟจากญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางมาถึงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อช่วยรับมือกับสถานการณ์

แม้ไฟป่าตามฤดูกาลในอินโดนีเซียจะเริ่มลดลง แต่หลายพื้นที่ของเกาะกาลิมันตันยังคงถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน โดยกระทรวงป่าไม้อินโดนีเซียระบุว่า ข้อมูลการตรวจติดตามล่าสุดพบว่า จุดความร้อนที่มีความเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากไฟป่าในจังหวัดกาลิมันตันกลางและกาลิมันตันตะวันตก ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และไม่พบจุดความร้อนระดับดังกล่าวในจังหวัดเรียว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เตือนว่า ควันที่ปกคลุมเมืองปอนเตียนักส่วนหนึ่งอาจเป็นควันที่ลอยมาจากจังหวัดอื่นบนเกาะกาลิมันตัน ซึ่งยังคงเกิดไฟป่าอยู่

ข้อมูลจากกระทรวงป่าไม้ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมที่ผ่านมา มีพื้นที่ถูกไฟไหม้ในอินโดนีเซียแล้วกว่า 1,262,500 ไร่ หรือเกือบ 3 เท่าของพื้นที่ประเทศสิงคโปร์

ผลกระทบจากหมอกควันไม่ได้จำกัดอยู่ในอินโดนีเซีย โดยควันไฟลอยไปไกลถึงฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 800 กิโลเมตร และยังส่งผลกระทบต่อมาเลเซีย จนพื้นที่ในรัฐซาราวักบนเกาะบอร์เนียวต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านมลพิษทางอากาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ หลายพื้นที่บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ จนต้องระงับการเรียนการสอนในโรงเรียน ส่งผลกระทบต่อนักเรียนทั่วประเทศมากกว่า 1.4 ล้านคน

ทางการอินโดนีเซียยังคงเพิ่มปฏิบัติการดับไฟป่าในหลายจังหวัด โดยได้รับความช่วยเหลือด้านอากาศยานจากหลายประเทศและพันธมิตรระหว่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ รัสเซีย ออสเตรเลีย แคนาดา และยูเครน เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและลดผลกระทบจากหมอกควันพิษ.

ที่มา : AP

ระทึกกลางไมอามี เครนยักษ์ถล่มทับรถ ไฟลุก คนขับ-คนงานเจ็บ 4

ระทึกกลางไมอามี เครนยักษ์ถล่มทับรถ ไฟลุก คนขับ-คนงานเจ็บ 4

15 ก.ย. 2569 08:19 น.

ระทึกกลางไมอามี เครนยักษ์ถล่มทับรถ ไฟลุก คนขับ-คนงานเจ็บ 4

เครนก่อสร้างสูง 26 เมตรพังถล่มกลางย่านหรูในเมืองไมอามี ร่วงทับรถยนต์ที่กำลังสัญจรจนเกิดไฟลุกไหม้ คนขับและคนงานก่อสร้างได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุ

เกิดเหตุระทึกในย่านบริกเคลล์ ซึ่งเป็นย่านหรูของเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เมื่อเครนก่อสร้างสูงประมาณ 26 เมตร พังถล่มลงมาทับรถยนต์ที่กำลังวิ่งผ่าน ส่งผลให้รถเกิดไฟลุกไหม้ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย

เหตุเกิดขึ้นหลังเวลา 08.00 น. วันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยเครนดังกล่าวเป็นเครื่องจักรสำหรับตอกเสาเข็มในพื้นที่ก่อสร้าง ก่อนจะเกิดการเสียหลักและล้มลงมา

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเมืองไมอามี เปิดเผยว่า คนงานก่อสร้าง 2 คนติดอยู่ในซากเครน ขณะที่ผู้ควบคุมเครนสามารถกระโดดออกมาได้ก่อนที่เครนจะล้ม ทั้ง 3 คนถูกนำตัวส่งศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉินใกล้เคียง โดยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ส่วนหญิงที่ขับรถยนต์ซึ่งถูกเครนถล่มใส่ ก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเช่นกัน และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่รั่วไหลจากเหตุการณ์ พร้อมป้องกันไม่ให้เพลิงและน้ำมันที่รั่วไหลกระจายเป็นวงกว้าง จนกว่าทีมผู้เชี่ยวชาญจะเข้ามาดำเนินการ

ขณะนี้สำนักงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของสหรัฐฯ หรือ OSHA และเจ้าหน้าที่ด้านโครงสร้างอาคารที่ไม่ปลอดภัยของเทศมณฑลไมอามี-เดด เข้าตรวจสอบพื้นที่แล้ว ขณะที่สาเหตุที่ทำให้เครื่องตอกเสาเข็มพังถล่มยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา : AP

บ็อบ แม็คกี ตำนานดีไซเนอร์ฮอลลีวูด เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

บ็อบ แม็คกี ตำนานดีไซเนอร์ฮอลลีวูด เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

15 ก.ย. 2569 06:01 น.

บ็อบ แม็คกี ตำนานดีไซเนอร์ฮอลลีวูด เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี

บ็อบ แม็คกี นักออกแบบเครื่องแต่งกาย และแฟชั่นดีไซเนอร์ชาวอเมริกันระดับตำนานของฮอลลีวูด เจ้าของฉายา “สุลต่านแห่งเลื่อมระยิบระยับ” เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 87 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บ็อบ แม็คกี นักออกแบบเครื่องแต่งกายระดับตำนานชาวอเมริกัน ผู้ได้รับฉายาว่า “สุลต่านแห่งเลื่อมระยิบระยับ” (Sultan of Sequins) เสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ 14 ก.ย. 2569 จากอาการปอดบวม ด้วยวัย 87 ปี โดยผู้เกี่ยวข้องได้โพสต์ข้อความยืนยันข่าวเศร้านี้ผ่านทางอินสตาแกรม

ตลอดชีวิตการทำงาน แม็คกีได้รับรางวัลการันตีความสามารถมากมาย รวมถึงรางวัล Tony Award, รางวัล Emmys อีก 9 รางวัล จากการเข้าชิงถึง 32 ครั้ง, ได้รับเกียรติให้เข้าสู่หอเกียรติยศของบุคลากรโทรทัศน์ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 ครั้งด้วย

แม็คกีถูกเรียกว่า สุลต่านแห่งเลื่อมระยิบระยับ จากผลงานการออกแบบชุดที่เน้นความหรูหรา อลังการ เต็มไปด้วยขนนก ลูกปัด คริสตัลเพชรเทียม และความเซ็กซี่เย้ายวนใจอันเป็นเอกลักษณ์

เขาคือผู้สร้างสรรค์ชุดไอคอนิกมากมายให้กับ “แชร์” (Cher) นักร้อง-นักแสดงชื่อดังของอเมริกา โดยเฉพาะชุดลุคโมฮอว์กอวดหน้าท้องสุดอื้อฉาวในงานออสการ์ปี 2529 ซึ่งถูกเรียกว่า “ชุดแก้แค้น” หลังจากเธอไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล และเขายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังชุดเปิดเผยหน้าท้องบนทีวีสหรัฐฯ ยุคแรกๆ ของเธอด้วย

แม็คกียังเป็นผู้ออกแบบชุดแข่งเบสบอลทีม Dodgers ปักเลื่อมสุดตราตรึงที่เอลตัน จอห์น สวมใส่เล่นคอนเสิร์ตในปี 2518 ซึ่ง เซอร์ เอลตัน จอห์น ได้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของตำนานดีไซเนอร์รายนี้ด้วย โดยโพสต์ข้อความผ่านโลกออนไลน์ว่า ชุดของแม็คกีคือ “งานศิลปะ”

ผลงานของเขายังคงได้รับการสวมใส่โดยศิลปินระดับโลกต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น พิงก์ (Pink), ไมลีย์ ไซรัส ในงานแกรมมี อวอร์ดส์ ปี 2567 และซาบรีนา คาร์เพนเตอร์ ในงาน MTV VMAs เมื่อปีที่แล้ว

ทั้งนี้ บ็อบ แม็คกี มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต กอร์ดอน แม็คกี เกิดเมื่อปี 2482 ที่เมืองมอนเทอเรย์ พาร์ก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเขาเริ่มต้นเส้นทางสายงานออกแบบจากการเป็นนักวาดภาพร่างให้กับ ฌอง หลุยส์ ดีไซเนอร์เครื่องแต่งกายชาวฝรั่งเศส-อเมริกัน

งานแรกๆ ชิ้นหนึ่งของเขาคือการวาดภาพร่างชุดเดรสประวัติศาสตร์ให้กับ มาริลีน มอนโร ในค่ำคืนที่เธอร้องเพลง “Happy Birthday Mr President” ให้แก่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อปี 2505

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง รัสเซีย-ยูเครนตกลง หยุดโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานแล้ว

ทรัมป์อ้าง รัสเซีย-ยูเครนตกลง หยุดโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานแล้ว

15 ก.ย. 2569 05:34 น.

ทรัมป์อ้าง รัสเซีย-ยูเครนตกลง หยุดโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความอ้างว่า รัสเซียกับยูเครนตกลงที่จะไม่โจมตีเป้าหมายด้านพลังงานของอีกฝ่ายแล้ว เพียงวันเดียวหลังจากเขาตำหนิยูเครนที่โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย

เมื่อ 14 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า ยูเครนและรัสเซียได้บรรลุข้อตกลงที่จะไม่ยิงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอีกฝ่ายแล้ว เพียงวันเดียวหลังจากที่เขาตำหนิยูเครนกรณีส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งทรัมป์อ้างว่าเป็นต้นเหตุทำให้น้ำมันดีเซลขาดแคลน

“ยูเครนตกลงที่จะไม่โจมตีเป้าหมายพลังงานของรัสเซีย และรัสเซียก็ตกลงที่จะทำแบบเดียวกัน!” ข้อความของทรัมป์บน Truth Social ระบุ “ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ไม่ใช่อิหร่าน”

อย่างไรก็ตาม สำนักประธานาธิบดียูเครนปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ และยังไม่มีปฏิกิริยาตอบรับในทันทีจากทางฝั่งมอสโก

การกล่าวอ้างของทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสงครามอิหร่านก็ย่างเข้าสู่เดือนที่ 7 แล้ว ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราเงินเฟ้อในอเมริกาปรับตัวสูงขึ้น เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมนัดสำคัญของสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันมาโดยตลอดว่าสงครามอิหร่านจะยุติลงทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม และราคาน้ำมันจะลดลง แต่ในระหว่างนี้ ดูเหมือนเขาจะพบเป้าหมายใหม่ในการกล่าวโทษเรื่องราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่แพงขึ้น

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์โจมตีประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ระหว่างการเดินทางเยือนไอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ โดยระบุว่าเซเลนสกีต้องทำ “สิ่งหนึ่ง” คือ “หยุดทำลายโรงกลั่นน้ำมันดีเซล” ในรัสเซีย เนื่องจากกำลังเกิดภาวะขาดแคลนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทรัมป์เสริมว่าเขาได้พูดคุยกับผู้นำยูเครนเกี่ยวกับกรณีที่ยูเครนยกระดับการโจมตีสถานที่ดังกล่าวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

“ยังมีเป้าหมายอื่นอีกมากมาย อย่าไปโจมตีน้ำมันดีเซลเพราะมันส่งผลกระทบ มันกำลังทำร้ายคนทั้งโลก เราไม่อยากให้เขาโจมตีน้ำมันดีเซล … แต่นี่เขากำลังถล่มโรงกลั่นดีเซลอยู่”

ทั้งนี้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยูเครนส่งโดรนเข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งของรัสเซียซึ่งอยู่ห่างไกลจากชายแดน ขณะที่มอสโกก็ยกระดับการโจมตีระยะไกลเช่นกัน ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น

เมื่อสัปดาห์ก่อนทรัมป์กล่าวว่าเขาได้ “พูดคุยอย่างยอดเยี่ยม” กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยยืนยันว่าปูตินต้องการทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในยูเครน

ปูติน “ต้องการบรรลุข้อตกลง และถ้าเซเลนสกีต้องการทำข้อตกลงด้วย มันก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธ (9 ก.ย.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ตอกกลับ คำเตือนภัยคุกคาม AI ชี้เป็นแค่ “ทฤษฎีสมคบคิด”

ทรัมป์ตอกกลับ คำเตือนภัยคุกคาม AI ชี้เป็นแค่ “ทฤษฎีสมคบคิด”

15 ก.ย. 2569 02:58 น.

ทรัมป์ตอกกลับ คำเตือนภัยคุกคาม AI ชี้เป็นแค่ “ทฤษฎีสมคบคิด”

โดนัลด์ ทรัมป์ ตอกกลับบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาเตือนเรื่องอันตรายของ AI และเรียกร้องให้มีการควบคุม ว่าเป็นเพียง “ทฤษฎีสมคบคิดสุดป่วย” และย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องเร่งพัฒนาแข่งกับจีน

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาโจมตีกลุ่มคนที่เรียกร้องให้มีมาตรการควบคุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็น “ทฤษฎีสมคบคิดสุดป่วย” และปัดตกข้อเสนอที่ให้ชะลอการพัฒนา โดยย้ำว่าการคุม AI ที่ดีที่สุดคือการมีประธานาธิบดีที่เข้มแข็งและฉลาด

“ตัวควบคุมหรือ ‘เกราะป้องกัน’ (Guardrails) เพียงหนึ่งเดียวที่ AI ต้องการ ก็คือประธานาธิบดีที่เข้มแข็งและฉลาด (ไอคิวสูง!) ซึ่งสหรัฐอเมริกามีสิ่งนี้อยู่อย่างเหลือเฟือ!”

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวโจมตีนาย ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ที่ออกมาเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI ว่าแสร้งทำตัวเป็น “เทวดาแสนดี” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำกิจกรรมเสี่ยง พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มที่เขาเรียกว่าพวกทรยศและพวกทำข้อมูลรั่วไหล

นายทรัมป์ยังเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องรักษาความเป็นผู้นำเหนือจีนในศึกเทคโนโลยีนี้ให้ได้ โดยระบุว่า “ใครชนะศึก AI คนนั้นคือผู้ชนะ! เรากำลังนำหน้าจีนและประเทศอื่นๆ ทั้งหมด และเราจะนำต่อไป พวกนักทฤษฎีสมคบคิด พวกกบฏ พวกขายชาติ และพวกทำข้อมูลรั่วไหล ระวังตัวไว้!”

เมื่อถูกถามว่าเขากำลังด้อยค่าความกังวลของคนในวงการเทคโนโลยีเกี่ยวกับภัยคุกคามของ AI หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “เปล่า เราไม่ได้ด้อยค่าความกังวลเหล่านั้น แต่คุณก็รู้นี่ว่ามันจะมีข้อดีมากกว่าข้อเสียอยู่มาก”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก ผู้บริหารและนักวิจัยชั้นนำ เช่น ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของบริษัท Anthropic กับ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของบริษัท OpenAI ออกมาเตือนเรื่องความเสี่ยงขั้นวิกฤตของ AI ที่อาจส่งผลถึงการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ หากไม่มีมาตรการความปลอดภัยและการชะลอความเร็วในการพัฒนาที่สอดคล้องกัน

ในวันเดียวกันนี้ นายโวลเกอร์ เทิร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ออกจดหมายเตือนว่าโลกกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านที่ย้อนกลับไม่ได้ และเรียกร้องให้เร่งควบคุมความเสี่ยงของ AI ขณะที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กับสมเด็จพระราชินีนาถ แห่งสหราชอาณาจักร เตรียมจัดประชุมร่วมกับตัวแทนบริษัท AI ชั้นนำในสกอตแลนด์

ทั้งนี้ กระแสความกังวลเรื่อง AI และการขาดมาตรการควบคุม ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกร่วงลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางเสียงพรรคเดโมแครตที่เริ่มกดดันให้สภาสหรัฐฯ เร่งออกกฎหมายควบคุมปัญญาประดิษฐ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

พบศพนักวิ่งสาว หายตัวไปในแอฟริกาใต้ เจออีก 4 ศพในพื้นที่เดียวกัน

พบศพนักวิ่งสาว หายตัวไปในแอฟริกาใต้ เจออีก 4 ศพในพื้นที่เดียวกัน

15 ก.ย. 2569 02:32 น.

พบศพนักวิ่งสาว หายตัวไปในแอฟริกาใต้ เจออีก 4 ศพในพื้นที่เดียวกัน

เจ้าหน้าที่แอฟริกาใต้พบศพของนักวิ่งสาวที่หายตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว นอกจากนั้นพวกเขายังพบศพผู้หญิงอีก 4 รายในพื้นที่เดียวกัน อยู่ในสภาพกึ่งเปลือยและมีร่องรอยฟกช้ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 ก.ย. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ของแอฟริกาใต้พบศพของ เอลิซาเบธ โมเซลักโกโม นักวิ่งและคุณแม่ลูกหนึ่งวัย 38 ปี ที่หายตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว ในพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองโจฮันเนสเบิร์ก โดยเธอมีสภาพร่างกายบอบช้ำรุนแรงและเสื้อผ้าถูกถอดออกบางส่วน

ศพของเธอเป็น 1 ใน 5 ศพของผู้หญิงที่ถูกพบในสภาพกึ่งเปลือยและมีร่องรอยฟกช้ำในพื้นที่ “เคมป์ตัน พาร์ก” (Kempton Park) โดยศพล่าสุดถูกพบเมื่อวันจันทร์ ห่างออกไปราว 25 กิโลเมตร

ตำรวจตั้งทีมงานพิเศษเพื่อสืบสวนคดีฆาตกรรมเหล่านี้ และแม้จะยังไม่สรุปว่านี่เป็นคดี “ฆาตกรต่อเนื่อง” หรือไม่ แต่ยอมรับว่าลักษณะคดีที่มีความคล้ายคลึงกันน่ากังวลพอที่จะต้องออกเตือนภัยสาธารณะ พร้อมเตือนให้ผู้หญิงหลีกเลี่ยงการเดินหรือวิ่งตามลำพัง โดยเบื้องต้นมีการจับกุมผู้สงสัยแล้ว 1 รายที่เกี่ยวข้องกับศพแรกที่พบ

คดีนี้จุดกระแสความไม่พอใจและความหวาดกลัวไปทั่วประเทศ เพื่อนร่วมสโมสรนักวิ่งและชาวแอฟริกาใต้ต่างร่วมไว้อาลัยให้โมเซลักโกโม และสะท้อนความจริงอันเลวร้ายว่า ผู้หญิงในแอฟริกาใต้ไม่สามารถออกมาใช้ชีวิต เดิน หรือวิ่งภายนอกได้อย่างปลอดภัย หากไม่มีการวางแผนหรือร่วมกลุ่มเพื่อความปลอดภัย

องค์กรเรียกร้องสิทธิ Women for Change และภาคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายและการทำงานของตำรวจของแอฟริกาใต้ และเชื่อว่าทางออกในการแก้ไขปัญหานี้คือการที่ประชาชนต้องร่วมมือกันกดดันภาครัฐอย่างหนัก

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถิติความรุนแรงทางเพศ (GBV) สูงที่สุดในโลก โดยข้อมูลจาก UN Women ระบุว่าอัตราการสังหารผู้หญิงในแอฟริกาใต้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 5 เท่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc