ช็อก รถไฟชนรถบัส 2 ชั้นที่เม็กซิโก ดับสลด 10 ศพ เจ็บหลายสิบคน

ช็อก รถไฟชนรถบัส 2 ชั้นที่เม็กซิโก ดับสลด 10 ศพ เจ็บหลายสิบคน

9 ก.ย. 2568 06:12 น.

ช็อก รถไฟชนรถบัส 2 ชั้นที่เม็กซิโก ดับสลด 10 ศพ เจ็บหลายสิบคน

เกิดเหตุรถไฟขนสินค้าพุ่งชนรถบัส 2 ชั้นในภาคกลางของเม็กซิโก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยคนขับรถบัสถูกควบคุมตัวแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันพลเรือนแห่งเม็กซิโก ว่า เกิดเหตุรถไฟชนกับรถบัสโดยสาร 2 ชั้น บนถนนหลวงในเมือง แอตลาโคมุลโก (Atlacomulco) ตอนกลางของประเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 41 คน

เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ แต่วิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นว่า รถไฟบรรทุกสินค้าพุ่งเข้าใส่รถบัส 2 ชั้นที่กำลังเริ่มเคลื่อนที่ข้ามทางรถไฟ ท่ามกลางการจราจรติดขัดเคลื่อนตัวช้า ส่งผลให้รถบัสถูกรถไฟลากไปตามราง จนหลังคารถถูกฉีกจนหลุดออกไป

นายอาเดรียน เฮอร์นันเดซ จากสำนักงานป้องกันพลเรือน บอกกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น มิเลนิโอ ทีวี ว่า คนขับรถบัสถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวแล้ว โดยไม่ระบุว่าเขาถูกควบคุมตัวด้วยเหตุใด

ด้านสภาปกครองเมืองแอตลาโคมุลโก ระบุว่า ชุมชนของพวกเขากำลังไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ “ณ เวลานี้ เราขอแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างจริงใจกับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ” พร้อมสัญญาว่าจะให้การสนับสนุน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ตระกูลเมอร์ด็อคบรรลุข้อตกลง ยุติศึกชิงทายาทอาณาจักรสื่อ

ตระกูลเมอร์ด็อคบรรลุข้อตกลง ยุติศึกชิงทายาทอาณาจักรสื่อ

9 ก.ย. 2568 05:52 น.

ตระกูลเมอร์ด็อคบรรลุข้อตกลง ยุติศึกชิงทายาทอาณาจักรสื่อ

ตระกูลเมอร์ด็อคบรรลุข้อตกลงยุติศึกชิงตำแหน่งผู้สืบทอดอาณาจักรสื่อของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อค แล้ว หลังจากตึงเครียดมานานหลายปี

ตระกูลเมอร์ด็อคประกาศในวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 ว่า พวกเขาบรรลุข้อตกลงยุติศึกชิงตำแหน่งทายาทภายในอาณาจักรสื่ออนุรักษ์นิยมของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อค แล้ว โดยที่นายลาคแลน เมอร์ด็อค ลูกชายของเขาจะได้เป็นว่าที่ผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ของอาณาจักรสื่อแห่งนี้

นายลาคแลนจะได้เป็นผู้ควบคุมกองทรัสต์ใหม่ ส่วนพี่น้องของเขาอย่าง พรู แมคลอยด์ และเอลิซาเบธ เมอร์ด็อค กับเจมส์ เมอร์ด็อค จะพ้นจากการเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกองทรัสต์ที่มีหุ้นในบริษัทฟ็อกซ์หรือนิวส์ คอร์ป

ข้อตกลงดังกล่าวยังรับประกันว่า สื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่าง ฟ็อกซ์นิวส์, เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล และ เดอะ นิวยอร์ก โพสต์ จะยังคงดำเนินกิจการต่อไปแม้ในวันที่นายรูเพิร์ต เมอร์ด็อค ลาจากโลกนี้ไปแล้ว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเกิดความตึงเครียดภายในกลุ่มบริษัทสื่อและลูกๆ 3 คนของนายเมอร์ด็อคมานานหลายปี เรื่องอนาคตของธุรกิจต่างๆ ของบริษัท ถึงขั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Succession

พี่ๆ ของนายลาคแลนซึ่งมีแนวคิดทางการเมืองสายกลางมากกว่า เตรียมขายหุ้นของตัวเองในบริษัทฟ็อกซ์ และนิวส์ คอร์ป ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า และพวกเขาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกองทรัสต์ใหม่ ซึ่งจะได้รับเงินสดจากการขายหุ้นนิวส์ คอร์ป จำนวนประมาณ 14.2 ล้านหุ้น และหุ้นฟ็อกซ์ คอร์ป จำนวน 16.9 ล้านหุ้น

การขายหุ้นของพวกเขาจะช่วยเพิ่มมรดกที่พี่น้องทั้งสามคนมีอยู่แล้ว แต่ก็เป็นการป้องกันไม่ให้พวกเขามีอิทธิพลใดๆ ต่อกลุ่มบริษัทสื่อของตระกูล

ปัจจุบันนายลาคแลนเป็นประธานนิวส์ คอร์ป ซึ่งเป็นเจ้าของสื่ออย่าง เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล, เดอะ ไทม์ส และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ และถูกมองว่าเป็นลูกที่มีหัวอนุรักษ์นิยมที่สุดของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยุติการค้นหา 4 ปี พ่อนิวซีแลนด์ถูกยิงดับ หลังพาลูก 3 คน หนีหายไปในป่า

ยุติการค้นหา 4 ปี พ่อนิวซีแลนด์ถูกยิงดับ หลังพาลูก 3 คน หนีหายไปในป่า

9 ก.ย. 2568 04:58 น.

ยุติการค้นหา 4 ปี พ่อนิวซีแลนด์ถูกยิงดับ หลังพาลูก 3 คน หนีหายไปในป่า

ชายผู้ก่อเหตุพาลูก 3 คนหลบหนีเข้าป่า และพาลูกก่อเหตุปล้นธนาคาร-ร้านค้าหลายครั้งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตขณะพยายามก่อเหตุขโมยของอีกครั้ง

คดีการหายตัวไปของนายทอม ฟิลิปส์ กับลูกสาว 3 คนเมื่อปลายปี 2564 ได้รับความสนใจและกลายเป็นหนึ่งในคดีปริศนาของประเทศนิวซีแลนด์ เนื่องจากตำรวจพยายามตามหาตัวเขากับลูกสาวหลายครั้งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่พบ แม้จะมีการพบเห็นเขากับลูกๆ หลายครั้งก็ตาม

เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นในวันที่ 11 ก.ย. 2564 นายทอม ฟิลิปส์ กับลูกสาว 3 คน หายตัวไปเป็นครั้งแรก โดยมีการพบรถกระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ ของเขาจอดอยู่ใต้แนวระดับน้ำขึ้นน้ำลงที่ชายหาดใกล้บ้านพ่อแม่ของเขาในเมืองมาโรโคปา บนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ ทำให้ตำรวจต้องระดมพลค้นหาครั้งใหญ่ทั้งทางบก, ทะเล และอากาศ เพราะเกรงว่าเขากับลูกๆ กำลังเผชิญเคราะห์ร้าย

ไม่ถึง 3 สัปดาห์ต่อมา ฟิลิปส์กับลูกๆ ก็กลับมาอย่างปลอดภัย โดยผู้เป็นพ่ออ้างว่า พวกเขาไปเดินทางตั้งแคมป์ในป่า แต่จากนั้นในวันที่ 12 ธ.ค.ปีเดียวกัน พวกเขาทั้ง 4 คนก็หายตัวไปอีกครั้ง และนอกจากมีการพบเห็นโดยบังเอิญ 2-3 ครั้ง และถูกกล้องวงจรปิดจับได้อย่างไม่ชัดเจน ก็ไม่มีผู้พบเห็นชายคนนี้กับลูก 3 คนของเขาอีกเลย

จนกระทั่งเมื่อเช้ามืดวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีความพยายามขโมยของในร้านค้าที่เมืองปิโอปิโอ ทำให้เจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบและเกิดการยิงต่อสู้กับคนร้าย ซึ่งยืนยันในเวลาต่อมาว่าคือนายฟิลิปส์ และส่งผลให้นายฟิลิปส์ เสียชีวิต ยุติการค้นหาที่กินเวลานานร่วม 4 ปี

อย่างไรก็ตาม มีคำถามมากมายเกี่ยวกับการหายตัวไปของชายคนนี้กับลูกๆ ที่ยังต้องการคำตอบ รวมถึงว่าทำไมเขาจึงพาลูกๆ หลบเข้าไปในป่า และเขาหลบหนีการจับกุมมานานหลายปีได้อย่างไร

เมื่อฟิลิปส์กลับมาครั้งแรกในปี 2564 เขาถูกฟ้องร้องข้อหาทำให้ตำรวจเสียทรัพยากรในการค้นหาตัวเขา มูลค่าหลายแสนยูโร และนั่นส่งผลให้ตำรวจไม่ได้ออกค้นหาเขากับลูกๆ ทั้ง 3 คนในทันที ตอนที่ทั้ง 4 คนหายตัวไปเป็นครั้งที่ 2 จนกระทั่งนายฟิลิปส์ไม่มาขึ้นศาลตามนัดหมายในวันที่ 12 ม.ค. 2565 ตำรวจจึงเริ่มออกหมายจับ

หลังจากนั้น มีรายงานว่านายฟิลิปส์แอบกลับมาบ้านของครอบครัวเพียงคนเดียวในช่วงกลางดึกวันที่ 9 ก.พ.ปีเดียวกันนั้น เพื่อรวบรวมเสบียงอาหาร ก่อนจะหายตัวไปไม่มีใครพบเห็นอีกนานกว่า 1 ปี

ตำรวจนิวซีแลนด์เคยพูดเอาไว้ว่า พวกเขาเชื่อว่านายฟิลิปส์พาลูกสาว 3 คน ที่ตอนนี้มีอายุ 9, 10 และ 12 ปี เข้าป่า เพื่อหลบหนีการต่อสู้แย้งสิทธิ์เลี้ยงดูกับผู้เป็นแม่ แต่ไม่เคยมีการยืนยันใดๆ จากปากของนายฟิลิปส์

ภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อ 27 ส.ค. 2567 ขณะที่นายฟิลิปส์พาลูกสาวมาขโมยของที่ร้านค้าในเขต ไวโตโม
ภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อ 27 ส.ค. 2567 ขณะที่นายฟิลิปส์พาลูกสาวมาขโมยของที่ร้านค้าในเขต ไวโตโม

ทั้งนี้ นายฟิลิปส์เป็นที่รู้จักในฐานะนายพรานผู้เคยฝึกการเอาชีวิตรอดในป่า ชาวบ้านในเมืองมาโรโคปาระบุว่า เขาเป็นคนที่ต้องการปลีกวิเวกจากสังคมและไม่มีบัญชีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ใดๆ

ตำรวจเชื่อว่า นายฟิลิปส์กับลูกๆ ใช้ชีวิตอยู่ในป่าหน้าทึบรอบๆ เมืองมาโรโคปา แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถเอาตัวรอดด้วยกำลังของตัวเองทั้งหมด เนื่องจากมีรายงานการพบเห็นเขาหลายครั้งในแถบคาเวีย (Kawhia) ช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2566 รวมถึงรายงานการขโมยของในร้านค้าหลายครั้ง

ภาพจากกล้องวงจรปิดในตอนนั้นแสดงให้เห็นภาพนายฟิลิปส์กับลูกสาวคนหนึ่งของเขา อยู่ในชุดลายพรางและสวมหน้ากากทั้งคู่ พยายามจะบุกรุกเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่งในเมืองปิโอปิโอ และในตอนที่ยิงปะทะกับตำรวจเมื่อวันจันทร์ (8 ก.ย. 2568) ตำรวจก็พบอาวุธปืนมากมายและของที่ขโมยมาบนรถเอทีวีของเขา

ก่อนหน้านี้ตำรวจเชื่อว่า มีผู้ให้ความช่วยเหลือนายฟิลิปส์ในการหลบหนี และตอนที่เขาปล้นธนาคารในเมืองเตคูอิติ เมืองเล็กๆ ในเขตไวโตโม ตำรวจก็ระบุว่าเขามีผู้สมรู้ร่วมคิด

ในเดือนมิถุนายน 2567 ตำรวจตั้งรางวัลนำจับนายฟิลิปส์กับลูกสาวของเขาเป็นเงิน 80,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ แต่รางวัลหมดอายุโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ

นายฟิลิปส์กับลูกๆ ถูกพบเห็นอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2567 ในตอนที่กลุ่มวัยรุ่นเข้าไปเดินป่ารอบเมืองมาโรโคปา และใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปนายฟิลิปส์เอาไว้ได้ โดยในภาพที่ไม่ชัดเจนนั้นแสดงให้เห็นว่า นายฟิลิปส์กำลังพาลูกๆ ในชุดลายพราง และเสื้อกันฝน แบกเป้ใบใหญ่เดินผ่านพื้นที่ขรุขระ

1News สื่อของนิวซีแลนด์อ้างว่า หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นได้พูดคุยกับลูกสาวคนหนึ่งของนายฟิลิปส์สั้นๆ โดยถามว่ามีใครรู้หรือไม่ว่าพวกเธออยู่ที่นี่ เด็กก็ตอบว่า “มีแค่คุณ” แล้วเดินต่อไป

การพบเห็นดังกล่าวทำให้เกิดการค้นหาครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยใช้ทั้งตำรวจและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ แต่การค้นหานาน 3 วันประสบความล้มเหลว โดยตำรวจกล่าวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า การค้นหาเชิงรุกที่เกิดขึ้นนั้น อาจไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะนายฟิลิปส์มีอาวุธ และถูกพิจารณาว่าเป็นบุคคลอันตราย

หลังจากนั้นนายฟิลิปส์ก็ไม่ถูกพบเห็นอีกจนกระทั่งปลายเดือนสิงหาคมปีนี้ เมื่อเขากับลูกสาวหนึ่งคนถูกกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้ ขณะพยายามบุกรุกร้านค้าในเมืองปิโอปิโอ และหนีไปพร้อมของใช้ในชีวิตประจำวัน

นายฟิลิปส์กลับมาที่เมืองปิโอปิโออีกครั้งในเช้าวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 แต่คราวนี้ตำรวจได้รับแจ้งเหตุขโมยที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในเวลาประมาณ 2.30 น. เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบโดยเชื่อว่าคนร้ายอาจเป็นนายฟิลิปส์

ตำรวจได้รับรายงานว่า รถเอทีวีที่มีคนนั่งอยู่ 2 คน กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองมาโรโคปา ตำรวจจึงโปรยเหล็กแหลมไว้ตามถนนเพื่อสกัดจับ แต่เมื่อหยุดรถได้นายฟิลิปส์กลับเปิดฉากยิงเข้าใส่ตำรวจ มีตำรวจ 1 นายถูกกระสุนเข้าที่ศีรษะและจนถึงตอนนี้อาการยังสาหัส ก่อนที่ตำรวจอีกนายจะยิงนายฟิลิปส์เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ส่วนเด็กหญิงที่มากับเขาไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ และให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ นำไปสู่การค้นพบเด็กอีก 2 คนที่เหลือ ซึ่งตั้งแคมป์อยู่ในป่าห่างไกลระหว่างเมืองมาโรโคปากับเมืองเตคูอิติ ท่ามกลางอุณหภูมิเกือบเยือกแข็ง และตอนนี้พวกเธอกำลังอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่

แต่ชาวนิวซีแลนด์หลายคนก็ออกมาแสดงความกังวลว่า การเสียชีวิตของนายฟิลิปส์จะส่งผลกระทบกับเด็กทั้ง 3 คนอย่างไร เช่นนางมาลีน แมคไอแซค ชาวเขตไวโตโม กล่าวว่า เธออยากให้เรื่องนี้จบลงอย่างมีความสุข “สำหรับเด็กๆ คุณรู้มั้ย? พวกเด็กๆ คงเสียใจมาก” เธอบอกกับ 1News

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาลฝรั่งเศสล่ม นายกฯ แพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ต้องลาออกจากตำแหน่ง

รัฐบาลฝรั่งเศสล่ม นายกฯ แพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ต้องลาออกจากตำแหน่ง

9 ก.ย. 2568 03:48 น.

รัฐบาลฝรั่งเศสล่ม นายกฯ แพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ต้องลาออกจากตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรี ฟรองซัวส์ บายรู พ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจอย่างย่อยยับ และต้องยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง หลังจากปฏิบัติหน้าที่มาได้เพียง 9 เดือนเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฝรั่งเศสตกลงสู่วิกฤตทางการเมืองรอบใหม่ในวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 หลังจาก ฟรองซัวส์ บายรู พ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจในรัฐสภาไปด้วยคะแนน 364 ต่อ 194 หมายความว่าเขากับรัฐบาลของเขาจะต้องยื่นหนังสือลาออกในวันอังคารแก่ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง

ขณะเดียวกัน นายมาครงก็ต้องเลือกผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีตัวเลือกหลายทางรวมถึงการเลือกนายกฯ คนใหม่จากกลุ่มฝ่ายกลางขวา หรือตัดสินใจเอียงซ้ายแล้วเลือกชื่อที่เข้ากันได้กับพรรคสังคมนิยม หรือยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งสำนักงานของนายมาครงระบุว่า เขาจะเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ด้านศัตรูทางการเมืองของนายมาครงในพรรคฝ่ายซ้ายจัดอย่างพรรค “ลา ฟรองซ์ อินซูมิเซ” (LFI) เรียกร้องให้นายมาครงลาออกจากตำแหน่ง แต่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่ามันจะไม่เกิดขึ้น และฝรั่งเศสกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ภายในเวลาเพียง 2 ปี ตอกย้ำความไม่แน่นอนและความไม่พอใจในการปกครองสมัยที่ 2 ของนายมาครง

ทั้งนี้ ความพ่ายแพ้ของนายบายรูเกิดขึ้นหลังจาก เขาเดิมพันรัฐบาลในการอภิปรายฉุกเฉินเพื่อขอความไว้วางใจเรื่องหนี้สินของประเทศ โดยเขาใช้เวลาตลอดฤดูร้อนเพื่อเตือนถึงภัยคุกคามต่อ “การดำรงอยู่” ของฝรั่งเศสหากไม่เริ่มจัดการกับหนี้สินจำนวน 3.4 ล้านล้านยูโร

ในร่างงบประมาณปี 2569 เขาเสนอยกเลิกวันหยุดราชการ 2 วัน และระงับการจ่ายเงินสวัสดิการและเงินบำนาญ เพื่อประหยัดงบประมาณ 4.4 หมื่นล้านยูโร แต่ความหวังของเขาก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาจัดร่วมมือกันเล่นงานเขา จนนายบายรูต้องพ่ายแพ้ในการลงมติไว้วางใจ

ในการกล่าวสุนทรพจน์ก่อนหน้านี้ บายรูได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าเขามองไปที่ประวัติศาสตร์มากกว่าการเมือง โดยบอกกับสมาชิกรัฐสภาว่าคนรุ่นหลังคือผู้ที่จะต้องทนทุกข์ทรมานหากฝรั่งเศสสูญเสียความเป็นอิสระทางการเงิน

“การยอมจำนนต่อหนี้สินก็เหมือนกับการยอมจำนนต่ออาวุธ” เขากล่าว พร้อมเตือนว่าระดับหนี้ในปัจจุบันหมายถึง “การผลักดันคนหนุ่มสาวเข้าสู่ความเป็นทาส”

“พวกคุณอาจมีอำนาจที่จะโค่นล้มรัฐบาล แต่พวกคุณไม่สามารถลบเลือนความเป็นจริงได้” เขากล่าว แต่ดูเหมือนคำพูดของเขาจะไม่อาจโน้มน้าวรัฐสภาและประเทศฝรั่งเศสได้ พรรคฝ่ายซ้ายและขวาจัดกล่าวหาว่าเขากำลังพยายามปกปิดความผิดพลาด ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า ชาวฝรั่งเศสยังไม่คิดว่าเรื่องหนี้สินของประเทศเป็นวาระแห่งชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

8 ก.ย. 2568 22:45 น.

ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ส่งจดหมายถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อแสดงความยินดีที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย พร้อมเชิญชวนให้นายอนุทินเดินทางเยือนสิงคโปร์ด้วย

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 นายลอว์เรนซ์ หว่าง นายกรัฐมนตรีของประเทศสิงคโปร์ ส่งจดหมายถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อแสดงความยินดีที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย หลังจากรัฐสภาลงมติด้วยคะแนน 311 เสียงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) เลือกเขาเป็นผู้นำคนใหม่ของไทย

จดหมายของนายหว่องระบุว่า เขาขอแสดงความยินดีอย่างอบอุ่นที่สุดกับนายอนุทิน พร้อมเน้นย้ำเรื่องความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสิงคโปร์กับไทย และว่าปี 2568 มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

“สิงคโปร์กับไทยมีมิตรภาพที่ยาวนานและความร่วมมือที่เข้มแข็งซึ่งเจริญเติบโตในหลายด้าน” จดหมายของนายหว่องระบุ “เหตุการณ์สำคัญล่าสุดคือการลงนามบังคับใช้ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สิงคโปร์ทำข้อตกลงเช่นนี้กับประเทศสมาชิกอาเซียน”

“สิ่งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นที่เรามีร่วมกันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ที่สำคัญกว่านั้น ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศของเราสามารถทำงานร่วมกันเพื่อบุกเบิกความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในการรับมือปัญหาสภาพอากาศ”

นายหว่องยังแสดงความมั่นใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์กับไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก ภายใต้การนำของนายอนุทิน

“เรามีโอกาสมากมายที่จะร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม, การเชื่อมต่อ, และความมั่นคงทางอาหาร ผมมั่นใจว่าความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราจะนำมาซึ่งประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ประชาชนของเรา และมีส่วนส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของประชาคมอาเซียน”

“ผมขอเรียนเชิญท่านมาเยือนสิงคโปร์ในโอกาสแรก และหวังว่าจะได้พบท่านในเร็วๆ นี้ ผมขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จในบทบาทใหม่” นายหว่องระบุในจดหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ดับ 6 ศพเจ็บอื้อ

มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ดับ 6 ศพเจ็บอื้อ

8 ก.ย. 2568 22:11 น.

มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ดับ 6 ศพเจ็บอื้อ

มือปืนชาวปาเลสไตน์ 2 คน กราดยิงจุดจอดรถประจำทางในกรุงเยรูซาเลม ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย ก่อนที่คนร้ายจะถูกสังหาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 เกิดเหตุมือปืนชาวปาเลสไตน์เปิดฉากยิงปืนเข้าใส่ผู้คนที่จุดจอดรถประจำทางแห่งหนึ่งในกรุงเยรูซาเลม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย นับเป็นเหตุโจมตีนองเลือดที่สุดในเยรูซาเลมในรอบหลายปี

ตำรวจอิสราเอลระบุว่า ผู้ก่อการร้าย 2 คนนั่งรถยนต์มาถึงที่เกิดเหตุ ก่อนจะเปิดฉากยิงเข้าใส่ผู้คนที่จุดจอดรถประจำทางที่แยก รามอต (Ramot Junction) บริเวณชานเมืองทางตอนเหนือของกรุงเยรูซาเลม ทำให้ทหารนอกเวลางานนายหนึ่งกับพลเรือนอีกคน เปิดฉากยิงตอบโต้ และสังหารผู้ก่อเหตุทั้ง 2 ราย

ร้อยโท ดีน เอลส์ดูนน์ โฆษกตำรวจอิสราเอลกล่าวว่า เจ้าหน้าที่พบอาวุธและเครื่องกระสุนจำนวนมาก รวมถึงมีด 1 เล่ม ที่ผู้ก่อเหตุใช้

ด้านสื่อของอิสราเอลระบุว่า คนร้ายเดินทางมาจากหมู่บ้าน อัล-คูเบบา และคาตันนา ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งห่างจากแยกรามอตเพียง 10 กม. โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหรือกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีครั้งนี้ แต่กลุ่มฮามาสออกมาชื่นชมการโจมตีที่เกิดขึ้น

สื่ออิสราเอลบอกอีกว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาย 5 คน อายุระหว่าง 25-79 ปี กับผู้หญิงวัย 60 ปีอีก 1 คน ขณะที่โรงพยาบาลท้องถิ่นเผยว่า ผู้บาดเจ็บ 2 จาก 8 รายมีอาการสาหัส

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล บอกกับผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางเยือนจุดเกิดเหตุว่า อิสราเอลกำลังอยู่ในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายอย่างรุนแรงในหลายแนวรบ และอ้างว่าตลอดปีที่ผ่านมา กองกำลังความมั่นคงอิสราเอลสกัดแผนการโจมตีในเขตเวสต์แบงก์ไปแล้วหลายร้อยครั้ง แต่น่าเสียดายที่สกัดเหตุการณ์เมื่อเช้านี้ไม่สำเร็จ

“ตอนนี้เรากำลังดำเนินการไล่ล่า และปิดล้อมหมู่บ้านที่ฆาตกรจากมา เราจะจับกุมใครก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือและส่งพวกเขามา และเราจะใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นอีก” นายเนทันยาฮูกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารกำลังโอบล้อมหมู่บ้านชาวปาเลสไตน์บริเวณชานเมืองรามัลเลาะห์ ในเขตเวสต์แบงก์ เพื่อยับยั้งการก่อการร้าย และเพิ่มความพยายามในการป้องกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดี ‘ฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง’ หญิงชาวเกาหลีใต้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดี 'ฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง' หญิงชาวเกาหลีใต้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

8 ก.ย. 2568 13:24 น.

นิวซีแลนด์เปิดไต่สวนคดี ‘ฆ่ายัดกระเป๋าเดินทาง’ หญิงชาวเกาหลีใต้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ศาลนิวซีแลนด์เริ่มต้นการไต่สวนคดีสะเทือนขวัญที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังหญิงชาวเกาหลีใต้ถูกกล่าวหาว่าสังหารลูกน้อยสองคนและซ่อนร่างไว้ในกระเป๋าเดินทาง โดยเธอได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นาง ฮาคยอง อี วัย 44 ปี ซึ่งถูกส่งตัวจากเกาหลีใต้มายังนิวซีแลนด์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2022 ได้ให้การปฏิเสธในข้อหาฆาตกรรม 2 กระทง ในระหว่างการพิจารณาคดีซึ่งเปิดขึ้นในวันนี้ (8 ก.ย.) และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2022 หลังจากที่ครอบครัวหนึ่งในเมืองอ๊อคแลนด์ประมูลสิ่งของจากโกดังเก็บของร้างและได้กระเป๋าเดินทาง 2 ใบมาครอบครอง และเมื่อเปิดออกก็พบร่างเด็ก 2 คน โดยเชื่อว่าร่างของเด็กทั้งสองคนถูกเก็บไว้ในโกดังเป็นเวลาหลายปี

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า การขายสิ่งของดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเคลียร์ของที่ถูกทิ้งไว้ในโกดัง ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าครอบครัวที่ซื้อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเด็กๆ

รายงานระบุว่าเด็กทั้งสองคน ซึ่งมีอายุ 6 และ 8 ขวบ เสียชีวิตหลังจากที่พ่อของพวกเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2017 และร่างของพวกเขาก็ถูกพบในอีกหลายปีต่อมา

ผู้พิพากษา เจฟฟรีย์ เวนนิง กล่าวต่อคณะลูกขุนว่า การตัดสินความผิดหรือไม่ผิดของนางลีจะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และมีความเป็นไปได้ว่าคดีนี้จะพิจารณาว่าในขณะที่เด็กถูกสังหารนั้น “นางอีมีสภาวะทางจิตไม่ปกติหรือไม่”

นางฮาคยอง อี ซึ่งเป็นชาวนิวซีแลนด์ ที่เกิดในเกาหลีใต้ เคยอาศัยอยู่ในเมืองอ๊อคแลนด์เป็นเวลาหลายปีก่อนจะเดินทางกลับเกาหลีใต้ในปี 2018 เธอถูกจับกุมตัวได้ที่เมืองอุลซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือนกันยายน 2022 หลังจากตำรวจสากลได้ออกหมายแดงทั่วโลกเพื่อตามหาตัวเธอ.

ที่มา BBC

ทรัมป์ยื่นคำขาดครั้งสุดท้ายถึงฮามาส ให้ยอมรับข้อตกลงปล่อยตัวประกัน

ทรัมป์ยื่นคำขาดครั้งสุดท้ายถึงฮามาส ให้ยอมรับข้อตกลงปล่อยตัวประกัน

8 ก.ย. 2568 13:02 น.

ทรัมป์ยื่นคำขาดครั้งสุดท้ายถึงฮามาส ให้ยอมรับข้อตกลงปล่อยตัวประกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกคำเตือนครั้งสุดท้ายถึงกลุ่มฮามาสให้ยอมรับข้อตกลงปล่อยตัวประกันในฉนวนกาซา พร้อมระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวกำลังจะบรรลุผลในไม่ช้า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 ก.ย.) ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ว่า “ฝ่ายอิสราเอลได้ยอมรับเงื่อนไขของผมแล้ว ถึงเวลาที่ฮามาสต้องยอมรับเช่นกัน ผมได้เตือนฮามาสถึงผลที่ตามมาหากไม่ยอมรับ นี่คือคำเตือนสุดท้ายของผม จะไม่มีอีกแล้ว!”

ต่อมาในวันเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลังเดินทางถึงกรุงวอชิงตันดีซีว่า “เรากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อาจจะดีมาก ๆ” และเสริมว่า “พวกคุณจะได้ยินเรื่องนี้ในไม่ช้า เรากำลังพยายามทำให้มันจบลง และนำตัวประกันกลับมา”

ฮามาสได้ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า ได้รับแนวคิดบางอย่างจากสหรัฐฯ ผ่านคนกลางเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในกาซา และกำลังพิจารณาแนวทางพัฒนาแนวคิดเหล่านั้น โดยฮามาสยังคงยืนยันความพร้อมที่จะเจรจาเพื่อปล่อยตัวประกันทั้งหมด เพื่อแลกกับการ “ประกาศยุติสงครามอย่างชัดเจน” และการถอนกำลังทหารอิสราเอลออกจากพื้นที่อย่างสมบูรณ์

สื่อ N12 News ของอิสราเอลรายงานเมื่อวันเสาร์ว่า ทรัมป์ได้เสนอข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่ให้กับกลุ่มฮามาส ซึ่งภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว ฮามาสจะต้องปล่อยตัวประกันที่เหลืออยู่ทั้งหมด 48 คนในวันแรกของข้อตกลงหยุดยิง เพื่อแลกกับการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์หลายพันคนในเรือนจำของอิสราเอล และจะมีการเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างถาวรในช่วงที่มีการหยุดยิง

ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอลรายหนึ่งกล่าวว่า รัฐบาลอิสราเอล “กำลังพิจารณาอย่างจริงจัง” ต่อข้อเสนอของทรัมป์ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม.

ที่มา Reuters

หญิงชาวออสเตรเลียถูกตัดสินจำคุก 33 ปี ฐานฆ่าคนด้วย “เห็ดพิษ”

หญิงชาวออสเตรเลียถูกตัดสินจำคุก 33 ปี ฐานฆ่าคนด้วย "เห็ดพิษ"

8 ก.ย. 2568 11:51 น.

หญิงชาวออสเตรเลียถูกตัดสินจำคุก 33 ปี ฐานฆ่าคนด้วย “เห็ดพิษ”

ศาลออสเตรเลียตัดสินจำคุก เอริน แพตเทอร์สัน 33 ปี จากคดีฆาตกรรมญาติอดีตสามี 3 คนด้วยอาหารที่ปนเปื้อนเห็ดพิษ โดยนับเป็นหนึ่งในบทลงโทษที่ยาวนานที่สุดสำหรับผู้หญิงในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ผู้พิพากษาคริสโตเฟอร์ บีล แห่งศาลสูงสุดรัฐวิกตอเรีย ระบุว่า เอริน แพตเทอร์สัน ไม่มีความเมตตาต่อครอบครัวสามีเก่าของเธอ หลังจากที่เธอเสิร์ฟอาหารเมนู “บีฟ เวลลิงตัน” ที่ปนเปื้อนเห็ดพิษ หรือ “เห็ดหมวกมรณะ” 

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนได้ตัดสินว่าเธอมีความผิดฐานฆาตกรรม ไกล์ แพตเทอร์สัน แม่สามี, โดนัลด์ แพตเทอร์สัน พ่อสามี และ เฮเทอร์ วิลกินสัน น้องสาวของไกล์ นอกจากนี้ คณะลูกขุนยังพบว่าแพตเทอร์สันมีความผิดในข้อหาพยายามฆ่า เอียน วิลกินสัน สามีของเฮเทอร์ ซึ่งเป็นเพียงผู้รอดชีวิตคนเดียวจากมื้ออาหารที่บ้านของเธอในเมืองเลองกาธา เมื่อปี 2023

ผู้พิพากษาบีลกล่าวว่า การวางแผนฆาตกรรมอย่างรอบคอบและการไม่แสดงความสำนึกผิดของแพตเทอร์สัน ทำให้เธอสมควรได้รับโทษจำคุกที่ยาวนาน

ทนายความของแพตเทอร์สันได้ยื่นขอให้ศาลพิจารณาความเป็นไปได้ในการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากชื่อเสียงที่ไม่ดีของเธออาจทำให้การใช้ชีวิตในเรือนจำยากลำบากกว่านักโทษทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาบีลระบุว่าได้นำเรื่องนี้มาพิจารณาแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงว่าเธอจะถูกขังเดี่ยวเพื่อความปลอดภัยไปอีกหลายปี

ด้วยโทษจำคุกอย่างน้อย 33 ปี ทำให้เมื่อพิจารณาเวลาที่เธอถูกคุมขังมาแล้ว แพตเทอร์สันจะอายุครบ 82 ปี กว่าจะได้รับการพิจารณาปล่อยตัว

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อทั่วโลก โดยการพิจารณาคดีที่กินเวลากว่า 10 สัปดาห์กลายเป็นที่ติดตามของชาวออสเตรเลียนับล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนชนบทใกล้เคียง ซึ่งเหยื่อทุกคนอาศัยอยู่

เอียน วิลกินสัน ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวกล่าวว่า การจากไปของภรรยาทำให้เขารู้สึกเหมือนชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง “เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยรู้ว่ามีคนตัดสินใจพรากชีวิตเธอไป” เขากล่าวพร้อมน้ำตา

คดีนี้ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ศาลสูงสุดอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดคำพิพากษาทางโทรทัศน์ได้ เนื่องจากได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างล้นหลาม นอกจากนี้คดียังได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดหนังสือ สารคดี และซีรีส์เรื่อง “Toxic” ที่เตรียมออกอากาศทางช่อง ABC ของออสเตรเลียอีกด้วย.ฃ

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้เตรียมส่งเครื่องบินรับตัวแรงงาน หลังสหรัฐฯ บุกจับกุมครั้งใหญ่

เกาหลีใต้เตรียมส่งเครื่องบินรับตัวแรงงาน หลังสหรัฐฯ บุกจับกุมครั้งใหญ่

8 ก.ย. 2568 11:10 น.

เกาหลีใต้เตรียมส่งเครื่องบินรับตัวแรงงาน หลังสหรัฐฯ บุกจับกุมครั้งใหญ่

รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเตรียมการส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับตัวแรงงานชาวเกาหลีใต้ประมาณ 300 คนที่ถูกควบคุมตัวในสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากการเจรจากับทางการสหรัฐฯ เสร็จสิ้นลง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศจะเดินหน้ากวาดล้างธุรกิจที่ว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า การเจรจาเพื่อปล่อยตัวแรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวในรัฐจอร์เจียได้ข้อสรุปแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อปล่อยตัวอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าแรงงานกลุ่มนี้จะสามารถขึ้นเครื่องบินกลับเกาหลีใต้ได้ในวันพุธนี้

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้บุกเข้าตรวจค้นโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ของฮุนได ในเมืองเอลลาเบล รัฐจอร์เจีย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย ณ จุดเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ โดยมีแรงงานถูกจับกุมทั้งหมด 475 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวเกาหลีใต้ประมาณ 300 คน

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตกใจและไม่พอใจในเกาหลีใต้ เนื่องจากเกิดขึ้นเพียง 10 วันหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศที่เพิ่งให้คำมั่นว่าจะส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

รัฐบาลเกาหลีใต้ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการเผยแพร่ภาพปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ที่ใช้ยานพาหนะติดอาวุธในการควบคุมตัวแรงงานซึ่งถูกใส่กุญแจมือ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำลายความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ แต่ก็ย้ำถึงนโยบายที่เข้มงวดด้านการตรวจคนเข้าเมือง พร้อมทั้งเรียกร้องให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ เคารพกฎหมายของประเทศ

โครงการก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างฮุนไดและบริษัท LG Energy Solution ของเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐจอร์เจีย โดยบริษัท LG Energy Solution ได้สั่งระงับการเดินทางเพื่อทำธุรกิจของพนักงานไปยังสหรัฐฯ และเรียกตัวพนักงานที่อยู่ในสหรัฐฯ กลับประเทศแล้ว

นายคัง ฮุน-ซิก หัวหน้าคณะทำงานของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวว่า รัฐบาลจะหาแนวทางปรับปรุงระบบวีซ่าสำหรับแรงงานชาวเกาหลีที่เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ยังคงตึงเครียดอยู่บ้าง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงเจรจาในรายละเอียดขั้นสุดท้ายของข้อตกลงการค้าที่ประกาศไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์เพื่อช่วยให้บริษัทเกาหลีเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น และฮุนไดเองก็ได้ประกาศเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ เป็น 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์.

ที่มา Reuters