คิม จอง อึน ต้อนรับประธานาธิบดีลาว หารือกระชับสัมพันธ์สองประเทศ

คิม จอง อึน ต้อนรับประธานาธิบดีลาว หารือกระชับสัมพันธ์สองประเทศ

8 ต.ค. 2568 11:38 น.

คิม จอง อึน ต้อนรับประธานาธิบดีลาว หารือกระชับสัมพันธ์สองประเทศ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้จัดการเจรจาทวิภาคีกับ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว ณ กรุงเปียงยาง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า นายคิมได้ให้การต้อนรับนายทองลุนด้วยตนเอง ในพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือ ฝูงชนที่ออกมาต้อนรับอย่างล้นหลาม และมีการยิงสลุต 21 นัด

ผู้นำทั้งสองได้หารือกันถึงแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศ หลังจากนั้นนายคิมได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศลาว

การเดินทางมาเยือนเกาหลีเหนือของประธานประเทศนายทองลุนในครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อร่วมงานฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี วันก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีเหนือ ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้

การเยือนของประมุขแห่งรัฐจากต่างประเทศถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักสำหรับเกาหลีเหนือ ซึ่งกำลังเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติ เนื่องมาจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ อีกทั้งยังคงมีข้อจำกัดในการรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด

นอกจากประธานประเทศลาวแล้ว ยังคาดว่า นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และ นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ก็จะเดินทางมาเยือนกรุงเปียงยางเพื่อเข้าร่วมการเฉลิมฉลองในปลายสัปดาห์นี้เช่นกัน.

ที่มา Reuters

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความไม่แน่นอนทั่วโลกหนุนราคาพุ่งแรง

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความไม่แน่นอนทั่วโลกหนุนราคาพุ่งแรง

8 ต.ค. 2568 11:15 น.

ราคาทองคำทำสถิติสูงสุด ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ความไม่แน่นอนทั่วโลกหนุนราคาพุ่งแรง

ราคาทองคำทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขึ้นไปมากกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 129,920 บาท) ต่อออนซ์ เมื่อเช้าวันพุธในตลาดเอเชีย ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าก็แตะระดับเดียวกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา การพุ่งขึ้นครั้งนี้สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ทองคำได้ปรับขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยมีราคาสูงขึ้นกว่า 25% นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้าซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโลก

นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้นักลงทุนกังวลคือความล่าช้าในการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ”  หรือ “ชัตดาวน์” ซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว

ทั้งนี้ ทองคำถือเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ซึ่งคาดว่าจะยังคงรักษามูลค่าหรือเพิ่มมูลค่าขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวนหรือเศรษฐกิจถดถอย โดยราคาทองคำที่ใช้ซื้อ-ขายกันในตลาดโลก ซึ่งเป็นราคาสำหรับการซื้อขายทันที ได้ปรับขึ้นเกิน 4,009 ดอลลาร์ ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันพุธตามเวลาในเอเชีย ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเชื่อมั่นของตลาด ได้แตะระดับเดียวกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม

นายคริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร OCBC ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีสาเหตุจากความขัดแย้งเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณสาธารณะ เป็น “แรงหนุนสำหรับราคาทองคำ” นักลงทุนมักหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำในช่วงที่มีการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งก่อน ๆ โดยราคาทองคำเคยปรับขึ้นเกือบ 4% ระหว่างการปิดทำการนานหนึ่งเดือนในช่วงสมัยแรกของทรัมป์

นายเฮง คูน ฮาว หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดของธนาคาร UOB กล่าวว่า การขึ้นของราคาทองคำที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในเดือนที่ผ่านมานั้นเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ และเสริมว่าการขึ้นราคายังเชื่อมโยงกับ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง รวมถึงการที่ผู้ซื้อที่ไม่ใช่มืออาชีพ หรือที่เรียกว่า นักลงทุนรายย่อย หันมาซื้อทองคำมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ราคาทองคำอาจปรับลดลงได้ หากมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือหากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลายลง

นายหว่องกล่าวว่า ทองคำ “มักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันความไม่แน่นอน แต่เครื่องป้องกันนี้ก็สามารถถูกคลายออกได้” ยกตัวอย่างเช่นในเดือนเมษายน ราคาทองคำเคยลดลงประมาณ 6% หลังจากที่ทรัมป์ล้มเลิกความคิดที่จะไล่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ออกจากตำแหน่ง

นายเฮงชี้ให้เห็นว่า ในปี 2022 มูลค่าของทองคำเคยดิ่งลงจาก 2,000 ดอลลาร์ เหลือ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่เกิดจากวิกฤตโควิด-19

ความเสี่ยงสำคัญต่อการพุ่งขึ้นของทองคำในปัจจุบัน คือการ กลับมาของภาวะเงินเฟ้ออย่างกะทันหัน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เฟดต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม นายหว่องกล่าวว่า การขึ้นของราคาทองคำเมื่อเร็ว ๆ นี้ สะท้อนถึงความคาดหวังที่ว่าเฟด จะ ลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ทองคำน่าดึงดูดใจยิ่งขึ้น.

ที่มา BBC

ตร.สหรัฐฯ รวบเด็กชายวัย 15 ปี โพสต์ข้อความเป็นภัยทางโซเชียล ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน

ตร.สหรัฐฯ รวบเด็กชายวัย 15 ปี โพสต์ข้อความเป็นภัยทางโซเชียล ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน

8 ต.ค. 2568 11:10 น.

ตร.สหรัฐฯ รวบเด็กชายวัย 15 ปี โพสต์ข้อความเป็นภัยทางโซเชียล ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน

ตำรวจรัฐฟลอริดาจับกุมตัวเด็กชายวัย 15 ปี หลังโพสต์ขู่ทำร้ายคนในอินสตาแกรม พร้อมอีโมจิปืน 2 กระบอก โดยถูกบุกจับที่บ้านพัก ฐานละเมิดเงื่อนไขกักบริเวณจากคดีเก่าที่เพิ่งเกิดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 สำนักงานนายอำเภอเทศมณฑลโวลูเซีย ในรัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ จับกุมตัวนายชามารี สเลเตอร์ อายุ 15 ปี  หลังโพสต์ข้อความขู่บนอินสตาแกรมว่า “อยากทำร้ายใครสักคนให้หนัก” พร้อมอีโมจิปืน 2 กระบอก

เจ้าหน้าที่ระบุว่า นายสเลเตอร์ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนสปรูซครีกไฮสคูล ขณะที่เจ้าหน้าที่ติดต่อไป ทางตำรวจจึงได้เดินทางไปที่บ้านและควบคุมตัวเขาไว้ได้โดยไม่มีเหตุรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า การโพสต์ข่มขู่ในสื่อสังคมออนไลน์ถือเป็นความผิดร้ายแรงและอาจนำไปสู่ผลทางกฎหมายจริง

จากการสอบสวนพบว่า นายสเลเตอร์ยังละเมิดเงื่อนไขการกักบริเวณในบ้านจากคดีเก่าที่ถูกจับเมื่อสองสัปดาห์ก่อน หลังไปขัดขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจพอร์ตออเรนจ์ ระหว่างเข้าตรวจสอบเหตุขู่วางระเบิดบนรถโรงเรียน

ทางด้านสำนักงานนายอำเภอออกแถลงเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ช่วยเตือนบุตรหลานถึงความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและส่วนตัวจากการโพสต์ข้อความข่มขู่ในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า ภัยคุกคามบนโซเชียลมีเดียมีผลตามมาจริง พ่อแม่ต้องช่วยย้ำกับลูกให้เข้าใจถึงความร้ายแรงของการกระทำแบบนี้.

ที่มา Facebook / Volusia Sheriff’s Office

ญี่ปุ่นปุ่นเตรียมรับมือ “หะลอง” ไต้ฝุ่นลูกใหม่จะพัดเข้าหมู่เกาะทางตอนใต้ของประเทศ

ญี่ปุ่นปุ่นเตรียมรับมือ "หะลอง" ไต้ฝุ่นลูกใหม่จะพัดเข้าหมู่เกาะทางตอนใต้ของประเทศ

8 ต.ค. 2568 10:31 น.

ญี่ปุ่นปุ่นเตรียมรับมือ “หะลอง” ไต้ฝุ่นลูกใหม่จะพัดเข้าหมู่เกาะทางตอนใต้ของประเทศ

อุตุญี่ปุ่นเตือนภัย พายุไต้ฝุ่น “หะลอง” จ่อเคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะอิซุ ภายในวันพฤหัสบดีนี้ เตือนประชาชนบนเกาะโองาซาวาระ ระวังลมกรรโชกแรงและคลื่นทะเลสูง

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนว่า พายุไต้ฝุ่น “หะลอง” (Halong) ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกเหนือผืนน้ำทางตอนใต้ของญี่ปุ่น อาจทวีกำลังแรงขึ้นและเคลื่อนเข้าใกล้ หมู่เกาะอิซุ ภายในวันพฤหัสบดีนี้ (9 ต.ค.) ซึ่งจะทำให้เผชิญกับลมแรงและทะเลปั่นป่วนในวันพุธ และอาจรุนแรงขึ้นอีกในวันพฤหัสบดี

โดยสำนักข่าว NHK รายงานว่า เมื่อเวลาเที่ยงวันอังคาร (7 ต.ค.) ไต้ฝุ่นหะลองอยู่เหนือมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมลมแรงสูงสุดใกล้ศูนย์กลางถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนความเร็วลมกระโชกสูงสุดคาดว่าจะถึง 198 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

ทางด้านเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาเตือนให้ประชาชนบน หมู่เกาะโองาซาวาระ เฝ้าระวังลมแรงและคลื่นสูงอย่างใกล้ชิดในขณะที่ตามการคาดการณ์ พายุลูกนี้จะยังคงทวีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันพุธ และมีแนวโน้มจะเบี่ยงทิศขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนเข้าใกล้หมู่เกาะอิซุ ในวันพฤหัสบดีในลักษณะ “พายุไต้ฝุ่นกำลังแรงมาก”.

ที่มา NHK

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐเสี่ยงแผ่นดินไหว หลังรัฐยะโฮร์เจอแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่อง 2 เดือน

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐเสี่ยงแผ่นดินไหว หลังรัฐยะโฮร์เจอแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่อง 2 เดือน

8 ต.ค. 2568 09:52 น.

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐเสี่ยงแผ่นดินไหว หลังรัฐยะโฮร์เจอแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่อง 2 เดือน

มาเลเซียผวา พบ 6 รัฐตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว เร่งอัปเดตแผนที่ภัยแผ่นดินไหวทั่วประเทศ หลังจากรัฐยะโฮร์เกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซีย รายงานว่า ดาโต๊ะ สรี หวง ติออง ซี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย เปิดเผยข้อมูลการศึกษาทางธรณีวิทยาที่พบรอยเลื่อนมีพลังใน 6 รัฐอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหว ได้แก่ ปะหัง ตรังกานู เปรัก เนกรีเซมบิลัน ในคาบสมุทรมาเลเซีย รวมถึงอีกสองรัฐบนเกาะบอร์เนียวคือ ซาบาห์ และ ซาราวัก  

โดยระบุว่า จากการศึกษาของกรมทรัพยากรแร่และธรณีวิทยาที่มีการทำแผนที่รอยเลื่อนมีพลัง (active fault mapping) และแผนที่ธรณีไหวเชิงโครงสร้าง (seismotectonic map) แสดงให้เห็นว่าทั้ง 6 รัฐมีโซนรอยเลื่อนที่อาจเกิดการสั่นสะเทือนได้ในอนาคต 

การศึกษาข้อมูลมีขึ้นหลังจากรัฐยะโฮร์ทางตอนใต้ของประเทศเผชิญเหตุแผ่นดินไหวขนาดเล็กต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเหตุสั่นสะเทือนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับแนวรอยเลื่อนเมอร์ซิง (Mersing Fault Zone) 

รัฐมนตรีช่วยฯ กล่าวว่า แผนที่นี้ช่วยให้หน่วยงานสามารถประเมินและคาดการณ์ภัยแผ่นดินไหวได้แม่นยำขึ้น โดยขณะนี้มาเลเซียอยู่ระหว่างการปรับปรุง “แผนที่ความเสี่ยงแผ่นดินไหวแห่งชาติ” (Malaysian Seismic Hazard Map)” ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา มหาวิทยาลัยท้องถิ่น และหน่วยงานเทคนิคอื่นๆ โดยการปรับปรุงครั้งนี้จะรวมข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหวล่าสุด การมีอยู่ของรอยเลื่อนมีพลัง วัสดุธรณีและผลการสำรวจดิน เพื่อให้แผนที่สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบันมากที่สุด  

รายงานนี้มีขึ้นหลังเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งในรัฐยะโฮร์ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีความรุนแรงตั้งแต่ 2.5 ถึง 4.1 แมกนิจูด ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 มีความแรง 3.5 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองบาตูปาฮัต ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 25 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้ดินราว 10 กิโลเมตร 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยฯ ชี้ว่าเป็นกระบวนการทางธรรมชาติในการปลดปล่อยพลังงานเทคโทนิกสะสมในแนวรอยเลื่อนโบราณเพื่อปรับสมดุลเปลือกโลก พร้อมยืนยันว่าจากข้อมูลปัจจุบัน ยะโฮร์และพื้นที่โดยรอบยังคงอยู่ในเขตปลอดภัย 

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลมาเลเซียกำลังเตรียมเสริมระบบเตือนภัยล่วงหน้าและเฝ้าระวังภัยธรรมชาติทั่วประเทศ โดยจะเดินหน้าโครงการพัฒนาเครือข่ายตรวจจับแผ่นดินไหว และสึนามิระยะที่ 2 ภายใต้แผนมาเลเซียฉบับที่ 13 โดยภายใต้โครงการนี้จะมีการเสริมความแข็งแรงให้สถานีตรวจจับ 12 แห่งทั่วประเทศ รวมถึง สร้างสถานีใหม่ 2 แห่งในเมืองเซกามัตและมูอาร์ รัฐยะโฮร์ และอัปเกรดสถานีเดิมในยะโฮร์บาห์รู บาตูปาฮัต และเกลังปาตะห์ เพื่อให้สามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือนระดับต่ำได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา Bernama

เดนมาร์กเตรียม “แบนโซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอย่างออสเตรเลีย

เดนมาร์กเตรียม “แบนโซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอย่างออสเตรเลีย

8 ต.ค. 2568 08:49 น.

เดนมาร์กเตรียม “แบนโซเชียลมีเดีย” สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตามอย่างออสเตรเลีย

เดนมาร์กเตรียมออกกม. ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย หวังลดผลกระทบจากโลกออนไลน์ต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมของเยาวชน ชูมาตรการความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับเด็กที่เข้มงวดที่สุดในยุโรป

นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เปิดเผยแผนดังกล่าวระหว่างการแถลงต่อรัฐสภาในพิธีเปิดสมัยประชุมฤดูใบไม้ร่วง  โดยกฎหมายจะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อหวังลดผลกระทบจากโลกออนไลน์ต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมของเยาวชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการด้านความปลอดภัยดิจิทัลสำหรับเด็กที่เข้มงวดที่สุดในยุโรป แต่ยังไม่ได้ระบุว่าแพลตฟอร์มใดบ้างที่จะถูกห้าม และมาตรการจะถูกบังคับใช้อย่างไรในทางปฏิบัติ

โดยล่าสุดร่างกฎหมายนี้ยังอยู่ระหว่างกำหนดกรอบเวลา แต่มีแนวโน้มว่าจะอนุญาตให้ผู้ปกครองสามารถอนุมัติให้บุตรหลานใช้โซเชียลมีเดียได้ตั้งแต่อายุ 13 ปีขึ้นไป

นายกฯ เฟรเดอริกเซน กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า โทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดียกำลังขโมยวัยเด็กของลูกหลานเราไป เธอยังชี้ว่า ปัจจุบันเด็กผู้ชายชาวเดนมาร์กอายุระหว่าง 11–19 ปี มากถึง 60% เลือกจะอยู่บ้านมากกว่าการออกไปใช้เวลากับเพื่อน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดจากการเสพติดเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย

เดนมาร์กไม่ใช่ประเทศแรกที่ออกมาตรการลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้ออสเตรเลีย ได้ประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียในปลายปี 2024 แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้อย่างไร โดยแพลตฟอร์มที่อยู่ในข่ายรวมถึง Facebook, Snapchat, TikTok และ YouTube

ขณะที่ในยุโรป กรีซ ก็ได้เสนอแนวคิด อายุแห่งการเป็นผู้ใหญ่ทางดิจิทัล (Age of Digital Adulthood) ต่อสหภาพยุโรป เพื่อจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กที่ยังไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองเช่นกัน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โซเชียลมีเดีย

อิสราเอลชุมนุมครบรอบ 2 ปีสงครามกาซา เจรจากับฮามาสยังไม่คืบหน้า

อิสราเอลชุมนุมครบรอบ 2 ปีสงครามกาซา เจรจากับฮามาสยังไม่คืบหน้า

8 ต.ค. 2568 05:41 น.

อิสราเอลชุมนุมครบรอบ 2 ปีสงครามกาซา เจรจากับฮามาสยังไม่คืบหน้า

ชาวอิสราเอลรวมตัวกันในหลายพื้นที่ เพื่อรำลึกครบรอบ 2 ปีกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ จนเป็นชนวนให้เกิดสงครามในฉนวนกาซา ในขณะที่การเจรจาข้อตกลงสันติภาพยังไม่คืบหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอิสราเอลออกมารวมตัวกันทั่วประเทศเพื่อร่วมรำลึกครบรอบ 2 ปี การโจมตีครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลกว่า 1,200 ศพ และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันกลับไปยังกาซาอีก 251 คน

การโจมตีดังกล่าวนับเป็นวันที่ชาวยิวเสียชีวิตในวันเดียวมากที่สุด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) และทำให้อิสราเอลเปิดฉากทำสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 67,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน โดยเฉพาะผู้หญิงกับเด็ก

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (7 ต.ค. 2568) ว่า นอกเหนือจากความเจ็บปวดอันใหญ่หลวงแล้ว อิสราเอลยังแสดงให้เห็นการฟื้นคืนอย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย

“ศัตรูผู้กระหายเลือดของเราโจมตีเราอย่างหนัก แต่พวกเขาไม่สามารถทำลายเราได้” เนทันยาฮูระบุ พร้อมประกาศกร้าวว่า “จะทำตามเป้าหมายของสงครามให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งได้แก่ การนำตัวประกันทั้งหมดกลับคืนมา, การกำจัดระบอบการปกครองของฮามาส และ การทำให้แน่ใจว่ากาซาจะไม่เป็นภัยคุกคามกับอิสราเอลอีกต่อไป”

ขณะเดียวกัน นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ก็มีแถลงการณ์การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 2 ปีก่อนเช่นกัน โดยระบุว่า “ความน่าสะพรึงกลัวของวันอันมืดมิดนั้นจะยังคงฝังแน่นในความทรงจำของเราทุกคนตลอดไป”

เขายังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยกับ แผนสันติภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกล่าวว่านี่เป็น “โอกาสครั้งประวัติศาสตร์” ที่จะยุติความขัดแย้งอันน่าเศร้าสลดนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลอิสราเอลเลื่อนพิธีรำลึกอย่างเป็นทางการออกไปจนถึงวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงหลังจากสิ้นสุดเทศกาลวันหยุดสำคัญของชาวยิว แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีการจัดกิจกรรมขึ้นทั่วประเทศเมื่อวันอังคาร

ที่กรุงเทลอาวิฟ ครอบครัวของชาวอิสราเอลที่เสียชีวิตจากการโจมตีของฮามาส ร่วมกันจัดพิธีรำลึกและมีการถ่ายทอดสดทางช่องโทรทัศน์ทั่วอิสราเอล ขณะที่มีการยืนสงบนิ่งไว้อาลัยพร้อมกันทั่วประเทศเป็นเวลา 1 นาทีด้วย

ในขณะเดียวกัน ทีมเจรจาของอิสราเอลและฮามาสไปรวมตัวกันที่เมืองพักตากอากาศ ชาร์ม เอล-ชีค (Sharm el-Sheikh) ริมทะเลแดงของอียิปต์แล้ว เพื่อเจรจาทางอ้อมเป็นวันที่ 2 เพื่อหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขของข้อเสนอสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของปาเลสไตน์กล่าวว่า การประชุมช่วงเช้าจบลงโดยไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับแผนการถอนกำลังของอิสราเอลออกจากกาซา ตามข้อเสนอของสหรัฐฯ กับประเด็นเรื่องหลักประกันที่ฮามาสต้องการเพื่อมั่นใจว่าอิสราเอลจะไม่กลับมาสู้รบอีก หลังสิ้นสุดข้อตกลงในระยะแรก

อีกด้านหนึ่ง ที่หน้าบ้านของนายเนทันยาฮูในกรุงเยรูซาเลม มีผู้คนมารวมตัวกันเพื่อแสดงการสนับสนุนครอบครัวตัวประกัน โดยประเมินกันว่า ณ ตอนนี้ยังมีตัวประกันอยู่ในฉนวนกาซาอีก 48 ราย แต่คาดว่ามีเพียง 20 คนเท่านั้นที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ผลสำรวจความคิดเห็นในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ชาวอิสราเอลประมาณ 70% ต้องการให้สงครามยุติลงเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกัน

ที่จุดจัดงานเทศกาล “โนวา” ซึ่งถูกฮามาสโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. 2566 จนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน มีผู้คนเดินทางไปรวมตัวกันที่นั่นในวันอังคาร ท่ามกลางเสียงระเบิดและปืนใหญ่ถูกยิงเข้าสู่ฉนวนกาซา ที่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร

ส่วนที่เมืองกาซาซิตีมีรายงานการโจมตีทางอากาศและปืนใหญ่ในช่วงเช้ามืดของวันอังคารในย่านตัล อัล-ฮาวา (Tal al-Hawa), ริมาล (Rimal) และ นัสร์ (Nasr) ทางตะวันตก และในย่านเชค ร็อดวาน (Sheikh Radwan) ทางตะวันออก รวมถึงค่ายผู้ลี้ภัย ชาตี (Shati) ทางตะวันตกเฉียงเหนือ

นางอีมาน อัล-วาฮิดี ผู้พลัดถิ่นในกาซาซิตี ผู้เสียลูกชายวัย 17 ปี ไปในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อปีก่อน บอกกับ BBC ว่า “เมื่อยามค่ำคืนมาถึง ความกลัวก็ตามมากับมันด้วย”

“ฉันและลูกสามคนกลัวการโจมตีทางอากาศ ตลอดทั้งคืนเรานอนกอดกัน โดยเฉพาะลูกคนเล็กสุดที่ซบศีรษะอยู่กับฉันตลอดทั้งคืน” นางอัล-วาฮิดี กล่าว “ทุกวินาทีเราต้องคอยดูข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และฉันกลัวว่าการหยุดยิงครั้งนี้จะไม่สำเร็จ และสงครามจะกลับมาหาพวกเราอีกครั้ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กู้ภัยช่วยนักปีนเขาหลายร้อยคน ที่ติดบนเขาเอเวอเรสต์ได้ครบทุกคนแล้ว

กู้ภัยช่วยนักปีนเขาหลายร้อยคน ที่ติดบนเขาเอเวอเรสต์ได้ครบทุกคนแล้ว

8 ต.ค. 2568 03:58 น.

กู้ภัยช่วยนักปีนเขาหลายร้อยคน ที่ติดบนเขาเอเวอเรสต์ได้ครบทุกคนแล้ว

นักปีนเขาหลายร้อยคนที่ติดบนยอดเขาเอเวอเรสต์มาหลายวัน ได้รับความช่วยเหลือครบทุกคนแล้ว โดยมีหลายคนที่เกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ

สำนักข่าว ซีซีทีวี ของจีนรายงานในวันอังคารที่ 7 ต.ค. 2568 นักปีนเขาทั้งหมด 580 คน ที่ติดอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ฝั่งทิเบตท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายตลอดหลายวัน ได้รับความช่วยเหลือลงไปยังเมืองชูดัง (Qudang) กับเมืองข้างเคียงในทิเบตได้ครบทุกคนแล้ว พร้อมกับคนนำทางท้องถิ่น, คนเลี้ยงจามรี และเจ้าหน้าที่สนับสนุนอีก 300 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยพานักปีนเขากลุ่มสุดท้ายจำนวนประมาณ 10 คน ไปจนถึงจุดนัดพบที่มี อุปกรณ์ทำความร้อน, ออกซิเจน และเสบียงฉุกเฉินอื่น ๆ แล้ว แต่ยังไม่ถึงเมืองชูดัง

ทั้งนี้ นักปีนเขากลุ่มดังกล่าวติดอยู่บนเขาหิมาลัยที่ความสูงมากกว่า 4,900 ม. หลังจากหิมะตกหนักกัดขวางเส้นทางไปสู่ไหล่เขาด้านตะวันออกของยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาว “โกลเดนวีก” (Golden Week) นาน 8 วันของจีน

ตามปกติแล้ว เดือนตุลาคมเป็นเดือนที่อากาศแจ่มใสและมีอุณหภูมิพอเหมาะ จนกลายเป็นหนึ่งในเดือนยอดนิยมสำหรับไปปีนเขาเอเวอเรสต์

เมื่อสัปดาห์ก่อน นักปีนทางไกลหลายร้อยคนมุ่งหน้าไปยังเส้นทางเดินเขาที่ “หุบเขาคาร์มา” (Karma Valley) ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่มีความงดงามและสามารถนำไปสู่บริเวณฐานของเอเวอเรสต์ ซึ่งสามารถมองเห็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกนี้ได้

อย่างไรก็ตามในคืนวันศุกร์ (3 ต.ค.) กลับมีหิมะตกหนัก และหนักขึ้นอีกในช่วงสุดสัปดาห์จนคนนำทางท้องถิ่นไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้นักปีนเขาติดอยู่บนภูเขาสูง ตามด้วยปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งใหญ่ ซึ่งมีทั้งตำรวจ, นักดับเพลิง และอาสาสมัครชาวทิเบตจำนวนหลายร้อยคนถูกส่งไปเข้าร่วม

ผู้ประสบภัยหลายคนบอกกับสื่อหลังจากได้รับความช่วยเหลือแล้วว่า สมาชิกในกลุ่มของพวกเขาหลายคนเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำแม้จะใส่ชุดหนาเพียงพอแล้วก็ตาม เนื่องจากสัมผัสกับอากาศเย็นเป็นเวลานาน นอกจากนั้น พวกเขายังแทบไม่ได้นอนเนื่องจากหิมะตกหนักมาก จนพวกเขาต้องกวาดหิมะทุกๆ 10 นาที มิเช่นนั้นเต็นท์อาจพังลงมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก นายกเทศมนตรีหญิงเยอรมนี ถูกแทงใกล้บ้านตัวเอง อาการวิกฤต

ช็อก นายกเทศมนตรีหญิงเยอรมนี ถูกแทงใกล้บ้านตัวเอง อาการวิกฤต

8 ต.ค. 2568 02:37 น.

ช็อก นายกเทศมนตรีหญิงเยอรมนี ถูกแทงใกล้บ้านตัวเอง อาการวิกฤต

นายกเทศมนตรีหญิงซึ่งเพิ่งได้รับการเลือกตั้งที่เมืองทางตะวันตกของเยอรมนี ถูกแทงใกล้บ้านของตัวเธอเองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และตอนนี้อาการอยู่ในภาวะวิกฤต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาง ไอริส ชตอลเซอร์ วัย 57 ปี สมาชิกพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (SPD) ฝ่ายกลางซ้าย เพิ่งได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองแฮร์เด็คเคอ (Herdecke) ในรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะถูกคนร้ายซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นใคร แทงเมื่อวันอังคารที่ 7 ต.ค. 2568

ข่าวระบุว่า นางชตอลเซอร์ มีบาดแผลหลายแห่งที่บริเวณหน้าอกและช่องท้อง โดยเธอได้รับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองโบคุม ซึ่งใกล้กับเมืองแฮร์เด็คเคอ ด้วยเฮลิคอปเตอร์ และแพทย์ต้องทำการผ่าตัดใหญ่เพื่อช่วยชีวิตเธอเอาไว้

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า ลูกบุญธรรมทั้งสองคนของนางชตอลเซอร์ ได้แก่ ลูกสาววัย 17 ปี กับลูกชายวัย 15 ปี เป็นผู้โทรศัพท์ฉุกเฉินแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเวลาเที่ยงวันตามเวลาท้องถิ่น

ต่อมา เด็กทั้งสองถูกนำตัวไปสอบปากคำและเพื่อการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยผู้สื่อข่าวในที่เกิดเหตุระบุว่า เห็นวัยรุ่นคนหนึ่งขึ้นรถตำรวจสายตรวจ แต่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นลูกบุญธรรมของนางชตอลเซอร์หรือไม่

ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนกล่าวว่า กำลังตรวจสอบทุกประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีนี้ รวมถึงเรื่องในครอบครัวด้วย เนื่องจากเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เคยเกิดเหตุความรุนแรงในครอบครัวของนางชตอลเซอร์มาแล้ว และมีการลงบันทึกประจำวันกับตำรวจด้วย

ด้านนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ กล่าวประณามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “การกระทำที่ชั่วร้าย” พร้อมกับขอให้นายกเทศมนตรีชตอลเซอร์ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สื่อแฉ ทรัมป์ขอเป็น ปธ.พิธีลงนามข้อตกลง ไทย-กัมพูชา เพิ่มโอกาสคว้าโนเบล

สื่อแฉ ทรัมป์ขอเป็น ปธ.พิธีลงนามข้อตกลง ไทย-กัมพูชา เพิ่มโอกาสคว้าโนเบล

8 ต.ค. 2568 01:21 น.

สื่อแฉ ทรัมป์ขอเป็น ปธ.พิธีลงนามข้อตกลง ไทย-กัมพูชา เพิ่มโอกาสคว้าโนเบล

สื่อจีนแฉว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ขอเป็นประธานพิธีลงนามสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา ที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเพิ่มโอกาสที่เขาจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้

สำนักข่าว เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ (scmp) รายงานเมื่อ 7 ต.ค. 2568 อ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในรัฐบาลและนักการทูต 4 คน ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ร้องขอเป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ระหว่างที่นายทรัมป์ร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงปลายเดือนนี้

ชาติอาเซียนหวังจะใช้การประชุมสุดยอดซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ต.ค. เพื่อเจรจาขอให้นายทรัมป์ผ่อนปรนมาตรการภาษีที่เข้มงวด ซึ่งสหรัฐฯ บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ในขณะที่นายทรัมป์ก็กำลังเดินหน้าแคมเปญการเป็น “ผู้สร้างสันติภาพ” เพื่อหวังจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

การปะทะตามแนวชายแดนไทยกับกัมพูชานาน 5 วันเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ศพ ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะตกลงที่จะเริ่มการเจรจาสันติภาพ หลังจากที่นายทรัมป์ขู่ว่าจะยกเลิกการเจรจาเรื่องภาษี หากไม่มีการหยุดยิง จนนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในที่สุด แต่สถานการณ์ก็เริ่มกลับมาคุกรุ่นอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวจากในรัฐบาลมาเลเซียและนักการทูตจำนวน 4 คนยืนยันว่า ทรัมป์ต้องการจัดพิธีพิเศษนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าของการริเริ่มกระบวนการสันติภาพนี้ ซึ่งรวมถึงการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 7 ต.ค. ซึ่งมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและประธานอาเซียนเป็นตัวกลางเจรจา

“ใช่แล้ว นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขามาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์” แหล่งข่าวรายหนึ่งผู้ไม่ขอเปิดเผยนาม กล่าวถึงการมาเยือนของทรัมป์

ทั้งนี้ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเดินหน้าแคมเปญเพื่อคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ โดยเขาอ้างว่าช่วยยุติสงครามและความขัดแย้งถึง 7 จุดทั่วโลกนับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม

เว็บไซต์ข่าว โพลิติโก (Politico) ของสหรัฐฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคนเปิดเผยว่า การจัดพิธีลงนามคือหนึ่งในเงื่อนไขที่นายทรัมป์ตั้งไว้เพื่อแลกกับการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นอกจากนั้น ผู้จัดการประชุมยังได้รับคำขอให้ตัดเจ้าหน้าที่จีนออกจากการประชุมด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า จะมีพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ โดยแหล่งข่าวคนหนึ่งยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่พิธีจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย นอกจากนั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไทยจะเห็นด้วยหรือไม่

อนึ่ง นอกจากนายทรัมป์แล้ว คาดว่าจะมีบุคคลระดับสูงอีกหลายคนมาเข้าร่วมการประชุมอาเซียนในปีนี้ รวมถึง นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน, นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย, นายลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล และนายไซริล รามาฟอซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : scmp