“เคียร์ สตาร์เมอร์” เจอแรงกดดันหนัก หลังพรรคแรงงานพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ทั่วสหราชอาณาจักร

“เคียร์ สตาร์เมอร์” เจอแรงกดดันหนัก หลังพรรคแรงงานพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ทั่วสหราชอาณาจักร

9 พ.ค. 2569 09:53 น.

“เคียร์ สตาร์เมอร์” เจอแรงกดดันหนัก หลังพรรคแรงงานพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ทั่วสหราชอาณาจักร

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เผชิญแรงกดดันทางการเมืองครั้งสำคัญ หลังพรรคแรงงาน สูญเสียคะแนนเสียงและที่นั่งจำนวนมากในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์

ผลการเลือกตั้งล่าสุดถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของพรรคแรงงาน โดยเฉพาะในเวลส์ ที่พรรคสูญเสียอำนาจหลังบริหารพื้นที่มายาวนานกว่า 27 ปี

แม้นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษยืนยันว่าจะไม่ลาออก เพราะไม่ต้องการผลักประเทศเข้าสู่ความวุ่นวาย แต่กระแสภายในพรรคเริ่มร้อนแรงขึ้น โดยมี ส.ส.พรรคแรงงานบางส่วนเรียกร้องให้เขากำหนดกรอบเวลาวางมือจากตำแหน่ง

ขณะที่ในสก็อตแลนด์ พรรคชาตินิยมสกอตแลนด์ หรือ SNP ยังคงเป็นพรรคใหญ่ที่สุด แม้จะไม่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด

ส่วนในอังกฤษ พรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร กลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ของการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังคว้าที่นั่งมากกว่า 1,400 ที่นั่ง และยึดครองสภาท้องถิ่นหลายพื้นที่ที่เดิมเป็นฐานเสียงสำคัญของทั้งพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยม

ข้อมูลจาก BBC Projected National Share ระบุว่าพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร มีคะแนนนิยมสูงสุดที่ 26% ขณะที่พรรคกรีนได้ 18%

ด้านพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยมมีคะแนนสูสีกันที่ 17% สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการเมืองอังกฤษ และการลดบทบาทของสองพรรคใหญ่ดั้งเดิม

รายงานระบุว่า มี ส.ส.พรรคแรงงานอย่างน้อย 22 คน ออกมาเรียกร้องให้นายเคียร์ สตาร์เมอร์ลาออก หรือกำหนดแผนส่งต่อผู้นำพรรค

อย่างไรก็ตาม แกนนำรัฐบาลหลายคนยังออกมาสนับสนุนเขา รวมถึงเวส สตรีทติง ที่ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีจะยังได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรี

ด้าน ราเชล รีฟส์ กล่าวว่ารัฐบาลยังต้องเดินหน้าทำตามคำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชน ขณะที่เอ็ด มิลลิแบนด์ ยอมรับว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหายนะสำหรับพรรคแรงงาน

ด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์กล่าวหลังทราบผลเลือกตั้งว่า แม้จะเป็นผลลัพธ์ที่ยากลำบากแต่เขาจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมย้ำว่าพรรคแรงงานต้องตอบสนองต่อเสียงประชาชน ด้วยการสร้างความเป็นเอกภาพ มากกว่าการแบ่งฝ่ายทางการเมือง โดยมีการคาดการณ์ว่า เขาเตรียมปรับแนวทางบริหารรัฐบาลครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้า เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและลดแรงกดดันภายในพรรค.

ที่มา : BBC

WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” แล้ว 6 ราย เสียชีวิต 3 ศพบนเรือสำราญ

WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” แล้ว 6 ราย เสียชีวิต 3 ศพบนเรือสำราญ

9 พ.ค. 2569 08:39 น.

WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” แล้ว 6 ราย เสียชีวิต 3 ศพบนเรือสำราญ

องค์การอนามัยโลก ยืนยัน พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้ว 6 ราย จากผู้ต้องสงสัย 8 ราย หลังเกิดการระบาดบนเรือสำราญ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ แต่ประเมินความเสี่ยงต่อประชากรโลกยังอยู่ในระดับต่ำ

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้ว 6 ราย จากผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 8 ราย หลังเกิดการระบาดบนเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) ซึ่งลอยลำอยู่นอกชายฝั่งประเทศเคปเวิร์ด ในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยผู้ติดเชื้อที่ยืนยันทั้งหมดเป็นสายพันธุ์ “แอนดีสไวรัส” (Andes virus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไวรัสฮันตาที่พบในอเมริกาใต้ และเป็นสายพันธุ์หายากที่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แม้จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตราว 38% โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วย คู่สามีภรรยาชาวดัตช์ และหญิงชาวเยอรมัน ส่วนผู้ป่วยรายอื่นยังอยู่ระหว่างการรักษาและเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

WHO ประเมินว่า ความเสี่ยงต่อประชากรโลกจากเหตุการณ์นี้ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความเสี่ยงสำหรับผู้โดยสารและลูกเรือบนเรือถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง พร้อมย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์ทางระบาดวิทยาอย่างต่อเนื่อง

รายงานยังระบุว่า มีชาวสิงคโปร์ 2 คน อยู่ระหว่างการตรวจหาเชื้อ ขณะที่นายแพทย์เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO มีกำหนดเดินทางไปยังเกาะเตเนรีเฟ ของสเปน ในวันที่ 9 พฤษภาคม เพื่อร่วมประสานงานการอพยพผู้โดยสารและควบคุมสถานการณ์ร่วมกับทางการสเปน

ทั้งนี้ ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่อจากสัตว์ฟันแทะ โดยเชื้อสามารถแพร่ผ่านปัสสาวะ น้ำลาย หรือมูลของหนูที่ปนเปื้อนในอากาศ อย่างไรก็ตาม WHO ย้ำว่า โอกาสระบาดใหญ่ทั่วโลกยังต่ำมาก เพราะการติดต่อระหว่างคนสู่คนเกิดขึ้นได้ยาก และต้องสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสายพันธุ์แอนดีสไวรัสที่พบในอาร์เจนตินาและชิลีเท่านั้น.

ที่มา AFP

ชาวเกาะเตเนริเฟไม่พอใจ เรือสำราญฮันตาไวรัสเตรียมเทียบท่าสเปน หวั่นเชื้อระบาด

ชาวเกาะเตเนริเฟไม่พอใจ เรือสำราญฮันตาไวรัสเตรียมเทียบท่าสเปน หวั่นเชื้อระบาด

9 พ.ค. 2569 07:54 น.

ชาวเกาะเตเนริเฟไม่พอใจ เรือสำราญฮันตาไวรัสเตรียมเทียบท่าสเปน หวั่นเชื้อระบาด

ประชาชนบนเกาะเตเนริเฟ ของสเปน กำลังเผชิญทั้งความกังวลและความไม่พอใจ หลังเรือสำราญเอ็มวี ฮอนดิอุส ซึ่งเกิดการระบาดของไวรัสฮันตาไวรัส เตรียบเดินทางเข้าเทียบท่าในช่วงสุดสัปดาห์นี้

รัฐบาลสเปนเปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับองค์การอนามัยโลก หรือ WHO และอนุญาตให้ผู้โดยสารบนเรือลงจากเรือที่หมู่เกาะคานารีได้ หลังเรือเดินทางมาจากเคปเวิร์ด (Cape Verde) ซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้โดยสาร 3 คนถูกอพยพออกจากเรือเนื่องจากป่วย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คนงานท่าเรือในเกาะคานารีจำนวนหนึ่งรวมตัวประท้วงหน้าอาคารรัฐสภาท้องถิ่นในเมือง ซานตา ครูซ เพื่อแสดงความกังวลว่า การมาถึงของเรือสำราญอาจสร้างความเสี่ยงด้านสาธารณสุขแก่เจ้าหน้าที่และประชาชน โดยผู้ประท้วงเป่านกหวีด ใช้แตรวูวูเซลา และถือป้ายเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการป้องกัน

โจอานา บาติสตา ตัวแทนสหภาพแรงงานท่าเรือกล่าวว่า พนักงานไม่พอใจที่ต้องทำงานโดยไม่มีข้อมูลหรือมาตรการความปลอดภัยเพียงพอ ขณะที่เรือที่มีผู้ติดเชื้อกำลังจะเข้ามาเทียบท่า

เธอยังระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินมาตรการที่เหมาะสม คนงานบางส่วนอาจขัดขวางการเข้าเทียบท่าของเรือสำราญลำดังกล่าว

ด้านมาเรีย เดอ ลา ลุซ เซเดโน  ซึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์การประท้วง แสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลกลาง โดยมองว่า นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่ชาวหมู่เกาะคานารีต้องแบกรับ โดยเชื่อมโยงสถานการณ์นี้เข้ากับปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมากที่เดินทางจากแอฟริกาเหนือและแอฟริกาตะวันตกเข้าสู่หมู่เกาะคานารีตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจาก NGO Caminando Fronteras ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,000 คนในปี 2025 ระหว่างพยายามเดินทางมายังหมู่เกาะคานารีด้วยเรือขนาดเล็ก

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีแห่งหมู่เกาะคานารีเฟอร์นันโด คลาวิโจได้แสดงจุดยืนคัดค้านการรับเรือสำราญลำนี้ แต่รัฐบาลกลางสเปนยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม

ด้านรัฐบาลสเปนชี้แจงว่า เรือเอ็มวี ฮอนดิอุส จะไม่เข้าเทียบท่าหลักของเตเนริเฟ แต่จะจอดลอยลำนอกชายฝั่ง ก่อนลำเลียงผู้โดยสารไปยังท่าเรืออุตสาหกรรมกรันนาดิลลาทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่ชุมชน

หลังจากนั้น ผู้โดยสารจะถูกส่งกลับประเทศต้นทางทันที ส่วนชาวสเปน 14 คนบนเรือจะถูกนำตัวไปยังมาดริดเพื่อกักตัว โดยยืนยันว่า จะไม่มีการสัมผัสระหว่างผู้โดยสารกับประชาชนบนเกาะ และชาวเมืองจะได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ สำหรับชาวหมู่เกาะคานารีจำนวนมาก เหตุการณ์เรือสำราญระบาดฮันตาไวรัสครั้งนี้ ทำให้นึกถึงช่วงเริ่มต้นการระบาดของ COVID-19 ในสเปน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันบนเกาะลา โกเมรา เคยเป็นผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศ ส่งผลให้โรงแรมแห่งหนึ่งในเตเนริเฟต้องกักตัวแขกและพนักงานเกือบ 1,000 คน

ทั้งนี้ พรรคการเมืองขวาจัด Vox ของสเปนพยายามใช้ประเด็นเรือสำราญเชื่อมโยงกับปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย ขณะที่ WHO และรัฐบาลสเปนย้ำว่า สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 อย่างชัดเจน.

ที่มา :BBC

“คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่รุ่นใหม่ เตรียมติดตั้งประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้

“คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่รุ่นใหม่ เตรียมติดตั้งประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้

9 พ.ค. 2569 07:39 น.

“คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่รุ่นใหม่ เตรียมติดตั้งประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้

สื่อทางการเกาหลีเหนือเผย “คิม จองอึน” ตรวจโรงงานผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 มม. รุ่นใหม่ เตรียมประจำการชายแดนเกาหลีใต้ภายในปีนี้ ยิงไกลกว่า 60 กม.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตอาวุธเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พร้อมติดตามความคืบหน้าการผลิตปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 155 มิลลิเมตร รุ่นใหม่ ซึ่งเตรียมนำไปประจำการตามแนวชายแดนติดกับเกาหลีใต้ ภายในปีนี้

รายงานระบุว่า อาวุธรุ่นใหม่นี้จะถูกส่งให้หน่วยปืนใหญ่พิสัยไกลบริเวณชายแดนทางภาคใต้ จำนวน 3 กองพัน โดยปืนใหญ่อัตตาจรรุ่นใหม่นี้มีพิสัยยิงไกลเกิน 60 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอที่จะยิงจากแนวหน้าของกองทัพเกาหลีเหนือไปถึงกรุงโซล ของเกาหลีใต้

เคซีเอ็นเอระบุเพิ่มเติมว่า นายคิม จองอึนย้ำว่า ปี 2569 จะเป็นอีกปีแห่ง การยกระดับศักยภาพด้านกลาโหมอย่างไม่เคยมีมาก่อน  พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่และภาคอุตสาหกรรมทางทหารเร่งเสริมสร้างความพร้อมรบ และสร้าง ความสำเร็จสำคัญในทุกวัน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาอาวุธและขีดความสามารถทางทหารอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งเกาหลีเหนือมองว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ.

ที่มา Yonhap

พบร่างนักเดินป่าหายตัวในอุทยานแห่งชาติกลาเซีย รัฐมอนแทนา ถูกหมีทำร้ายจนเสียชีวิต

พบร่างนักเดินป่าหายตัวในอุทยานแห่งชาติกลาเซีย รัฐมอนแทนา ถูกหมีทำร้ายจนเสียชีวิต

9 พ.ค. 2569 07:23 น.

พบร่างนักเดินป่าหายตัวในอุทยานแห่งชาติกลาเซีย รัฐมอนแทนา ถูกหมีทำร้ายจนเสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พบร่างของนักเดินป่าวัย 33 ปี ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้าย ภายในอุทยานแห่งชาติกลาเซีย หลังจากได้รับแจ้งว่าหายตัวไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ทีมค้นหาและกู้ภัยพบร่างของผู้เสียชีวิตในพื้นที่ป่าทึบ ขณะออกไปเดินป่าในอุทยานแห่งชาติชื่อดังของรัฐมอนแทนา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า บาดแผลที่พบบนร่าง สอดคล้องกับการถูกหมีโจมตี 

ผู้เสียชีวิตได้รับการระบุชื่อว่าแอนโทนี พอลลิโอ (Anthony Pollio) อายุ 33 ปี จากเมืองฟอร์ท ลอเดอร์เดล (Fort Lauderdale) โดยหลังเกิดเหตุทางหน่วยงานอุทยานแห่งชาติได้ประกาศปิดเส้นทางเดินป่าบริเวณที่พบร่างทันที เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติกลาเซีย ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Bear Country” หรือดินแดนของหมี เนื่องจากมีประชากรหมีจำนวนมาก โดยเฉพาะหมีกริซลี่ หรือหมีสีน้ำตาล รวมถึงหมีดำที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่

ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าระบุว่า เหตุหมีทำร้ายคนจนเสียชีวิตในสหรัฐฯ ถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่พฤติกรรมของหมีเริ่มกล้าเข้าใกล้มนุษย์มากขึ้น เมื่อพื้นที่อยู่อาศัยหรือแคมป์นักท่องเที่ยวกลายเป็นแหล่งอาหารที่เข้าถึงง่าย

ข้อมูลจากหน่วยงานอุทยานแห่งชาติระบุว่า เหตุหมีทำร้ายมนุษย์ครั้งล่าสุดใน Glacier National Park เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2025 ส่วนเหตุเสียชีวิตครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในปี 1998 ที่บริเวณ Two Medicine Valley

ทั้งนี้ ผลการศึกษาจากวารสารด้านสัตว์ป่า (Journal of Wildlife Management) ระบุว่าระหว่างปี 1900-2009 มีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีดำโจมตีในทวีปอเมริกาเหนือเพียง 63 รายเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังเกิดเหตุหมีทำร้ายนักเดินป่าอีกกรณีในอุทยานแห่งชาติเยลโลวสโตน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยว 2 คนได้รับบาดเจ็บ โดยอุทยานแห่งชาติดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของรัฐไวโอมิง มอนแทนา และไอดาโฮ.

ที่มา : BBC

อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

9 พ.ค. 2569 07:17 น.

อาเซียนออกแผนฉุกเฉินรับมือสงครามอิหร่าน หวั่นวิกฤตราคาน้ำมัน-เศรษฐกิจทรุด

ผู้นำอาเซียนเห็นชอบแผนฉุกเฉินรับผลกระทบสงครามอิหร่าน เร่งหารือสำรองน้ำมัน-โครงข่ายไฟฟ้าร่วม หวั่นเศรษฐกิจและแรงงานในตะวันออกกลางกระทบหนัก

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน เห็นชอบ แผนฉุกเฉินเพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฯ และอิสราเอล ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปีที่จังหวัดเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ท่ามกลางความกังวลต่อราคาพลังงาน เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของแรงงานในตะวันออกกลาง

รายงานระบุว่า ฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามครั้งนี้ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งลดความหรูหราและพิธีการต่างๆ ของการประชุม เพื่อสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดัน

แผนฉุกเฉินของอาเซียนประกอบด้วยหลายมาตรการ อาทิ การเร่งให้สัตยาบันข้อตกลงแบ่งปันเชื้อเพลิงฉุกเฉินระหว่างประเทศสมาชิก การวางแผนจัดตั้งโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาค การสร้างคลังสำรองน้ำมัน รวมถึงการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อลดการพึ่งพาพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ผู้นำอาเซียนยังเห็นชอบให้ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และศึกษาการใช้เทคโนโลยีพลังงานใหม่ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมาร์กอสยอมรับว่า การสร้างคลังน้ำมันสำรองระดับภูมิภาคและระบบโครงข่ายไฟฟ้าร่วมกันเป็นเรื่องซับซ้อนและอาจต้องใช้เวลานาน โดยตั้งคำถามว่า คลังน้ำมันสำรองจะถูกเก็บไว้ในประเทศเดียว หรือกระจายอยู่ทั่วอาเซียน ผู้นำฟิลิปปินส์กล่าวว่า แม้แนวคิดโครงข่ายไฟฟ้าร่วมจะถูกพูดถึงมาหลายปี แต่ปัจจุบันยังดำเนินการได้เพียงในระดับจำกัด อย่างไรก็ตาม ผู้นำอาเซียนยังคงมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพราะทุกประเทศกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการประชุม คือ ความกังวลเกี่ยวกับการอพยพแรงงานอาเซียนในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง เนื่องจากมีชาวอาเซียนมากกว่า 1 ล้านคนทำงานและอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้

นอกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแล้ว ผู้นำอาเซียนยังหารือประเด็นสำคัญในภูมิภาค ทั้งข้อพิพาททะเลจีนใต้ สงครามกลางเมืองในเมียนมาที่ดำเนินมากว่า 5 ปี และความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา.

ที่มา AP

ทรัมป์ประกาศหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน 3 วัน แลกเชลยฝ่ายละ 1,000 คน

ทรัมป์ประกาศหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน 3 วัน แลกเชลยฝ่ายละ 1,000 คน

9 พ.ค. 2569 05:57 น.

ทรัมป์ประกาศหยุดยิงรัสเซีย-ยูเครน 3 วัน แลกเชลยฝ่ายละ 1,000 คน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศรัสเซีย-ยูเครนตกลงหยุดยิง 3 วัน ช่วง 9-11 พ.ค. พร้อมแลกเชลยศึกฝ่ายละ 1,000 คน เซเลนสกียืนยันข้อตกลงแล้ว

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า รัสเซียและยูเครนต่างบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน ในสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี พร้อมเตรียมแลกเปลี่ยนเชลยศึกฝ่ายละ 1,000 คน  โดยข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม เพื่อเปิดทางสู่การเจรจายุติสงคราม 

ทรัมป์ระบุว่า เขาเป็นผู้ร้องขอให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงโดยตรง พร้อมขอบคุณทั้งประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีเซเลนสกีที่ตอบรับข้อเสนอ โดยย้ำว่า การหยุดยิงครั้งนี้จะรวมถึงการระงับปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด และการแลกเปลี่ยนเชลยศึกฝ่ายละ 1,000 คน ซึ่งเซเลนสกีก็ยืนยันเรื่องดังกล่าวแล้วเช่นกัน

หลังจากนั้นไม่นาน นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า มีการตกลงหยุดยิงชั่วคราวจริง ภายใต้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ

ด้านนายยูรี อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กับทรัมป์ รวมถึงการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัฐบาลยูเครน นอกจากนี้ นายอูชาคอฟระบุว่า ผู้นำทั้งสองยังหารือถึงวันแห่งชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ของรัสเซีย ซึ่งตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม และต่างย้ำว่ารัสเซียกับสหรัฐฯ เคยเป็นพันธมิตรกันในสงครามโลกครั้งที่ 2

ก่อนหน้านี้ รัสเซียเพิ่งประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียว 2 วัน เนื่องในวันแห่งชัยชนะ ขณะที่ยูเครนระบุว่า เคยเสนอแนวคิดหยุดยิงเช่นกัน แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากรัสเซีย ขณะที่การเจรจายุติสงครามยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นแคว้นโดเนตสก์ ทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งปัจจุบันรัสเซียควบคุมพื้นที่ราว 3 ใน 4 ของภูมิภาค นอกจากนี้รัสเซียเรีกยร้องให้ยูเครนถอนทหารออกจากพื้นที่ที่ยังยึดครองอยู่ ขณะที่รัฐบาลยูเครนยืนยันจะไม่ยอมสละดินแดนที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม.

ที่มา Aljazeera

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาอีก 2 คนที่ยังสูญหาย

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาอีก 2 คนที่ยังสูญหาย

9 พ.ค. 2569 00:23 น.

ภูเขาไฟอินโดนีเซียปะทุ พ่นเถ้าถ่านสูง 10 กม. นักปีนเขาดับ 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาอีก 2 คนที่ยังสูญหาย

ภูเขาไฟ “ดูโกโน” ในอินโดนีเซียปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูงกว่า 10 กม. นักปีนเขาเสียชีวิต 3 ศพ เจ้าหน้าที่ชี้นักท่องเที่ยวฝ่าฝืนเขตอันตราย

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุภูเขาไฟ “ดูโกโน” บนเกาะมาลูกูเหนือของอินโดนีเซีย ปะทุอย่างรุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้นักปีนเขาเสียชีวิต 3 ศพ หลังฝ่าฝืนคำเตือนและขึ้นไปในพื้นที่อันตรายใกล้ปล่องภูเขาไฟ โดยภาพวิดีโอและภาพถ่ายจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นกลุ่มเถ้าถ่านและควันภูเขาไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงราว 10 กิโลเมตร ขณะที่แรงระเบิดยังพ่นหินและวัสดุภูเขาไฟออกจากปล่องอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวสิงคโปร์ 2 คน เป็นชายอายุ 27 และ 30 ปี ส่วนอีกรายเป็นหญิงชาวอินโดนีเซียจากเมืองเทอร์นาเต โดยทั้งหมดอยู่ในคณะนักปีนเขา 20 คน ซึ่งมีทั้งชาวสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

รายงานระบุว่า นักปีนเขากลุ่มนี้ขึ้นไปบนภูเขาไฟแม้ทางการมีคำเตือนห้ามเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงจากการปะทุ โดยหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถอพยพนักปีนเขาส่วนใหญ่ลงจากภูเขาและส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายยังคงติดอยู่บนภูเขา

นอกจากนี้มีรายงานว่า ภารกิจค้นหาและกู้ศพเป็นไปอย่างยากลำบาก จากการปะทุซ้ำหลายครั้ง สภาพภูมิประเทศที่อันตราย และแรงระเบิดจากปล่องภูเขาไฟ โดยนายเออร์ลิกสัน ปาซาริบู ผู้บัญชาการตำรวจเขตนอร์ทฮาลมาเฮรา เปิดเผยว่า ปฏิบัติการกู้ศพต้องหยุดชั่วคราวในช่วงค่ำวันศุกร์ และจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในวันเสาร์ 

ทางด้านพยานซึ่งเป็นไกด์นำทางบนภูเขาเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเขาได้ยินแรงสั่นสะเทือนจากภายในภูเขาไฟ จึงรีบพานักท่องเที่ยวลงจากเขาทันที และรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันยังเห็นนักปีนเขาหลายคนอยู่บริเวณยอดเขา รวมถึงบางกลุ่มเข้าใกล้ขอบปล่องเพื่อถ่ายคลิปโดรน

ทางด้านสำนักงานสำรวจภูเขาไฟอินโดนีเซียจัดระดับเตือนภัยภูเขาไฟดูโกโนไว้ที่ระดับ 2 จากทั้งหมด 4 ระดับ และแนะนำตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมภายในรัศมี 4 กิโลเมตรจากปล่องหลัก เนื่องจากเสี่ยงต่อหินภูเขาไฟ เถ้าถ่าน ลาวา และการปะทุฉับพลัน.

เพนตากอนเปิดแฟ้มลับ UFO ครั้งใหญ่ ปล่อยคลิป ภาพ เอกสารชุดแรก หลังทรัมป์สั่งเปิดข้อมูลมนุษย์ต่างดาว

เพนตากอนเปิดแฟ้มลับ UFO ครั้งใหญ่ ปล่อยคลิป ภาพ เอกสารชุดแรก หลังทรัมป์สั่งเปิดข้อมูลมนุษย์ต่างดาว

8 พ.ค. 2569 21:32 น.

เพนตากอนเปิดแฟ้มลับ UFO ครั้งใหญ่ ปล่อยคลิป ภาพ เอกสารชุดแรก หลังทรัมป์สั่งเปิดข้อมูลมนุษย์ต่างดาว

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยไฟล์ลับ UFO-UAP ที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน พร้อมทยอยปล่อยคลิป ภาพ และเอกสารเพิ่มต่อเนื่องตามคำสั่ง “โดนัลด์ ทรัมป์” 

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยเอกสารและไฟล์ข้อมูลเกี่ยวกับ UFO หรือวัตถุบินปริศนา หรือ  ที่ระบุว่าไม่เคยเผยแพร่มาก่อน  หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาให้หน่วยงานรัฐเริ่มเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกและปรากฏการณ์ลึกลับบนท้องฟ้า

เพนตากอนระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ขณะนี้ประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารลับที่ถูกปลดชั้นความลับเกี่ยวกับ UAP หรือ “ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถระบุได้” (Unidentified Anomalous Phenomena) ซึ่งเป็นคำเรียกสมัยใหม่ของ UFO ได้ทันที โดยระบุว่า วิดีโอ ภาพถ่าย และเอกสารต้นฉบับล่าสุดเกี่ยวกับ UAP จากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมด ถูกรวบรวมไว้ในที่เดียว โดยไม่จำเป็นต้องมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับ 

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า จะทยอยเผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมเป็นระยะทุกๆ หลายสัปดาห์ เมื่อมีการค้นพบและปลดชั้นความลับเอกสารเพิ่มเติม

โดยกระแสความสนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวกลับมาร้อนแรงอีกครั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา กล่าวในพอดแคสต์ว่า “เอเลียนมีจริง แต่ผมไม่เคยเห็น” ก่อนจะออกมาชี้แจงภายหลังว่า ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาไม่พบหลักฐานว่ามนุษย์ต่างดาวเคยติดต่อกับโลก หลังจากนั้นไม่นาน ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social สั่งการให้เพนตากอนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มกระบวนการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลของรัฐบาลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก 

ด้านนายจาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ออกมาชื่นชมทรัมป์ที่ผลักดันความโปร่งใสต่อประชาชนในประเด็น UAP โดยระบุว่า นาซาจะยังคงเปิดเผยข้อมูลตามข้อเท็จจริง ทั้งสิ่งที่มนุษย์รู้แล้ว สิ่งที่ยังไม่เข้าใจ และสิ่งที่ยังรอการค้นพบ พร้อมย้ำว่า การสำรวจและแสวงหาความรู้ คือหัวใจสำคัญของภารกิจนาซาในการไขความลับของจักรวาล.

ที่มา CNN ,  war.gov

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

8 พ.ค. 2569 18:23 น.

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

9 ปมร้อน “ไวรัสฮันตา” ระบาดบนเรือสำราญ กลางมหาสมุทรแอตแลนติก คาดสายพันธุ์ Andes virus พบในอเมริกาใต้ อาจแพร่จากคนสู่คน จุดเริ่มต้นสามีภรรยาชาวดัตช์ เสียชีวิต มีประวัติท่องเที่ยว ในอเมริกาใต้ก่อนขึ้นเรือ แม้ไทยยังไม่มีการระบาด แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูนา หนูบ้าน เป็นพาหะหลัก ปัจจุบันประเทศไทยพบการติดเชื้อในระดับต่ำ และไม่มีการระบาดเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง

ไวรัสฮันตาสามารถแพร่สู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู ได้แก่ ปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลาย โดยการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ รองลงมา คือ การสัมผัสเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือดวงตา และบางกรณีอาจติดเชื้อจากการถูกหนูกัดแต่โอกาสเกิดมีน้อย

ขณะที่การติดต่อจากคนสู่คนพบได้น้อยมาก และจำกัดเฉพาะบางสายพันธุ์เท่านั้น เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 8 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินอาหาร (ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน) ต่อมาผู้ป่วยอาจพัฒนาเป็นอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้

ซึ่งอาการของโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจ(Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome: HCPS) พบในแถบทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก มีภาวะน้ำท่วมปอด และเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว 2. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS) พบในแถบทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติทำให้เลือดออกง่าย และมีภาวะไตวาย

ความรุนแรงของโรคขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 – 40 ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะหรือวัคซีนป้องกันโรคฮันตาไวรัส การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือการฟอกไตในรายที่มีภาวะไตวาย ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ สำหรับประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเคยพบผู้ป่วยเพียงรายเดียว สายพันธุ์ที่พบมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ในทวีปอเมริกา และไม่พบการแพร่ระบาดในประเทศไทย

แม้โรคฮันตาไวรัสในประเทศไทยจะยังมีความเสี่ยงต่ำ แต่การรู้เท่าทันและป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ