กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโชอย่างเป็นทางการ ต้อนรับเที่ยวบินแรกจากจีน

กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโชอย่างเป็นทางการ ต้อนรับเที่ยวบินแรกจากจีน

9 ก.ย. 2568 14:18 น.

กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโชอย่างเป็นทางการ ต้อนรับเที่ยวบินแรกจากจีน

สนามบินนานาชาติเตโช ในกรุงพนมเปญ ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว ด้านนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวยกย่องว่า นี่คือ “ประตูสู่โลกใบใหม่ของกัมพูชา”

สนามบินนานาชาติเตโช ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของกัมพูชา ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว โดยสนามบินแห่งนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกันดาลและตาแก้ว และจะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมกัมพูชาสู่ประชาคมโลก

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่มาถึงคือ สายการบินแอร์แคมโบเดีย เที่ยวบินที่ K6 611 เดินทางมาจากประเทศจีน พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเครื่องบินได้ผ่านพิธีต้อนรับด้วยอุโมงค์น้ำอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งมีนายเมา ฮาวันนัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการบินพลเรือน และนายฮวต ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

ผู้โดยสารทุกคนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของชาวกัมพูชา ด้วยการแสดงศิลปะพื้นบ้าน ระบำผ้าขาวม้า การคล้องพวงมาลัยดอกไม้ และของที่ระลึก ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้ต่อภาคการบินและการท่องเที่ยวของประเทศ

ด้านนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีต่อการเปิดตัวสนามบินนานาชาติเตโช โดยกล่าวยกย่องสนามบินนานาชาติเตโชให้เป็นประตูสู่โลกใบใหม่ของกัมพูชา และจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ โดยฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

สื่อกัมพูชาระบุว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเตโชตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 16,250 ไร่ ในเขตกันดาลสตุง จังหวัดกันดาล และบางส่วนของเขตบาตี จังหวัดตาแก้ว ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญ ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร

หนึ่งในจุดเด่นของท่าอากาศยานแห่งนี้คือการจัดระดับเป็นท่าอากาศยานระดับ 4F ซึ่งเป็นระดับสูงสุดด้านการบินระหว่างประเทศ ด้วยการจัดระดับนี้ ท่าอากาศยานแห่งนี้สามารถรองรับอากาศยานได้ทุกประเภท รวมถึงอากาศยานขนาดใหญ่อย่างแอร์บัส A380 และโบอิ้ง 747

ในระยะแรก ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 13 ล้านคนต่อปี และรองรับสินค้าได้ 26,000 ตัน.

ที่มา FRESH NEWS

สส. สหรัฐฯ เผย “สมุดอวยพรวันเกิด” เจฟฟรีย์ เอปสตีน พบข้อความคาดเป็นลายมือ “ทรัมป์”

สส. สหรัฐฯ เผย “สมุดอวยพรวันเกิด” เจฟฟรีย์ เอปสตีน พบข้อความคาดเป็นลายมือ "ทรัมป์"

9 ก.ย. 2568 13:56 น.

สส. สหรัฐฯ เผย “สมุดอวยพรวันเกิด” เจฟฟรีย์ เอปสตีน พบข้อความคาดเป็นลายมือ “ทรัมป์”

สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ได้เผยแพร่สำเนา “สมุดอวยพรวันเกิด” ที่จัดทำขึ้นในปี 2003 สำหรับเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ต้องโทษคดีการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ และการจัดหาเด็กสาวให้กับนักธุรกิจ ซึ่งเสียชีวิตในคุกเมื่อปี 2019 โดยในสมุดดังกล่าวมีข้อความที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นลายเซ็นและข้อความจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เอกสารดังกล่าวถูกส่งมายังคณะกรรมาธิการกำกับดูแลกิจการของสภาผู้แทนฯ หลังทนายของกองมรดกของเอปสตีนถูกออกหมายเรียกเมื่อเดือนที่แล้ว นอกจากสมุดอวยพร ยังมีพินัยกรรมและสมุดบันทึกที่อยู่ส่วนตัวของเอปสตีน ซึ่งเต็มไปด้วยรายชื่อเชื้อพระวงศ์ คนดัง นางแบบ และนักการเมืองทั่วโลก

ข้อความที่ถูกอ้างว่าเป็นของทรัมป์ มีภาพวาดคล้ายร่างกายผู้หญิง และข้อความอวยพรที่ลงท้ายว่า “Happy Birthday – and may every day be another wonderful secret.” หรือ “สุขสันต์วันเกิด และขอให้ทุกวันเป็นความลับที่มหัศจรรย์อีกวันหนึ่ง” ทำเนียบขาวปฏิเสธ โดยยืนยันว่าข้อความและภาพวาดที่แนบอยู่ไม่ใช่ผลงานของทรัมป์ พร้อมระบุว่าลายเซ็นไม่ตรงกับของจริง

สมุดอวยพรความยาว 238 หน้า จัดทำโดยกิสเลน แมกซ์เวลล์ อดีตคนรักและผู้สมรู้ร่วมคิดของเอปสตีน เนื่องในวันเกิดครบ 50 ปี ภายใต้ชื่อ “The First Fifty Years” ภายในมีข้อความจากบุคคลใกล้ชิดหลายวงการ เช่น บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กล่าวถึง “ความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ” ของเอปสตีน รวมถึงปีเตอร์ แมนเดลสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ขณะนั้น ที่เรียกเอปสตีนว่า “เพื่อนสนิทที่สุด”

เจ้าหน้าที่ใกล้ชิดคลินตันยอมรับว่าเขาเคยรู้จักเอปสตีน แต่ยืนยันว่าไม่รู้ถึงอาชญากรรม ขณะที่โฆษกแมนเดลสันบอกว่าเจ้าตัวเสียใจที่เคยถูกแนะนำให้รู้จักกับเอพสตีน

สมุดยังกล่าวถึงเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งถูกพัวพันกับคดีนี้ในอดีต โดยมีหญิงนิรนามระบุว่าเธอได้รู้จักทรัมป์ คลินตัน และเจ้าชาย ผ่านทางเอปสตีน และเคยเข้าไปถึงห้องส่วนพระองค์ในพระราชวังบักกิงแฮม

ก่อนหน้านี้ วอลล์สตรีทเจอร์นัลเคยรายงานเรื่องโน้ตต้องสงสัยของทรัมป์ แต่เขาปฏิเสธว่าเป็นของปลอม และได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 10,000 ล้านดอลลาร์จากสื่อดังกล่าว ล่าสุด หลังจากพรรคเดโมแครตเผยแพร่ภาพโน้ตดังกล่าวบนแพลตฟอร์ม X ทำเนียบขาวย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่ของจริง

โรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการฯ กล่าวหาทรัมป์ว่าโกหกเรื่องนี้มาตลอด ขณะที่เจมส์ โคเมอร์ ประธานคณะกรรมาธิการจากพรรครีพับลิกัน โต้กลับว่าฝ่ายเดโมแครตกำลัง “เลือกข้อมูลบางส่วนมาบิดประเด็นเพื่อหวังผลทางการเมือง”

นอกจากสมุดอวยพร ยังมีการเปิดเผยข้อตกลงไม่ฟ้องร้อง เมื่อปี 2007 ระหว่างเอปสตีนกับอัยการรัฐบาลกลางในฟลอริดา และบันทึกรายชื่อผู้ติดต่อส่วนตัวนานเกือบ 30 ปี

ทรัมป์กับเอปสตีนเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ก่อนจะยุติลงหลังเอปสตีนดึงพนักงานจากรีสอร์ต Mar-a-Lago ของทรัมป์ไปทำงาน ทั้งนี้ เอปสตีนถูกตั้งข้อหาอาญาครั้งแรกในฟลอริดาเมื่อปี 2006 และเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2019 ระหว่างรอการพิจารณาคดีใหม่.

ที่มา BBC

สื่อนอกรายงานคดีชั้น 14 ทักษิณไม่รอดติดคุก 1 ปี

สื่อนอกรายงานคดีชั้น 14 ทักษิณไม่รอดติดคุก 1 ปี

9 ก.ย. 2568 13:50 น.

สื่อนอกรายงานคดีชั้น 14 ทักษิณไม่รอดติดคุก 1 ปี

สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานข่าว การตัดสินคดีชั้น 14 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันนี้ โดยนายทักษิณต้องกลับเข้ารับโทษในเรือนจำใหม่ เป็นระยะเวลา 1 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศ ทั้งบีบีซี เอพี รอยเตอร์ส เดอะการ์เดียน แชนแนลนิวส์เอเชีย ต่างรายงานข่าวเกี่ยวกับคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย โดยศาลฎีกาฯ มีคำสั่งใจความสำคัญว่า การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทักษิณต้องกลับเข้ารับโทษในเรือนจำใหม่ เป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนนำตัวนายทักษิณเข้าเรือนจำในวันนี้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 

คณะผู้พิพากษาระบุว่า ทักษิณมิได้มีอาการป่วยร้ายแรง และการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลไม่อาจนับเป็นระยะเวลาที่รับโทษแล้วได้ ทั้งยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่แพทย์เพียงฝ่ายเดียว โดยทักษิณจงใจยืดเวลาการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลออกไปแทนการรับโทษในเรือนจำด้านนาย ทักษิณได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียหลังคำตัดสิน ศาลฎีกาออกมาโดยระบุว่า “แม้ว่าผมจะสูญเสียอิสรภาพทางร่างกาย แต่ผมยังมีอิสรภาพทางความคิดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน” พร้อมยืนยันว่าจะรักษาความเข้มแข็งไว้เพื่อรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศไทย และประชาชนต่อไปสื่อต่างชาติต่างรายงานว่า อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 76 ปี ถูกตัดสินจำคุก 8 ปีในข้อหาทุจริตและใช้อำนาจในทางมิชอบ หลังเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ภายหลังใช้ชีวิตลี้ภัยในต่างประเทศมานานหลายปี

แต่เขาไม่เคยต้องนอนในเรือนจำแม้แต่คืนเดียว เพราะอยู่ในคุกเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถูกย้ายไปห้องพักพิเศษที่โรงพยาบาลตำรวจในกรุงเทพฯ โดยอ้างว่ามีอาการโรคหัวใจและเจ็บหน้าอก เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความสงสัยและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง

สื่อรายงานว่าคดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมืองในประเทศไทย ก่อนหน้านี้ แพทองธารถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา เปิดเผยการสนทนาทางโทรศัพท์กับเธอเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเธอเรียกฮุน เซน ว่า “ลุง”

ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าเธอทำผิดมาตรฐานจริยธรรม จึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐสภาไทยได้ลงมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ถือเป็นนายกฯ คนที่ 3 ภายในเวลาเพียง 2 ปี.

ที่มา : บีบีซี , รอยเตอร์ส , AP , 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทักษิณ ชินวัตร

อิสราเอลสั่งอพยพประชาชนเมืองกาซาซิตี้ ก่อนเปิดฉากรุกคืบครั้งใหม่

อิสราเอลสั่งอพยพประชาชนเมืองกาซาซิตี้ ก่อนเปิดฉากรุกคืบครั้งใหม่

9 ก.ย. 2568 13:09 น.

อิสราเอลสั่งอพยพประชาชนเมืองกาซาซิตี้ ก่อนเปิดฉากรุกคืบครั้งใหม่

กองทัพอิสราเอล ออกคำสั่งให้ประชาชนในเมืองกาซาซิตี้อพยพออกจากพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายเข้ายึดเมืองศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของฉนวนกาซา

กองทัพอิสราเอลออกคำสั่งให้ประชาชนในเมืองกาซาซิตี้ อพยพออกจากพื้นที่ ก่อนเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่เพื่อยึดเมืองศูนย์กลางที่มีประชากรราว 1 ล้านคน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนเข้าควบคุมฉนวนกาซาทั้งหมด แผนดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างหนักต่อประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับอนาคตของพลเรือนทั้งดินแดน

ความเคลื่อนไหวเพื่อยึดเมืองกาซาซิตี้ จะยิ่งทำให้ความพยายามเจรจาหยุดยิงที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 2 ปีมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยืนยันเดินหน้าแผนโจมตีฐานที่มั่นหลักที่เหลือของกลุ่มฮามาส พร้อมกล่าวว่า อิสราเอล “ไม่มีทางเลือก” นอกจากต้องทำภารกิจนี้ให้เสร็จสิ้น เนื่องจากฮามาสปฏิเสธที่จะวางอาวุธ ด้านฮามาสประกาศชัดว่าจะไม่ปลดอาวุธ เว้นแต่จะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์เอกราช

นักวิจารณ์นานาชาติเตือนว่า แผนของอิสราเอลที่มุ่งปลดอาวุธประชาชนและเข้าควบคุมด้านความมั่นคงทั่วฉนวนกาซา อาจซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรมต่อประชากร 2.2 ล้านคน ที่ขณะนี้กำลังเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนอาหารขั้นวิกฤต ขณะที่ความพยายามไกล่เกลี่ยโดยสหรัฐฯ กาตาร์ และอียิปต์ ยังไม่สามารถสร้างความคืบหน้าเพื่อให้เกิดการหยุดยิงและการปล่อยตัวตัวประกันที่ฮามาสยังคงควบคุมอยู่ในกาซา

ข้อมูลจากอิสราเอลระบุว่า ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 หลังการบุกข้ามพรมแดนของฮามาสที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 คน และมีผู้ถูกจับไปเป็นตัวประกัน 251 คน อิสราเอลได้เข้าควบคุมพื้นที่กาซาแล้วกว่า 75% โดยยังมีตัวประกัน 48 คนในกาซา ซึ่งเจ้าหน้าที่อิสราเอลเชื่อว่า 20 คนยังมีชีวิตอยู่

ด้านกระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่า การโจมตีตอบโต้ของอิสราเอลทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วกว่า 62,000 คน ประชาชนแทบทั้งหมดต้องพลัดถิ่น และพื้นที่ส่วนใหญ่ของฉนวนกาซาถูกทำลายจนย่อยยับ.

ที่มา Reuters

ด่วน สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายไซเบอร์สแกมในกัมพูชา-เมียนมา ทำชาวอเมริกันสูญกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์

ด่วน สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายไซเบอร์สแกมในกัมพูชา-เมียนมา ทำชาวอเมริกันสูญกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์

9 ก.ย. 2568 13:06 น.

ด่วน สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายไซเบอร์สแกมในกัมพูชา-เมียนมา ทำชาวอเมริกันสูญกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เอาจริงประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลอกลวงชาวอเมริกันจนสูญเงินรวมกว่า 370,000 ล้านบาท ในปี 2024 เพียงปีเดียว

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ (OFAC) ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลอกลวงชาวอเมริกันจนสูญเงินรวมกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือ ราว 370,000 ล้านบาท ในปี 2024 เพียงปีเดียว

มาตรการล่าสุดมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายสแกมเมอร์ใน เมืองชเวก๊กโก ของเมียนมา และ สีหนุวิลล์ ของกัมพูชา ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับทั้ง การค้ามนุษย์ บังคับใช้แรงงาน และอาชญากรรมการเงินข้ามชาติ โดย OFAC ระบุว่า กลุ่มเหล่านี้ใช้ความรุนแรง บังคับหนี้สิน และข่มขู่บังคับค้าประเวณีเพื่อกดดันแรงงานให้ทำงานเป็นมิจฉาชีพออนไลน์

จอห์น เค. เฮอร์ลีย์ รัฐมนตรีช่วยด้านการข่าวกรองการเงินและการก่อการร้าย กล่าวว่า อุตสาหกรรมไซเบอร์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เพียงคุกคามความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ยังเป็นการใช้แรงงานทาสสมัยใหม่

โดยการหลอกลวงเหล่านี้มักมาในรูปแบบการลงทุนคริปโต หรือ หลอกให้รักทางออนไลน์ โดยผู้ก่อเหตุจะสร้างเว็บไซต์ลงทุนปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ หลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าระบบ และสุดท้ายเงินทั้งหมดก็ถูกขโมยไป

จากการประเมินของรัฐบาลสหรัฐฯ ความเสียหายที่ชาวอเมริกันเผชิญจากแก๊งสแกมเมอร์ในภูมิภาคนี้พุ่งขึ้นถึง 66% ภายในปีเดียว

หนึ่งในเป้าหมายหลักคือ Yatai New City ที่ชเวก๊กโก จังหวัดกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดย เส่อ จื้อเจียง นักธุรกิจเชื้อสายจีน ร่วมกับกลุ่ม กองทัพกะเหรี่ยง (KNA) ที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำก่อนหน้านี้

คอมเพล็กซ์แห่งนี้ถูกเปลี่ยนจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำเมย ให้กลายเป็นเมืองรีสอร์ตเต็มรูปแบบสำหรับใช้เป็นบ่อน, ค้ามนุษย์, ยาเสพติด และไซเบอร์สแกม โดยมีรายงานว่าแรงงานจำนวนมากถูกล่อลวงจากต่างประเทศ ก่อนจะถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้หลอกลวงเหยื่อออนไลน์

ในกัมพูชา OFAC ได้คว่ำบาตรบริษัทหลายแห่งในสีหนุวิลล์และบาเว็ต ที่ถูกใช้เป็นฐานของ คาสิโนเถื่อน–ศูนย์สแกมเมอร์คริปโต โดยมีนักธุรกิจจีนและกัมพูชาหลายคนถูกระบุชื่อว่าเกี่ยวข้องกับ การฟอกเงิน การพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย และการใช้แรงงานบังคับ

การถูกขึ้นบัญชีดำจะหมายถึง ทรัพย์สินที่อยู่ในสหรัฐฯ หรือเกี่ยวพันกับบุคคลอเมริกันจะถูกอายัดทันที ธุรกิจและสถาบันการเงินใดที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกคว่ำบาตรอาจถูกลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา

OFAC ย้ำว่า จุดประสงค์ของมาตรการคว่ำบาตรไม่ใช่เพื่อลงโทษ อย่างเดียว แต่เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์และการละเมิดสิทธิมนุษยชน.

ที่มา : US Department of the Treasury

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์

Banksy เปิดตัวผลงานใหม่ “ผู้พิพากษาทุบผู้ประท้วง” หน้าศาลลอนดอน

Banksy เปิดตัวผลงานใหม่ “ผู้พิพากษาทุบผู้ประท้วง” หน้าศาลลอนดอน

9 ก.ย. 2568 11:55 น.

Banksy เปิดตัวผลงานใหม่ “ผู้พิพากษาทุบผู้ประท้วง” หน้าศาลลอนดอน

ศิลปินกราฟฟิตีชื่อดัง แบงค์ซี (Banksy) เปิดตัวภาพวาดฝาผนังชิ้นใหม่ ด้านนอกศาลยุติธรรมในกรุงลอนดอน แสดงให้เห็นผู้พิพากษากำลังใช้ค้อนตัดสิน ฟาดใส่ผู้ประท้วงที่ล้มอยู่บนพื้น

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ศิลปินกราฟฟิตีชื่อดัง แบงค์ซี (Banksy) เปิดตัวภาพวาดฝาผนังชิ้นใหม่ ที่ปรากฏขึ้นด้านนอกศาลยุติธรรม หนึ่งในศาลสำคัญของกรุงลอนดอน ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นผู้พิพากษาสวมชุดครุยสีดำและสวมวิกขาว กำลังใช้ค้อนตัดสิน ฟาดใส่ผู้ประท้วงที่ล้มอยู่บนพื้น พร้อมถือป้ายประท้วงที่มีเลือดกระเซ็น

แบงค์ซีได้โพสต์ภาพผลงานชิ้นนี้บนอินสตาแกรม ซึ่งเป็นวิธีที่เขาใช้ยืนยันความแท้จริงของผลงาน โดยมีคำบรรยายว่า “Royal Courts Of Justice. London.” (ศาลยุติธรรม.ลอนดอน.)

หลังจากภาพถูกเปิดเผย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รีบคลุมผลงานด้วยแผ่นพลาสติกสีดำและกั้นรั้วเหล็กสองชั้น มีตำรวจสองนายและกล้องวงจรปิดคอยดูแลความปลอดภัย

ทางการศาลอังกฤษ ระบุว่า เนื่องจากอาคารศาลดังกล่าวสร้างขึ้นในสถาปัตยกรรมโกธิควิกตอเรียน และมีอายุ 143 ปี จัดเป็น “อาคารอนุรักษ์” ที่มีกฎหมายคุ้มครองไว้ จึงจำเป็นต้องรื้อภาพดังกล่าวออกเพื่อรักษาสภาพดั้งเดิมของอาคาร

แม้ภาพศิลป์นี้จะไม่ได้อ้างถึงเหตุการณ์หรือกลุ่มใดโดยตรง แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสะท้อนถึงการที่รัฐบาลอังกฤษประกาศแบนกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน (Palestine Action) ซึ่งเพิ่งมีผู้ถูกจับกุมเกือบ 900 คนจากการชุมนุมประท้วงในลอนดอนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

กลุ่ม Defend Our Juries ผู้จัดการชุมนุมแถลงว่า ผลงานของแบงค์ซี “สะท้อนให้เห็นอย่างทรงพลังถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการแบนดังกล่าว” พร้อมระบุว่า “เมื่อกฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือบดขยี้เสรีภาพของประชาชน มันไม่อาจหยุดเสียงคัดค้านได้ แต่กลับยิ่งทำให้แข็งแกร่งขึ้น”

ด้านกระบวนการทางกฎหมาย คดีของกลุ่มปาเลสไตน์ แอคชัน กำลังอยู่ในขั้นอุทธรณ์ โดยศาลชั้นต้นเคยปฏิเสธ แต่ต่อมา ผู้พิพากษาศาลสูงมีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ ขณะที่รัฐบาลกำลังเตรียมการโต้แย้งในการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าวอีกครั้ง

แบงค์ซีเริ่มต้นอาชีพด้วยการพ่นสีอาคารในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ และกลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่โด่งดังที่สุดในโลก ผลงานภาพวาดและงานศิลปะจัดวางของเขาถูกประมูลขายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมักดึงดูดทั้งโจรและผู้ทำลายทรัพย์สิน

ผลงานของแบงค์ซีมักวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมือง โดยผลงานหลายชิ้นของเขาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการอพยพและสงคราม ฤดูร้อนที่ผ่านมา แบงค์ซี เปิดเผยผลงานคอลเลกชันธีมสัตว์ ซึ่งปิดท้ายด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปกอริลลาที่ดูเหมือนจะค้ำประตูทางเข้าสวนสัตว์ลอนดอน

เป็นเวลาเก้าวันติดต่อกัน สิ่งมีชีวิตที่แบงค์ซีสร้างสรรค์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแพะภูเขาที่เกาะอยู่บนฐานอาคาร ไปจนถึงปลาปิรันย่าที่วนเวียนอยู่รอบป้อมยามตำรวจ ไปจนถึงแรดที่กำลังขึ้นรถ ล้วนปรากฏตัวขึ้นในสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิดทั่วเมือง.

ที่มา AP

ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย 5 ปีมี 3 นายกฯ เปิดโผตัวเก็งคนใหม่

ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย 5 ปีมี 3 นายกฯ เปิดโผตัวเก็งคนใหม่

9 ก.ย. 2568 11:12 น.

ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย 5 ปีมี 3 นายกฯ เปิดโผตัวเก็งคนใหม่

  • ชิเกรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออกหลังดำรงตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี หลังพรรคเสรีประชาธิปไตยแพ้การเลือกตั้งซ้ำสองในเวลาไม่กี่เดือน ทำให้ญี่ปุ่นต้องหาผู้นำคนใหม่เป็นคนที่ 4 ในรอบ 5 ปี
  • การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนการลงมติภายในพรรค ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่านายชิเกรุ อิชิบะจะถูกโค่นเก้าอี้
  • การลาออกของอิชิบะเปิดทางให้ญี่ปุ่นต้องจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคผู้ปกครองอีกครั้ง และยิ่งตอกย้ำวงจรนายกรัฐมนตรีอายุสั้น ที่กลายเป็นภาพชินตาในการเมืองญี่ปุ่นไปแล้ว

ทำไมอิชิบะถึงต้องลาออก?

ย้อนกลับไปในปี 2020 หลังชินโซ อาเบะ ลาออกด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ โยชิฮิเดะ สุงะ ก้าวขึ้นมาแทน แต่ก็อยู่ในตำแหน่งได้เพียงปีเดียว ก่อนกระแสนิยมตกต่ำจนนำไปสู่การลาออก

ต่อมา ฟุมิโอะ คิชิดะ ขึ้นรับตำแหน่งและชนะการเลือกตั้งในปี 2021 แต่กลับเผชิญปัญหาคอร์รัปชันในพรรค LDP ค่าครองชีพพุ่งสูง ค่าเงินเยนตกต่ำ ความนิยมจึงร่วงอย่างรวดเร็ว และต้องวางมือในปี 2024 เปิดทางให้อิชิบะเข้ามา

อิชิบะพยายามพิสูจน์ตนเองด้วยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่ผลลัพธ์กลับเลวร้าย ประชาชนยังไม่ให้อภัยต่อคดีคอร์รัปชัน และโกรธแค้นกับวิกฤตค่าครองชีพ ทำให้พรรค LDP สูญเสียเสียงข้างมากทั้งสภาล่างและสภาสูง เสียงเรียกร้องให้อิชิบะลาออกดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเจ้าตัวต้องตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง

ใครจะเป็นนายกฯ คนต่อไป?

การเลือกหัวหน้า LDP จะมีขึ้นต้นเดือนตุลาคม โดยผู้ชนะเกือบจะแน่นอนว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น แม้ยังไม่มีใครประกาศชัด แต่ชื่อที่ถูกพูดถึงได้แก่ ชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีเกษตรวัย 44 ปี บุตรชายของอดีตนายกฯ จุนอิชิโร โคอิซุมิ ที่ได้รับความนิยมจากสื่อและคนรุ่นใหม่ นายโยชิมาสะ ฮายาชิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีวัย 64 ปี ผู้มากประสบการณ์และรับบทโฆษกรัฐบาล นอกจากนี้ยังมี ซานาเอะ ทาคาอิชิ นักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมใกล้ชิดอาเบะวัย 64 ปี ซึ่งหากเธอชนะ จะกลายเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น และยังมีชื่อของ โทชิมิตสึ โมเทงิ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศวัย 69 ปี และทาคายูกิ โคบายาชิ อดีตรัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจวัย 50 ปี ที่ถูกจับตามองเช่นกัน

ความท้าทายของผู้นำคนใหม่

ผู้ที่จะขึ้นเป็นนายกฯ ต้องเผชิญภารกิจหนักหลายด้าน ได้แก่ การกอบกู้ความเชื่อมั่นในพรรค LDP หลังฐานเสียงอนุรักษ์นิยมบางส่วนหันไปสนับสนุนพรรคชาตินิยม Sanseito การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ค่าเงินเยนอ่อนทำให้ประชาชนรู้สึกว่าประเทศ “จนลง” ขณะที่เงินเดือนแทบไม่ขยับ รวมทั้งการบริหารความสัมพันธ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ–จีน–เกาหลีใต้ ในขณะที่จีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือแสดงพลังร่วมกันอย่างชัดเจน แม้แต่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เองก็ไม่ราบรื่นนัก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ญี่ปุ่นเพิ่มค่าใช้จ่ายในการตั้งฐานทัพอเมริกัน

ทำไมญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย?

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีมากกว่า 10 คน ปัญหาหลักคือ “การเมืองพรรคเดียว” ที่ LDP ครองอำนาจต่อเนื่อง การแข่งขันจึงเกิดขึ้นภายในพรรคเอง ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่ผลักดันคนของตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่ง

ดังนั้น แม้จะก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ ได้ แต่แรงเสียดทานภายในก็ทำให้ตำแหน่งนี้เปรียบเหมือนยาพิษ ที่พร้อมจะเล่นงานผู้ครองเก้าอี้ได้ทุกเมื่อ จึงต้องจับตาดูว่าผู้นำคนถัดไปจะสามารถหยุดวงจรนายกรัฐมนตรีอายุสั้น และนำประเทศผ่านความท้าทายทั้งภายในและภายนอกได้หรือไม่.

ที่มา :BBC , Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

เนปาลยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย หลังการประท้วงรุนแรงคร่า 19 ศพ

เนปาลยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย หลังการประท้วงรุนแรงคร่า 19 ศพ

9 ก.ย. 2568 10:53 น.

เนปาลยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย หลังการประท้วงรุนแรงคร่า 19 ศพ

รัฐบาลเนปาลประกาศยกเลิกมาตรการแบนสื่อโซเชียลมีเดีย 26 แห่ง หลังเกิดการประท้วงรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ และบาดเจ็บมากกว่าร้อยราย

เมื่อวันจันทร์ (8 ก.ย.) กลุ่มคนหนุ่มสาวนับพันบุกเข้าสู่รัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการแบนแพลตฟอร์มโซเชียล 26 แห่ง รวมถึงเฟซบุ๊ก และยูทูบ พร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาคอร์รัปชัน รัฐบาลจึงจัดประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉินในช่วงค่ำวันเดียวกัน และมีมติยกเลิกคำสั่งดังกล่าว โดยนายปริถวี สุพบา กูรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศ ระบุว่า เป็นการตอบสนองต่อ “เสียงเรียกร้องของคนเจน Z”

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลให้เหตุผลว่า การแบนโซเชียลเป็นมาตรการสกัดข่าวปลอม คำพูดสร้างความเกลียดชัง และการหลอกลวงออนไลน์ แต่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเผด็จการ หลายคนถือป้ายเขียนข้อความ “พอกันที” และ “หยุดคอร์รัปชัน” ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ามีผู้ขว้างปาก้อนหินใส่บ้านพักของนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี ในบ้านเกิดจังหวัดดามักด้วย

ตำรวจใช้ปืนฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา กระบอง และกระสุนยางในการสลายการชุมนุม นายกรัฐมนตรีโอลีแสดงความเสียใจต่อเหตุรุนแรง โดยกล่าวโทษว่าเป็นเพราะ “กลุ่มที่มีผลประโยชน์แอบแฝงเข้ามาปะปน” พร้อมประกาศตั้งคณะกรรมการสอบสวน และจัดสรรเงินเยียวยาผู้เสียชีวิต รวมถึงรักษาฟรีแก่ผู้บาดเจ็บ

การประท้วงครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับกระแส “nepo kid” ที่กำลังแพร่หลายบนโซเชียลมีเดียของเนปาล กล่าวหาลูกหลานนักการเมืองใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยจากเงินคอร์รัปชัน

ด้านรัฐมนตรีมหาดไทย ราเมช เลขัก ได้ยื่นลาออกในช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักต่อการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม

สัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่ได้สั่งปิดกั้นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย 26 แห่ง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาการลงทะเบียนกับกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศของเนปาล รัฐบาลเนปาลโต้แย้งว่าไม่ได้สั่งห้ามโซเชียลมีเดีย แต่พยายามทำให้สอดคล้องกับกฎหมายของเนปาล.

ที่มา BBC

คิม จองอึน กำกับการทดสอบสมรรถนะ “เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับดันสูง”

คิม จองอึน กำกับการทดสอบสมรรถนะ "เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับดันสูง"

9 ก.ย. 2568 08:12 น.

คิม จองอึน กำกับการทดสอบสมรรถนะ “เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับดันสูง”

คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่กำกับการทดสอบ “เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งคาร์บอนไฟเบอร์รุ่นใหม่” ยกเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในการเสริมกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ คาดเป็นหัวใจสำคัญของขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นล่าสุด “ฮวาซอง-20”

วันที่ 9 กันยายน 2568 สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า นาย คิมจองอึน ผู้นำสูงสุด ได้เดินทางไปกำกับดูแลการทดสอบ เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับดันสูง ที่ผลิตด้วยวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ โดยคิมระบุว่าเป็นความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการยกระดับกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

การทดสอบครั้งนี้จัดขึ้นโดย สำนักงานขีปนาวุธ ร่วมกับศูนย์วิจัยวัสดุเคมี ถือเป็นการทดสอบครั้งที่ 9 และยังเป็น การทดสอบครั้งสุดท้าย ก่อนเสร็จสิ้นขั้นตอนการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่นี้ถูกอ้างว่ามีแรงขับสูงสุด 1,971 กิโลนิวตัน

รายงานข่าวยังเชื่อมโยงไปถึงการที่นายคิมเพิ่งไปเยี่ยมสถาบันวิจัยผู้พัฒนาเครื่องยนต์เมื่อสัปดาห์ก่อน และประกาศเปิดตัว “ฮวาซอง-20” (Hwasong-20)  ขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งรุ่นล่าสุดนี้

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเคยทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่น “ฮวาซอง-19” ใช้เชื้อเพลิงแข็งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมปีที่แล้ว โดยเรียกว่าเป็นรุ่นอัพเกรดขั้นสุดท้าย แต่การพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่นี้จะเป็นตัวเร่งให้โครงการฮวาซอง-20 ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว.

“ม็อบ Gen Z” เนปาล ประท้วงทุจริต–ต้านแบนโซเชียล ปะทะเดือด ดับอย่างน้อย 19 ศพ

"ม็อบ Gen Z" เนปาล ประท้วงทุจริต–ต้านแบนโซเชียล ปะทะเดือด ดับอย่างน้อย 19 ศพ

9 ก.ย. 2568 07:46 น.

“ม็อบ Gen Z” เนปาล ประท้วงทุจริต–ต้านแบนโซเชียล ปะทะเดือด ดับอย่างน้อย 19 ศพ

ประท้วงใหญ่ที่เนปาล “ม็อบ Gen Z”  สุดเดือดหลั่งไหลชุมนุมบนท้องถนนในหลายเมือง หลังรัฐบาลสั่งปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ พร้อมสั่งแบนโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์ม 

วันที่ 8 กันยายน 2568 ประชาชนหลายพันคนในเนปาล โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า Gen Z รวมตัวชุมนุมหน้ารัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อประท้วงนโยบายรัฐบาลที่ประกาศแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม และเอ็กซ์ พร้อมตะโกนเรียกร้องให้ยุติการทุจริตที่ฝังรากลึกในระบบการเมือง

การชุมนุมบานปลายเมื่อผู้ประท้วงบางส่วนปีนกำแพงเข้าสู่พื้นที่หวงห้าม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ กระบอง และยิงกระสุนยางสลายการชุมนุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้ 17 รายในกรุงกาฐมาณฑุ และอีก 2 รายในเมืองอีตาฮารี ทางตะวันออกของประเทศ นอกจากนี้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โรงพยาบาลหลายแห่งเต็มไปด้วยผู้ป่วยจากแก๊สน้ำตา โดยเจ้าหน้าที่แพทย์เผยว่า ไม่เคยพบเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้มาก่อน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเนปาลระบุว่า มาตรการแบนโซเชียลนั้นมีความจำเป็นเพื่อควบคุม ข่าวปลอม คำพูดสร้างความเกลียดชัง และการฉ้อโกงออนไลน์ แต่ชาวเนปาลส่วนใหญ่กลับเห็นว่า เป็นการปิดกั้นเสรีภาพและพยายามปิดปากประชาชน

ขณะที่กระแสความไม่พอใจลุกลามหนัก จนกระทั่งนายราเมศ เลขัก รัฐมนตรีมหาดไทย ตัดสินใจลาออกในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อเหตุสังเวยชีวิตผู้ประท้วง

ด้าน สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเนปาลสอบสวนเหตุเสียชีวิตอย่างโปร่งใส พร้อมแสดงความกังวลต่อการใช้กำลังที่ เกินความจำเป็นของเจ้าหน้าที่.