เลือกตั้งสวีเดนสูสี ฝ่ายซ้ายเฉือนนำ ฝ่ายขวาสูญเสียคะแนนนิยม

เลือกตั้งสวีเดนสูสี ฝ่ายซ้ายเฉือนนำ ฝ่ายขวาสูญเสียคะแนนนิยม

14 ก.ย. 2569 10:56 น.

เลือกตั้งสวีเดนสูสี ฝ่ายซ้ายเฉือนนำ ฝ่ายขวาสูญเสียคะแนนนิยม

การเลือกตั้งทั่วไปของสวีเดนยังคงคู่คี่สูสี และยังไม่สามารถชี้ชัดว่าใครจะจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการกว่า 90% โดยกลุ่มพรรคฝ่ายซ้ายที่นำโดยพรรคสังคมประชาธิปไตยมีคะแนนนำกลุ่มฝ่ายขวาเพียงเล็กน้อย ขณะที่พรรคฝ่ายขวา “สวีเดน เดโมแครต” สูญเสียคะแนนนิยมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าสู่รัฐสภาเมื่อปี 2010

การเลือกตั้งทั่วไปของสวีเดนยังคงมีผลสูสีอย่างมาก โดยหลังนับคะแนนไปแล้วมากกว่า 90% กลุ่มพรรคฝ่ายค้านฝ่ายซ้าย 4 พรรค ซึ่งนำโดย มักดาเลนา อันเดอร์สสัน หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตย มีที่นั่งนำกลุ่มฝ่ายขวาซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี อูล์ฟ คริสเตอร์สัน อยู่ราว 3 ที่นั่ง จากทั้งหมด 349 ที่นั่งในรัฐสภาสวีเดน หรือริกส์ดาก

ข้อมูลคาดการณ์ของหน่วยงานการเลือกตั้งสวีเดนระบุว่า พรรคสังคมประชาธิปไตยมีแนวโน้มสามารถจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมากเพียงเล็กน้อย โดยเมื่อรายงานผลแล้ว 94% กลุ่มฝ่ายซ้ายมี 176 ที่นั่ง ขณะที่กลุ่มฝ่ายขวามี 173 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถประกาศชัยชนะได้ และสื่อรายใหญ่ของสวีเดนยังไม่มีการประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการ โดยคริสเตอร์สันกล่าวกับผู้สนับสนุนว่า แม้ประชาชนจะออกเสียงเลือกตั้งแล้ว แต่ผลสุดท้ายยังไม่ชัดเจน และคำถามว่ารัฐบาลใดจะบริหารประเทศในช่วงหลายปีข้างหน้ายังคงเปิดกว้าง

ด้านอันเดอร์สสัน อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสวีเดน ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2021-2022 กล่าวว่า หากผลคะแนนในขณะนี้ยังคงเดิม สวีเดนจะได้รัฐบาลชุดใหม่

แม้พรรคสังคมประชาธิปไตยยังคงเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ผลเบื้องต้นชี้ว่า พรรคอาจได้คะแนนเพียง 28% ซึ่งจะเป็นผลงานที่แย่ที่สุดในรอบกว่า 100 ปี ขณะที่พรรคสวีเดนเดโมแครต ซึ่งมีแนวคิดต่อต้านการย้ายถิ่นฐานและมีรากฐานเชื่อมโยงกับกลุ่มนาซีใหม่ สูญเสียคะแนนนิยมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าสู่รัฐสภาในปี 2010 โดยได้ประมาณ 17.6% ลดลงจาก 20.6% ในการเลือกตั้งปี 2022

พรรคฝ่ายซ้ายอื่น ๆ ได้แก่ พรรคฝ่ายซ้าย พรรคกรีน และพรรคเซ็นเตอร์ กลับมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น แต่การจัดตั้งรัฐบาลยังมีความซับซ้อน เนื่องจากทั้ง 4 พรรคมีจุดยืนแตกต่างกัน โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างพรรคฝ่ายซ้ายกับพรรคเซ็นเตอร์ ทำให้คริสเตอร์สันระบุว่า แม้ฝ่ายซ้ายจะมีที่นั่งมากกว่า แต่ยังต้องจับตาว่าจะสามารถตกลงจัดตั้งรัฐบาลและกำหนดนโยบายร่วมกันได้หรือไม่

คริสเตอร์สันเป็นผู้นำรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อยที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคสวีเดนเดโมแครตตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และเคยให้คำมั่นว่าจะมอบตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญให้พรรคดังกล่าว หากฝ่ายขวาสามารถรักษาอำนาจได้

การเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นสำคัญทั้งด้านความมั่นคง อาชญากรรมจากแก๊ง การย้ายถิ่นฐาน ระบบสาธารณสุข สวัสดิการ และค่าครองชีพ โดยคริสเตอร์สันชูผลงานปราบปรามอาชญากรรมองค์กรและควบคุมการยื่นขอลี้ภัย ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อันเดอร์สสันเสนอขึ้นภาษีธนาคารและผู้มีรายได้สูง ลดระยะเวลารอรับบริการสาธารณสุข และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

อัตราผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งอยู่ที่ประมาณ 80% ลดลงราว 4 จุดเปอร์เซ็นต์จากการเลือกตั้งปี 2022

ผลอย่างเป็นทางการอาจต้องรออีกหลายวัน เนื่องจากหน่วยงานการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นจะเริ่มนับบัตรบางส่วนที่ยังเดินทางมาไม่ถึงในคืนวันเลือกตั้งในวันพุธ ขณะที่คะแนนทั้งหมดจะถูกตรวจนับซ้ำโดยอัตโนมัติโดยฝ่ายปกครองระดับมณฑล ซึ่งโดยปกติใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์จึงจะประกาศผลสุดท้ายได้.

ที่มา BBC / AFP

ไฟป่าลุกลามพื้นที่เนินเขาใกล้รีสอร์ตหรูของสเปน บาดเจ็บ 3 ราย เจ้าหน้าที่เร่งดับไฟ

ไฟป่าลุกลามพื้นที่เนินเขาใกล้รีสอร์ตหรูของสเปน บาดเจ็บ 3 ราย เจ้าหน้าที่เร่งดับไฟ

14 ก.ย. 2569 10:55 น.

ไฟป่าลุกลามพื้นที่เนินเขาใกล้รีสอร์ตหรูของสเปน บาดเจ็บ 3 ราย เจ้าหน้าที่เร่งดับไฟ

เกิดเหตุไฟป่าลุกลามพื้นที่เนินเขาใกล้รีสอร์ตหรูแถบชายฝั่งคอสตา เดล โซล ของสเปน บาดเจ็บ 3 ราย หนึ่งคนถูกไฟคลอกส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่เร่งดับไฟ

วันที่ 14 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วในพื้นที่เนินเขานอกเมืองเบนาฮาบิส  แคว้นอันดาลูเซีย ทางตอนใต้ของสเปน ใกล้กับแหล่งรีสอร์ตชายหาดชื่อดังบริเวณชายฝั่งคอสตา เดล โซล ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย โดยในจำนวนนี้มี 1 คนถูกไฟไหม้และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลประจำภูมิภาค ขณะที่เจ้าหน้าที่คาดว่าอาการจะดีขึ้นตามลำดับ ส่วนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอีกคนข้อมือหัก และอีกคนได้รับการรักษาอาการสูดควันไฟเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินของแคว้นอันดาลูเซีย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยฉุกเฉินกว่า 200 คน พร้อมอากาศยานประมาณ 20 ลำ ระดมกำลังเข้าควบคุมและดับไฟ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสกัดการลุกลามของไฟอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามกระแสลมแรงสูงสุดราว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประกอบกับสภาพพื้นที่ลาดชัน ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว 

ก่อนหน้านี้ ทางการออกคำสั่งให้ประชาชนราว 9,500 คนในเมืองเบนาฮาบิส ซึ่งเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่มีบ้านสีขาวและตรอกซอกซอยแคบ รวมถึงประชาชนที่พักอาศัยในบ้านพักโดยรอบ อยู่ภายในอาคาร โดยมีการส่งข้อความแจ้งเตือนฉุกเฉินทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงชาวอังกฤษ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อพยพประชาชนราว 50 คนออกจากโครงการที่อยู่อาศัยใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัย แต่ยังไม่มีรายงานว่าบ้านเรือนหรือทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากไฟป่า 

ข้อมูลจากระบบสารสนเทศไฟป่าแห่งยุโรป (European Forest Fire Information System) ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่ในสเปนไปแล้วมากกว่า 1.85 ล้านไร่ ขณะที่อุณหภูมิสูงสุดของสเปนในปีนี้อยู่ที่ 45.7 องศาเซลเซียส วัดได้เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่เมืองเอล กรานาโด ในแคว้นอันดาลูเซีย. 

ที่มา CGTN

ผู้นำ BRICS ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจกรณีตอ.กลาง เน้นใช้การเจรจา-การทูต

ผู้นำ BRICS ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจกรณีตอ.กลาง เน้นใช้การเจรจา-การทูต

14 ก.ย. 2569 10:31 น.

ผู้นำ BRICS ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจกรณีตอ.กลาง เน้นใช้การเจรจา-การทูต

ผู้นำ BRICS ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุดในตะวันออกกลาง หลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เน้นใช้การเจรจาและการทูต

วันที่ 14 กันยายน 2569 ผู้นำกลุ่ม BRICS เริ่มการประชุมสุดยอดเป็นเวลา 2 วัน ที่กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย โดยแถลงการณ์ร่วมได้รับการรับรองตั้งแต่วันแรกของการประชุม โดยมีมติรับรองแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างถึงที่สุดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น

แถลงการณ์ฉบับลนี้ยังเรียกร้องให้ทุกประเทศหันมาใช้การเจรจาและการทูตมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ระหว่างการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศสมาชิกอื่นๆ มีความเห็นแตกต่างกันในบางประเด็น

รายงานระบุว่า อย่างไรก็ตามถ้อยคำในแถลงการณ์ได้รับการสรุปผ่านการประสานงานเบื้องหลังระหว่างประเทศสมาชิก โดยในเอกสารไม่ได้ระบุชื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลโดยตรง.

เกาหลีเหนือเผยภาพการซ้อมรบโจมตีด้วยปืนใหญ่และขีปนาวุธ อ้างโจมตีเป้าแม่นยำ 100%

เกาหลีเหนือเผยภาพการซ้อมรบโจมตีด้วยปืนใหญ่และขีปนาวุธ อ้างโจมตีเป้าแม่นยำ 100%

14 ก.ย. 2569 10:08 น.

เกาหลีเหนือเผยภาพการซ้อมรบโจมตีด้วยปืนใหญ่และขีปนาวุธ อ้างโจมตีเป้าแม่นยำ 100%

เกาหลีเหนือเผยภาพการซ้อมรบโจมตีด้วยปืนใหญ่และขีปนาวุธ หลังตรวจพบการยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายลูกเมื่อ 12 ก.ย. อ้างอาวุธทุกระบบโจมตีเป้าแม่นยำ 100%

วันที่ 14 กันยายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า กองทัพเกาหลีเหนือจัดการซ้อมรบโจมตีร่วมด้วยปืนใหญ่ระยะไกลและหน่วยขีปนาวุธ เมื่อวันที่ 12 กันยายน โดยมีหน่วยย่อยจากหน่วยปืนใหญ่และขีปนาวุธผสม 5 หน่วยเข้าร่วม โดยระบุว่าการซ้อมรบครั้งนี้ใช้ระบบอาวุธรุ่นใหม่หลายประเภท อาทิโดรนโจมตี ขีปนาวุธร่อนทางยุทธวิธี ระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาดใหญ่แบบเทอร์โมบาริก และขีปนาวุธทิ้งตัวทางยุทธวิธี 

รายงานข่าวระบุว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือไม่ได้เข้าร่วมชมการซ้อมรบครั้งนี้ โดยมีนายพัค จองชอน รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางของเกาหลีเหนือ เป็นผู้สังเกตการณ์การฝึก ขณะเดียวกันอ้างว่า ระบบอาวุธโจมตีทั้งหมดสามารถยิงเข้าเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ 100% และระบุว่าการซ้อมรบแสดงให้เห็นถึง ความเป็นเอกภาพและความพร้อมในการโจมตีพร้อมกัน

การเปิดเผยของเกาหลีเหนือมีขึ้นหลังคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ ตรวจพบการยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้หลายลูกจากพื้นที่วอนซานของเกาหลีเหนือ มุ่งหน้าสู่ทะเลตะวันออกเมื่อวันที่ 12 กันยายน โดยเกาหลีใต้ประเมินว่าเป็นขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้ตระกูลฮวาซอง-11 รวมถึงจรวดจากระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาดใหญ่พิเศษขนาด 600 มิลลิเมตร

การซ้อมรบของเกาหลีเหนือยังเกิดขึ้นหลังเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเสร็จสิ้นการซ้อมรบ “ฟรีดอม เอดจ์” เป็นเวลา 5 วันในน่านน้ำสากลทางตะวันออกและทางใต้ของเกาะเชจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 13 กันยายน และโดยปกติเกาหลีเหนือมักรายงานการยิงขีปนาวุธในวันถัดมา อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้มีการรายงานช้ากว่าปกติ 1 วัน.

ที่มา Yonhap  

ยิงกันเดือด เหตุแย่งคิวใช้สิทธิเลือกตั้งฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 15 ในเขตปกครองมุสลิมบังซาโมโร

ยิงกันเดือด เหตุแย่งคิวใช้สิทธิเลือกตั้งฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 15 ในเขตปกครองมุสลิมบังซาโมโร

14 ก.ย. 2569 09:39 น.

ยิงกันเดือด เหตุแย่งคิวใช้สิทธิเลือกตั้งฟิลิปปินส์ ดับ 3 เจ็บ 15 ในเขตปกครองมุสลิมบังซาโมโร

เกิดเหตุยิงกันใกล้หน่วยเลือกตั้งในเขตบังซาโมโรของฟิลิปปินส์ ก่อนเปิดหีบเลือกตั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมง ตำรวจเผยชนวนเหตุเริ่มจากการแย่งคิว ก่อนบานปลายเป็นการยิงกัน

เกิดเหตุยิงกันในเขตปกครองตนเองบังซาโมโรในมินดาเนา หรือ BARMM ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ก่อนการเปิดหีบเลือกตั้งในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย. 2026 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 15 คน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดก่อนการเลือกตั้งสภาชุดแรกของภูมิภาค

จิบิน บงคาเยา ผู้กำกับการตำรวจเมืองโคตาบาโต เปิดเผยว่า เหตุเกิดก่อนเที่ยงคืน บริเวณด้านนอกโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งใช้เป็นหน่วยเลือกตั้งในเมืองหลวงของภูมิภาค โดยสมาชิกจากกลุ่มการเมืองคู่แข่งมีปากเสียงกันเรื่องการแย่งสิทธิ์เข้าแถวเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งก่อน

ตำรวจระบุว่าเหตุการณ์เริ่มจากการแย่งตำแหน่งในแถว ก่อนมีการผลักกันและบานปลายเป็นการชกต่อย จากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นในพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก

ผู้ก่อเหตุเป็นสมาชิกจากพรรคการเมืองคู่แข่ง ซึ่งมีรากฐานมาจากกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร หรือ MILF ที่เคยต่อสู้เพื่อเรียกร้องการปกครองตนเองในพื้นที่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์มาเป็นเวลาหลายสิบปี

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกระบวนการสันติภาพที่ดำเนินมาเป็นระยะตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 และนำไปสู่การจัดตั้งเขตปกครองตนเองบังซาโมโรในมินดาเนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมุสลิมจำนวนมากในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก

พื้นที่บังซาโมโรเผชิญเหตุความรุนแรงทางการเมืองและความขัดแย้งระหว่างตระกูลผู้มีอิทธิพลมาอย่างยาวนาน ทำให้บรรดาผู้นำพรรคการเมืองมองว่า หากการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถดำเนินไปอย่างสงบ ก็จะถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ

ทางการได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมากกว่า 20,000 นายประจำตามพื้นที่เลือกตั้ง พร้อมจัดทีมตอบโต้เหตุฉุกเฉินเพื่อรับมือกับเหตุความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน ส.ค. ขบวนรถของหัวหน้าคณะรัฐมนตรีชั่วคราวของบังซาโมโร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ถูกกลุ่มคนร้ายซุ่มโจมตีและยิงใส่ขบวนรถหลายนัด

นอกจากนี้ ในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ยังเกิดเหตุระเบิดใกล้หน่วยเลือกตั้งอีกแห่ง ส่งผลให้ชาย 1 รายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเหตุระเบิดดังกล่าว.

ที่มา : Channelnewsasia

โรมาเนียสร้างสถิติโลก! คน 2 หมื่นนั่งโต๊ะยาว 5 กม. ระดมทุนสร้าง รพ.จิตเวชเด็ก

โรมาเนียสร้างสถิติโลก! คน 2 หมื่นนั่งโต๊ะยาว 5 กม. ระดมทุนสร้าง รพ.จิตเวชเด็ก

14 ก.ย. 2569 08:40 น.

โรมาเนียสร้างสถิติโลก! คน 2 หมื่นนั่งโต๊ะยาว 5 กม. ระดมทุนสร้าง รพ.จิตเวชเด็ก

ชาวโรมาเนียกว่า 2 หมื่นคนร่วมกิจกรรม “โต๊ะรวมใจ” ในกรุงบูคาเรสต์ สร้างสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ด้วยโต๊ะที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อระดมทุนสร้างโรงพยาบาลจิตเวชเด็กแห่งแรกของประเทศ

กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย จัดกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนราว 20,000 คนมารวมตัวกันร่วมกิจกรรม “โต๊ะรวมใจ” ซึ่งใช้โต๊ะทอดยาวต่อกันประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อสร้างสถิติโลกของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด พร้อมระดมทุนสำหรับโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับเด็ก

โต๊ะยาวดังกล่าวทอดไปตามถนนยูนิรี บูเลอวาร์ด ตั้งแต่บริเวณจัตุรัสยูนิรี ไปจนถึงจัตุรัสคอนสติติวชัน ด้านหน้าพระราชวังรัฐสภา ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่จากยุคคอมมิวนิสต์ของโรมาเนีย โดยโต๊ะทั้งหมดตกแต่งด้วยดอกไม้และอาหารว่าง

ผู้จัดงานจากสมาคม Bloom The World ซึ่งเป็นองค์กรในโรมาเนีย ได้รับใบรับรองจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในสถิติโต๊ะที่ยาวที่สุดที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล

โจแอนน์ เบรนต์ ผู้ตรวจสอบสถิติอาวุโสและกรรมการอย่างเป็นทางการของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ซึ่งเข้าร่วมงานที่กรุงบูคาเรสต์กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสถิติที่ทำขึ้นสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้จริง เพราะมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อสนับสนุนเป้าหมายเดียวกัน

เงินที่ได้จากกิจกรรมจะนำไปสนับสนุนโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลจิตเวชเด็กแห่งใหม่ ภายในพื้นที่โรงพยาบาลโอเบรกียา ในกรุงบูคาเรสต์ โดยอาคารแห่งใหม่จะมีพื้นที่ประมาณ 3,900 ตารางเมตร และใช้งบประมาณก่อสร้างราว 16.5 ล้านยูโร หรือประมาณ 650 ล้านบาท โดยได้รับเงินสนับสนุนจากการบริจาคและภาคเอกชน

มูลนิธิเมโทรโพลิส ซึ่งอยู่เบื้องหลังโครงการระบุว่า โรงพยาบาลแห่งใหม่เกิดขึ้นจากความจำเป็น เนื่องจากแผนกจิตเวชเด็กในปัจจุบันตั้งอยู่ในอาคารเก่าและมีพื้นที่แออัด ไม่สามารถรองรับความต้องการด้านการรักษาและสภาพจิตใจของเด็กได้อย่างเพียงพอ

ข้อมูลของมูลนิธิระบุว่า จำนวนเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางจิตขั้นรุนแรงในโรมาเนีย เช่น โรคซึมเศร้า ความผิดปกติด้านพฤติกรรม การใช้สารเสพติด ออทิสติก และโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD เพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล จาก 3,839 รายในปี 2018 เป็นมากกว่า 5,600 รายในปี 2024

ปัจจุบันคลินิกจิตเวชเด็กของโรงพยาบาลมีเตียงรองรับ 62 เตียง แต่หอผู้ป่วยหลายแห่งมีเตียงจำนวนมากอยู่รวมกันและไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ขณะที่พื้นที่จำกัดยังทำให้การพูดคุยเรื่องส่วนตัวระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยและครอบครัวทำได้ยาก

สำหรับโรงพยาบาลแห่งใหม่จะเป็นอาคาร 5 ชั้น ประกอบด้วยห้องตรวจ ห้องกิจกรรมบำบัด ห้องเทคโนโลยีเสมือนจริง พื้นที่กระตุ้นประสาทสัมผัสและการเรียนรู้ รวมถึงพื้นที่สำหรับการพักผ่อน นอกจากนี้ยังมีแผนกเฉพาะสำหรับบำบัดการเสพติดในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมูลนิธิระบุว่าเป็นแห่งแรกในระบบการแพทย์ของโรมาเนีย

มูลนิธิคาดว่าโรงพยาบาลแห่งใหม่นี้จะช่วยดูแลเด็กที่มีอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรงได้มากกว่า 5,700 คนต่อปี โดยโครงการมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2027

ด้านอเล็กซา วิลคาน จาก Bloom The World กล่าวว่า ผู้จัดงานต้องการให้ประชาชนร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับเด็กแห่งแรกของประเทศพร้อมมองว่า แม้การมารวมตัวกันรอบโต๊ะจะเป็นเรื่องที่น่าประทับใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการได้สร้างประโยชน์ที่ดีให้กับสังคมหลังจบกิจกรรม

ทั้งนี้ สถิติโลกเดิมในประเภทโต๊ะที่ยาวที่สุดซึ่งทำจากวัสดุรีไซเคิล เป็นของ Bloom The World เช่นเดียวกัน โดยมีความยาว 2,782 เมตร จัดขึ้นที่เมืองอัลบา ยูเลีย เมื่อปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป หรือยูโรสแตต ระบุว่า ในปี 2023 โรมาเนียมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP อยู่ที่ 5.7% ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับต่ำที่สุดของสหภาพยุโรป เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่อยู่ที่ประมาณ 10%

ขณะที่อเล็กซานดรู โรโกเบเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโรมาเนีย ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนโครงการดังกล่าว ด้วยการจัดหาอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นสำหรับโรงพยาบาลแห่งใหม่.

ที่มา : AP

ทรัมป์เมินคำเตือนเรื่องความเสี่ยง AI ชี้สหรัฐฯ ต้องเร่งแข่งกับจีน

ทรัมป์เมินคำเตือนเรื่องความเสี่ยง AI ชี้สหรัฐฯ ต้องเร่งแข่งกับจีน

14 ก.ย. 2569 05:53 น.

ทรัมป์เมินคำเตือนเรื่องความเสี่ยง AI ชี้สหรัฐฯ ต้องเร่งแข่งกับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาปฏิเสธคำเตือนของบรรดาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการเร่งพัฒนา AI โดยยืนยันว่า จำเป็นต้องเร่งมือเพื่อไม่ให้จีนเป็นฝ่ายชนะ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามลดทอนกระแสความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่ากลุ่มคนที่ออกมาเตือนเป็นพวก “มองโลกในแง่ร้าย” และเตือนในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องรักษาตำแหน่งผู้นำ AI เหนือจีน เพราะ “ใครชนะเรื่อง AI คนนั้นคือผู้ชนะ”

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยและผู้พัฒนา AI หลายคนออกมาเตือนให้ชะลอการพัฒนา โดย เจคอบ ค็อกซอน อดีตนักวิจัยจาก Anthropic และ OpenAI ผู้พัฒนา AI ยักษ์ใหญ่ของโลกเตือนว่า ทีมพัฒนารู้สึก “หวาดกลัวอย่างแท้จริง” ต่ออนาคตของมนุษยชาติ หากเทคโนโลยียังโตในอัตราเร็วเท่าปัจจุบัน

ส่วนอีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัท xAI, แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI และ ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เห็นพ้องกันว่าควรชะลอความเร็วในการพัฒนาลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดร้ายแรง แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้จีนแซงหน้า

เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่ย้ำเตือนถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจาก AI โดยบริษัท OpenAI ต้องชะลอการฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์หลังพบว่า AI agent ของพวกเขาร่วมมือกันแหกระบบความปลอดภัยของพื้นที่จำกัดสำหรับทดสอบ และเข้าแฮกข้อมูลของแพลตฟอร์ม Hugging Face โดยที่ไม่ได้รับคำสั่งจากมนุษย์แต่อย่างใด

ขณะที่สถาบันความปลอดภัย AI ของสหราชอาณาจักร (AISI) รายงานว่า โมเดล Mythos ของ Anthropic ได้สร้างโปรไฟล์ปลอมเพื่อหลอกลวงมนุษย์ และพยายามซ่อนหลักฐานการกระทำของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นอกจากนายทรัมป์แล้ว นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรครีพับลิกัน ออกมาเตือนว่าการรีบร้อนออกมาตรการควบคุมการพัฒนา AI อาจ “ฆ่านวัตกรรมของอเมริกา” และเปิดทางให้จีนชนะ

ด้านนาย ฮาคีม เจฟฟรีส์ แกนนำพรรคเดโมแครต เรียกร้องให้มี “การดำเนินการที่เด็ดขาด” เพื่อชะลอการพัฒนาและคุ้มครองประชาชน ขณะที่ สส. ลอรี ทราฮาน ผลักดันร่างกฎหมาย Frontier Act เพื่อจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลมาตรฐานและความโปร่งใสสำหรับผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เปรย สหรัฐฯ อาจเข้าไปในอิหร่านแล้วเก็บน้ำมันไว้ เหมือนดีลเวเนซุเอลา

ทรัมป์เปรย สหรัฐฯ อาจเข้าไปในอิหร่านแล้วเก็บน้ำมันไว้ เหมือนดีลเวเนซุเอลา

14 ก.ย. 2569 05:03 น.

ทรัมป์เปรย สหรัฐฯ อาจเข้าไปในอิหร่านแล้วเก็บน้ำมันไว้ เหมือนดีลเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างเยือนไอร์แลนด์ว่า สหรัฐฯ อาจจะเข้าไปอยู่ในอิหร่านแล้วเก็บน้ำมันเอาไว้ เหมือนที่ทำกับเวเนซุเอลา โดยย้ำความคาดหวังว่า สงครามอิหร่านจะจบลงภายในปีนี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า สหรัฐฯ อาจจะเข้าไปอยู่ในอิหร่านแล้ว “เก็บน้ำมันเอาไว้” โดยเปรียบเทียบกับกรณีที่สหรัฐฯ ผลักดันเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันดิบมหาศาลถึง 1 ใน 5 ของเวเนซุเอลา

ระหว่างการเดินทางเยือนไอร์แลนด์เพื่อประชุมและชมการแข่งขันกอล์ฟรายการ “ไอริช โอเพน” (Irish Open) ทรัมป์ได้ย้ำอีกครั้งว่าเขายังคงคาดหวังให้สงครามอิหร่านยุติลงภายในปีนี้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน

นายทรัมป์เสริมด้วยว่า ราคาน้ำมันเบนซินจะ “ร่วงลงอย่างรวดเร็วเหมือนก้อนหินหล่น” ทันทีที่สงครามอิหร่านสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความวุ่นวายในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดน้ำมัน โดยบรรดานักวิเคราะห์และผู้ซื้อน้ำมันต่างคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในวันจันทร์ (14 ก.ย.) หลังจากเกิดเหตุโจมตีท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียเมื่อสัปดาห์ก่อน

โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำอีกว่า เขาจะยอมทำเฉพาะ “ข้อตกลงที่ถูกต้อง” เท่านั้น และจะไม่ยอมรับข้อตกลงที่ “ไม่เข้าท่า” พร้อมกล่าวเสริมว่าฝ่ายอิหร่านได้ “โทรศัพท์มาอย่างต่อเนื่อง” เพื่อขอเจรจาสันติภาพ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่รัฐบาลเตหะรานเคยออกมาปฏิเสธก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้เปิดเผยอีกตัวเลือกหนึ่ง นั่นคือการมีบทบาทในอิหร่านต่อไป โดยเขาได้ยกตัวอย่างเปรียบเปรยกับข้อตกลงที่สหรัฐฯ ทำกับเวเนซุเอลา ซึ่งเปิดเผยไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

“ในท้ายที่สุดเราจะถอนตัวออกมา (ออกจากอิหร่าน) เว้นแต่ว่าเราจะตัดสินใจอยู่ต่อและยึดน้ำมันเอาไว้ เหมือนอย่างที่เราทำกับเวเนซุเอลา” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า รายได้ที่สหรัฐฯ ได้รับจากเวเนซุเอลานั้น “คุ้มค่าเกินค่าใช้จ่ายในสงครามไปหลายเท่าตัวแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หวั่นทำอุปทานน้ำมันโลกหายรวดเดียว 4%

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หวั่นทำอุปทานน้ำมันโลกหายรวดเดียว 4%

14 ก.ย. 2569 04:16 น.

ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมัน หวั่นทำอุปทานน้ำมันโลกหายรวดเดียว 4%

บรรดาพ่อค้าและผู้ซื้อน้ำมันเตือนว่า หากซาอุดีอาระเบียยังเปิดท่อส่งน้ำมันสายสำคัญที่ถูกโดรนโจมตีจนต้องปิดไม่ได้ ภายในไม่กี่วันข้างหน้า อุปทานน้ำมันโลกอาจหดหายรวดเดียว 4%

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ก.ย. 2569 ว่า บรรดาพ่อค้าน้ำมันออกมาเตือนว่า หากซาอุดีอาระเบียไม่สามารถเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ที่มุ่งสู่ทะเลแดงได้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า คลังน้ำมันสำรองสำหรับการส่งออกจะหมดลง และจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบของโลกหายไปทันทีถึง 4% หรือราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ซาอุฯ สั่งปิดท่อส่งน้ำมันดังกล่าวหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ก.ย.) เกิดเหตุโดรนโจมตีซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน โดยทางการซาอุฯ ยังไม่ได้ประเมินระยะเวลาซ่อมแซมที่แน่ชัด แต่แหล่งข่าวระบุว่าอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึง 5–6 สัปดาห์

ที่ผ่านมาท่อส่งน้ำมันสายนี้ช่วยให้ซาอุฯ ส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือยันบู (Yanbu) บนชายฝั่งทะเลแดงได้ แต่เมื่อท่อหยุดทำงาน คลังน้ำมันที่ท่าเรือยันบู รวมถึงคลังสำรองในอียิปต์ จะมีน้ำมันเหลือส่งออกได้อีกเพียง 5 ถึง 7 วันเท่านั้น

การสะดุดของอุปทานครั้งใหม่จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลดันราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงฉุดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2551

ท่ามกลางภาวะสงครามและการคุกคามจากกลุ่มกบฏฮูตี การสัญจรในน่านน้ำสำคัญในตะวันออกกลางทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงล้วนชะลอตัว โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของซาอุฯ ในเดือนสิงหาคมร่วงลงเหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์จวกเซเลนสกี จี้หยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย อ้างทำดีเซลขาดแคลน

ทรัมป์จวกเซเลนสกี จี้หยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย อ้างทำดีเซลขาดแคลน

14 ก.ย. 2569 02:33 น.

ทรัมป์จวกเซเลนสกี จี้หยุดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย อ้างทำดีเซลขาดแคลน

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ผู้นำยูเครนหยุดการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย โดยอ้างว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน ไม่ใช่เพราะการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นาย โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ที่เคียฟโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ในขณะที่ทรัมป์กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐไอร์แลนด์อย่างไม่เป็นทางการเพื่อร่วมชมการแข่งขันกอล์ฟ และเขายังคงใช้นัดหมายนี้โปรโมตธุรกิจส่วนตัวอีกด้วย

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวจากรีสอร์ตสนามกอล์ฟ “ดูนเบก” (Doonbeg) ของเขาบนชายฝั่งตะวันตกของไอร์แลนด์ โดยกล่าวโจมตีกลุ่มคนที่ออกมาวิจารณ์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อเร็วๆ นี้ และเรียกร้องให้มีความระมัดระวังในการพัฒนามากขึ้น โดยทรัมป์ตราหน้าคนกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกที่มีความคิด “ด้านลบ”

จากนั้น ผู้นำสหรัฐฯ ก็หันไปโจมตีประธานาธิบดีเซเลนสกีโดยระบุว่า สิ่งหนึ่งที่ผู้นำยูเครนต้องทำคือ “หยุดทำลายโรงกลั่นน้ำมันดีเซล” ในรัสเซีย เนื่องจากส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลน

“ปล่อยให้เขาโจมตีเป้าหมายอื่นไป แต่ต้องไม่ใช่น้ำมันดีเซล เพราะเขากำลังทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันดีเซล” นายทรัมป์กล่าว พร้อมกล่าวอ้างว่า สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนคือต้นเหตุของการขาดแคลนน้ำมันดีเซล ไม่ใช่สงครามอิหร่านที่เขาเป็นผู้ก่อ จนทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ถูกปิดมานานกว่า 6 เดือนแล้ว

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุโจมตีในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น จนเกิดกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเพิ่มขึ้น ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนไอร์แลนด์ครั้งนี้เพื่อร่วมชมการแข่งขันกอล์ฟรายการไอริช โอเพ่น (Irish Open) ที่สนามกอล์ฟของเขา โดยเขาได้พบกับนายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์และกล่าวคำพูดที่จุดประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในไอร์แลนด์

โดยในวันเสาร์ที่ผ่านมา นายทรัมป์สร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าภาพชาวไอริชและสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศข้างเคียง เมื่อเขาประกาศว่าเขา “อยากเห็น” ไอร์แลนด์กับไอร์แลนด์เหนือรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนมาก และที่ผ่านมาสหรัฐฯ พยายามสงวนท่าทีเป็นกลางในเรื่องนี้มาตลอด

คำพูดของนายทรัมป์ทำให้บรรดาพรรคการเมืองในไอร์แลนด์เหนือ ที่สนับสนุนให้ประเทศเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรต่อไป ออกมาแสดงความไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ขณะที่มีประชาชนนับหมื่นคนออกมาร่วมตัวประท้วงในกรุงดับลิน เมืองหลวงของไอร์แลนด์ เพื่อแสดงการไม่ต้อนรับการมาเยือนของผู้นำสหรัฐฯ รายนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna