จีนรวบนักธุรกิจ-เจ้าหน้าที่รัฐ ขืนใจหญิงกลางงานเลี้ยง ทำสังคมเดือดปลุกกระแสทวงคืนศักดิ์ศรี

จีนรวบนักธุรกิจ-เจ้าหน้าที่รัฐ ขืนใจหญิงกลางงานเลี้ยง ทำสังคมเดือดปลุกกระแสทวงคืนศักดิ์ศรี

19 ส.ค. 2569 16:59 น.

จีนรวบนักธุรกิจ-เจ้าหน้าที่รัฐ ขืนใจหญิงกลางงานเลี้ยง ทำสังคมเดือดปลุกกระแสทวงคืนศักดิ์ศรี

ตำรวจเมืองหางโจวควบคุมตัวเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นและผู้บริหารบริษัท หลังถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศหญิงรายหนึ่งในร้านคาราโอเกะ หลังร่วมรับประทานอาหารและดื่มสังสรรค์ทางธุรกิจ เจ้าหน้าที่ระบุผู้เสียหายถูกผลักจนล้มได้รับบาดเจ็บ ขณะที่คดีจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโซเชียลมีเดียจีน โดยเฉพาะประเด็นการใช้อำนาจในสถานที่ทำงานและวัฒนธรรมการดื่มเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

ทางการจีนควบคุมตัวเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นและนักธุรกิจ 2 คน หลังถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศหญิงรายหนึ่งภายในร้านคาราโอเกะในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง คดีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในสังคมจีน โดยเฉพาะประเด็นการใช้อำนาจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแวดวงการทำงาน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 26 กรกฎาคม หลังผู้เสียหายเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำทางธุรกิจ ซึ่งมีผู้บริหารจากหลายบริษัทและเจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วม ก่อนเดินทางต่อไปยังร้านคาราโอเกะในเมืองหางโจว

คณะทำงานสอบสวนและดำเนินการที่จัดตั้งโดยรัฐบาลเทศบาลนครหางโจว เปิดเผยว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากประชาชนเกี่ยวกับการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้น และเนื่องจากคดีเกี่ยวข้องกับพนักงานของรัฐและข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองหางโจวและรัฐบาลท้องถิ่นจึงให้ความสำคัญกับคดีดังกล่าว และจัดตั้งคณะทำงานเพื่อสอบสวนทันที

ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องสงสัย 2 คน ซึ่งทางการระบุเพียงนามสกุลว่า จ้าว ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแห่งหนึ่ง และ อวี๋ เจ้าหน้าที่รัฐในเขตปินเจียง เมืองหางโจว ถูกกล่าวหาว่ากระทำอนาจารต่อตัวผู้เสียหายภายในร้านคาราโอเกะ หลังจากร่วมรับประทานอาหารและดื่มสังสรรค์กัน

ระหว่างเกิดเหตุ จ้าวถูกกล่าวหาว่าผลักผู้เสียหายจนล้มลงกับพื้น ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลังส่วนล่าง ขณะนี้ผู้เสียหายกำลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และผลการประเมินเบื้องต้นจากหน่วยงานนิติเวชระบุว่า อาการบาดเจ็บอยู่ในระดับ บาดเจ็บเล็กน้อยขั้นที่ 2 ตามการจำแนกของจีน

ตำรวจได้ควบคุมตัวจ้าวและอวี๋ในฐานะผู้ต้องสงสัยทางคดีอาญาตามกฎหมาย และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป

ขณะเดียวกัน อวี๋ถูกปลดออกจากตำแหน่งราชการ ส่วนจ้าวถูกบริษัทต้นสังกัดให้ออกจากงาน นอกจากนี้ หน่วยงานด้านวินัยและกำกับดูแลได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดี และจะดำเนินการสอบสวนตามระเบียบวินัยของพรรค กฎข้อบังคับ และกฎหมาย โดยทางการย้ำว่าจะ ไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นความผิด

คดีดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน โดยในวันนี้ (19 ส.ค.) เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ติดอยู่ใน 7 จาก 50 หัวข้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนเว่ยป๋อ ขณะที่หนึ่งในหัวข้อที่เกี่ยวข้องมียอดเข้าชมมากกว่า 68 ล้านครั้ง ส่วนหัวข้ออื่น ๆ มียอดเข้าชมตั้งแต่ 1 ล้านถึง 6 ล้านครั้ง

กระแสความสนใจยิ่งเพิ่มขึ้นหลังทางการเผยแพร่ผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยผู้ใช้งานจำนวนมากตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนวัฒนธรรมการดื่มในงานสังสรรค์ทางธุรกิจของจีน

ผู้ใช้งานเว่ยป๋อรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า การไปร่วมงานดื่มสังสรรค์ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นยินยอมให้ถูกทำร้าย และการดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการยินยอมให้ถูกละเมิด

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมการดื่มเพื่อสังคม” ของจีน ซึ่งเป็นธรรมเนียมการรับประทานอาหารและดื่มสุราเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและสังคม โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่าผู้เสียหายถูกขอให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากก่อนที่จะถูกพาไปยังร้านคาราโอเกะ

ผู้ใช้งานอีกคนตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องให้ผู้หญิงคอยร่วมดื่มกับผู้ชาย พร้อมแสดงความหวังว่าแนวปฏิบัติดังกล่าวจะถูกยกเลิก

สื่อ China Women’s News ยังเผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นว่า การจัดการเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องกำหนด “ขอบเขตของการปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจ” ผ่านมาตรการเชิงสถาบัน เพื่อปิดช่องว่างที่อำนาจหน้าที่อาจเข้ามาปะปนกับพันธะทางสังคม

เหตุการณ์ดังกล่าวยังจุดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสถานที่ทำงาน โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ขณะที่อีกคนเป็นผู้บริหารของบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจของรัฐ

การจับกุมในคดีลักษณะการล่วงละเมิดทางเพศระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่พบได้บ่อยในจีน โดยเฉพาะเมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากสังคม

นอกจากประเด็นการคุ้มครองผู้เสียหายแล้ว กระแสวิพากษ์วิจารณ์ยังสะท้อนคำถามที่กว้างขึ้นว่า ระบบการทำงานและวัฒนธรรมการสังสรรค์ทางธุรกิจควรมีขอบเขตชัดเจนเพียงใด เพื่อป้องกันไม่ให้การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจหรือการเข้าสังคมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันหรือละเมิดผู้อื่น

ทางการหางโจวยืนยันว่า การสอบสวนคดีอาญายังคงดำเนินต่อไป และหน่วยงานด้านวินัยและกำกับดูแลจะตรวจสอบพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยย้ำจุดยืนว่าจะดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีการผ่อนปรนแก่ผู้กระทำผิด.

ที่มา China Daily / BBC

อดีตรมว.กลาโหมยูเครน ท้าทาย “ปธน.เซเลนสกี” เรียกร้องจัดเลือกตั้งยามสงคราม

อดีตรมว.กลาโหมยูเครน ท้าทาย "ปธน.เซเลนสกี" เรียกร้องจัดเลือกตั้งยามสงคราม

19 ส.ค. 2569 16:11 น.

อดีตรมว.กลาโหมยูเครน ท้าทาย “ปธน.เซเลนสกี” เรียกร้องจัดเลือกตั้งยามสงคราม

มิไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมยูเครนที่เพิ่งถูกปลด ออกมาเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นในระหว่างที่ประเทศยังอยู่ในภาวะสงคราม ชี้ “ประชาธิปไตยไม่ควรถูกจับเป็นตัวประกันโดยรัสเซีย” ขณะที่คำเรียกร้องดังกล่าวถูกมองว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดต่อประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

มิไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมยูเครน เรียกร้องให้ประเทศจัดการเลือกตั้งแม้ยังอยู่ในภาวะสงคราม โดยระบุว่า ยูเครนจำเป็นต้องมีกลไกที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นไปได้จริง” เพื่อฟื้นกระบวนการประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แม้สงครามกับรัสเซียจะยืดเยื้อ

เฟโดรอฟ วัย 35 ปี ซึ่งเพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อเดือนกรกฎาคม เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านยูทูบ โดยกล่าวว่า “ประชาธิปไตยไม่สามารถถูกจับเป็นตัวประกันโดยรัสเซีย” พร้อมย้ำว่า ยูเครนกำลังต่อสู้ “เพราะเราต้องการคงอยู่ในฐานะรัฐยุโรปที่เสรี”

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งตามกฎหมายยูเครนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในช่วงที่กฎอัยการศึกยังมีผลบังคับใช้

คำเรียกร้องของเฟโดรอฟถือเป็นความท้าทายทางการเมืองภายในประเทศครั้งสำคัญต่อประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามที่บุคคลทางการเมืองระดับสูงของยูเครนออกมาเรียกร้องอย่างชัดเจนให้มีการเลือกตั้งระหว่างสงคราม

เฟโดรอฟไม่ได้เอ่ยชื่อเซเลนสกีโดยตรงในคลิป แต่กล่าวว่า ยูเครนกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงระบบด้านการบริหารประเทศ” พร้อมวิจารณ์ระบบการเมืองเดิมว่า “มักดำเนินไปตามกฎของตัวเอง ปกป้องตัวเอง และหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง”

เขายังกล่าวถึงปัญหาการทุจริตในยูเครน โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนความพยายามในการทำสงคราม พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนมากขึ้น

เฟโดรอฟเคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดของเซเลนสกี และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีภารกิจปฏิรูปกระทรวงครั้งใหญ่ แต่ถูกปลดอย่างไม่คาดคิดเพียง 6 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง

ก่อนหน้านั้น เฟโดรอฟดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลเป็นเวลานานถึง 6 ปี และเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ยูเครนเมื่อได้รับแต่งตั้งครั้งแรกในวัย 28 ปี เขาเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของคณะรัฐมนตรีชุดแรกของเซเลนสกีที่ยังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงช่วงที่ผ่านมา

ในช่วงแรกของสงคราม เฟโดรอฟมีบทบาทสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในสนามรบ เขาจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร “กองทัพไอทียูเครน” เพื่อดำเนินปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายของรัสเซีย และต่อมาเป็นผู้นำโครงการระดมทุน “กองทัพโดรน” ซึ่งช่วยจัดหาโดรนให้กองทัพยูเครน

เขายังนำแนวคิด “เกมมิฟิเคชัน” หรือการประยุกต์ระบบคะแนนและรางวัลแบบเกมมาใช้กับการทำสงคราม โดยออกแบบระบบให้หน่วยทหารยูเครนได้รับเครดิตจากการโจมตีเป้าหมายของรัสเซีย

เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม เฟโดรอฟยังคงเน้นการใช้โดรน เทคโนโลยีการรบขั้นสูง และการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ โดยเคยเรียกร้องให้ อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งสเปซเอ็กซ์ ยับยั้งไม่ให้รัสเซียใช้ระบบดาวเทียมสตาร์ลิงก์เพื่อสนับสนุนการโจมตีด้วยโดรน

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเฟโดรอฟกับ โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปลดเฟโดรอฟ

หลังเฟโดรอฟถูกปลด มีประชาชนหลายพันคนออกมาประท้วงเรียกร้องให้ซีร์สกีถูกปลดและให้เฟโดรอฟกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมอีกครั้ง แม้ในเวลาต่อมาเซเลนสกีจะปลดซีร์สกีออกจากตำแหน่งด้วยเช่นกัน ท่ามกลางแรงกดดันจากสาธารณชน

เฟโดรอฟได้รับข้อเสนอให้รับตำแหน่งอื่นในรัฐบาล รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีด้านนวัตกรรมทางทหาร แต่เขาระบุว่าจะกลับเข้าสู่รัฐบาลก็ต่อเมื่อได้กลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเท่านั้น

ก่อนเฟโดรอฟเผยแพร่คลิปเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมง เซเลนสกียืนยันว่า เขาได้ขอให้รัฐสภารับรอง เยฟเฮนี คห์มารา รัฐมนตรีกลาโหมรักษาการ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดลงมติในวันพุธ

เฟโดรอฟไม่ได้เปิดเผยว่าเขามีแผนลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ แต่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า หากมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี เขามีโอกาสเอาชนะเซเลนสกีในการเลือกตั้งรอบสองได้อย่างสบาย ซึ่งยิ่งทำให้คำเรียกร้องของเขาถูกจับตามองในฐานะความท้าทายทางการเมืองโดยตรง

อย่างไรก็ตาม คำเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในช่วงสงครามได้สร้างความไม่พอใจให้กับนักวิจารณ์ชาวยูเครนบางส่วน รวมถึงผู้ที่เคยสนับสนุนให้เฟโดรอฟกลับมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม โดยมีฝ่ายวิจารณ์มองว่า แม้แต่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่แข็งกร้าวที่สุดก็เข้าใจดีว่า การจัดการเลือกตั้งอย่างเสรีและปลอดภัยในช่วงสงครามเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้

วาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 5 ปีของเซเลนสกีสิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญยูเครน ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตราบใดที่กฎอัยการศึกยังคงมีผล ทำให้เซเลนสกียังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามกฎหมาย

เมื่อปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่า รัฐบาลยูเครนกำลังใช้สงคราม เป็นเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดการเลือกตั้ง ขณะที่เซเลนสกีตอบว่า ยูเครนพร้อมจัดการเลือกตั้งภายใน 60-90 วัน หากพันธมิตรช่วยรับประกันความปลอดภัยให้กับกระบวนการเลือกตั้ง

แต่การจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและปลอดภัยจะเผชิญความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากยูเครนยังตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่าคำพูดของทรัมป์สอดคล้องกับแนวทางการสื่อสารของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ซึ่งพยายามตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของเซเลนสกีในฐานะผู้นำยูเครน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ยูเครนเพิ่มการโจมตีระยะไกลเข้าไปในดินแดนรัสเซีย โดยส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและคลังสินค้าของ “ไวลด์เบอร์รี” (Wildberries) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย

อันเดรย์ โวโรบียอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคมอสโก ระบุว่า กรุงมอสโกเผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งหนึ่งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาเมื่อคืนวันที่ 15 ส.ค. โดยมีโดรนราว 600 ลำถูกส่งเข้าโจมตีพื้นที่ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า การโจมตีของยูเครนทั่วรัสเซียในระลอกล่าสุดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน และบาดเจ็บ 23 คน รวมถึงเด็ก 1 คน ขณะที่การโจมตีของรัสเซียระลอกล่าสุดต่อยูเครนในช่วงเช้าวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่การโจมตีตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายทวีความรุนแรงขึ้น การเรียกร้องของเฟโดรอฟให้ยูเครนกลับคืนสู่กระบวนการประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเซเลนสกีกับฝ่ายการเมืองภายในประเทศในช่วงสงครามที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุดในระยะใกล้.

ที่มา BBC / Reuters

ลูกสาว “เขม โสกา” แจงข่าวรับตำแหน่ง “ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต” ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

 ลูกสาว "เขม โสกา" แจงข่าวรับตำแหน่ง "ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต"  ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

19 ส.ค. 2569 15:39 น.

ลูกสาว “เขม โสกา” แจงข่าวรับตำแหน่ง “ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต” ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

“เขม มโนวิทยา” ลูกสาวของนายเขม โสกา อดีตแกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งเคยรับโทษจำคุก 27 ปี ในข้อหากบฏ  ปกป้องการเข้ารับตำแหน่ง “ทูตพิเศษ” ประจำนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต หลังได้รับแต่งตั้งให้มีสถานะเทียบเท่ารัฐมนตรี โดยยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ “ไม่เกี่ยวข้องใดๆ” กับบิดาของเธอ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนการอ่อนแรงของฝ่ายค้าน และการลดบทบาททางการเมืองของบิดา

เขม มโนวิทยา บุตรสาวของ เขม โสกา อดีตแกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา ออกมาปกป้องการเข้ารับตำแหน่งใหม่ในรัฐบาล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยดำเนินคดีและตัดสินจำคุกบิดาของเธอ 27 ปี ในข้อหากบฏ โดยยืนยันว่า บทบาทดังกล่าว “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบิดา ฝ่ายค้าน หรือพรรครัฐบาล” หลังได้รับการแต่งตั้งเป็น “ทูตพิเศษ” ของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา

พระราชกฤษฎีกาซึ่งลงพระปรมาภิไธยโดยสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ระบุว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นตามคำร้องขอของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และทำให้เขม มโนวิทยา วัย 44 ปี มีตำแหน่งในระดับเทียบเท่ารัฐมนตรี แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่อย่างเป็นทางการ

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลัง เขม โสกา ได้รับพระราชทานอภัยโทษในเดือนพฤษภาคม หลังจากก่อนหน้านี้ถูกศาลตัดสินจำคุก 27 ปีจากความผิดฐานกบฏ โดยเขม โสกา ปฏิเสธข้อกล่าวหา

เขม โสกา ถูกจับกุมในปี 2017 โดยถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับสหรัฐฯ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของ ฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นบิดาของฮุน มาเนต ต่อมาพรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือ CNRP ซึ่งเขม โสกาเป็นผู้นำ ถูกศาลสั่งยุบในปีเดียวกัน ส่งผลให้สมาชิกพรรคจำนวนมากต้องลี้ภัย ขณะที่บางส่วนถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกโดยไม่ปรากฏตัวในศาล

เขม มโนวิทยา ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรค CNRP กล่าวว่า ตำแหน่งใหม่ของเธอจะมุ่งเน้น กิจการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และการ “ปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา” หลังจากเธอกล่าวหาว่าพื้นที่ตามแนวชายแดนบางส่วนถูก “กองกำลังทหารไทยเข้ายึดครองอย่างผิดกฎหมาย”

รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า ชาวกัมพูชามากกว่า 20,000 คนยังคงพลัดถิ่นจากพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย หลังเกิดการปะทะทางทหารระหว่างสองประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา

ด้านฮุน มาเนต กล่าวว่า เขม มโนวิทยา จะเข้ามาช่วยงานด้านการทูตระหว่างประเทศ โดยยกประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ก่อนหน้านี้ ฮุน มาเนต ยังเผยแพร่ภาพถ่ายผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันศุกร์ ขณะยืนเคียงข้างเขม มโนวิทยา พร้อมเรียกเธอว่า “น้องสาว” และระบุว่า นักการเมืองคนรุ่นใหม่สามารถร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศ

การแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจาก ฮุน เซน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาและยังมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างสูง เผยแพร่ภาพขณะจับมือกับเขม โสกา ในการพบปะหารือที่มีเขม มโนวิทยาเข้าร่วมด้วย

เขม มโนวิทยา กล่าวว่า ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ “ความรับผิดชอบต่อกัมพูชาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” พร้อมขอให้สังคมมองข้ามเรื่องการเมือง และพิจารณาบทบาทของเธอจากลักษณะงานและการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การแต่งตั้งครั้งนี้อาจสะท้อนถึง การอ่อนแรงลงอีกขั้นของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา รวมถึงการลดบทบาททางการเมืองของเขม โสกา หลังรัฐบาลตระกูลฮุนครองอำนาจมายาวนาน

มู โสเจีย อดีตแกนนำระดับสูงของพรรค CNRP ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในสหรัฐฯ กล่าวว่า ตำแหน่งที่มอบให้เขม มโนวิทยา อาจเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ “รับมือกับการตรวจสอบจากนานาชาติ” และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตอบสนองต่อข้อกังวลจากภายนอกประเทศ

เธอกล่าวว่า ชาติตะวันตก รวมถึงสหรัฐฯ เรียกร้องมาเป็นเวลานานให้เขม โสกา ได้รับการปล่อยตัวอย่างสมบูรณ์และได้รับสิทธิทางการเมืองกลับคืนมา พร้อมระบุว่า ครอบครัวเขมอาจเจรจาเพื่อแลกกับตำแหน่งในรัฐบาลและเสรีภาพของตนเอง แต่ผู้ที่ถูกเรียกว่า “นักโทษการเมือง” และสมาชิกฝ่ายค้านในท้องถิ่นที่ยังถูกจำคุก ไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงดังกล่าว

ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนท้องถิ่น Licadho ประเมินว่า ปัจจุบันมีนักการเมืองฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองราว 50 คนถูกจำคุกในกัมพูชา จากข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะหรือการทำกิจกรรมทางการเมือง

การแต่งตั้งเขม มโนวิทยา จึงถูกจับตามองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญต่อการเมืองกัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลฮุน มาเนตพยายามสร้างภาพลักษณ์การเปิดกว้างมากขึ้น ขณะที่ฮุน เซน ยังคงมีบทบาทสำคัญและอิทธิพลอย่างมากต่อทิศทางการเมืองของประเทศ.

ที่มา AFP / Reuters

ตร.ไต้หวันรวบสาวไทย กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน (คลิป)

ตร.ไต้หวันรวบสาวไทย กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน (คลิป)

19 ส.ค. 2569 14:44 น.

ตร.ไต้หวันรวบสาวไทย กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน (คลิป)

เจ้าหน้าที่ไต้หวันจับกุมหญิงชาวไทย ซึ่งเป็นโค้ชมวยไทยวัย 35 ปี หลังต้องสงสัยรับจ้างขนยาเสพติดจากขบวนการค้ายา โดยกลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 แคปซูลลงในช่องท้อง หลังเดินทางจากไทยมายังเมืองเกาสง เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าควบคุมตัวในโรงพยาบาลนานถึง 10 วัน จึงสามารถนำแคปซูลออกมาได้ทั้งหมด น้ำหนักรวม 289.1 กรัม มูลค่าตลาดมืดประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

หน่วยสืบสวนและป้องกันอาชญากรรมของหน่วยยามฝั่งไต้หวัน ประจำเมืองเกาสง ได้รับข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งระบุว่าอาจมีชาวต่างชาติใช้วิธีซุกซ่อนยาเสพติดในสัมภาระหรือภายในร่างกาย เพื่อลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ไต้หวัน

เจ้าหน้าที่จึงประสานความร่วมมือกับศุลกากรเกาสง ตำรวจการบิน หน่วยตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจ จัดตั้งทีมเฉพาะกิจติดตามผู้ต้องสงสัย ก่อนพบว่าผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงชาวไทยวัย 35 ปี ซึ่งทำงานเป็นโค้ชมวยไทย และเตรียมเดินทางจากประเทศไทยมายังไต้หวันด้วยวิธีกลืนแคปซูลยาเสพติดเข้าไปในร่างกาย

เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ดักรอและเข้าควบคุมตัวหญิงรายนี้ทันทีที่เดินทางถึงท่าอากาศยานเกาสงเสี่ยวกัง ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลภายใต้การควบคุม เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด

ผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์เผยให้เห็นวัตถุรูปทรงรีจำนวนมากอยู่ภายในช่องท้อง เจ้าหน้าที่จึงเชื่อว่าเป็นแคปซูลยาเสพติดที่ถูกกลืนเข้าไปเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นในสนามบิน

จากการตรวจสอบพบว่า แคปซูลทั้งหมดถูกห่อหุ้มหลายชั้นด้วยถุงยางอนามัยและพลาสติกหดร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้สารเสพติดสัมผัสกับร่างกาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ใช้กระบวนการทางการแพทย์เพื่อให้แคปซูลถูกขับออกจากร่างกายตามธรรมชาติ

เนื่องจากหญิงรายนี้เป็นโค้ชมวยไทยและมีร่างกายแข็งแรงจากการฝึกฝนอย่างหนัก เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยจัดกำลังเฝ้าควบคุมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการหลบหนี ขณะที่กระบวนการนำแคปซูลออกจากร่างกายต้องใช้เวลานานถึง 10 วัน

ในที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถเก็บแคปซูลต้องสงสัยได้ครบทั้ง 72 แคปซูล ก่อนตรวจพิสูจน์และยืนยันว่าเป็น เฮโรอีน ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ตามกฎหมายไต้หวัน มีน้ำหนักรวม 289.1 กรัม และมีมูลค่าในตลาดมืดประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน 

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การลักลอบขนยาเสพติดด้วยวิธีกลืนแคปซูลไว้ในร่างกายมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง หากบรรจุภัณฑ์เกิดการฉีกขาด หรือถูกกรดในกระเพาะกัดกร่อน ยาเสพติดอาจเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดพิษรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

คดีนี้ถูกดำเนินการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามอันตรายจากยาเสพติดของไต้หวัน และส่งตัวผู้ต้องหาให้สำนักงานอัยการเกาสงดำเนินคดี โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ศาลมีคำสั่งให้ควบคุมตัวหญิงชาวไทยรายนี้ระหว่างดำเนินคดี

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า หญิงรายนี้อาจได้รับการว่าจ้างจากขบวนการค้ายาเสพติดให้ทำหน้าที่ลำเลียงเฮโรอีนเข้าสู่ไต้หวัน และกำลังขยายผลเพื่อสืบหาผู้ว่าจ้างและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป.

ที่มา  CTWANTEpoch Times

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก “ชัคกี้” วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก "ชัคกี้" วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

19 ส.ค. 2569 13:00 น.

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก “ชัคกี้” วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

ตำรวจเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ของสหรัฐฯ เร่งติดตามชายต้องสงสัยสวมหน้ากากตุ๊กตาฆาตกร “ชัคกี้” วิ่งไล่และข่มขู่ประชาชนหลายรายใกล้ศาลาว่าการเมือง โดยมีหญิงนักวิ่งรายหนึ่งถูกถามว่า “พร้อมที่จะตายหรือยัง” ก่อนวิ่งหนีจนได้รับบาดเจ็บที่ขา ตำรวจเตือนประชาชนอย่าเข้าใกล้ หากพบชายต้องสงสัยให้โทรแจ้ง 911 ทันที

ตำรวจฟิลาเดลเฟียเปิดเผยว่า กำลังเร่งติดตามชายต้องสงสัยที่สวมหน้ากากฮาโลวีนลักษณะคล้าย “ชัคกี้” ตัวละครตุ๊กตาฆาตกรจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Child’s Play หลังถูกกล่าวหาว่าวิ่งเข้าไปหาและข่มขู่ประชาชนอย่างน้อย 6 คน บริเวณโดยรอบศาลาว่าการเมือง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

เจสัน สมิธ ตำรวจฟิลาเดลเฟีย ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณ 15 นาที เริ่มตั้งแต่เวลา 05.18 น. บริเวณถนนสาย 15 ตัดกับถนนเชสต์นัต โดยชายต้องสงสัยวิ่งเข้าไปหาผู้คน พยายามทำให้ตกใจและยั่วยุ ขณะถือโทรศัพท์มือถือเปิดไฟ และดูเหมือนกำลังบันทึกภาพเหตุการณ์

ไม่กี่นาทีต่อมา ชายคนดังกล่าวเข้าไปที่ร้านดังกิ้นบนถนนเชสต์นัต แต่พนักงานปฏิเสธให้บริการเนื่องจากเขาสวมหน้ากาก ก่อนออกจากร้านและถูกกล้องวงจรปิดจับภาพขณะวิ่งเข้าหาผู้คนบริเวณมุมตะวันตกเฉียงใต้ของจัตุรัสเพนน์ ใกล้ศาลาว่าการเมือง

ตำรวจระบุว่า ชายต้องสงสัยยังไล่ชายคนหนึ่งบริเวณฝั่งตะวันตกของถนนสาย 15 ก่อนเข้าไปหาหญิงวัย 40 ปีที่กำลังวิ่งออกกำลังกายบริเวณถนนสาย 15 ตัดกับถนนมาร์เก็ต จากนั้นยืนขวางหน้าและถามว่า “พร้อมที่จะตายหรือยัง” ทำให้หญิงรายดังกล่าววิ่งหนีและหกล้มจนได้รับบาดเจ็บที่ขา

หลังจากนั้น ชายต้องสงสัยหลบหนีเข้าไปในสถานีรถไฟใต้ดินซับเออร์เบิน ซึ่งเป็นจุดที่พบเห็นครั้งสุดท้าย โดยตำรวจเผยแพร่ภาพถ่ายและภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อขอความช่วยเหลือจากประชาชนในการระบุตัว

ตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุประมาณ 16-20 ปี สูงราว 173 เซนติเมตร สวมหน้ากากฮาโลวีนสีขาวลักษณะคล้ายตุ๊กตาเด็ก มีผมสีดำ พร้อมสะพายกระเป๋าเป้ลายตารางสีดำและน้ำเงิน ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญ

ลูอันดา มารินโญ ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เธอพบชายสวมหน้ากากขณะนัดเพื่อนบริเวณถนนสาย 12 ตัดกับถนนเชสต์นัตเพื่อออกไปวิ่ง โดยชายคนดังกล่าวถามซ้ำ ๆ ว่า “อยากแข่งกับผมไหม ผมพนันได้เลยว่าผมวิ่งเร็วกว่าพวกคุณ” แต่เธอและเพื่อนไม่ได้ตอบโต้

มารินโญกล่าวว่า หลังเห็นภาพชายคนดังกล่าวเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ เธอและเพื่อนรู้สึกหวาดกลัว และอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือเวลาออกกำลังกาย พร้อมบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือน “เกมประหลาดที่บิดเบี้ยว”

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายเพียงรายเดียวที่เข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย โดยตำรวจขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ติดต่อกรมตำรวจฟิลาเดลเฟีย และเตือนว่า หากพบชายต้องสงสัย อย่าเข้าไปเผชิญหน้าหรือเข้าใกล้ แต่ให้โทรแจ้ง 911 ทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดวิตก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุรุนแรงอีกกรณีหนึ่งในพื้นที่ใกล้เมืองเซนต์หลุยส์ เมื่อวัยรุ่นชายวัย 15 ปีถูกกล่าวหาว่าสวมชุดตัวตลกและใช้มีดแทงชายวัย 78 ปีเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้งสองกรณีไม่ได้มีข้อมูลยืนยันว่าเกี่ยวข้องกัน

ตำรวจฟิลาเดลเฟียยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า การกระทำของชายสวมหน้ากากในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับกระแสหรือการทำคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ โดยหน่วยข่าวกรองของตำรวจเข้าร่วมการสอบสวนด้วย ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอาจถูกตั้งข้อหาข่มขู่ก่อการร้าย ทำร้ายร่างกาย และความผิดอื่น ๆ หากสามารถระบุตัวและจับกุมได้.

ที่มา CBS / NBC

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

19 ส.ค. 2569 12:28 น.

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

“เปโตรบราส” บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลบราซิล ยืนยันการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบในบ่อสำรวจมอร์โฟ บริเวณเขตเส้นศูนย์สูตรใกล้ปากแม่น้ำแอมะซอน นอกชายฝั่งรัฐอามาปา ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ชี้การค้นพบครั้งนี้คือ “พาสปอร์ตสู่อนาคตของประเทศ” ขณะที่ผู้บริหารระบุต้องใช้เวลาประเมินปริมาณสำรองที่แน่ชัด แต่เชื่อมั่นในศักยภาพมหาศาล

มักดา ชัมเบรียร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเปโตรบราส (Petrobras) ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า มีการตรวจพบแหล่งน้ำมันดิบคุณภาพสูงจากการเจาะสำรวจที่บ่อ “มอร์โฟ” (Morpho) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตนอกชายฝั่งขอบเส้นศูนย์สูตร ห่างจากชายฝั่งรัฐอามาปาประมาณ 180 กิโลเมตร บริเวณปากแม่น้ำแอมะซอน

“มีน้ำมันจริงและเราค้นพบมันแล้ว แม้ตอนนี้เรายังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด แต่เรามองสิ่งที่เราพบด้วยความยึดมั่นและมองโลกในแง่ดีอย่างยิ่ง”

การเจาะสำรวจที่บ่อดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสิ้นลงภายใน 15 ถึง 20 วัน โดยเปโตรบราสมีแผนจะเจาะบ่อสำรวจเพิ่มอีก 3 บ่อในบริเวณใกล้เคียง และอีก 5 บ่อในพื้นที่ข้างเคียงเพื่อประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำมันอย่างละเอียด 

ทั้งนี้ บริเวณชายฝั่งใกล้ปากแม่น้ำแอมะซอน หรือที่เรียกว่า Equatorial Margin เชื่อว่ามีศักยภาพด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง การประเมินเบื้องต้นระบุว่า แอ่งดังกล่าวอาจมีน้ำมันมากถึง 10,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าราว 3.8 ล้านล้านเรียล หรือประมาณ 720,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความจำเป็นในการค้นหาแหล่งน้ำมันใหม่เกิดขึ้นเนื่องจากแหล่งน้ำมันใต้ชั้นเกลือ ซึ่งปัจจุบันป้อนผลผลิตน้ำมันดิบถึง 80% ของบราซิล คาดว่าจะพุ่งขึ้นแตะระดับการผลิตสูงสุด ในช่วงปี 2034 ถึง 2035 ทำให้บราซิลต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันใหม่มาทดแทน

ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ได้เดินทางไปเยือนเรือเจาะน้ำมันของเปโตรบราส และร่วมแถลงข่าวที่เทศบาลโอเอียโปกิ ในรัฐอามาปา โดยลูลาได้ชูขวดบรรจุน้ำมันดิบสีดำพร้อมเปรียบเทียบว่าการค้นพบครั้งนี้คือ “พาสปอร์ตสู่อนาคตของบราซิล” ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของรัฐอามาปา ไม่ให้เป็นเพียงผู้ส่งออกอาซาอิ และปลาตากแห้งเท่านั้น

ลูลากล่าวเน้นย้ำว่า “เมื่อผมพูดว่า ‘พาสปอร์ต’ ผมไม่ได้ปฏิเสธความมุ่งมั่นของผมในการต่อสู้เพื่อวันที่เราจะไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไป เพราะบราซิลจะยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานหมุนเวียน” 

ด้านนายอเล็กซานเดร ซิลเวรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของบราซิล ยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่ามีความสำคัญระดับประวัติศาสตร์และเกี่ยวข้องโดยตรงกับอธิปไตยทางพลังงานของประเทศ

กระบวนการอนุมัติใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมสำหรับบ่อสำรวจมอร์โฟเต็มไปด้วยข้อถกเถียงอย่างหนัก โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของบราซิล (Ibama) เคยมีข้อเสนอแนะทางเทคนิคให้ระงับโครงการ เนื่องจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ชนพื้นเมือง และปัญหาจากน้ำมันรั่วไหล แต่ใบอนุญาตได้รับการอนุมัติในเดือนตุลาคม 2025 ภายใต้การผลักดันของรัฐบาลลูลา ก่อนหน้าการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP30) ที่เมืองเบเลมเพียงไม่นาน

นักวิเคราะห์ทางการมองว่า การลงพื้นที่และประกาศข่าวดีทางการค้าของลูลาเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง เนื่องจากลูลากำลังเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 4 ในช่วงปลายปี ซึ่งการเปิดประตูสู่การเป็นแหล่งน้ำมันระดับโลกแห่งใหม่ อาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากผู้อยู่ในแถบภาคเหนือของประเทศที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของเขาได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่า แม้จะพบคราบน้ำมันแล้ว แต่ขั้นตอนการสำรวจเพื่อประเมินความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์และการเริ่มขุดเจาะจริงอาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ทศวรรษ ขณะที่บริษัทเปโตรบราสซึ่งเพิ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสล่าสุดสูงถึง 5.24 หมื่นล้านเรียล หรือพุ่งขึ้น 97% ยืนยันว่าได้ยื่นคำขออนุญาตจาก Ibama เพื่อขุดเจาะบ่อสำรวจเพิ่มเติมแล้ว และกำลังรอการพิจารณา.

ที่มา Folha de S.Paulo / The Associated Press

หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

หุ้น "Unitree" ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

19 ส.ค. 2569 11:31 น.

หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

“ยูนิทรี โรโบติกส์” (Unitree Robotics) ผู้นำด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับโลกจากจีน สร้างปรากฏการณ์สะเทือนตลาดทุน หลังหุ้นพุ่งสูงขึ้นกว่า 600% ในการซื้อขายวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ หลังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ท่ามกลางศึกการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างสหรัฐฯ และจีน

หุ้นของ “ยูนิทรี โรโบติกส์” (Unitree Robotics) หรือบริษัท Yushu Technology ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหางโจวของจีน พุ่งขึ้นมากถึง 629% ในช่วงเปิดตลาดวันนี้ (19 ส.ค.) แตะระดับ 1,100 หยวน หลังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ที่ 150.80 หยวนต่อหุ้น ก่อนลดช่วงบวกลงมาเคลื่อนไหวที่ราว 900 หยวน โดยบริษัทระดมทุนจากการ IPO ได้มากกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเข้าจดทะเบียนในตลาด STAR Market ซึ่งเป็นตลาดหุ้นเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ และมักถูกเปรียบเทียบกับตลาด Nasdaq ของสหรัฐฯ ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ และถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความพยายามของรัฐบาลจีนในการผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

ยูนิทรีก่อตั้งขึ้นในปี 2016 และผลิตตั้งแต่เซ็นเซอร์ แขนกล หุ่นยนต์สี่ขา ไปจนถึงหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ โดยบริษัทส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 5,500 ตัวในปีที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่แห่งในอุตสาหกรรมที่สามารถทำกำไรได้ โดยมีกำไรสุทธิ 278 ล้านหยวนในปี 2025

บริษัทได้รับความสนใจอย่างมากจากการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีราคาต่ำกว่าคู่แข่งจากสหรัฐฯ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของ Unitree ถูกใช้งานโดยทั้งนักวิชาการในจีนและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Nvidia, Google และ Amazon

เมื่อวันจันทร์ ยูนิทรีเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่ชื่อ “Superman” ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถกระโดดได้สูงถึง 2 เมตร และวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 12.66 เมตรต่อวินาที หากรักษาความเร็วได้ตลอดระยะ 100 เมตร จะเร็วกว่าสถิติโลกของยูเซน โบลต์ นักวิ่งชาวจาเมกา

ยูนิทรียังสร้างกระแสไปทั่วโลกจากการแสดงในงานกาลาเทศกาลตรุษจีนเมื่อปีที่แล้ว โดยหุ่นยนต์ของบริษัทสวมเสื้อกั๊กแบบจีน โชว์ตีลังกากลับหลัง แสดงกังฟู และกระโดดข้ามโต๊ะ ขณะที่ในปีนี้ หุ่นยนต์ของบริษัทเข้าร่วมการแข่งขัน World Humanoid Robot Games 2026 ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งมีการแข่งขันทั้งวิ่ง ฟุตบอล เปิดกล่อง และจัดเรียงหนังสือ

รัฐบาลจีนกำหนดให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และระบุว่าเมื่อปีที่ผ่านมา จีนมีบริษัทมากกว่า 140 แห่งที่เปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 330 รุ่น การลงทุนจำนวนมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้าสู่เทคโนโลยีที่เรียกว่า Physical AI ซึ่งทำให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหว รับรู้ และโต้ตอบกับโลกจริงได้ด้วยตัวเอง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หุ่นยนต์อาจช่วยรับมือกับปัญหาประชากรสูงวัยของจีนและการขาดแคลนแรงงานในอนาคต แต่การใช้งานหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในบ้านยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และความน่าเชื่อถือ โดยในระยะแรก ตลาดสำคัญน่าจะเป็นโรงงาน โรงพยาบาล และภาคธุรกิจ

ยูนิทรียังมีจุดแข็งด้านราคา โดยหุ่นยนต์สุนัขของบริษัทเริ่มต้นประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หุ่นยนต์สี่ขา Spot ของ Boston Dynamics มีราคาประมาณ 70,000 ดอลลาร์ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะย้ำว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองไม่ได้มีคุณสมบัติเทียบเท่ากันทั้งหมด

ความสำเร็จของยูนิทรีเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการจำกัดการนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์สี่ขาที่ผลิตในจีน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและการปกป้องภาคการผลิตของสหรัฐฯ ขณะที่จีนกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าใช้ประเด็นความมั่นคงมาเป็นเครื่องมือทางการค้า

ยูนิทรีเองถูกสหรัฐฯ เพิ่มชื่อเข้าในรายชื่อบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือกองทัพจีนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และมาตรการควบคุมดังกล่าวยิ่งทำให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบสำคัญในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ

นักวิเคราะห์มองว่า การเข้าตลาดหุ้นของยูนิทรี จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และอาจกลายเป็นมาตรวัดสำหรับบริษัทอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมเข้าตลาด เช่น UBTech, Leju Robotics และ AgiBot

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ราคาหุ้นที่พุ่งแรงในวันแรกไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมจะประสบความสำเร็จในระยะยาว เพราะยังต้องพิสูจน์ว่าหุ่นยนต์สามารถนำไปใช้งานจริงในวงกว้างได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทสหรัฐฯ เช่น Tesla, Amazon และ Boston Dynamics

การพุ่งขึ้นของหุ้นยูนิทรีจึงไม่เพียงสะท้อนความคึกคักของตลาดทุนจีน แต่ยังเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันเพื่อครองความเป็นผู้นำด้าน หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ระยะใหม่ โดยผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า ขณะนี้สหรัฐฯ อาจไม่ได้เป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์อีกต่อไป และจีนกำลังเร่งขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดโลกอย่างเต็มตัว.

ที่มา BBC / AFP

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

19 ส.ค. 2569 11:08 น.

ทรัมป์สั่งเลื่อนเก็บภาษีแคนาดา 50% ชั่วคราว 3 วัน อ้างใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 50% ออกไป 3 วัน หลังสหรัฐฯ และแคนาดาเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าในช่วงโค้งสุดท้าย โดยนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าครั้งสำคัญ แม้ยังมีประเด็นที่ต้องเจรจาอีกมาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้เลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50% กับสินค้าจากแคนาดาหลายรายการออกไปเป็นเวลา 3 วัน จากเดิมที่กำหนดจะมีผลในเช้าวันพุธ โดยให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ และแคนาดาใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า และอยู่ระหว่างการจัดทำเอกสารขั้นสุดท้าย

ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า สหรัฐฯ ตกลงเลื่อนการจัดเก็บภาษี 50% สำหรับสินค้าจากแคนาดาออกไปจนถึงสิ้นวันที่ 21 สิงหาคม ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่า การเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก แต่ยังมีงานสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อ

ภาษีดังกล่าวครอบคลุมสินค้าของแคนาดามูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา ตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ ที่กดลิ้น เสื้อผ้า ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬา และจะเป็นการเพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ ใช้อยู่แล้วกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปจากแคนาดา

การเลื่อนมาตรการเกิดขึ้นหลังทรัมป์และคาร์นีย์พูดคุยทางโทรศัพท์ 2 ครั้งในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ขณะที่ทีมเจรจาการค้าของทั้งสองประเทศเดินหน้าเจรจาอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยประเด็นสำคัญรวมถึงภาษีรถยนต์ของสหรัฐฯ และมาตรการของหลายรัฐในแคนาดาที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาจาก 25% เหลือ 15% แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่า รถยนต์ประเภทใดจะได้รับสิทธิ์ลดภาษี โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จำกัดเฉพาะรถยนต์ที่มีชิ้นส่วนผลิตในอเมริกาในสัดส่วนสูง

ด้านแคนาดาต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกหรือลดภาษีในภาคส่วนสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้แคนาดายกเลิกภาษีตอบโต้รถยนต์อเมริกัน ปรับโควตานำเข้าผลิตภัณฑ์นมเพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชีสของสหรัฐฯ และยกเลิกข้อห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ ที่หลายจังหวัดของแคนาดาประกาศใช้เพื่อตอบโต้ภาษีของทรัมป์

ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ข้อตกลงการค้าใหม่อาจเปิดทางให้มีการรื้อฟื้นโครงการท่อส่งน้ำมัน Keystone XL ซึ่งจะเชื่อมรัฐอัลเบอร์ตาของแคนาดากับสหรัฐฯ และสามารถขนส่งน้ำมันได้ประมาณ 830,000 บาร์เรลต่อวัน โครงการดังกล่าวถูกคัดค้านจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและชนพื้นเมือง และถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก่อนรัฐบาลโจ ไบเดนยืนยันการยกเลิกอีกครั้ง

ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว โดยทรัมป์ผลักดันนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการค้าเสรีระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมายาวนาน

แคนาดาพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก โดยสินค้าส่งออกของแคนาดาเกือบ 72% ในปีที่ผ่านมาเดินทางไปยังสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีครั้งใหม่ เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ เป็นผู้ชำระภาษีและอาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

หอการค้าสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเร่งบรรลุข้อตกลง โดยเตือนว่า ภาษีที่สูงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพิ่มค่าครองชีพให้ครัวเรือนอเมริกัน กระทบห่วงโซ่อุปทาน และเสี่ยงต่อการจ้างงานชาวอเมริกันราว 13 ล้านตำแหน่งที่พึ่งพาการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา หรือ USMCA

ทั้งนี้ ทรัมป์อาศัยมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ปี 1930 เป็นฐานทางกฎหมายในการขู่เรียกเก็บภาษีจากสินค้าบางรายการของแคนาดาสูงถึง 50% ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน และให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีสินค้าจากประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจของสหรัฐฯ ได้สูงสุด 50% โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนก่อน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และแคนาดากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนข้อตกลง USMCA ซึ่งเป็นกรอบการค้าหลักของอเมริกาเหนือ การขู่ใช้มาตรา 338 จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันแคนาดาให้ยอมรับเงื่อนไขเพิ่มเติมในการเจรจา

การเลื่อนภาษีครั้งล่าสุดจึงช่วยเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาอีก 3 วันในการเร่งหาข้อยุติ ก่อนที่มาตรการภาษี 50% จะถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ขณะที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศต่างจับตาการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าความขัดแย้งทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศโดยรวม.

ที่มา BBC / CBS

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

19 ส.ค. 2569 10:53 น.

ไฟไหม้โรงแรมอินเดีย เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ คาดสาเหตุจากเครื่องปรับอากาศระเบิด

เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมย่านใจกลางเมืองกัลกัตตา ของอินเดียช่วงเช้ามืด คร่าชีวิตชาวบังกลาเทศ 9 ศพ รวมเด็ก 1 คน เบื้องต้นคาดอาจเกิดจากเครื่องปรับอากาศระเบิด แต่ยังเร่งหาสาเหตุ

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนฟรีสคูล ใกล้ย่านนิวมาร์เก็ต ซึ่งเป็นย่านการค้าที่พลุกพล่านและมีประชากรหนาแน่นในเมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ศพ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 02.00 น.

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชาวบังกลาเทศที่เดินทางมายังกัลกัตตาเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยในจำนวนนี้มีเด็กอย่างน้อย 1 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของผู้เสียชีวิตและประเมินความเสียหาย โดยเบื้องต้นมีรายงานว่า ต้นเพลิงอาจเกี่ยวข้องกับการระเบิดของเครื่องปรับอากาศ แต่ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุที่แน่ชัดได้ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการช่วยเหลือผู้ที่อาจยังติดอยู่ภายในอาคาร รวมถึงตรวจสอบต้นเหตุของเพลิงไหม้ หลังสามารถดับไฟได้แล้ว เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงและตรวจสอบจุดต่างๆ เพื่อป้องกันไฟปะทุซ้ำ.

ที่มา AFP

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

19 ส.ค. 2569 10:12 น.

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วม หลังทรัมป์สั่งลดขนาด โวสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน

สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วมประจำปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 27 เป็นวันที่ 21 สิงหาคม หลังทรัมป์สั่งลดขนาดการซ้อม และคุยโวอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีของเขากับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคมว่า การซ้อมรบร่วมประจำปีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หรือ Ulchi Freedom Shield (UFS) จะสิ้นสุดเร็วกว่ากำหนดเกือบ 1 สัปดาห์ โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 สิงหาคม จากเดิมที่วางแผนไว้จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม

การปรับลดระยะเวลาการซ้อมรบมีขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งให้กระทรวงกลาโหมลดขนาดการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพียงหนึ่งวันก่อนการฝึกเริ่มขึ้น

ทรัมป์ยังให้เหตุผลว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ คิม จองอึน และมองว่าการซ้อมรบซึ่งมีเป้าหมายเตรียมความพร้อมรับมือการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากเกาหลีเหนือ เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นมิตรต่อประเทศที่แสดงความเคารพต่อเขา

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวชื่นชมคิม จองอึน พร้อมวิจารณ์เกาหลีใต้ว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนเขามากพอในสงครามกับอิหร่าน

ด้านเกาหลีเหนือออกมาวิพากษ์วิจารณ์การซ้อมรบในวันเดียวกัน โดยสื่อของรัฐบาลระบุว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ถือเป็น ภัยคุกคามที่เร่งด่วนและเปิดเผยที่สุดต่อเกาหลีเหนือ แม้ไม่ได้กล่าวถึงคำสั่งของทรัมป์ที่ให้ลดขนาดการซ้อมรบ หรือความต้องการกลับมาเจรจากับคิม จองอึนของผู้นำสหรัฐฯ

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA ยังเผยแพร่บทความโจมตีการฝึกซ้อม โดยย้ำจุดยืนเดิมของเกาหลีเหนือว่า การซ้อมรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เป็นเสมือนการซ้อมเพื่อเตรียมบุกเกาหลีเหนือ และเป็นภัยต่อความมั่นคงในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า คิม จองอึน ได้ตอบรับความพยายามของเขาในการเปิดช่องทางติดต่อ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าทั้งสองฝ่ายมีการสื่อสารกันในประเด็นใด

สำหรับการซ้อมรบ UFS ถือเป็นการฝึกร่วมทางทหารครั้งสำคัญของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ โดยเกาหลีเหนือคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง และมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการรุกราน ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกซ้อมมีเป้าหมายเพื่อเสริมความพร้อมในการป้องกันประเทศ

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีกำลังทหารประจำการในเกาหลีใต้ประมาณ 28,500 นาย เพื่อสนับสนุนการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ที่สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ทั้งสองเกาหลียังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ.

ที่มา : channelnewsasia